การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience) วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2021

การสอนคำสอนเรื่องการสวดภาวนา: 33 – ความมานะพยายามและการดิ้นรนเพื่อสวดภาวนา

อรุณสวัสดิ์ ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        พ่อรู้สึกยินดีที่ได้มาพบปะกันแบบหน้าต่อหน้าอีกครั้งหนึ่ง เพราะพ่ออยากจะบอกบางสิ่งบางอย่างกับพวกลูก เป็นการที่ไม่ดีเลยที่พ่อจะพูดกับหน้ากล้องที่ไม่มีใครฟัง แบบมองเห็นใบหน้ากัน พ่อรู้สึกแปลก ๆ ยังไง ๆ ชอบกล  แต่บัดนี้หลังจากผ่านไปหลายเดือนพวกเรากลับมาเห็นหน้ากันอีก ซึ่งต้องขอบใจมงซินญอร์ซาปีเอนซา (Sapienza) ที่บอกว่า พวกเราจึงได้มารวมตัวกันที่นี่อีกครั้งหนึ่ง การที่ได้พบกับผู้คนแบบหน้าต่อหน้า กับพวกลูก ๆ ที่นี่ แต่ละคนต่างก็มีเรื่องราวของตนเอง ผู้คนที่มาจากทั่วโลก จากประเทศอิตาลี จากสหรัฐอเมริกา จากโคลัมเบีย… พ่อคิดว่ามีพี่น้องชาวสวิสสี่คนที่เป็นนักฟุตบอลทีมเดียวกันอยู่ที่นี่ด้วย แต่พ่อมองไม่เห็นซิสเตอร์ที่มาเป็นประจำ คิดก็ว่าเธอมาด้วยเช่นกัน… และการที่ได้เห็นใบหน้าของลูกทุกคน ทำให้พ่อรู้สึกดีใจมาก เพราะพวกเราทุกคนเป็นพี่น้องกันในพระเยซูคริสต์ และเมื่อพวกเราต่างมองกันและกัน จะช่วยให้พวกเราสวดภาวนาให้กันและกัน แล้วก็ยังมีประชาชนที่อยู่ไกลออกไป แต่ทำตัวใกล้ชิดกับพวกเราเสมอ ซิสเตอร์เจเนอเวียฟ (Sister Genevieve) มาเป็นประจำซึ่งมาจาก ลูนาปาร์ค (Lunapark) กับผู้คนที่ทำงานหนัก…อีกจำนวนมาก  พวกเขาทุกคนอยู่ที่นี่ ขอบคุณที่คนที่มาเยี่ยมพ่อ ขอให้นำสาส์นของพระสันตะปาปาไปยังทุกคน สาส์นจากพระสันตะปาปาคือจากพ่อเองที่อธิษฐานภาวนาสำหรับทุกคน และพ่อก็ขอให้พวกลูกภาวนาสำหรับพ่อด้วย พวกเราจะเป็นหนึ่งเดียวกันในการอธิษฐานภาวนา

        และเมื่อพูดถึงการสวดภาวนาของคริสตชน ก็เช่นเดียวกันกับชีวิตของคริสตชนทุกคน ซึ่งไม่ใช่ “การเดินเล่นในสวน” ไม่มีนักภาวนายิ่งใหญ่ผู้ใดที่พวกเราพบในพระคัมภีร์ หรือในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรที่พบว่าการสวดภาวนา “เป็นสิ่งง่าย ๆ” ใช่แล้ว พวกเราอาจสวดแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่นั่นไม่ใช่การสวดภาวนา แน่นอนว่าการสวดภาวนาทำให้พวกเรามีสันติสุข แต่ต้องผ่านการต่อสู้ดิ้นรนภายในอย่างมาก ซึ่งบางครั้งก็ยากที่อาจติดตัวตามพวกเราไปเป็นเวลาช้านาน การสวดภาวนาไม่เป็นสิ่งที่ง่าย และนี่คือเหตุที่พวกเราไม่ค่อยอยากสวดภาวนากัน ทุกครั้งที่พวกเราอยากจะสวดทันทีพวกเรามักจะถูกรบกวนด้วยกิจกรรมหลายอย่าง ซึ่งในขณะนั้นดูเหมือนจะมีความสำคัญและเร่งด่วนมากกว่าเข้ามาแทรกเวลาสวดภาวนา นี่เกิดขึ้นกับพ่อเช่นเดียวกัน พ่ออยากจะไปสวดภาวนานิดหน่อย… โอ ไม่ละ พ่อต้องทำนี่ทำนั่น… นี่แหละทำให้พวกเราละทิ้งการสวดภาวนาไปง่าย ๆ พ่อไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรแต่ก็เป็นเช่นนั้น แทบจะทุกครั้งก็ว่าได้หลังจากที่ทิ้งการสวดภาวนาไปแล้ว พวกเราจึงค่อย ๆ รับรู้ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีความสำคัญอะไรมากมายเลย และพวกเราอาจเสียเวลาไปเปล่าๆ  และนี่คือวิธีที่ศัตรูหรือซาตานชอบหลอกลวงพวกเรา

        บรรดาชายหญิงที่ศรัทธาทุกคนกล่าวว่าการสวดภาวนาไม่ใช่จะมีเพียงแค่ความชื่นชมยินดี แต่ยังมีความเบื่อและความเหนื่อยหน่ายตามมาด้วย บางครั้งเป็นการต่อสู้ที่แสนยากลำบากที่จะรักษาเวลาและหนทางที่จะสวด นักบุญบางองค์ใช้เวลาหลายปีก่อนที่จะพบความพึงพอใจในการสวดภาวนาโดยที่มองไม่เห็นถึงคุณประโยชน์ของการสวดภาวนา ความสงบเงียบ การสวด และการตั้งใจสวดเป็นการปฏิบัติที่ยากลำบาก และบางครั้งธรรมชาติมนุษย์ก็เกิดการทรยศ พวกเราอยากจะไปอยู่ที่ใดก็ได้ในโลก แต่ไม่ใช่ที่นี่ นั่งสวดภาวนาที่ม้านั่งในวัด ผู้ที่อยากสวดภาวนาต้องจำไว้ว่า ความเชื่อไม่ใช่เรื่องง่าย และบางครั้งฉันก้าวไปข้างหน้าในราตรีที่มืดสนิท ดังนั้นนักบุญบางองค์จึงเรียกสิ่งนั้นว่า “ราตรีอันมืดสนิท”  เพราะว่าพวกเราไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ฉันก็ยังสวดภาวนาต่อไป

        คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกบันทึกไว้ยืดยาวแบบบัญชีหางว่าวเกี่ยวกับศัตรูของการสวดภาวนา อันได้แก่สิ่งต่างๆ ที่ทำให้ยากเมื่อพวกเราจะสวดภาวนา (เทียบ ข้อ 2726-2728)         บางคนสงสัยว่าคำภาวนาจะไปถึงพระเจ้าไหม เหตุใดพระเจ้าจึงเงียบเฉย? หากพระเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์น่าจะกล่าวสักสองสามคำแล้วทำให้เรื่องราวนั้นจบไป เมื่อเผชิญกับการนิ่งเฉยของพระเจ้าหลายคนสงสัยว่าการสวดภาวนาเป็นเพียงการปฏิบัติการทางจิตวิทยา ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่อาจเป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่ความจริงและไม่จำเป็น และใครๆ ก็อาจทำเช่นนี้ได้โดยที่ไม่ต้องมีความเชื่อ และก็ยังมีรูปแบบเช่นนี้อีกต่อไปเพราะยังมีการอธิบายในหลากหลายรูปแบบ

        ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของการสวดภาวนาจะพบได้ในตัวพวกเรานี่เอง  คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกอธิบายว่า “การสิ้นหวังในเวลาที่พวกเรารู้สึกแห้งแล้ง ความเศร้าอันเกิดจากการที่พวกเราเป็น “เจ้าข้าวเจ้าของมากเกินไป ยังยึดติดสิ่งต่าง ๆ”  พวกเรามิได้มอบทุกสิ่งให้กับพระเจ้า รู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับตามที่ตนอยากได้ มีบาดแผลจากความเย่อหยิ่งจองหอง  มีความทุกข์ในใจเนื่องมาจากพวกเราเป็นคนบาป การต่อสู้ของพวกเรากับความคิดที่ว่าการสวดภาวนาเป็นของฟรี ๆ และเป็นของขวัญแบบเปล่า ๆ ที่ไม่มีการติดหนี้บุญคุณอะไรต่อกัน” (2728) นี่เป็นเพียงแค่บทสรุปที่ยังไม่จบ

        พวกเราควรจะทำอย่างไรในเวลาเผชิญกับการหลอกลวงเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างดูจะโอนเอนไปหมด? หากพวกเราจะพิจารณากันถึงชีวิตฝ่ายจิต จะเห็นได้ทันทีว่าอาจารย์แห่งดวงวิญญาณจะมีความชัดเจนมากกับสถานการณ์ที่พวกเราเพิ่งจะกล่าวมา  เพื่อที่จะเอาชนะการประจญล่อลวง อาจารย์แต่ละท่านมอบคำแนะนำบางอย่างให้พวกเรา อันเป็นคำพูดแห่งปรีชาญาณ หรือข้อเสนอที่จะจัดการกับปัญหาในยามที่พวกเรารู้สึกเผชิญความยากลำบาก นี่ไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีที่ละเอียดอ่อนมากมาย เปล่าเลย แต่นี่เป็นคำแนะนำที่เกิดจากประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการต่อสู้และการยืนหยัดอยู่ในการสวดภาวนา

        สิ่งที่น่าสนใจ ขณะที่พิจารณกันสักสองสามคำจากคำแนะนำ เพราะคำแนะนำแต่ละอย่างควรที่จะมีการศึกษากันต่อไป ตัวอย่าง การฝึกฝนชีวิตจิต (Spiritual exercise) ของนักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลา ซึ่งเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เปี่ยมด้วยปรีชาญาณที่สอนว่าจะต้องจัดระเบียบชีวิตอย่างไร ซึ่งทำให้พวกเราเข้าใจว่ากระแสเรียกของคริสตชนเป็นดุจการเกณฑ์ทหาร เป็นการตัดสินใจที่จะยืนอยู่ใต้มาตรฐานของพระเยซูคริสต์ และไม่ยอมอยู่ใต้ปิศาจซาตานหรือฝ่ายศัตรู ความพยายามทำความดีแม้ว่าจะยากลำบาก

        ในยามที่ต้องเผชิญกับการล่อลวง เป็นการดีที่จะจำว่าพวกเราไม่ได้อยู่ตามลำพัง ยังมีใครบางคนที่กำลังเฝ้ามองและคอยปกป้องพวกเรา นักบุญแอนโทนีฤษีผู้ก่อตั้งอารามพรตก็เผชิญกับเวลาที่น่ากลัวเช่นกันในประเทศอียิปต์ เมื่อการสวดภาวนาของท่านนักบุญเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ นักบุญอาธานาซีอุสบิชอปแห่งอาเล็กซันเดรีย ผู้เขียนประวัติของท่าน ได้บันทึกเรื่องราวที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของฤษีท่านเมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ 35 ปี ซึ่งเป็นวัยกลางคนสำหรับหลายคนที่ต้องพบกับวิกฤต แอนโทนีต้องประสบกับการล่อลวงที่รุนแรงแต่ท่านก็ต่อสู้ จนในที่สุดเมื่ออาการของท่านสงบลงแล้ว ท่านถามพระเยซูคริสต์ด้วยน้ำเสียงที่แทบจะตำหนิตัดพ้อพระองค์ว่า “ข้าแต่พระเยซูคริสต์ พระองค์ไปอยู่ที่ไหน? เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงมา แล้วทำให้ความทุกข์ของลูกสิ้นสุดลงทันที?”  และพระเยซูคริสต์ก็ทรงตอบว่า “แอนโทนี เราก็อยู่ที่นั่นแหละ เรากำลังมองดูลูกกำลังต่อสู้” (Life Anthony, 10)  การต่อสู้ดิ้นรนในการสวดภาวนาและบ่อยครั้งการสวดภาวนาเป็นการต่อสู้  พ่อนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่พ่อเองมีประสบการณ์กับการเผชิญกับประตูทุกบานถูกปิด มีสามีภรรยาคู่หนึ่งพร้อมบุตรสาวอายุประมาณ 9 ขวบ ที่ป่วยและแพทย์ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร  ในที่สุดที่โรงพยาบาล นายแพทย์พูดกับคุณแม่ของเธอว่า “คุณนาย เรียกสามีของคุณนายมาพบด่วน” ขณะนั้นสามีกำลังทำงาน เขาทั้งสองเป็นกรรมกรแล้วต้องทำงานทุกวัน นายแพทย์พูดกันผู้สามีว่า “เด็กจะไม่รอดชีวิตคืนนี้” เราไม่สามารถทำอะไรที่จะระงับโรคติดเชื้อนี้” บางทีชายผู้นั้นอาจจะไม่ได้ไปวัดทุกวันอาทิตย์ แต่เขามีความเชื่อมั่น เขาผละไปพร้อมกับร้องไห้ เขาทิ้งภรรยาพร้อมลูกสาวไว้ที่โรงพยาบาล เขาจับรถไฟเดินทางไป 70 กิโลเมตรสู่มหาวิหารแม่พระแห่งเมืองลูคั่น (Lujan) ผู้เป็นองค์อุปถัมภ์ของประเทศอาร์เจนตีน่า เมื่อเดินทางไปถึงมหาวิหาร ทว่าประตูปิดแล้ว เพราะเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม เขาเกาะติดรั้วมหาวิหารอยู่อย่างนั้นตลอดคืนสวดภาวนาต่อแม่พระ เขาร่ำวิงวอนสำหรับสุขภาพของลูกสาว นี่ไม่ใช่เรื่องของจินตนาการ พ่อมองเห็นเขาด้วยสายตาตนเอง ชายผู้นั้นอยู่ที่นั้นกำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อลูกสาว ในที่สุดเมื่อถึงเวลาหกโมงเช้าประตูวิหารก็เปิดออก  เขาเข้าไปไหว้แม่พระแล้วก็กลับบ้าน เขาคิดว่า “เธอคงจากไปแล้ว ไม่นะ แม่พระจะทำเช่นนี้กับลูกไม่ได้”  จากนั้นเขาก็ไปหาภรรยาซึ่งเธอนั่งยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ฉันไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น คุณหมอบอกว่าได้มีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไป และขณะนี้ลูกของเราอาการหายดีแล้ว” ชายผู้นั้นที่ต่อสู้กับการสวดภาวนาได้รับพระหรรษทานจากแม่พระ พระแม่มารีย์ทรงฟังคำภาวนาของเขา แล้วพ่อเองก็เห็นสิ่งนี้ การสวดภาวนาทำให้เกิดอัศจรรย์ได้ เพราะว่าพลังของการสวดภาวนาวิ่งตรงไปยังพระหฤทัยอันอ่อนโยนของพระเจ้าผู้ซึ่งเอาพระทัยใส่พวกเราดุจบิดา และเมื่อพระองค์ไม่ได้ประทานพระหรรษทานให้พวกเรา พระองค์จะทรงประทานสิ่งอื่นที่ดีกว่าให้ ซึ่งเมื่อถึงเวลาเราจะเห็นเอง แต่ขอให้พวกเราต้องดิ้นรนต่อสู้ในการสวดภาวนาเสมอเพื่อขอพระหรรษทาน ใช่แล้ว บางครั้งพวกเราขอพระหรรษทานในเวลาที่พวกเราดูเหมือนไม่ต้องการ พวกเราขอแบบผ่าน ๆโดยที่ไม่มีความต้องการอย่างจริงจังโดยที่ไม่มีการดิ้นรนต่อสู้… พวกเราไม่ได้ขอสิ่งที่มีความสำคัญในทำนองนี้ การสวดภาวนาเป็นการดิ้นรนต่อสู้ แล้วพระเยซูคริสต์จะประทับอยู่กับพวกเราเสมอ

        ในยามตาบอดมืดมนพวกเราจะไม่เห็นการประทับอยู่ของพระองค์ พวกเราจะเห็นพระองค์ในอนาคต พวกเราจะลงเอยด้วยการกล่าวคำเดียวกันกับที่ปิตาจารย์ยากอบของพวกเรากล่าวในวันหนึ่งว่า “แน่นอนว่าพระเยซูคริสต์ทรงประทับอยู่ที่นี่โดยที่ฉันเองไม่ทราบ” (ปฐก. 28: 16) เมื่อพวกเราสิ้นชีวิตลงแล้วมองย้อนหลังกลับไป พวกเราก็จะสามารถกล่าวเช่นเดียวกันว่า “ลูกคิดไปว่าลูกอยู่ตามลำพัง แต่เปล่าเลย ลูกไม่ได้อยู่ตามลำพัง พระเยซูคริสต์ทรงประทับอยู่กับลูก” พวกเราจะสามารถกล่าวเช่นนี้ได้เช่นเดียวกัน ขอขอบคุณ

 


พระสันตะปาปาทรงกล่าวต้อนรับ

        พ่อขอต้อนรับผู้จาริกแสวงบุญและผู้ที่มาเยือนที่พูดภาษาอังกฤษ ในขณะที่พวกเรากำลังเตรียมตัวที่จะเฉลิมฉลองพระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ พ่อวิงวอนพระเจ้าทรงโปรดประทานสันติสุข และความชื่นชมยินดีแก่พวกลูกและครอบครัวของลูก ซึ่งหลั่งไหลมาจากพระเยซูคริสต์ผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ ขอพระเจ้าโปรดประทานพระพรให้กับพวกลูกทุกคน

 


สรุปคำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

        ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเรียนคำสอนเรื่องการสวดภาวนาของพวกเราต่อไป วันนี้พวกเราจะไตร่ตรองกันถึงเนื้อหาตามขนบธรรมเนียมของ “การดิ้นรนต่อสู่ฝ่ายจิต”  อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ฝ่ายจิตรับรู้อย่างดีว่าการสวดภาวนาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะธรรมชาติมนุษย์ของพวกเรามักจะวักแวกหรือถูกล่อลวงด้วยสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญมากกว่า คำสอนของพระศาสนจักรสอนว่าการสวดภาวนาแม้ว่าจะเป็นของฟรี ๆ และเป็นของขวัญที่พวกเราไม่คู่ควร พระหรรษทานของพระเจ้าสามารถเกิดขึ้นได้จากประสบการณ์จากความท้อแท้ ความเศร้า หรือความผิดหวัง (เทียบ ข้อ 2728) ความจริงนักบุญหลายองค์มีประกบการณ์กับความแห้งแล้งฝ่ายจิต และเผชิญแม้กระทั่งความมืดมนเป็นเวลานาน ท่านเหล่านั้นสอนพวกเราว่าการตอบสนองต่อการล่อลวงเหล่านี้คือการยืนหยัดมั่นคง นักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลาใช้ภาพพจน์ของทหารเพื่อที่จะยืนยันถึงวินัยในความพยายามของพวกเราที่จะรับใช้ภายใต้ชายธงของพระเยซูคริสต์  นักบุญแอนโทนีเรียนรู้จากการต่อสู้ฝ่ายจิตอย่างถึงพริกถึงขิงในทะเลทรายซึ่งบางครั้งพระเจ้าจะไม่ทรงประทับอยู่ท่ามกลางการดิ้นรนต่อสู้เหล่านี้ พระองค์ก็ยังคงอยู่เคียงข้างพวกเราเสมอ ในความพยายามของพวกเราที่จะยืนหยัดอยู่ในการสวดภาวนา ในความพยายามของพวกเราทุกวัน ขอให้พวกเราวางใจได้ว่าการดิ้นรนต่อสู้ยืนหยัดฝ่ายจิตของพวกเราในการสวดภาวนา  ขอให้พระองค์ประทับอยู่เคียงข้างพวกเรา ในความพยายามของพวกเราในการยืนหยัดมั่นคงสำหรับการสวดภาวนา ขอให้พวกเราวางใจได้ว่าการดิ้นรนต่อสู้ฝ่ายจิตของพวกเราเฉกเช่นยากอบและทูตสวรรค์ (เทียบ ปฐก. 128: 16) จะบังเกิดผลในความสัมพันธ์ที่มีวุฒิภาวะกับพระเจ้ายิ่งวันยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยเทอญ

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บการสอนคำสอนของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

Recommended Posts