Skip to content

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา ปี C

ให้เรามาเล่นเรื่องสมมุติกัน สมมุติว่าเราได้เข้าไปอยู่ในยานที่พาเราย้อนกลับไปในอดีตตรงกับปี ค.ศ.1776 ให้บังเอิญตรงที่ว่าเราได้ถือหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าของปัจจุบันติดมือไปด้วย ลองเดากันสิครับว่า ถ้าคนในสมัยนั้นได้ลองพยายามอ่านหนังสือพิมพ์ของยุคสมัยเรา พวกเขาจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน บรรดาผู้สันทัดกรณีส่วนมากเห็นว่าพวกเขาอาจจะไม่สามารถทำความเข้าใจได้ เปรียบเสมือนกำลังอ่านภาษาต่างประเทศ จะขอยกบางคำที่ผู้คนในสมัยปี ค.ศ.1776 จะไม่เข้าใจเลย เช่นคำว่า รถยนต์ เครื่องบิน นักบินอวกาศ ทางด่วน ซูเปอร์มาร์เก็ต เครื่องทำความเย็น ตลาดหุ้น ไม้เบสบอล แผ่นกระดานโต้คลื่น วิทยุ โทรทัศน์ ยานอวกาศ การไปเดินบนดวงจันทร์ หัวรบนิวเคลียร์ ขีปนาวุธวิสัยใกล้-ไกล ฯลฯ

ถ้าคนในอดีตที่อยู่ในปีที่เราย้อนกลับไปนี้มาถามเราว่า “โทรทัศน์” คืออะไร แล้วเราตอบว่าเป็นเครื่องที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในที่ไกลโพ้น เช่นในประเทศจีน

ถ้าคนสมัยนั้นถามว่า “อะไรคือขีปนาวุธหัวนิวเคลียร์พิสัยไกล” แล้วเราตอบว่ามันคือหัวกระสุนไฟขนาดใหญ่ของอเมริกาที่สามารถยิงไปทำลายเมืองใดๆก็ได้ที่อยู่ในรัสเซีย

ถ้าพวกเขาถามอีกว่า “การเดินบนดวงจันทร์” คืออะไร แล้วเราตอบว่ามีบางคนจากโลกเรานั่งยานอวกาศไปถึงดวงจันทร์ และได้ลงไปเดินบนผิวของดวงจันทร์

คุณคิดว่าผู้คนเหล่านั้นจะพูดกับคุณว่าอย่างไร คือถ้าพวกเขายังสติดีอยู่ จะพูดว่าคุณเป็นบ้าเสียสติไปแล้วแน่ๆ เพราะพวกเขาคงคิดไม่ออกหรอกว่า คุณจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในเมืองจีนในขณะนี้ได้อย่างไร ถ้าคุณกำลังนั่งเล่นอยู่ในบ้านของคุณ และหัวรบนิวเคลียร์ต่อให้เป็นหัวกระสุนใหญ่แค่ไหน ก็ไม่มีทางบินผ่านเมืองต่างๆไปถึงกรุงมอสโกได้ และก็ไม่มีใครจะบินได้อย่างนกไปถึงพระจันทร์ แล้วออกไปเดินรอบๆ แล้วกลับมายังโลกอีก

จุดมุ่งหมายที่เราเล่นเรื่องสมมุตินี้ก็คือ อยากจะบอกว่า มนุษย์ในศตวรรษหนึ่งคิดว่ามันไม่มีเหตุผลและเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในขณะที่คนที่อยู่ในศตวรรษอื่นเห็นว่า มันเป็นเรื่องจริง และเป็นที่รู้ของคนทั่วไป

ประเด็นคือ อยากจะบอกว่าสิ่งที่คนในศตวรรษก่อนไม่เคยคิดฝันเลย แต่คนที่อยู่ในศตวรรษอื่นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

จึงมาถึงบทสอนว่า ถ้าเราจัดการกับชีวิตของเราด้วยทัศนคติว่ามีบางสิ่งที่เป็นไปได้ เราก็อาจจะบรรลุผลสำเร็จได้ ในทางกลับกัน ถ้าเราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราก็อาจจะล้มเหลวกับสิ่งนั้น เพราะว่าคนในศตวรรษหนึ่งๆ จะไม่อาจตัดสินได้ว่า อะไรเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ ในอีกศตวรรษอื่นๆ

คราวนี้มาเล่นสมมุติแบบใหม่ สมมุติว่ามีบางคนมาจากอนาคต เช่นคนที่อยู่ในปี ค.ศ.3000 ย้อนกลับมาอยู่ในโลกสมัยของเรา และให้เขานำหนังสือพิมพ์ในยุคเขาติดมือมาด้วย สมมุติเราเปิดอ่านแล้วเข้าใจว่า ไม่มีรายงานข่าวเรื่องการใช้ความรุนแรง เรื่องความยากจน เรื่องสงครามระหว่างชาติต่างๆ สมมุติว่าเนื้อหาข่าวเต็มไปด้วยเรื่องของความรัก ความรุ่งเรือง สันติภาพ และมิตรภาพ เราอ่านแล้วจะพูดว่าอย่างไร ถ้าเราสติยังดีอยู่จะพูดว่าโลกแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่โลกจริง ข้อความที่บรรจุอยู่นั้นเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อมาหลอกลวงคนสมัยเรา

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะใครก็ตามในปัจจุบันนี้ถ้ายังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ จะรู้ว่า มีความรุนแรง มีการเป็นศัตรูอยู่ทั่วไป จะมีคนที่รวยมาก และจนมาก และชาติต่างๆก็จะใช้ความรุนแรง และการทำสงคราม

จึงเป็นอีกบทสรุปที่สำคัญตรงนี้ว่า ถ้าเราจัดการกับชีวิตด้วยทัศนคติที่ว่าสันติสุขบนโลกนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เราอาจจะบรรลุผลสำเร็จได้ แต่ถ้าเราเอาแต่คิดว่า คนเราขาดน้ำใจไมตรีต่อกัน ไม่สนใจกัน และเห็นแก่ตัว เราอาจจะจะล้มเหลวที่จะทำให้เกิดสังคมที่เอาใจใส่ดูแลกัน และไม่คิดถึงตนเอง ถ้าเรามีทัศนคติที่ว่าชาติต่างๆ ชอบใช้ความรุนแรงและสงคราม เราก็อาจจะล้มเหลวที่จะทำให้โลกมีสันติภาพ

ดังนั้น เราควรคิดใหม่ มีทัศนคติใหม่ และทำใหม่ในแบบที่ว่า สันติภาพบนโลกเป็นไปได้ ผู้คนรักใคร่ปรองดองกันเป็นไปได้ ความกลมเกลียวกันในชาติต่างๆเป็นไปได้

และเหตุผลสำคัญที่สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นไปได้ ก็เพราะว่าพระเยซูเจ้าได้เสด็จมาอยู่ท่ามกลางเรา และทรงสอนว่าเราควรดำรงชีวิตอย่างไร ทรงสอนว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ทรงยอมรับความตายเพื่อทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ และทรงกลับคืนพระชนมชีพเพื่อให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมา

นี่คือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเราในพระวรสารของอาทิตย์นี้ว่า “ถ้าเรามีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า ‘จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด’ ต้นหม่อนต้นนั้นก็จะเชื่อฟังท่าน” นั่นก็คือ โดยผ่านทางความเชื่อนั้น อำนาจของพระเจ้าก็จะอยู่ที่การดำเนินการของเรา ผลก็คือ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ไม่แม้แต่โลกที่จะไม่มีสงครามอีก ไม่มีความยากจนอีก ไม่มีความเกลียดชังอีก จงจำไว้ว่าสิ่งที่คนในศตวรรษหนึ่งพิจารณาว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่คนในศตวรรษอื่นเห็นว่ามันเป็นเรื่องพื้นๆ ที่รับรู้กันทั่วไป มันขึ้นอยู่กับคติและความเชื่อ มันขึ้นอยู่กับความเชื่อของเราต่อพระวาจาที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า ‘จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด’ ต้นหม่อนต้นนั้นก็จะเชื่อฟังท่าน”

(คุณพ่อวิชา หิรัญญการ เขียนเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2019
Based on : Illustrated Sunday Homilies – Year C –
by : Mark Link, SJ)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา ปี C

ชายคนหนึ่งอ่านพระวรสารของวันอาทิตย์นี้ตอนที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า ‘จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด’ ต้นหม่อนต้นนั้นจะเชื่อฟังท่าน” ชายคนนี้จึงต้องการทดลองพระเจ้า ค่ำนั้นก่อนจะเข้านอน เขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วสั่งต้นมะม่วงที่เขาเห็นว่า “จงถอนรากแล้วไปขึ้นในทะเลเถิด” แล้วเขาก็เข้านอน รุ่งเช้าตื่นมาเขามองออกไปที่หน้าต่างเช่นเดิม ต้นมะม่วงก็ยังคงอยู่ตรงนั้น เขาบ่นกับตัวเอง “ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นเช่นนี้” ดูเหมือนความเชื่อของเขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายอะไรได้เลย

มีชายชาวอินเดียคนหนึ่ง ที่ความเชื่อของเขาเกือบเคลื่อนย้ายภูเขาได้ จากเหตุการณ์เขาสูญเสียภรรยาไประหว่างทางจากบ้านจะไปโรงพยาบาล เพราะหนทางภูเขาที่คดเคี้ยวจนต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงจึงจะถึงโรงพยาบาลได้ กว่าจะไปถึงก็ไม่ทันเสียแล้ว ด้วยความรักที่เขามีต่อภรรยาที่ล่วงลับ เขาจึงใช้เครื่องมือค่อยๆ เจาะภูเขาทำทางให้สั้นลง โดยใช้เวลายาวนานถึง 22 ปี เพราะเขาค่อยๆ ทำแต่เพียงผู้เดียว ผลก็คือ บัดนี้ชาวบ้านสามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง งานที่เขาทำเพราะความรักช่วยร่นระยะทางจากหมู่บ้านไปถึงโรงพยาบาลจาก 50 กิโลเมตร เหลือเพียง 10 กิโลเมตร

บทอ่านแรกจากหนังสือประกาศกฮาบากุก ซึ่งเขียนไว้ราว 600 ปีก่อนคริสตศักราช ช่วงเวลาก่อนที่ชาวบาบิโลเนียนจะรุกรานชาวยิวนิดเดียว ท่านได้บ่นว่าต่อพระเจ้าว่าท่านจะต้องร้องขอความช่วยเหลือนานสักเท่าใด พระองค์จึงจะทรงฟัง สถานการณ์กำลังจะเลวร้ายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แรกทีเดียวก็ชาวอัสซีเรียน และต่อมาก็ชาวบาบิโลเนียน ที่เข้ามารุกรานเขตแดนของพวกเขา ท่านต้องการได้รับคำตอบจากพระเจ้า จริงๆแล้ว พระเจ้าจะทรงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแน่ๆ แต่ต้องเป็นไปตามวิถีทางของพระองค์ และในเวลาที่พระองค์ทรงกำหนด บรรทัดสุดท้ายเป็นคำพูดที่น่าฟังมาก “ผู้ชอบธรรมจะมีชีวิตเพราะความซื่อสัตย์” ความเชื่อในที่นี้ก็คือความซื่อสัตย์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย นอบน้อมต่อพระวาจาของพระเจ้าว่าเป็นจริง แม้ยังมองไม่เห็นเค้าลางเลยก็ตาม

ในบทอ่านที่สองของหลายอาทิตย์มานี้ นักบุญเปาโลได้ให้คำสั่งสอน “ทิโมธี” ศิษย์ของท่าน ให้นำทางกลุ่มคริสตชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา นักบุญเปาโลได้แนะนำให้เขาทำให้พระพรพิเศษของพระเจ้าเป็นไฟที่รุ่งโรจน์ขึ้นอีก พระพรพิเศษนี้มาจากพระจิตเจ้า ซึ่งมีรากฐานอย่างมั่นคงใน “ความเชื่อ” พระเจ้าไม่ได้ประทานจิตที่บันดาลความขลาดกลัว แต่เป็นจิตที่บันดาลความเข้มแข็ง ดังนั้น ทิโมธีจะต้องส่งเสริมหล่อเลี้ยง “ความเชื่อ” และเป็นพยานถึงโดยไม่หวั่นต่อความยากลำบากใดๆ ที่จะต้องเผชิญ น่าแปลกใจใช่ไหมครับที่นักบุญเปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้เมื่อท่านถูกขังอยู่ในคุกที่กรุงโรม และใกล้ความตายของท่านแล้ว

พระวรสารของวันอาทิตย์นี้กระตุ้นเตือนใจเราในเรื่องที่เกี่ยวกับ (1) ความเชื่อ (2) การรับใช้ การร้องขอของบรรดาอัครสาวกที่ว่า “โปรดเพิ่มความเชื่อให้พวกเราเถิด” เกิดขึ้นหลังจากคำตักเตือนของพระเยซูเจ้าให้ระวังการถูกประจญในเรื่องของความเชื่อ บรรดาอัครสาวกคงได้เห็นกับตาของพวกเขาแล้วว่าพระเยซูเจ้าทรงมีความเชื่ออย่างไม่หวั่นไหวเลยต่อพระบิดาของพระองค์ ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงสอนชาวเราว่า ความเชื่อสามารถเคลื่อนต้นหม่อนหรือเคลื่อนภูเขาได้(มธ 21:21 ; มก 11:23)นั้น พระองค์มิได้ทรงคาดหวังให้เราเป็นเหมือนชายเมื่อตอนต้นเรื่องที่ต้องการเคลื่อนย้ายต้นมะม่วง หรือชายชาวอินเดียที่ปรับระดับทางบนภูเขา แต่พระเยซูเจ้าทรงคาดหวังให้เรายินยอมให้พระเจ้าทรงทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ โดยที่เราให้ความร่วมมือกับพระองค์

ในเรื่องของการรับใช้ที่พระวรสารสอนในลำดับต่อมา ต้องการสอนว่าการรับใช้ต่อพระเจ้าตามความเชื่อของเราที่แสดงออกมานั้น อย่าถือว่าพระเจ้าทรงเป็นหนี้บุญคุณเรา และคาดหวังว่าจะได้รับรางวัลตอบแทน พระเยซูเจ้าทรงสอนชัดเจนว่า “เมื่อท่านได้ทำตามคำสั่งทุกประการแล้ว จงพูดว่า ฉันเป็นผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์ เพราะฉันทำตามหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น”

ความเชื่อก็เป็นเหมือน “สะพาน” ที่นำเราไปถึงพระเจ้า และไปถึงกันและกัน พระวาจาของพระเจ้าสำหรับอาทิตย์นี้ แสดงให้เราเห็นถึงบุคคลในแบบต่างๆ – ประกาศกฮาบากุกและชาวอิสราเอลในสมัยของท่าน – นักบุญเปาโลและทิโมธี – พระเยซูเจ้าและบรรดาอัครสาวก (และแม้แต่ตัวอย่างของชายสองคนตอนต้นเรื่อง)ต่างก็มี “รูปแบบความเชื่อ” ในแบบของตน ในท่ามกลางความสงสัย และความยากลำบากต่างๆในชีวิต ความเชื่อของนักบุญเปาโล ก็เป็นเหมือนของพระเยซูเจ้า คือมั่นคงดุจหินผา ในขณะที่ประกาศกฮาบากุกร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า และบรรดาอัครสาวกเรียกร้องขอพระเยซูเจ้าได้โปรดเพิ่มความเชื่อให้พวกเขา จากตัวอย่างต่างๆเหล่านี้ อย่าทำให้เราคาดหวังว่าความเชื่อของเราจะเคลื่อนภูเขา แต่จงให้ความเชื่อขับเคลื่อนตัวเราให้ทำตามพระประสงค์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

(คุณพ่อวิชา หิรัญญการ เขียนเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.2019
Based on : Sunday Seeds For Daily Deeds
By : Francis Gonsalves, SJ.)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง