Skip to content

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา ปี C

เด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่งกำลังจะไปงานปาร์ตี้วันเกิดเพื่อนของเธอ คุณแม่ของเธอได้สอนมารยาทเธอ และย้ำเตือนว่า อย่าลืมพูดคำว่า “ขอบคุณ” กับคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนที่จัดงานหลังจากจบงานเลี้ยงแล้ว เมื่องานจบและเด็กหญิงคนนี้กลับมาบ้าน แม่ถามว่า “แล้วลูกได้ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนหรือเปล่า” ลูกสาวตอบว่า “ไม่ค่ะ เพราะเด็กคนก่อนหน้าหนูพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ แต่เจ้าของบ้านบอกว่า ‘ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องขอบคุณ’ ดังนั้นหนูจึงไม่พูด” ในพระวรสารของวันนี้ คนโรคเรื้อนที่เป็นชาวสะมาเรียแต่เพียงผู้เดียวกลับมาขอบคุณพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า “ทั้งสิบคนหายจากโรคมิใช่หรือ อีกเก้าคนอยู่ที่ใด”

หนังสือศักดิ์สิทธิ์ที่พบที่กุมรานมีเขียนไว้ว่า “มนุษย์ช่างอยุติธรรม และเนรคุณ” จริงๆแล้วจิตสำนึกแห่งการขอบคุณ และสรรเสริญ อาจจะไม่แสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์มากเท่ากับการช่วงชิง หรือ สรรเสริญตนเอง ดังนั้น เราควรจะเรียนรู้เรื่องความสำนึกในบุญคุณจากคนโรคเรื้อนสองคนที่เป็นคนต่างชาติต่างศาสนาจากบทพระวาจาของวันอาทิตย์นี้

นาอามาน แม่ทัพของกษัตริย์อารัมซึ่งเป็นคนต่างชาติต่างศาสนาเกิดเป็นโรคเรื้อนขึ้นมา เขาได้รับการชี้แนะจากทาสหญิงชาวอิสราเอลบอกให้ไปหาประกาศกเอลีชาเพื่อรับการรักษาเยียวยา ประกาศกเอลีชาบอกให้เขาลงไปอาบน้ำในแม่น้ำจอร์แดน เขาฟังแล้วโกรธมากที่จะให้ลงไปอาบในแม่น้ำที่สกปรกและเล็กๆ ถ้าจะเทียบกับที่บ้านเกิดของเขาแล้วมีแม่น้ำที่กว้างใหญ่ และน้ำก็ใสสะอาดกว่าที่นี่มาก เขาจึงคิดกลับไปประเทศของตนดีกว่า แต่บรรดาผู้รับใช้ของเขาอ้อนวอนขอให้เขาเชื่อพระเจ้าของประกาศกเอลีชา เมื่อเขาทำตามก็ได้รับการรักษาให้หายอย่างอัศจรรย์ ดังนั้นเขาและคณะผู้ติดตามจึงกลับไปหาประกาศกเอลีชาเพื่อขอให้รับของขวัญไว้เป็นการขอบคุณ แต่ประกาศกเอลีชาปฏิเสธที่จะรับ ที่สุดเขาขอดินจากดินแดนอิสราเอลโดยใช้ล่อสองตัวบรรทุก เพราะว่าเขาจะไม่ถวายเครื่องเผาบูชาใดๆ แด่พระเจ้าอื่น นอกจากแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

คนต่างชาติต่างศาสนาเชื่อว่าพระเจ้าหรือเทพเจ้าต่างๆ จะทรงอวยพรเฉพาะในถิ่นแดนบ้านเกิดเท่านั้น ดังนั้น นาอามานก็คิดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าของชนชาติอิสราเอลจะยังทรงคงอยู่เหนือแผ่นดินของอิสราเอล ดังนั้น เขาจึงต้องการดินจากที่นั่นขนย้ายไปยังดินแดนของชนต่างชาติ เรื่องเล่านี้สอนเราว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่เหนือดินแดนทั้งปวง และแผนการช่วยให้รอดของพระจะไม่ถูกจำกัดด้วยเขตแดนใดๆ แม้แต่ที่สร้างไว้โดยประชากรที่ทรงเลือกสรร

ในสมัยของพระเยซูเจ้า โรคเรื้อนเป็นโรคที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุด กฎของโมเสสกำหนดว่าคนที่เป็นโรคเรื้อนต้องถูกแยกออกไปนอกชายขอบของสังคม และในกรณีที่หายจากโรคแล้ว จะต้องได้รับการพิสูจน์จากบรรดาสมณะของพระวิหาร (เทียบ ลนต 13-14) สำหรับคนโรคเรื้อนที่เป็นชาวสะมาเรียโดนผลกระทบจากการ “แตะต้องไม่ได้” สองเด้งด้วยกัน คือ เป็นทั้งคนโรคเรื้อน และ เป็นคนต่างชาติอีกด้วย ดังนั้น เมื่อเขาหายจากโรคแล้ว จึงเป็นเขาเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบคุณพระเยซูเจ้า และสรรเสริญพระเจ้า

บาดหลวงชาวอินเดียคนหนึ่งใช้เวลาในช่วงพักร้อนโดยกลับไปบ้านเกิด พ่อแม่ของเขาเสียไปหมดแล้ว บ้านนั้นมีน้องชายอยู่กับภรรยาและลูกสาวอีก 2 คน เมื่ออยู่ครบกำหนดสองอาทิตย์ เขาก็กำลังจะเดินทางกลับวัดที่ทำงานอยู่ เมื่อหลานทั้งสองคนรู้ว่าเขากำลังจะไปแล้ว ทั้งสองร้องขึ้นมาด้วยความยินดีว่า “ขอบคุณค่ะ คุณลุง” เขาแปลกใจ จึงถามกลับไปว่า “ขอบคุณสำหรับอะไร” หลานทั้งสองตอบเหมือนกันว่า “ขอบคุณที่ลุงกลับไปเสียที” เขาจึงรู้ตัวเองว่า เนื่องจากความเจ้าระเบียบของตนจึงห้ามเด็กๆไม่ให้ดู TV ตลอดเวลาอย่างที่ทั้งสองทำเป็นนิสัย แต่ให้ดูแค่บางเวลา ดังนั้นพวกเขาจึงขอบคุณที่ลุงกำลังจากไป เห็นไหมครับว่า คำขอบคุณใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกโอกาส และใช้ได้กับทุกคนด้วย

คำว่า “ขอบคุณ” ในหลายๆภาษามีความหมายเชื่อมโยงกับเรื่องของ พระหรรษทาน ความดีงาม การอวยพร เมื่อเราพูดขอบคุณกับใคร หมายถึงคนนั้นเป็นพระพรสำหรับเรา นี่ก็เป็นคำอธิบายถึงเรื่องที่เราสวดก่อนและหลังอาหาร เพื่อขอพรและขอบพระคุณพระเจ้า ที่น่าสนใจกว่า คือคำว่า “ศีลมหาสนิท” (= Eucharist) เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก หมายความว่า “ขอบคุณ” ดังนั้น เวลาที่เราไปร่วมพิธีมิสซา ก็เป็นการขอบพระคุณพระเจ้าอย่างสูงสุดในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสำหรับเรา

เราเคยเรียนคำสอนที่สอนเราว่าในการภาวนา เรามีจุดประสงค์ 4 อย่าง คือ การขอบคุณ การสรรเสริญ การวอนขอ และการเป็นทุกข์เสียใจที่ได้ทำบาป จะเป็นเรื่องน่าเศร้ามากถ้าเราเป็นอย่างคนโรคเรื้อนเก้าคนที่ไม่สำนึกในบุญคุณของพระเยซูเจ้า คือคำภาวนาของเราจะจำกัดอยู่แค่ การขอ กับการเป็นทุกข์ใจ เท่านั้น เราจะร้องว่า “พระเยซู พระอาจารย์ โปรดสงสารพวกเราเถิด” แต่เราจะลืมมิติในด้านการขอบพระคุณ และการสรรเสริญพระองค์ ลองสำรวจตนสิว่า บ่อยแค่ไหนที่เราพูดว่า “ขอบพระคุณพระองค์ พระเยซูเจ้า” และ “พระสิริรุ่งโรจน์แด่พระเจ้า”

(คุณพ่อวิชา หิรัญญการ เขียนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.2019
Based on : Sunday Seeds For Daily Deeds
By : Francis Gonsalves, S.J.)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา ปี C

“จงลุกขึ้น ไปเถิด ความเชื่อของท่านทำให้ท่านรอดพ้นแล้ว”

เราจะเห็นภาพที่อธิบายไว้ในพระวรสารวันอาทิตย์นี้เป็นคนโรคเรื้อน 10 คน มาเฝ้าพระเยซูเจ้าห่างๆ ทั้งนี้ มีกฎไว้ว่าคนที่เป็นโรคนี้จะเข้ามาใกล้ๆ คนปกติธรรมดาไม่ได้ ต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ ต้องคอยร้องเตือนหรือสั่นกระดิ่งไม่ให้คนอื่นๆ เข้ามาใกล้ โรคเรื้อนจึงเป็นโรคที่นำมาซึ่งความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจอย่างสาหัสทีเดียว

ความทุกข์ทรมานร่วมกันนำพวกเขาให้รวมกลุ่มกันได้ นั่นคือ คนโรคเรื้อนชาวยิว 9 คน และชาวสะมาเรีย 1 คน จากระยะที่ห่างไกล พวกเขาตะโกนว่า “พระเยซู พระอาจารย์ โปรดสงสารพวกเราเถิด”

พระเยซูเจ้าก็ทรงรักษากฎเกณฑ์ของสมัยนั้น ตรัสว่า “จงไปแสดงตนแก่บรรดาสมณะเถิด”

พวกเขาก็ไปตามพระดำรัสสั่ง ระหว่างทางพวกเขาก็ได้รับการรักษาและหายเป็นปกติ

คนหนึ่งในสิบคนนี้ เมื่อพบว่าตนหายจากโรคแล้ว ก็กลับมาหาพระเยซูเจ้า ซบหน้าลงแทบพระบาท ขอบพระคุณพระองค์

พระวรสารตอนนี้สอนเราให้มีจิตสำนึกในการขอบพระคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง แม้เขาจะมีด้วยกันทั้งหมด 10 คน แต่มีคนเดียวเท่านั้น ซึ่งพระเยซูเจ้าเรียกว่าเป็นคนต่างชาติด้วยที่กลับมาขอบพระคุณพระองค์ อันที่จริงเวลาที่เขาเดินทางเพื่อจะไปแสดงตัวกับบรรดาสมณะที่พระวิหารกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาก็หายจากโรคแล้ว สำหรับชาวสะมาเรีย ซึ่งเป็นแต่เพียงหนึ่งเดียวนั้น คงประเมินสถานะตัวเอง และทราบดีว่า การไปแสดงตัวต่อสมณะที่แผนกตรวจผิวว่าหายจากโรคเรื้อน เขาย่อมไม่ได้รับการต้อนรับ อาจจะถูกเตะออกมาด้วย เพราะชาวยิวรังเกียจชาวสะมาเรีย ไม่ยอมคบค้าสมาคมด้วย ไม่อยากให้มาเหยียบบริเวณพระวิหารที่เยรูซาเล็มด้วยซ้ำ ดังนั้น เขาจึงละกับอีกเก้าคน และหันหลังกลับมาหาพระเยซูเจ้า เขาต้องการกลับมาเพื่อขอบพระคุณพระองค์ และการทำเช่นนี้มีคุณค่ามากในสายพระเนตรของพระเยซูเจ้า

เกิดอะไรกับอีกเก้าคนนั้น พวกเขาก็หายจากโรคทุกคนมิใช่หรือ และเขาก็หายไปจากพระเยซูเจ้าด้วย จึงไม่กลับมาขอบพระคุณ หรือไม่แม้แต่จะคิด ทั้งเก้าคนนั้นก็ได้รับการรักษาผิวพรรณให้หายจากโรคเรื้อน น่าเสียดายว่าเขาถูกรักษาให้หายแต่เพียงผิว ซึ่งเป็น ด่านนอกสุดของร่างกายเท่านั้น ที่ลึกลงไปหรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายของเขา ยังเป็นแบบเดิม

ส่วนชาวสะมาเรียนั้นได้รับการรักษาจากพระเยซูเจ้า ไม่เพียงเฉพาะแค่ผิวหนังเท่านั้น แต่ตัวของเขาทั้งหมด ไม่เพียงแต่ภายนอกเท่านั้น แต่ลึกลงไปถึงจิตใจของเขาด้วย และเมื่อหายจากโรคแล้ว เขาไม่ได้กลับไปอยู่ในโลกเก่า อาชีพเก่าๆ แวดวงเก่าๆ ของเขา แต่เขามาแสวงหาพระเยซูเจ้า เขามีชีวิตใหม่ในพระเยซูเจ้า

เราได้รับการสัมผัสจากพระเยซูเจ้าบ่อยเหมือนกัน เราเป็นเหมือนคนโรคเรื้อนเก้าคนนั้นไหม หรือเราเป็นเหมือนคนที่สิบ เก้าคนนั้นเพียงแต่ได้รับการประกาศโดยสมณะว่าผิวภายนอกของเขาสะอาด แต่ใจของเขายังเหมือนเดิม หรือเป็นแบบคนที่สิบที่ไม่ก้าวเดินกลับไปหาชีวิตเก่าอีกต่อไปแล้ว มาคอยอยู่ใกล้ๆ พระเยซูเจ้าดีกว่า

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2007)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง