Skip to content

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ปี C

วิถีทางของพระเจ้าช่างลึกลับและน่าพิศวง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1909 คุณพ่อฟรังซิส เคลเลอร์ ได้เดินทางที่ยาวไกลไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในถิ่นทุรกันดารของเมืองไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทางไปเยี่ยมท่านได้ส่งจดหมายไปให้บรรดาคริสตชนที่นั่นรู้ล่วงหน้า ว่าจะมีบูชามิสซาในวันอาทิตย์ที่จะมาถึง ผู้คนที่อยู่ที่นั่นมีความยินดีมาก และส่งข่าวต่อๆกันไป ดังนั้น จึงมีคนมากพอควรมาร่วมส่วนในบูชามิสซาของวันอาทิตย์ที่กำหนดนั้น ที่พวกเขายินดีเพราะถือเป็นเหตุการณ์พิเศษ เนื่องจากการขาดแคลนพระสงฆ์ทำให้ไม่ค่อยมีการถวายมิสซาที่นั่น หลังมิสซามีการกินอาหารด้วยกันโดยทุกคนต่างเตรียมมาแบ่งปันกัน คุณพ่อเคลเลอร์ได้รับเชิญให้รับประทานอาหารกับพวกเขา และท่านก็มีความยินดีและเต็มใจเช่นนั้น หลังรับประทานอาหารแล้วสัตบุรุษคนหนึ่งพูดว่า “คุณพ่อครับ กว่ารถไฟที่คุณพ่อจะนั่งกลับไปมาถึง ยังมีเวลาพอควร ผมจะขอนำพ่อไปดูรอบๆสถานที่นี้” คุณพ่อก็เห็นด้วย

ในขณะที่พวกเขาผ่านไปที่บ้านหลังหนึ่ง หญิงเจ้าของบ้านออกมาเห็น และก็จำได้ทันทีว่าท่านเป็นพระสงฆ์จากเสื้อที่ท่านใส่ เธอรีบเข้ามาหาท่านและขอให้เข้าไปในบ้านเพื่อสวดภาวนาให้น้องชายของเธอซึ่งป่วยหนักมาก เมื่อคุณพ่อเห็นสภาพของคนป่วย จึงได้ทำการโปรดศีลเจิมคนไข้ให้ด้วย เพราะคุณพ่อมีกระเป๋าส่งศีลติดตัวมาด้วย หลังจากเจิมน้ำมันและภาวนาให้แล้ว คนไข้แลดูมีความสุขมากและส่งสายตาแสดงถึงความขอบคุณ จากนั้นเขาก็สิ้นใจด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า พี่สาวของเขาพูดว่า “คุณพ่อคะ ดิฉันไม่ทราบว่าพ่อมาถวายมิสซาเมื่อเช้านี้ มิฉะนั้นดิฉันจะพาน้องชายไปอย่างแน่นอน อยากให้คุณพ่อทราบว่า น้องของดิฉันสวดอยู่ทุกๆวันขอให้เขาได้พบพระสงฆ์ก่อนตาย ที่จริง เมื่อเช้านี้ อาการเขาเข้าขั้นวิกฤตแล้ว เราสวดขอให้พระรับเขาไปอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว และน่าอัศจรรย์ยิ่งนักที่พระได้ทรงทำให้ความปรารถนาของเขาเป็นผล โดยนำคุณพ่อมาที่นี่ก่อนที่เขาจะสิ้นลม ขอขอบคุณคุณพ่ออย่างจริงใจนะคะ”

มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าที่บรรดาพระสงฆ์ได้พบประสบมา นี่เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน เพราะคนที่ขอย่อมได้รับ คนที่แสวงหาย่อมพบ คนที่เคาะประตูย่อมมีผู้เปิดประตูให้ ท่านที่เป็นพ่อ ถ้าลูกขอปลา จะให้งูแทนปลาหรือ ถ้าลูกขอไข่ จะให้แมงป่องหรือ แม้แต่ท่านทั้งหลายที่เป็นคนชั่วยังรู้จักให้ของดีๆแก่ลูก แล้วพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะไม่ประทานพระจิตเจ้าแก่ผู้ที่ทูลขอพระองค์มากกว่านั้นหรือ” พูดง่ายๆ คือ ทุกๆคำภาวนาจะได้รับการสดับฟัง และทุกๆคำภาวนาจะได้รับคำตอบในเวลาที่เหมาะสม และในพระญาณสอดส่องขององค์พระผู้เป็นเจ้า

