ข้อคิดข้อรำพึง สมโภชปัสกา พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ ปี B

“วันเอ๋ยวันนี้แสนปรีดา สมโภชปัสกาสบสมัย”

ถ้าเราเป็นทุกข์โศกเศร้าร้าวระทมใจในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ วันที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์มากเท่าใด

วันอาทิตย์ปัสกาก็ต้องเป็นวันที่เราสุดแสนจะปรีดามากยิ่งขึ้นเท่านั้น

หวนไปคิดถึงหนังสือปฐมกาล ห้วงเวลาที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน ตอนนั้นแผ่นดินมีแต่ความว่างเปล่า มีความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระจิตของพระเจ้าสถิตเหนือน้ำนั้น และตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด นี่เป็นวันแรกที่ทรงสร้างวันและคืน (ปฐก 1:1-5)

ทรงสร้างสิ่งต่างๆ และทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์เป็นวันที่หก และพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

วันที่เจ็ด พระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมา ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ทรงกระทำมา (ปฐก 2:2-3)

พระเยซูเจ้าเป็นพระวจนาตถ์ที่ทรงรับเอากาย เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ลงในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ความโกลาหลวุ่นวายบังเกิดขึ้นอีกครั้ง ความมืดมัวปกคลุมไปทั่ว ผู้คนกลุ่มเล็กๆ ยืนร้องไห้อยู่ที่เชิงกางเขน ผู้ชายสองสามคนรีบนำพระศพไปไว้ในคูหา แสงจากตะวันกำลังจะลับเลือนหายไป แล้วก็ต่อด้วยวันสับบาโตที่ยาวนาน ทรงพักผ่อนอยู่ในคูหาที่หนาวเย็น

แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ปัสกา แม้ฟ้ายังไม่ทันสาง แต่ก็เป็นเช้าตรู่ของวันใหม่ สัปดาห์ใหม่ สิ่งสร้างใหม่ มารีย์ชาวมักดาลารีบเร่งไปที่พระคูหา ด้วยดวงตาที่แดงกล่ำเพราะน้ำตา และการนอนไม่หลับในช่วงคืนสับบาโตที่ยาวนาน บางทีเธออาจจะมาเติมเครื่องหอมที่พระศพ บางทีเธออาจจะมาเพื่อร้องไห้อาลัยรัก บางทีเธออาจจะเพียงแค่อยากไปอยู่ที่ตรงนั้น เพราะไม่รู้ว่าจะไปไหน ไปทำไม ไม่เหลืออะไรอีกแล้วในชีวิตที่สำคัญสำหรับเธอ

เธอเห็นหินที่ปิดคูหาเคลื่อนออกไป มองเข้าไปไม่เห็นพระศพแล้ว เธอตกใจ เธอรีบวิ่งไปหาเปโตรและศิษย์ที่ทรงรักแจ้งว่า “เขานำองค์พระผู้เป็นเจ้าไปจากพระคูหาแล้ว พวกเราไม่รู้ว่าเขานำพระองค์ไปไว้ที่ไหน” ศิษย์ทั้งสองรีบวิ่งไปที่พระคูหาทันที พบแต่ผ้าพันพระศพวางอยู่ที่นั่น ผ้าพันพระเศียรแยกอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย แต่แรกก็คิดว่ามีคนมานำพระศพไป แต่ใครก็ตามที่ทำเช่นนั้น คงพบกับความยุ่งยากมากในการถอดผ้าพันพระศพ ถ้าจะเอาไปทั้งหมดเลยมิดีกว่าหรือ ทั้งสองมองดูแล้วเหมือนไม่มีใครจับพระศพยกขึ้นมาถอดผ้าพันออก แต่เหมือนพระกายนั้นหายไปเฉยๆ คงเหลือไว้แต่ผ้าที่พันพระกาย เหมือนกับซากลูกโป่งที่เอาอากาศออกไป

และมาถึงเวลาพิเศษสำหรับศิษย์คนนั้น คนที่พระเยซูทรงรัก ความคิดพวยพุ่งขึ้นมาแบบฉับพลันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น เป็นความใหม่ที่แทรกเข้ามาในความคิด เป็นพลังการสร้างสรรค์ของพระเจ้าที่จุดประกายแวบเข้ามาในเวลานั้น เขาได้เห็นและได้เชื่อ เชื่อว่า สิ่งสร้างใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ขอให้พวกเราเช่นเดียวกัน มีความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมในหัวใจเช่นเดียวกับนักบุญยอห์นว่า พระเยซูเจ้าทรงคืนพระชนมชีพ ความหวังทุกคนก็แจ่มใส อัลเลลูยา อัลเลลูยา

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อปี ค.ศ. 2009
Based on : John for Everyone : Part Two ; by Tom Wright )

ข้อคิดข้อรำพึง สมโภชปัสกา พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ ปี B

“เขาได้เห็นและเชื่อ”

มารีย์ ชาวมักดาลา แทบจะรอวันเวลาไม่ไหว ดังนั้นพอถึงเวลาเช้าตรู่ต้นสัปดาห์ แม้จะยังมืดอยู่ แต่ก็ไม่มีข้อห้ามการเดินทางอันเนื่องมาจากกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดของชาวยิวมาขวางกั้นอีกต่อไป เธอจึงออกเดินทางไปที่พระคูหา แต่ก็ต้องตกใจและประหลาดใจเป็นอย่างมาก เธอเห็นหินถูกเคลื่อนไปจากพระคูหาแล้ว และพระคูหานั้นว่างเปล่า

ทุกวันนี้ถ้าเราไปแสวงบุญที่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ และไปที่พระคูหาฝังพระศพของพระเยซูเจ้า ก็จะพบว่าเปิดอยู่และว่างเปล่า ที่จริงหลุมศพของคนเด่นดังในอดีตไม่มีของใครเลยที่เปิดและว่างเปล่า ไม่ว่าจะเป็นของบรรดาฟาโรห์ของอียิปต์จนถึงจักรพรรดิซีซาร์แห่งโรม ไม่ว่าจะเป็นของบรรดามหาราชาแห่งอินเดียไปจนถึงบรรดาจักรพรรดิของฝรั่งเศส หลุมศพของบุคคลสำคัญเหล่านี้ล้วนปิดเอาไว้ และถูกครอบครองไว้

พระคูหาของพระเยซูเจ้าว่างเปล่านั้นชอบแล้วด้วยเหตุผล เพราะมิฉะนั้นการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนกางเขนจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าไป

พระคูหาของพระเยซูเจ้าว่างเปล่านั้นดีแล้ว มิฉะนั้นพระโลหิตของพระองค์ที่หลั่งบนเขากัลวารีโอจะไม่มีประสิทธิผล

พระคูหาของพระเยซูเจ้าว่างเปล่านั้นถูกต้องแล้ว มิฉะนั้นก็จะไม่เห็นชัยชนะของพระเจ้า

เมื่อมารีย์ ชาวมักดาลาไม่เห็นพระศพของผู้ที่นางรักยิ่ง จึงรีบวิ่งไปหาซีโมน และศิษย์ที่ทรงรักรายงานว่า “เขานำองค์พระผู้เป็นเจ้าไปจากพระคูหาแล้ว พวกเราไม่รู้เขานำพระองค์ไปไว้ที่ไหน”

ศิษย์ทั้งสองรีบวิ่งไปดู ก็เห็นแต่ผ้าพันพระศพวางอยู่ที่พื้น รวมทั้งผ้าพันพระเศียรที่พับแยกไว้อีกที่หนึ่ง ศิษย์คนที่มาถึงพระคูหาก่อนเมื่อตามเข้าไปข้างในด้วย ได้เห็นและมีความเชื่อ

ความเชื่อของศิษย์ที่พระองค์ทรงรักที่อุบัติขึ้นเกือบจะในฉับพลันทันทีที่เห็นร่องรอยต่างๆ ในพระคูหาเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง เป็นความใหม่ที่แทรกเข้ามาในความคิด เป็นพลังการสร้างสรรค์ของพระเจ้า ที่จุดประกายแวบเข้ามาในเวลานั้น และนำความยินดียิ่งนักมาให้ เขาคงจดจำช่วงเวลานี้ไปอีกนานแสนนาน มันเป็นความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม เป็นเหมือนประหนึ่งการตกหลุมรัก เป็นเหมือนประดุจแสงอรุโณทัยที่โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา เป็นเหมือนได้ยินยลเสียงของสายฝนที่ตกลงมารดแผ่นดินที่แห้งผากแตกระแหงมาเป็นเวลายาวนาน เป็นประดุจดังความเชื่อ ใช่แล้ว…เขาได้เห็นและได้เชื่อ…เชื่อว่าสิ่งสร้างใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เชื่อว่าโลกของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว จากฤดูหนาวที่ยาวนานกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิในที่สุด เชื่อว่าพระเจ้าทรงตอบรับว่าใช่ในทุกกิจการที่พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำ และเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงพระชนม์อีกครั้งหนึ่ง

ขอให้พวกเรามีความเชื่อเช่นเดียวกับนักบุญยอห์น เชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับฟื้นคืนพระชนมชีพแล้ว ขอให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปมีชีวิตใหม่ในพระองค์

ต่อจากนี้ไป…………

ทุกครั้งที่เราเริ่มต้นรักใหม่ หลังจากที่ความรักเดิมของเราถูกปฏิเสธไป ก็หมายความว่า เรามีส่วนในพลังของการกลับฟื้นคืนพระชนมชีพของพระองค์

ทุกครั้งที่เราเริ่มไว้ใจใหม่ หลังถูกทรยศหักหลัง ก็หมายความว่า เราก็มีส่วนในการกลับฟื้นคืนพระชนมชีพของพระองค์

ทุกครั้งที่เราเพียรพยายามใหม่ หลังจากที่เราล้มเหลว ก็หมายความว่า เราก็มีส่วนในการกลับฟื้นคืนพระชนมชีพของพระองค์

ทุกครั้งที่เรามีความหวังใหม่ หลังจากที่มันแตกเป็นเสี่ยงๆไปแล้ว ก็หมายความว่า เราก็มีส่วนในการกลับฟื้นคืนพระชนมชีพของพระองค์

ข่าวสารที่สำคัญของปัสกาคือ ไม่มีสิ่งใดจะมาทำลายเราได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด บาป การปฏิเสธ แม้กระทั่งความตาย

ข่าวสารที่สำคัญของปัสกาคือ พระคริสต์มีชัยชนะเหนือทุกสิ่ง ถ้าเรามอบความเชื่อไว้ในพระองค์ เราจะมีส่วนร่วมในชัยชนะของพระคริสต์ด้วย

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2012
Based on : (1) John’s Sunday Homilies, Cycle – B ; by John Rose ;
(2) Illustrated Sunday Homilies ; Year B ; by Mark Link, SJ ;
(3) John for Everyone : Part Two ; by Tom Wright )

Recommended Posts