มีสองสิ่งที่จำเป็นสำหรับการภาวนาที่มีประสิทธิผล คือความเพียรพยายาม (perseverance) และความไว้วางใจ (trust) แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงเป็นนายที่เข้มงวดและพระทัยแข็ง ในทางกลับกัน ทรงเป็นพระบิดาผู้พระทัยดี ทรงสนพระทัยให้เกิดแต่สิ่งที่ดีที่สุดแก่จิตใจของชาวเรา นักประพันธ์ผู้หนึ่งเขียนไว้ว่า “พระเจ้าอาจจะทรงรีรอบ้าง แต่ก็ทรงให้ทันเวลาเสมอ” ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าจะทรงทำให้เราได้รับพระพร ไม่เพียงแต่เท่าที่เราวอนขอเท่านั้น แต่ตามที่เราต้องการอย่างแท้จริงอีกด้วย

มีเรื่องเล่าว่า เด็กชายเล็กๆคนหนึ่งอยากพบกับพระเจ้า เขารู้ว่าต้องเดินทางไกลกว่าจะถึงที่พักอาศัยของพระองค์ เขาจึงจัดเตรียมกระเป๋า และใส่อาหาร ขนมกับเครื่องดื่มเตรียมเผื่อไปด้วย แล้วจึงเริ่มออกเดินทาง แต่พอเขาเดินห่างจากบ้านไปได้ไม่ไกล ก็พบชายชราคนหนึ่ง กำลังนั่งอยู่ในสวนใกล้ๆบ่อน้ำ และเหม่อมองดูนกต่างๆ เด็กน้อยไปนั่งลงข้างๆเขา และเปิดกระเป๋า ในขณะที่เขากำลังจะดื่มน้ำกระป๋องที่เตรียมมา เขาสังเกตเห็นชายชราท่าทางหิวโหย เขาจึงแบ่งขนมให้ชายคนนั้น ชายคนนั้นรับไว้แล้วยิ้มให้เด็กน้อย รอยยิ้มนั้นประทับใจเด็กชายมากจนเขาอยากเห็นอีก ดังนั้นเขาจึงแบ่งเครื่องดื่มไปให้ชายคนนั้นด้วย เขาก็ยิ้มกลับมาอีก เด็กน้อยดีใจมาก สรุปว่าทั้งคู่นั่งอยู่ด้วยกันตลอดบ่ายนั้น กินอาหาร ขนม และดื่มน้ำกระป๋องด้วยกัน และยิ้มให้กันโดยไม่ได้พูดคุยกันสักคำ

ใกล้มืดแล้ว เด็กน้อยรู้สึกเหนื่อยมากแล้ว จึงลุกขึ้นเตรียมตัวกลับบ้าน แต่เดินไปได้นิดเดียว เขาหันกลับมา แล้ววิ่งเข้าไปกอดลาคุณลุงคนนั้น ลุงนั้นยิ้มกว้างที่สุดให้กับเขา ต่อมาเด็กกลับถึงบ้าน แม่ของเขาแปลกใจมากที่เห็นใบหน้าของลูกเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี จึงถามว่า “วันนี้ ลูกไปทำอะไรมาจึงดูมีความสุขมากเช่นนี้” เด็กตอบว่า “ผมได้ไปกินข้าวเที่ยงกับพระเจ้ามา” และก่อนที่แม่เขาจะพูดอะไร เขารีบเสริมว่า “แม่รู้ไหมครับ พระองค์มีรอยยิ้มที่สวยงามมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา”

ในขณะที่ชายชราคนนั้นก็กลับบ้านไปด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ลูกชายของเขามองเห็นความสุขบนใบหน้าของผู้เป็นพ่ออย่างชัดเจน จึงถามว่า “พ่อครับ วันนี้ไปทำอะไรมาจึงดูมีความสุขมากมายเช่นนี้” เขาตอบว่า “พ่อไปกินอาหารในสวนกับพระเจ้า” และก่อนที่ลูกชายจะถามต่อ เขาเสริมว่า “ลูกรู้ไหม พระองค์ทรงเป็นหนุ่มน้อยมากกว่าที่พ่อคาดคิดไว้”

เรื่องนี้สอนเราว่าบางครั้งเราประเมินคุณค่าสิ่งพวกนี้ต่ำเกินไป เช่น พลังของการสัมผัส รอยยิ้ม คำพูดที่ไพเราะ การตั้งใจรับฟัง การชมเชยด้วยจริงใจ หรือการเอาใจใส่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้วันๆนั้นเป็นวันที่พิเศษของคนๆหนึ่ง หรืออาจจะเปลี่ยนมุมมองชีวิตของคนได้ หรือแม้แต่อาจจะทำให้เขารู้สึกว่าได้สัมผัส หรือ ได้พบกับพระเจ้าเลยทีเดียว

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ (เขียนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.2019
Based on : “Your Words, O Lord, Are Spirit, and They Are Life”, Year C.
By : Fr James Valladares)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ปี C

“ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย”

จิม จอห์นสัน ได้รับมอบงานให้ช่วยกอบกู้โรงแรมแห่งหนึ่งที่กำลังจะเลิกล้มกิจการ กรรมการท่านอื่นได้เคยพยายามดูแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โรงแรมกลับยิ่งอยู่ในสภาพที่จะอยู่หรือจะไป จิมจึงตัดสินใจลองทำบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

ทุกคืนเขาจะขับรถขึ้นไปบนยอดเขาของเมืองที่ซึ่งเขาสามารถมองลงมาเห็นเมืองและโรงแรม เขาจะจอดรถและนั่งอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 20 นาทีเพื่อการภาวนา

จิมภาวนาให้บรรดาแขกของโรงแรม ให้พวกเขาได้ผ่อนคลายเวลาที่มาใช้บริการของโรงแรม เขาภาวนาให้พนักงานของโรงแรมทุกคน และภาวนาให้ครอบครัวของพวกเขาด้วย เขาภาวนาให้ทุกคนที่มาติดต่อธุรกิจกับโรงแรม และที่สุดเขาภาวนาให้เมืองนี้และประชาชนทุกคนของเมืองนี้

คืนแล้วคืนเล่าที่จิมขับรถขึ้นไปบนยอดเขาของเมือง และคืนแล้วคืนเล่าที่เขาจอดรถ และภาวนาบทเดิม

ไม่ช้าไม่นาน สถานการณ์ของโรงแรมก็เริ่มดีขึ้น ความเชื่อมั่นใหม่ๆ กลับคืนมาสู่บรรดาพนักงานอีกครั้ง แขกใหม่แต่ละคนจะได้รับการต้อนรับและทักทายอย่างอบอุ่น จิตตารมณ์ใหม่ซึมซาบเข้าไปในการปฏิบัติงาน โรงแรมกำลังเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง

นอร์แมน วินเซนต์ พีล ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องนี้ได้ยกความชอบของการเกิดใหม่ของโรงแรมนี้ให้กับการภาวนาทุกค่ำคืนของจิม จอห์นสัน และเขาแฝงความคิดที่คมคายไว้ว่า “ถ้าการภาวนาของคนหนึ่งยังสามารถเปลี่ยนแปลงโรงแรมแห่งหนึ่งได้ขนาดนี้ ลองคิดดูสิว่าการภาวนาของคนทั้งชาติจะเปลี่ยนโลกได้สักขนาดไหน”

ด้วยเหตุนี้เอง เราจะพบว่าตลอดพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงภาวนาอยู่เสมอ และในพระวรสารของอาทิตย์นี้ เมื่อบรรดาศิษย์ขอให้พระองค์ช่วยสอนการภาวนา พระองค์จึงสอนบทสวด “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย”

ในบทข้าแต่พระบิดานั้น พระเยซูเจ้าทรงสอนให้เราเทิดทูนพระเจ้าของเรา ให้เราขอบพระคุณพระสำหรับพระพรต่างๆ ที่ทรงประทานให้เรา อีกทั้งให้เรามีจิตสำนึกเป็นทุกข์เสียใจในความไม่เหมาะสมของเรา เพื่อจะได้รับพระเมตตาจากพระองค์ และให้เรารู้จักวอนขอสิ่งที่จำเป็นสำหรับเรา

พระเยซูเจ้ายังทรงสอนบรรดาศิษย์ต่อไปอีกว่า “จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะประตูเถิด แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน”

ปกติ เราวิงวอนขอพระเจ้าโดยการภาวนา ให้เราสำรวจตัวเราว่า เราได้วางเรื่องการภาวนาไว้เป็นความสำคัญลำดับแรกๆ ในชีวิตของเราหรือเปล่า หรือว่าเราปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่เห็นความสำคัญของการภาวนา พอวาระสุดท้ายปลายชีวิตที่เราคิดจะภาวนา ความคิดของเราจะถูกรบกวนด้วยเรื่องต่างๆ มากมายจนไม่มีเวลา สุดท้ายเราก็ตายไปโดยที่ยังไม่ทันเริ่มต้นภาวนา หรือยังภาวนาไม่จบ

คนที่ไม่ฝึกภาวนาในชีวิตประจำวัน ก็คงจะภาวนาในวันสุดท้ายได้ยากยิ่ง

อันที่จริง คำภาวนาเป็นเรื่องที่ทรงอานุภาพมาก ปาสกัล นักคณิตศาสตร์เลื่องชื่อ ชาวฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 17 ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การภาวนาเป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีที่พระเจ้าเลือกที่จะปันส่วนอำนาจที่ไม่สิ้นสุดของพระองค์ให้กับเรา”

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2010)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง