อะไรคือรากเหง้าของบาปทั้งปวง ?

อะไรคือรากเหง้าของบาปทั้งปวง ?

จากผลงานของนักบุญ โทมัส อไควนัสและคุณพ่อ Garrigou-Lagrange ได้ให้คำตอบแก่เราว่า รากเหง้าที่ลึกที่สุดของบาปทั้งปวงก็คือ ความรักตัวเองมากเกินไป”  จากรากเหง้านี้จึงทำให้เกิดบาปอื่นตามมา รวมทั้งบาปกำเนิดของอาดัมและบาปของบรรดาเทวดาตกสวรรค์ทั้งหมดด้วย  ถึงแม้ว่าความผิดพลาดบางอย่างของเราอาจไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับความรักในตนเองมากเกินไป  แต่การประจญล่อลวงในความผิดพลาดนั้นอาจมีสาเหตุจากเรื่องนี้มาก่อนแล้ว

___________________

ซาตานล่อลวงอย่างไรเมื่อมันพูดกับเอวา  “แล้วเธอจะเป็นเหมือนพระเป็นเจ้า” (ปฐ. 3:5) ?  ส่วนลูซีเฟอร์และพรรคพวกของมันทั้งหมดก็เช่นเดียวกัน  จิตใจของพวกมันตกต่ำลง เพราะพวกมันมีความรักในตนเองมากเกินไป  เมื่อมันเป็นกบฏต่อพระเป็นเจ้า  และมันประกาศว่า “ข้าจะไม่รับใช้พระเจ้า”  อาดัมและเอวา ถึงแม้จะปราศจากบาปและจิตใจไม่ได้ตกต่ำลงเหมือนเทวดาตกสวรรค์เหล่านั้น  แต่เพราะมีความรักตัวเองมากกว่ารักพระเป็นเจ้า  ทำให้พวกเขาเลือกทำในสิ่งที่ผิดต่อคำสั่งของพระองค์  สภาพการณ์เช่นนี้ยังดำเนินอยู่ต่อไปสำหรับมนุษย์ทุกคน  เราต้องเลือกว่าจะรักพระเป็นเจ้าหรือรักตนเองมากกว่า

ขอสรุปด้วยคำพูดของคุณพ่อ Garrigou-Lagrange  ท่านเริ่มต้นด้วยวาจาจากพระคัมภีร์ “เพราะความรักตัวเองมากเกินไป  ซึ่งเป็นรากเหง้าของบาปทุกชนิด จึงก่อให้เกิดตัณหา (ความลุ่มหลงมัวเมา) สามชนิด  ซึ่งนักบุญยอห์นได้อ้างถึงเมื่อท่านกล่าวว่า “เหตุว่าตัณหาทุกชนิดในโลกมีต้นเหตุจาก  ตัณหาที่มาจากเนื้อหนัง  ตัณหาที่มาจากสายตา  และตัณหาจากความหยิ่งทะนงภูมิใจในสถานะ/ความสามารถ/ชีวิตของตนเอง  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเป็นเจ้า  แต่มาจากโลก” (1 ยน. 2:16)

ตัณหาของเนื้อหนังเป็นความปรารถนามากเกินควรของอารมณ์ในทางร่างกาย ซึ่งเป็นการหาความสุขความพอใจทางเนื้อหนังเพื่อตนเองและคนบางกลุ่ม (เป็นทั้งความโลภและความลุ่มหลง)…ความมักมากฝ่ายร่างกายนี้จึงได้กลายเป็นความลุ่มหลงมัวเมาของจิตใจ

ตัณหาของสายตาเป็นความปรารถนามากเกินควรและมีความพึงพอใจในสิ่งที่ได้เห็น  นั่นคือการชอบมองดูความฟุ้งเฟ้อ  ความร่ำรวย  ทรัพย์สินเงินทอง…จากสิ่งนี้ทำให้เกิดความโลภในจิตใจ  ผู้มีความโลภบูชาทรัพย์สินเงินทองเป็นพระเจ้าของเขา  เขาเทิดทูนมันและยอมทำทุกอย่างเพื่อมัน  ด้วยพละกำลังทั้งหมดของเขา  เวลาทั้งหมดของเขา  ยอมเสียสละแม้แต่ครอบครัว  และบางครั้งก็ยอมเสียสละแม้แต่ชีวิตนิรันดรของเขา…

ความหยิ่งทะนงและภาคภูมิใจในสถานะ/ความสามารถและชีวิตของตนเอง  เป็นการรักตัวเองมากเกินไปในความดีเลิศบางอย่างของตนเอง…(จากสิ่งนี้ทำให้เกิดความหยิ่งจองหอง  ความโกรธ  ความอิจฉาริษยา  และความเกียจคร้าน)  ผู้ที่หยิ่งทะนงและภาคภูมิใจในชีวิต บูชาตนเองเป็นพระเจ้า  เหมือนที่ลูซีเฟอร์ได้กระทำ

ความรักตัวเองมากเกินไปนำไปสู่ความตาย  ดังที่องค์พระผู้ไถ่ตรัสไว้ “ผู้ที่รักชีวิตของตน จะสูญเสียชีวิตไป  แต่ผู้ที่ยอมสละชีวิตของตนในโลกนี้  จะรักษาชีวิตนิรันดรของตนเองไว้ (ยน. 12:25)….มีเพียงความรักที่ยิ่งใหญ่  นั่นคือความรักในพระเป็นเจ้าเท่านั้น ที่สามารถพิชิตความรักตัวเองได้ (Lagrange, The Three Ages of the Interior Life (Tan Publications) Vol 1: 300-301, 368-370)

น.โทมัส กล่าวว่า “บาปทั้งหลายเกิดมาจากความรักตัวเองมากเกินไป  มันเป็นอุปสรรคต่อการที่จะรักพระเป็นเจ้าเหนือสิ่งใด  มันล่อลวงทำให้เราหันหลังให้กับพระองค์” (Summa Theologica I, IIae, q. 77 a. 4; et 84, a. 4).

บาปทุกชนิดมาจากความปรารถนาในบางสิ่งเพื่อตนเองมากเกินไป  และความปรารถนานั้นมาจากการที่เขารักตัวเองมากเกินไป  เพราะผู้ที่ปรารถนาในบางสิ่งเพื่อตัวเองก็เป็นความรักในตนเอง  เพราะฉะนั้น นี่เป็นหลักฐานว่า  ความรักตัวเองมากเกินไปเป็นต้นเหตุของบาปทั้งปวง (Summa Theologica 77.4 respondeo).

ต่อข้อโต้แย้งในคำพูดที่กล่าวว่า “ความรักในเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทุกอย่าง”(1 ทม. 6:10) น.โทมัสตอบว่า

ที่กล่าวว่า ความปรารถนาในเงินทองเป็นรากเหง้าของบาปนั้น  ใช่ว่าเศรษฐีทุกคนจะแสวงหาเงินทองเพื่อตัวของเขาเอง  แต่เป็นเพราะพวกเขาแสวงหาเพื่อใช้ประโยชน์จากมัน  และด้วยเหตุที่สิ่งของจำเป็นทั่วๆไปนั้นเป็นที่ปรารถนามากกว่าสิ่งของที่ไม่จำเป็น  พวกเขาจึงใช้เงินทองเพื่อซื้อสิ่งของที่จำเป็นมากกว่าสิ่งของที่ไม่จำเป็น (Summa Theologica I, IIae, 84, 1 ad 2).

นั่นคือความปรารถนาใน “เงินทอง” เป็นความปรารถนาที่มิใช่เพื่อตนเองโดยตรง  แต่เงินทองเป็นสิ่งที่ใช้บำรุงบำเรอความรักในตนเองมากเกินไป  ดังนั้น ความรักในตนเองมากเกินไปจึงเป็นรากเหง้าที่ลึกมากกว่าความรักในเงินทอง  ความปรารถนาในเงินทองเป็นเพียงสิ่งอำนวยประโยชน์และมีต้นกำเนิดมาจากความรักตัวเองมากเกินไป

น.โทมัสอธิบายต่อไปถึงเหตุผลที่บาปกำเนิดมีรากเหง้ามาจากความรักในตนเองมากเกินไป

ความหยิ่งจองหอง – เรารักและภาคภูมิใจในความดีเลิศของตนเองมากกว่าความดีเลิศของพระเป็นเจ้า  หรือความดีเลิศของผู้อื่น

ความตะกละ – เรารักในสิ่งของมากเกินไปและไม่มีที่สิ้นสุด  มีสาเหตุมากจากความรักในตนเองมากเกินไปและต้องการสิ่งของต่างๆเพื่อตนเอง

ความลุ่มหลง (อุลามก) – เรารักตัวเราเองมากเกินไปและปรารถนาที่บำเรอตนเองให้มีความสุขความพึงพอใจ   เราปรารถนาให้ผู้อื่นมาบำเรอความพึงพอใจให้แก่เรา  มากยิ่งกว่าที่จะรักผู้อื่นและทำความดีเพื่อผู้อื่น

ความโกรธ – การที่เรารักตัวเราเองมากเกินไปเป็นสาเหตุให้เราไม่เคารพนับถือคนอื่น (รวมทั้งพระเป็นเจ้าด้วย) เราโกรธโมโหและเก็บความแค้นเคืองเอาไว้ในใจและทำสิ่งที่ผิดต่อความยุติธรรมต่อผู้อื่น

โลภอาหาร – ความรักตัวเองมากเกินไปทำให้เราแสวงหาความพอใจเพื่อตนเองในอาหารและเครื่องดื่มโดยไม่ใส่ใจในสุขภาพของตนเอง  ทำให้เราลุ่มหลงในสิ่งของของโลกไม่ให้ความเคารพต่อพระเป็นเจ้าหรือผู้อื่น

ความอิจฉาริษยา – ความรักตัวเองและเห็นแก่ตัวทำให้เราอิจฉาในความดีของผู้อื่น  เพราะเราต้องการให้ผู้อื่นมาสรรเสริญยกย่องเรา

ความเกียจคร้าน – ความรักตัวเองมากเกินไป  ทำให้เราคิดว่าพระเป็นเจ้ามาทำให้ชีวิตของเรายุ่งยาก  มารบกวนเวลาของเรา  รบกวนความคิดเห็นของเราและรบกวนความพึงพอใจของเรา  ดังนั้นเราจึงพยายามหลีกหนีแผนการณ์ของพระเป็นเจ้าที่ต้องการให้เรามีความสุขในนิรันดรภาพ

เราไม่อาจไปตำหนิปีศาจหรือโลกว่าเป็นสาเหตุแห่งการตกต่ำของเรา  แต่เป็นเพราะเรารักในตัวเองมากเกินไป  ทำให้ปีศาจและโลกสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของเราได้ง่าย

มีเพียงความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าเท่านั้น  นั่นคือความรักของพระเป็นเจ้า  ที่สามารถเอาชนะความรักในตัวเราเองได้  ด้วยเหตุนี้พระบัญญัติของพระเป็นเจ้าจึงเริ่มต้นด้วย “ท่านจงรักพระเป็นเจ้าของท่านด้วยสิ้นสุดจิตใจของท่าน  ด้วยสิ้นสุดวิญญาณของท่านและด้วยสิ้นสุดสติปัญญาของท่าน  นี่เป็นบัญญัติประการแรกและสำคัญที่สุด  ส่วนบัญญัติประการที่สองก็คล้ายกันคือ จงรักเพื่อนบ้านของท่านเหมือนรักตัวเอง  คำสอนของประกาศกและกฎบัญญัติทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับบัญญัติทั้งสองนี้ (มท. 22:37-40)

ปัญหาพื้นฐานที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่นั้นมิใช่ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม  หรือ การไม่ได้รับการศึกษา  หรือแม้แต่เรื่องความหิวโหย  เราพบว่าผู้ที่มีการศึกษาสูงมีความเป็นอยู่ที่ดีก็มีความโลภ  ความเกลียดชัง  ความลุ่มหลงมัวเมา และสิ่งชั่วร้ายต่างๆ  สิ่งเหล่านี้การศึกษาไม่ได้กำจัดให้หมดไป  รากเหง้าของบาปในมนุษย์แต่ละคนนั้นฝังรากลึกมาก  นี่คือสาเหตุพื้นฐานของปัญหาทั้งหลายในโลก  มีแต่เปลวเพลิงแห่งความรักของพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่จะเผาทำลายมันให้สูญสิ้นไป  และสิ่งนี้เป็นเหตุผลที่พระเยซูเจ้าเสด็จมาในโลกนี้  พระองค์ไม่ได้มาเพียงเพื่อประคับประคองอาการไม่ให้เลวร้ายลงเนื่องจากโรคร้ายในหัวใจ  แต่พระองค์มาเพื่อกำจัดโรคร้ายให้หมดสิ้นไปจากหัวใจของมนุษย์

บทภาวนาข้าแต่พระบิดา  โปรดกำจัดรากเหง้าของบาปให้หมดไปจากหัวใจของลูก  และเติมเต็มหัวใจของลูกด้วยความรักของพระองค์  แล้วลูกจะสามารถต่อสู้กับปีศาจและความชั่วร้ายทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในโลกทุกวันนี้ได้

(แปลและเรียบเรียง โดยคุณประวิทย์ เว็บไซต์ จิตอิสระ)
http://freewill14.blogspot.com/2015/05/blog-post_31.html
(รูปภาพประกอบบทความโดย RevelationMedia)

คุณพ่อชาวอิตาลีองค์หนึ่งถูกแทงเสียชีวิต

คุณพ่อชาวอิตาลีองค์หนึ่งถูกแทงเสียชีวิต

15 กันยายน 2020 โคโม (อิตาลี)

คุณพ่อโรแบร์โต มัลเกซีนี อายุ 51 ปี ถูกแทงเสียชีวิต เมื่อเช้าวันอาคาร ใกล้วัดนักบุญร็อกโกที่เมืองโคโม อิตาลี
คุณพ่อช่วยบรรดาผู้ไร้บ้าน และผู้อพยพในสังฆมณฑลภาคเหนือของอิตาลี ประมาณ 7 โมงเช้า ถูกชายชาวตูนีเซีย อายุ 53 ปีแทงคุณพ่อหลายแผล และมอบตัวกับตำรวจ เขาป่วยทางจิต ทั้งๆที่ได้รับความช่วยเหลือให้มีที่พักพิงจากวัดนั้น
บิชอป ออสก้า กันโตนี ได้นำสวดสายประคำที่อาสนวิหารโคโม วันที่ 15 กันยายน “คุณพ่อโรแบร์โต เป็นผู้ดำเนินชีวิตตามพระวาจาประจำวัน เป็นคนง่ายๆ …..ทุกเช้าจะนำอาหารร้อนๆไปช่วยคนจน ทุกคนที่นี่รู้จัก และรักคุณพ่อ”
การตายครั้งนี้ทำให้ชุมชนผู้อพยพเศร้า ผู้อำนวยการการีตัสของสังฆมณฑล กล่าวว่า “คุณพ่ออุทิศตนเพื่อคนจน เขารู้ว่างานนี้เสี่ยงชีวิต …เราไม่เข้าใจพันธกิจของเขา”

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล
ที่มา : https://milano.corriere.it/notizie/cronaca/20_settembre_15/como-sacerdote-51-anni-ucciso-coltellate-piazza-l-omicida-si-costituito-cc26d56e-f71c-11ea-93fd-0a842553a1d8.shtml

เหตุผลที่คาทอลิกในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ต้องการความช่วยเหลือของเรา

เหตุผลที่คาทอลิกในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ต้องการความช่วยเหลือของเรา

Aleteia, 10 กันยายน 2020

เราจะรวบรวมเงินช่วยเหลือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์  วันอาทิตย์ที่  13 กันยายนนี้  ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า  ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์  ไม่สามารถจัดพิธีได้  จึงเลื่อนมาวันอาทิตย์นี้   (ใกล้วันที่14 กันยายน  ฉลองเทิดทูนไม้กางเขน )

  1. คณะฟรังซิสกัน ดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของพระเยซูเจ้าปัจจุบันมีคาทอลิกเพียงร้อยละ 2 ในเขตอิสราเอล  การบริจาคของเราช่วยให้ดำเนินงานต่อได้
  2. ประจักษ์พยานพระวรสารในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ช่วยบรรดาผู้แสวงบุญมากกว่าแค่นักท่องเที่ยว
  3. เครื่องหมายแห่งสันติภาพท่ามกลางข้อขัดแย้ง ระหว่างชาวอิสราแอล  และชาวปาเลสไตน์  ยังไม่มีการแก้ไขให้เกิดสันติภาพถาวรได้   ชาวคริสต์เป็นคนกลุ่มน้อยบรรดานักบวชฟรังซิสกัน  พยายามช่วยให้เกิดการเสวนา  และภราดรภาพ
  4. ช่วยการศึกษา เราคาทอลิกช่วยจัดสถานศึกษามิใช่เฉพาะแก่นักเรียนชาวคาทอลิกเท่านั้น  ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม  เพราะฉะนั้นการดำเนินงานการศึกษา  ทำให้เราอยู่ที่นั้นได้  ให้การศึกษาที่ดีแก่เด็กและเยาวชน   และช่วยกันสร้างสันติภาพ  ตั้งแต่เด็กๆ
  5. งานเมตตาสงเคราะห์ มีโรงพยาบาล  อนามัยจ่ายยา  ที่พักพิง  และศูนย์ช่วยเหลือเมตตาส่งเคราะห์  แก่หลายครอบครัวที่ยากจนมาก

            นี่คือเหตุผลที่พระคาร์ดินัล  เลโอนาร์โด  ซานดริ่   ขอความช่วยเหลือพี่น้องของเราในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์  แปลสรุป
12 กันยายน  2020

ข้อตกลงระดับโลกเรื่องการศึกษา

ข้อตกลงระดับโลกเรื่องการศึกษา

สมณกระทรวง เรื่องการศึกษาคาทอลิกได้ประกาศเลื่อนการจัดประชุม ข้อตกลงด้านการศึกษา (Global Compact on Education) จากวันที่ 10-17 พฤษภาคม ค.ศ. 2020 เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า เป็นวันที่ 11- 18 ตุลาคม ค.ศ. 2020

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส สนับสนุนการประชุมครั้งนี้ “เพื่ออุทิศตนจริงจังเพื่อ และพร้อมกับเยาวชนรุ่นใหม่

การประชุมนี้ มิได้จำกัด เฉพาะสถาบันศึกษาเท่านั้น เราเชื่อว่า การอุทิศตนด้านการศึกษานี้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วม เกี่ยวถึงผู้แทนศาสนา สถาบันนานาชาติ และการพัฒนามนุษย์ต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงปรารถนาให้ท่านเข้าใจว่า ยิ่งมีการร่วมมือ กว้างขวาง หลากหลายยิ่งดี ข้อตกลงระดับโลก เรื่องการศึกษาครั้งนี้จะได้ประกอบด้วย หลักฐาน และจุดมุ่งหมายของการร่วมมือของพันธมิตร

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปลสรุป
7 กันยายน 2563

Global Compact on Education event moved to October

The Congregation for Catholic Education announces that the Global Compact on Education will take place from 11-18 October 2020. The event had originally been scheduled for May 2020.

By Vatican News

The Global Compact on Education, an event promoted by Pope Francis “to revive commitment to and with the younger generations”, has been postponed from 10-17 May to 11-18 October 2020.

The decision to reschedule the event was taken in light of the “uncertainty linked to the spread of Coronavirus, along with the decisions taken by public authorities on a global scale”, according to a press release from the Congregation for Catholic Education, which has been entrusted with task of organizing the event.

“The Global Pact is not limited to educational and academic institutions but rather, in the belief that commitment to education must be shared by all, involves representatives of religions, international bodies and the various humanitarian institutions, of the academic, economic, political and cultural world”, the Congregation said.

“From this perspective”, the statement continues, “it can be understood that the broader and more varied participation desired by Pope Francis is not an additional dimension to the Global Compact on Education but rather constitutes at the same time the premise and purpose of such an alliance”.

วันที่ 8 สิงหาคม ระลึกถึงนักบุญโดมินิก พระสงฆ์

วันที่ 8 สิงหาคม ระลึกถึงนักบุญโดมินิก พระสงฆ์

(St. Dominic, Priest, memorial)

นักบุญโดมินิก กุซมาน (St. Dominic Guzman) มีชีวิตในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1170 – 1221 ชื่อ “โดมิงโก” (Domingo = ภาษาสเปน) มีความหมายว่า “ฉันเป็นของพระเจ้า” และตลอดเวลาที่ท่านในฐานะผู้ก่อตั้ง “คณะผู้เทศน์” (Order of Preachers) หรือที่เรียกกันว่าคณะ “โดมินิกัน” ก็ได้พิสูจน์ความจริงถึงความหมายแห่งชื่อของท่านด้วยความเบิกบานที่ฉายแสงจากการที่ท่านชิดสนิทอย่างลึกซึ้งกับองค์พระเจ้า

ท่านเกิดในตระกูลขุนนาง บิดาชื่อ Felix de Guzman และมารดาชื่อ Blessed Joan of Aza ที่เมือง Caleruega แห่งแคว้น Castille ในประเทศสเปน ได้รับการศึกษาที่เมือง Palencia และในปี 1196 ได้เข้าร่วมคณะภราดาของนักบุญออกัสตินที่มหาวิหารของเมือง Osma ท่านได้ดำเนินชีวิตอย่างมีวินัยในเรื่องการภาวนาและใช้โทษบาป ในปี 1203 ขณะเดินทางผ่านภาคใต้ฝรั่งเศสเพื่อมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังประเทศเดนมาร์กกับพระสังฆราช Diego of Osma ท่านได้รับทราบข่าวที่น่าตระหนกในเรื่องที่พวก Albigenses (=เป็นเฮเรติ๊กพวกหนึ่ง) ได้เทศน์สอนที่ก่อให้เกิดความสับสนในจิตใจของบรรดาคริสตชน พวก Albigenses หรือ Cathars, “the pure” ได้อ้างตัวเองว่าเป็นคริสตชน แต่เชื่อและสอนผิดๆว่า ร่างกายและวัตถุสิ่งของเป็นความชั่วร้าย แต่จิตวิญญาณเป็นของพระเจ้า ดังนั้นเนื้อหนังและจิตใจจึงเป็นศัตรูถาวรต่อกัน ผลที่ตามมาไกลกว่านั้น คือพวกนี้ปฏิเสธเรื่องพระบุตรทรงรับเอากายมาเกิดเป็นมนุษย์ (Incarnation) และไม่ยอมรับเรื่องศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ (เพราะองค์ประกอบของศีลศักดิ์สิทธิ์ต้องมี matter and form – ผู้แปล) ยิ่งไปกว่านั้น พวก Albigenses ดำรงชีพอย่างเข้มงวดจนน่าชม พร้อมทั้งก่นว่า(ประณาม)อย่างต่อเนื่องถึงพระศาสนจักรที่ติดจิตตารมณ์แบบโลกและมีความร่ำรวย อีกทั้งตำแหน่งเกียรติยศต่างๆ

พระสันตะปาปาอินโนเซนท์ที่ 3 ได้ทรงต่อต้านเฮเรติ๊กนี้ด้วยการเริ่มตั้งคณะออกไปเทศน์สอน แต่พันธกิจของนักเทศน์และบรรดาสมณทูตประสบความล้มเหลวในปี 1206 ที่ Lanquedac เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ทำให้โดมินิกและพระสังฆราชของท่านตระหนักว่า การที่จะสามารถเอาชนะเฮเรติ๊กพวกนี้ได้ก็ต้องมีความเคร่งครัดอย่างน้อยให้เท่าเทียมกับพวกเขา ดังนั้น “คณะนักเทศน์พระวรสาร” ของท่านจึงบังเกิดขึ้น ท่านยังได้สร้างอารามคณะซิสเตอร์ที่เมือง Prouille จากกลุ่มสตรีที่กลับใจมาจากพวกเฮเรติ๊กนี้ ทั้งกลุ่มภราดานักเทศน์ของท่านและคณะซิสเตอร์นี้ได้รับการต้อนรับในเมือง Toulouse โดยพระสังฆราช Foulques ผู้ซึ่งแต่งตั้งพวกเขาเป็น “นักเทศน์ของสังฆมณฑล” ในปี 1215 ตั้งแต่นั้นมาความสนใจหลักของท่านคือการอบรมทางเทววิทยาให้กับสมาชิกในคณะของท่าน ซึ่งท่านอยากให้พวกเขาอุทิศตนเพื่อพัฒนาจริยธรรมให้มากขึ้น เพื่อทำลายลัทธิเฮเรติ๊กนี้ให้หมดสิ้นไป และเพื่อทำให้เข้มแข็งทางความเชื่อ การเดินทางตามถนนด้วยเท้าเปล่า และการดำรงชีพอย่างยากจนเหมือนกับเพื่อนร่วมสมัยของท่าน คือ ฟรังซิส อัสซีซี (c. 1181-1226) ท่านได้นำเรื่องของพิธีกรรมและการรำพึงภาวนาเข้ามาในงานแพร่ธรรม ต่อมา ท่านได้รับเชิญให้เทศน์ในช่วงเทศกาลมหาพรตให้กับพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 และคณะทำงานของพระองค์ ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนักเทววิทยาของพระสันตะปาปา ซึ่งตั้งแต่นั้นมากลายเป็นตำแหน่งประจำของพระสงฆ์คณะโดมินิกัน

แรกทีเดียวพระศาสนจักรหวาดระแวงความคิดที่ว่าใครก็ได้สามารถเทศนาเรื่องความเชื่อได้ ยกเว้นแต่สมณะพวกเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากความสำเร็จชัดเจนของบรรดาภราดาในเหตุการณ์นี้ทำให้พระสันตะปาปา Honorius ที่ 3 ยอมรับรองให้ตั้งคณะนี้ได้อย่างเป็นทางการในปี 1216 พระองค์ได้ตรัสในโอกาสนี้ว่า “เราภาวนาและอ้อนวอนท่านให้เทศน์พระวรสารทั้งในเวลาที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม”

ท่านสิ้นชีวิตที่เมืองโบโลญา (Bologna) ประเทศอิตาลี วันที่ 6 สิงหาคม 1221 คณะภราดาของท่านได้เผยแพร่ออกไปทั่วทั้งสเปน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ สแกนดิเนเวีย โปแลนด์ และแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ กล่าวกันว่าท่านได้ทำให้ผู้ไม่เชื่อกลับใจถึง 100,000 คน อันเป็นผลมาจากการที่ท่านสามารถหยุดยั้งพวกเฮเรติ๊ก Albigenses ลงได้ ที่น่าสังเกต สิ่งที่ทำให้ท่านชนะจิตวิญญาณและบรรดาผู้ติดตามทั้งหลายคือ เสน่ห์ของท่าน ความทุ่มเทในเรื่องความสัตย์จริง สติสัมปชัญญะที่เฉียบคมต่อหน้าที่ที่ทำด้วยความรักอย่างนุ่มนวลต่อวิญญาณของคนบาป และการหยั่งรู้ถึงความต้องการและสัญลักษณ์ของกาลเวลา ยิ่งกว่านั้น ท่านยังเน้นให้เห็นถึงความศรัทธาต่อการสวดลูกประคำ อัศจรรย์ต่างๆของท่าน ซึ่งรวมถึงการปลุกคนตายให้กลับมีชีวิต คือพยานยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

นักบุญโดมินิก ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1234 โดยเพื่อนของท่าน คือพระสันตะปาปา เกรโกรี ที่ 9 พระองค์ได้ทรงประกาศว่า พระองค์ไม่ทรงสงสัยเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญโดมินิกเลย เหมือนที่ไม่เคยทรงสงสัยความศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา ปี A

“ทรงบิขนมปังส่งให้บรรดาศิษย์ไปแจกแก่ประชาชน”

พระวรสารโดยนักบุญมัทธิวของวันอาทิตย์นี้ เล่าเรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัว เลี้ยงผู้คนเป็นจำนวนหลายพันคน

อาจกล่าวได้ว่า สิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั้นเมื่ออยู่ในพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้าก็กลับกลายเป็นสิ่งที่มากๆ ได้

หรือเราอาจพูดได้ว่า พระองค์อาจจะทรงรับเอาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปจากมือของเรา แต่เวลาที่พระองค์ทรงคืนให้กับเรา ทรงมอบให้เราอย่างอุดมบริบูรณ์

คุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา เคยเขียนบทภาวนาบทหนึ่งไว้ว่าดังนี้
“ข้าพเจ้าไม่เป็นอะไรเลย พระเยซูเจ้าทรงเป็นทุกสิ่ง
ข้าพเจ้าทำอะไรไม่ได้เลย พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่ง
ข้าพเจ้าคือดินสอของพระเจ้า
เป็นดินสอแท่งเล็กๆ ที่พระองค์ทรงใช้เขียน
พระองค์ทรงชอบสิ่งใด ก็ทรงเขียนผ่านทางเรา
และแม้ว่าเราจะเป็นเครื่องมือที่ไม่สมบูรณ์เพียงใด
พระองค์ทรงเขียนออกมาอย่างงดงามเสมอ”

เป็นความจริงที่คุณแม่เทเรซาเขียนว่า “แม้เราจะเป็นเครื่องมือที่ไม่สมบูรณ์เพียงใด แต่พระองค์ก็ทรงเขียนออกมาอย่างงดงาม” และพระเยซูเจ้าก็ทรงเขียนให้ชีวิตของเธองดงามและเป็นแบบอย่างให้กับชาวโลก

คุณแม่เทเรซาได้เริ่มงานรับใช้เพื่อนมนุษย์ ตั้งแต่ต้นแทบจะเริ่มจากเลขศูนย์ เว้นแต่ความเต็มอกเต็มใจเท่านั้นที่มีเกินร้อย แต่ปัจจุบันนี้ คณะของคุณแม่มีซิสเตอร์และบราเดอร์มากกว่า 5,000 คน ที่กำลังทำงานสานฝันของคุณแม่ต่อไป มีศูนย์ของคณะอยู่ทั่วโลกมากกว่า 500 แห่ง ซึ่งทำให้คนมากกว่าห้าล้านคนได้กินอิ่มและช่วยคนที่เป็นโรคเรื้อนประมาณเก้าหมื่นคนในแต่ละปี จะเห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงทวีคูณให้มากขึ้นจากสิ่งเล็กๆ ที่คุณแม่ได้มอบไว้ให้กับพระองค์

เพราะได้เห็นความจริงที่ปรากฏแก่ตาเช่นนี้ ทำให้ผู้มีชื่อเสียงทางโทรทัศน์ชาวอังกฤษผู้หนึ่งที่ชื่อว่า มัลคอม มักเกริดจ์ (Malcome Muggeridge) ได้ทำสิ่งหนึ่งที่เขาเคยสาบานไว้ว่าจะไม่มีวันทำเลย คือ การเปลี่ยนมาเป็นคาทอลิก เขากล่าวว่าที่เปลี่ยนมาเป็นเช่นนี้ เพราะอิทธิพลของคุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา

“คำพูดใดๆ ไม่สามารถบอกได้ว่าผมเป็นหนี้บุญคุณเธอมากเท่าไร เธอแสดงความเป็นคริสตชนให้ผมเห็นในการปฏิบัติ เธอแสดงถึงพลังแห่งความรัก เธอแสดงให้ผมเห็นว่า คนที่น่ารักคนหนึ่งสามารถก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความรัก ที่สามารถแผ่ขยายไปทั่วทั้งโลกได้อย่างไร”

นี่เป็นเรื่องเดียวกับที่พระวรสารวันนี้สอนเรา เป็นข่าวดีที่บอกเราว่า คนๆ หนึ่งก็มีความสำคัญ เป็นข่าวดีที่บอกเราว่าคนๆ หนึ่งก็ถูกนับให้เห็นถึงความสำคัญ เป็นข่าวดีที่บอกเราว่า ถ้าเราแบ่งปันสิ่งที่เรามีกับพระเยซูเจ้า เหมือนเด็กคนนั้นที่มีขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว โดยที่เขายินยอมให้อัครสาวกนำมามอบให้พระเยซูเจ้า พระองค์ก็จะทรงสามารถทวีคูณให้บังเกิดผลมากมาย เกินกว่าสุดปลายฝันของเราทีเดียว

วันนี้ พระวรสารบอกเราอีกว่า ถ้าเราทูลเสนอความสามารถและพรสวรรค์ต่างๆ ของเราให้กับพระเยซูเจ้าสำหรับงานของพระองค์ พระองค์จะทำกระทำมหัศจรรย์ต่างๆ ขึ้นมาจากสิ่งที่เรานำถวายนั้น

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2011)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา ปี A

“ท่านทั้งหลายจงหาอาหารให้เขากินเถิด”

ความตายของยอห์นบัปติสต์ มีผลกระทบต่อจิตใจของพระเยซูเจ้าหรือไม่

เชื่อว่ามี เพราะเมื่อทราบข่าวความตายของยอห์นบัปติสต์ พระองค์ได้เสด็จลงเรือไปยังที่สงัดตามลำพัง

อาจจะทรงอยากอยู่เงียบๆ เพียงลำพังเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น

อาจจะทรงเศร้าสลดใจ เพราะทรงอาลัยต่อการจากไปของคนของพระเจ้า ที่อุทิศทุ่มเททั้งกายและจิตวิญญาณรวมทั้งชีวิต เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าให้พร้อมน้อมรับพระผู้ไถ่

อาจจะทรงครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในภายภาคหน้าที่พระองค์จะต้องทรงประสบ นั่นคือ ความตายที่รอคอยพระองค์อยู่

แต่ความสงัดเงียบที่พระองค์ทรงมีความปรารถนานั้นมลายหายไปกับคลื่นของประชาชนที่พากันเดินเท้ามาดักเฝ้าพระองค์ เมื่อเสด็จขึ้นจากเรือและทรงเห็นประชาชนมากมายเช่นนั้น ก็ทรงสงสาร และทรงรักษาผู้เจ็บป่วยให้หายจากโรค

นอกจากรักษาโรคทางฝ่ายกายแล้ว พระองค์ก็ทรงเทศน์สั่งสอนพวกเขา เพราะผู้คนมากหลายเหล่านั้นติดตามมาเพื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์

พระองค์ทรงเทศน์ เทศน์ และเทศน์ ทุกคนนั่งเงียบตั้งใจฟังคำเทศน์สอนของพระองค์

พระองค์ทรงเทศน์สอนเรื่องข่าวดี เรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับพระองค์เอง และเรื่องที่เกี่ยวกับพวกเขาด้วย ทรงเผยให้พวกเขาเห็นความเป็นไปได้ในตัวพวกเขา ความเป็นมนุษย์ ความมีศักดิ์ศรี ต้นกำเนิด และจุดหมายของมนุษย์

แรกๆ พวกเขาฟังแล้วประหลาดใจ ต่อมาก็มีความตื่นเต้น และบัดนี้พวกเขาติดใจ รวมทั้งเริ่มเข้าใจว่านี่ไม่ใช่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น ที่มาพูดให้พวกเขาฟัง

เวลาก็คงจะเคลื่อนคล้อยไปมาก แต่ทุกคนฟังอย่างเพลิดเพลิน จนลืมเวลา จนลืมนาที จนถึงเวลาเย็น พวกศิษย์จึงมาบอกให้พระองค์ทรงปล่อยประชาชนกลับไปบ้าน พวกเขาคงจะต้องหิวกว่าจะถึงบ้าน และที่นั่นก็เป็นที่เปลี่ยว กว่าประชาชนจะเดินทางไปถึงหมู่บ้านที่ใกล้เคียงเพื่อจะซื้ออาหารได้ ก็ต้องใช้เวลานานพอควร

แต่พระเยซูเจ้ามิทรงเห็นด้วยกับบรรดาศิษย์ที่ผลักดันให้ประชาชนออกไป ทรงบอกให้พวกเขาจัดเตรียมอาหารให้ประชาชนกินที่นี่ แต่สานุศิษย์เห็นว่ามีอาหารน้อยเหลือเกิน คือมีขนมปังเพียงห้าก้อน กับปลาสองตัวเท่านั้น (ที่จริงนี่เป็นอาหารของเด็กชายคนหนึ่งตามที่ยอห์น ผู้นิพนธ์พระวรสารได้บอกไว้) เด็กคนนั้นยอมมอบให้พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องฟ้า ทรงกล่าวถวายพระพร ทรงบิขนมปัง แล้วทรงสั่งให้ศิษย์ไปแจกให้กับประชาชน ทุกคนได้รับและส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ทุกคนได้กินจนอิ่ม มีเหลืออีกด้วย

ในเย็นวันนั้น ประชาชนทั้งหลายที่นั่นได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในขณะที่ทรงเทศน์สอน โดยทางพระองค์พระเจ้าได้แสดงพระทัยดีของพระองค์ให้ปรากฏ เป็นองค์พระเจ้าเองผู้ทรงให้ชีวิตแก่พวกเขา ที่ทรงค้ำจุนชีวิตของเขา ที่ทรงเข้ามาอยู่ในชีวิตพวกเขา

ค่ำนั้นพวกเขากลับบ้านโดยที่อิ่มทั้งกาย สุขทั้งใจ คงจะหัวเราะ และร้องเพลงกันไปตลอดทาง สิ่งหนึ่งที่จารึกในจิตใจของเขาไม่มีวันลืมเลยคือ ในช่วงเวลาแห่งความสุขของเย็นวันนั้น พวกเขาเป็นเครื่องหมายและเครื่องมือ (sacraments) ของการประทับอยู่ของพระเจ้า ในท่ามกลางพวกเขา

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 2008)

31 กรกฎาคม ระลึกถึง นักบุญ อิกญาซีโอ แห่งโลโยลา พระสงฆ์

31 กรกฎาคม ระลึกถึง นักบุญ อิกญาซีโอ แห่งโลโยลา พระสงฆ์

นักบุญอิกญาซีโอ เกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 1491 เมื่อรับศีลล้างบาปได้รับชื่อว่า Inigo เป็นลูกคนสุดท้ายในจำนวน 13 คนที่เกิดจากคู่สามีภรรยาที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนาง คือ Beltran Yanezde Onaz และ Maria Saenz de Licona โดยเกิดในประสาทของครอบครัวที่โลโยลา ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศสเปน โตเป็นหนุ่มก็ทำงานด้านการทหาร ต่อมาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากการโจมตีที่เมือง Pamplona เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับมีความรุนแรงมาก ท่านได้รับการผ่าตัดหลายครั้งเพื่อรักษาขาของท่านเพื่อให้สามารถพอที่จะเดินได้ จากการผ่าตัดเหล่านี้ทำให้ขาข้างขวาของท่านสั้นลงกว่าแต่ก่อน ซึ่งจะต้องเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิต อาชีพของการเป็นทหารก็สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง ในช่วงเวลาที่ต้องรักษาตัว และพักเพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างยาวนานนั้น ท่านได้กลับใจอย่างลึกซึ้ง และมีแรงดึงดูดให้มีกระแสเรียกของการเป็นนักบวช ทั้งนี้ เพราะในช่วงนี้ท่านได้อ่านหนังสือบำรุงศรัทธามากมาย เกี่ยวกับชีวิตของพระคริสตเจ้า และประวัติของบรรดานักบุญทั้งหลาย ถึงกับทำให้ท่านตระหนักว่า ชีวิตของท่านช่างว่างเปล่าและไร้ค่า ท่านถามตนเองว่า “ถ้าบรรดานักบุญสามารถทำเช่นนี้ได้ แล้วทำไมฉันจะทำบ้างไม่ได้”

หลังจากที่ท่านฟื้นจากการบาดเจ็บรุนแรงจนสามารถที่จะเดินได้แล้ว ท่านก็เริ่มต้นการเดินทางแสวงบุญไปยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะได้จูบผืนดินที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเคยดำเนินผ่าน และท่านได้เริ่มทำการใช้โทษบาปอย่างเคร่งครัด ท่านคิดว่าแผนการของท่านที่จะหันมารับใช้พระเจ้า และเพื่อเทิดเกียรติแด่พระแม่มารีย์ที่ท่านรักนั้น ได้รับการยืนยันโดยภาพนิมิตพระแม่มารีย์และพระกุมารเยซูที่ท่านได้มีประสบการณ์ในค่ำคืนหนึ่ง ซึ่งทำให้ท่านได้รับความบรรเทาใจเป็นอย่างมาก ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1522 ท่านได้ไปเยี่ยมอารามเบเนดิกตินที่เป็นที่แสวงบุญที่เรียกว่า “พระแม่มารีย์แห่งมอนต์เซร์รัต (Santa Maria de Montserrat) ที่นี่เอง ท่านได้พิจารณาบาปในอดีตอย่างละเอียด ได้สารภาพบาป ได้ยกเสื้อผ้าราคาแพงให้กับคนยากจนที่ท่านพบ และไปสวมเสื้อผ้ากระสอบใช้โทษบาป แล้วนั้น ได้แขวนดาบและกริชของท่านไว้ที่แท่นของแม่พระ ในขณะที่ใช้เวลาตื่นเฝ้าที่สักการสถานตลอดทั้งคืน หลังจากนั้น ท่านเดินไปเมือง Manresa ที่อยู่ใกล้ๆนั้น และใช้เวลาประมาณหนึ่งปี เพื่อแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้า

เมื่ออายุ 33 ปี ท่านได้เริ่มเรียนภาษาลาตินกับพวกเด็กนักเรียนที่เมืองบาร์เซโลนา และอุทิศเวลาในอีกสิบเอ็ดปีต่อมาในการศึกษาวิชาปรัชญา และ เทววิทยา จากหลายๆมหาวิทยาลัย ที่กรุงปารีสในปี ค.ศ. 1535 ท่านได้จบการศึกษาปริญญาโท และเป็นที่นี่เองที่ท่านสามารถทำให้ชายหนุ่มหกคนหันมาเจริญชีวิตแบบเดียวกับท่าน สองในหกคนนั้นก็มีชื่อของนักบุญ Peter Faber และนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ อยู่ด้วย

ในเช้าของวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1534 ในวัดน้อยที่ชื่อว่าวัดนักบุญเปโตร ที่ Montmartre นักบุญอิกญาซีโอ และเพื่อนอีกหกคน ซึ่งมีเพียงคนเดียวที่เป็นพระสงฆ์ได้ทำการปฏิญาณอย่างสง่าสำหรับงานที่พวกเขามุ่งจะอุทิศชีวิตตลอดไปเพื่อรับใช้

ในปี ค.ศ. 1539 อิกญาซีโอ พร้อมกับ Peter Faber และฟรังซิส เซเวียร์ ก็ได้ก่อตั้งคณะแห่งพระเยซูเจ้า (The Society of Jesus) หรือที่เรียกกันว่า คณะเยสุอิต (The Jesuits) คณะนี้ได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 1540 โดยพระสันตะปาปาปอลที่ 3 (Pope Paul III) อิกญาซีโอ ได้รับเลือกเป็นเจ้าอธิการคนแรกของคณะนักบวชนี้

อิกญาซีโอได้เริ่มส่งเพื่อนๆของท่านไปเป็นมิชชันนารีทั่วยุโรป เพื่อก่อตั้งโรงเรียน วิทยาลัย และสามเณราลัยขึ้นมา ท่านได้เขียนธรรมนูญของคณะขึ้นมา ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเครื่องแบบนักบวช กิจกรรมศรัทธาส่วนรวม แต่กลับระบุให้สมาชิกของคณะอุทิศตนตลอดเวลาในงานเทศน์สอน ฟังสารภาพบาป ให้คำแนะนำฝ่ายวิญญาณ จัดการศึกษาให้เด็กๆในโรงเรียน และวิทยาลัย

คณะเยสุอิตเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีจำนวนสมาชิกมากขึ้น เพียงเวลาไม่นานก็โดดเด่นขึ้นมาในเมืองต่างๆของประเทศอิตาลี พวกเขาเอาใจใส่บรรดาคนยากจนและคนเจ็บไข้ เทศน์สอนตามถนน อธิบายความจริงของคาทอลิกในภาษาที่เรียบง่ายและตรงๆ และเน้นให้รับศีลศักดิ์สิทธิ์บ่อยๆ ประเทศอื่นๆในยุโรปก็รับรู้ถึงอิทธิพลนี้ด้วย และรวมไปถึงดินแดนมิสซังต่างๆอีกด้วย ภารกิจของคณะจึงไปปรากฏในอาฟริกา อเมริกา อินเดีย และแม้กระทั่งญี่ปุ่น เมื่ออิกญาซีโอสิ้นชีพ คณะของท่านที่ก่อตั้งมาได้ 16 ปีนั้นก็มีสมาชิกนับได้พันคน และมีบ้านของคณะมากกว่า 100 แห่ง

อิกญาซีโอสิ้นชีพที่กรุงโรมวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1556 ได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีโดยพระสันตะปาปาปอลที่ 5 (Pope Paul V) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1609 และได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญ โดยพระสันตะปาปาเกรโกรี ที่ 15 (Pope Gregory XV) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1622 และได้รับการประกาศให้เป็นองค์อุปถัมภ์ของการฟื้นฟูจิตใจ และการเข้าเงียบ โดยพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 11 (Pope Pius XI) ในปี ค.ศ. 1922

(ถอดความและเรียบเรียงโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ
Based on : (1) Saint Companions For Each Day ; by A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe
(2) Wikipedia)

บาทหลวงต้องลาออกจากวัด หลังจากประกอบพิธีแต่งงานให้เลสเบี้ยน

บาทหลวงต้องลาออกจากวัด
หลังจากประกอบพิธีแต่งงานให้เลสเบี้ยน

            บาทหลวงผู้ประกอบพิธีให้เลสเบี้ยน  ต้องใช้เวลาที่เหมาะสม  สำหรับไตร่ตรองเพื่อหาความชัดเจน  และความยินดี  ในการปฏิบัติศาสนบริการสงฆ์  ให้เป็นรูปธรรม  สำหรับสังคมโลกปัจจุบัน

            ที่ซานโอเรสเต  ประเทศอิตาลี  23 กรกฎาคม  2020  สำนักข่าว LifesiteNews  รายงานว่า บาทหลวง  เอมมานูแอล  มอสกาเตลลี่  เจ้าอาวาสได้ประกอบพิธีแต่งงานทางบ้านเมือง  ระหว่างผู้หญิง 2 คน(เลสเบี้ยน)  เมื่อวันที่  11 กรกฎาคม ที่หอประชุมเทศบาล

            พระสังฆราช  โรมาโน  รอสซี่  ของสังฆมณฑลชีวีตา  กัสเตลาน่า  ได้ตกลงกับคุณพ่อมอสกาเตลลีให้พ้นจากหน้าที่เจ้าอาวาส  ในวันที่ 14  กรกฎาคม

            “เราตกลงให้คุณพ่อพักระยะเวลาหนึ่ง  เพื่อไตร่ตรองค้นหาความชัดเจน  และความยินดีในการปฏิบัติของศาสนบริการสงฆ์ สำหรับการให้เป็นรูปธรรมในสังคมโลกปัจจุบัน

            วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม   เราถวายมิสซาด้วยกันที่วัด  และพ่อได้ประกาศเรื่องนี้ให้ชุมชนทราบ  มันเป็นเรื่องสำคัญ  เราต้องชัดเจนต่อข้อความเชื่อ  ความสัมพันธ์ในด้านอภิบาล   เราต้องใส่ใจในเรื่องละเอียดอ่อนนี้กับบรรดาพี่น้องที่อยู่ในความลำบาก” พระสังฆราชกล่าว

            บาทหลวง  มอสกาเตลลี่  จะไม่กลับมาเป็นพระสงฆ์เจ้าอาวาส ที่วัดนักบุญโอเรสเตสอีก  แต่อาจจะกลับมาทำหน้าที่สงฆ์ได้  เมื่อถึงเวลาเหมะสม

            ตามกฎหมายพระศาสนจักร (CIC)  มาตรา 1369  ของประมวลกฎหมาย  ปี ค.ศ.1983   กล่าวว่า “บุคคลซึ่งในสถานที่หรือการชุมนุม  ในการเขียน พิมพ์โฆษณา  หรือในการใช้สื่อสารมวลชนอื่น  กล่าวคำผรุสวาท  ทำร้ายศีลธรรมอันดีงามอย่างรุนแรง กล่าวร้าย  หรือยุยงให้มีความเกลียดชัง  หรือการสบประมาทต่อศาสนา  หรือต่อพระศาสนจักร  ต้องถูกทัณฑ์ด้วยโทษที่เหมาะสม”

เคยมีสังฆราชคาทอลิกบางองค์ได้สนับสนุนการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันทางบ้านเมือง  สมณกระทรวงข้อความเชื่อ (CDF) ได้สั่งสอนใน ค.ศ. 2003 ว่าเราคาทอลิกไม่ยอมรับพฤติกรรม”คู่ชีวิต”   แม้กฎหมายบ้านเมืองอาจยอมรับ  แต่เพราะมันขัดแย้งกับหน้าที่   เป็นกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง  ใครปฏิบัติเรื่องนี้ก็ขัดต่อคำสอนคาทอลิก… ทุกคนมีสิทธิคัดค้านแบบที่สมควร

            คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ( CCC 2357 ) สอนว่า “พฤติกรรมความใคร่ต่อเพศเดียวกันเป็นพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติในตัวเอง เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับกฎธรรมชาติ พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ยอมให้กิจกรรมทางเพศเป็นการให้ชีวิต…พฤติกรรมนี้จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ว่าในกรณีใดๆ”

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์  แปล

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ปี A

“อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา”

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1947 มีคนเลี้ยงแพะ/แกะ ชาวเบดูอินคนหนึ่งชื่อ มูฮัมเหม็ด เดอะ วูล๊ฟ ได้พาฝูงแพะของเขาไปเลี้ยงแถวชายฝั่งตะวันตกของทะเลตาย (Dead Sea) แต่มีแพะตัวหนึ่งหายไป เขาต้องปีนหน้าผาสูงชันเพื่อไปตามหามัน เขาผ่านถ้ำแห่งหนึ่งมีหินก้อนใหญ่อยู่บริเวณด้านหน้า จึงขว้างก้อนหินเข้าไปข้างใน ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงของแตกกระจาย เขาตกใจและกลัว จึงวิ่งไปเรียกเพื่อนอีกคนหนึ่งมา และเข้าไปดูด้วยกัน ปรากฏว่าเขาพบหม้อไหที่ทำด้วยดินเหนียวเผาหลายใบ ข้างในนั้นพบว่ามีผ้าลินินห่อของที่มีลักษณะเป็นม้วนๆ และนี่ก็คือ การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งทางโบราณคดี มันคือ ม้วนหนังสือแห่งทะเลตาย

เด็กทั้งสองที่พบขุมทรัพย์โดยบังเอิญนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เขาพยายามนำม้วนหนังสือไปเร่ขายให้พ่อค้าที่เมืองเบธเลเฮม ด้วยราคาเพียง 20 ปอนด์ แต่พ่อค้าก็ไม่ยอมซื้อ จนกระทั่งต่อมาม้วนหนังสือ 4 ม้วนตกไปอยู่ในมือของปาตริอาร์คชาวซีเรียที่อยู่ในเยรูซาเล็ม และอีก 3 ม้วนถูกลักลอบออกนอกประเทศไปที่สหรัฐอเมริกา นั่นเอง ความจริงที่ว่าของเหล่านี้มีคุณค่ามหาศาลจึงเป็นที่ปรากฏออกมา ในจำนวนม้วนหนังสือ มีอักษรจารึกโบราณเขียนด้วยลายมือเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของกลุ่มสมาชิกกุมรานที่อยู่ด้วยกัน (the Qumran community) และชิ้นส่วนต่างๆ ของพระคัมภีร์ (fragments of scripture) เมื่อพิสูจน์ด้วยวิธีคาร์บอน 14 กับผ้าลินินที่ห่อม้วนนี้ไว้ทำให้ทราบว่ามันอยู่ในช่วงกลางปี ค.ศ. 33

ช่วงเวลาประมาณนี้ ไม่ห่างจากสถานที่เก็บซ่อนม้วนหนังสือ แต่ต้องขึ้นไปทางเหนือของกุมราน พระเยซูเจ้าแห่งนาซาเร็ธกำลังเทศน์สอนเรื่องชาวนาที่พบขุมทรัพย์ในทุ่งนา แล้วก็ไปขายสมบัติทุกสิ่งที่มีมาซื้อนาแปลงนั้น หรือเหมือนกับพ่อค้าที่พบไข่มุกเม็ดงามที่มีค่ามากที่สุด ก็ไปขายทุกสิ่งที่มีเพื่อมาซื้อไข่มุกเม็ดนั้น

พระเยซูเจ้า ทรงต้องการให้เรามองดูอาณาจักรแห่งพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด เพื่อเราจะได้สละทุกสิ่งที่มี มาแลกกับการได้ครอบครองพระอาณาจักรแห่งพระเจ้า

กษัตริย์โซโลมอนในบทอ่านแรกไม่ได้เห็นว่าความมั่งคั่ง หรืออายุที่ยืนยาว หรืออำนาจที่จะทำลายศัตรูเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สำหรับพระองค์แล้วความรู้ความเข้าใจและปรีชาญาณในการตัดสินและปกครองประชากรของพระเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงวอนขอพระพรจากพระเจ้าเช่นนี้ และเป็นการขอที่พระเจ้าทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง

สำหรับพระเยซูเจ้าแล้ว สมบัติที่มีค่าอย่างยิ่งของพระองค์ คือ พระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงยอมสละทุกสิ่งที่มี เช่น ครอบครัว บ้านของพระองค์ ความปลอดภัยของพระองค์ เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระบิดาในการประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า ที่สุด ทรงยอมสละแม้กระทั่งชีวิต ซึ่งคนอื่นๆ และรวมทั้งบรรดาสาวกด้วยในตอนนั้นที่ไม่เข้าใจการกระทำของพระองค์ แต่ถ้าเราดูให้ดีๆ จะเห็นชัดในจุดประสงค์ของพระองค์ที่ทรงทำเช่นนี้ นั่นคือ แม้ในความตายพระเยซูก็ยังคงยึดสมบัติล้ำค่านี้ไว้ คือ ทำตามพระประสงค์ของพระบิดา

แล้วเราแต่ละคนเป็นอย่างไร เรามองชีวิตของเราอย่างไร เราเห็นคุณค่าของพระอาณาจักรพระเจ้าในแบบที่พระเยซูเจ้าทรงนำเสนอหรือไม่ คือพระอาณาจักรพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด เราต้องยอมสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งพระอาณาจักรนั้น ความจริงของที่มีคุณค่ามากที่สุด เช่น พระอาณาจักรนี้ก็อยู่ปลายจมูกเรา ที่เราสามารถค้นพบได้ ไม่เหมือนลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 ที่มีน้อยคนเท่านั้นที่จะถูก ไม่เหมือนทุ่งนาที่พบว่ามีสายแร่ทองอยู่ข้างในนั้น ซึ่งน้อยคนจะได้พบเช่นนี้ แต่พระอาณาจักรของพระเจ้าสำหรับเรา อยู่กับบรรดาผู้คนที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนี่แหละ ต้องถือเป็นโอกาสที่เราพบหน้าค่าตากันทุกๆ วัน เพื่อกระทำให้คุณค่าที่พระเยซูเจ้าทรงนำเสนอเป็นความจริงขึ้นมา สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่เปล่งแสงออกมาจากตัวมันเอง แต่ภายในหัวใจของคนธรรมดาสามัญเหล่านี้แหละ ที่เราพบการสถิตอยู่ของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ทรงคุณค่าสูงสุด ทรงซ่อนเร้นพระองค์ในสถานที่ธรรมดาๆ หวังว่าเราจะพบความเป็นจริงนี้ได้โดยไม่ต้องรอคอยให้ยืดยาวออกไป

เราคงไม่เป็นเหมือนคนเลี้ยงแพะ/แกะ ชาวเบดูอิน 2 คนนั้น ที่ไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่ได้พบโดยบังเอิญ เพียงเพราะมันถูกหุ้มห่อด้วยสิ่งของธรรมดาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2011
Based on : Seasons of the Word ; by : Denis McBride, C.SS.R.)

คุณพ่อชาวอิตาเลี่ยน ทำพิธีแต่งงานให้ผู้หญิง 2 คน

คุณพ่อชาวอิตาเลี่ยน ทำพิธีแต่งงานให้ผู้หญิง 2 คน

วันที่ 23 กรกฎาคม คุณพ่อเอมมานูเอล มอสกาเตลล่า บาทหลวงคาทอลิกชาว   อิตาเลี่ยน ได้ทำพิธีแต่งงานให้ผู้หญิง2คน(เลสเบี่ยน) วันที่ 11 กรกฎาคม ที่หอประชุมเทศบาลเมือง Civita Castelana ซึ่งผิดต่อประมวลกฎหมายพระศาสนจักร (CIC) 1369ผิดต่อคำสั่งของสมณกระทรวงข้อความเชื่อ(CDF) ค.ศ.2003 และผิดคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก (CCC )ย่อหน้าที่ 2357

ดังนั้นพระสังฆราชโรมาโน่ รอสซี่จึงสั่งให้คุณพ่อเอมมานูแอล พักจากหน้าที่ระยะหนึ่งเพื่อไตร่ตรองชีวิตสงฆ์ จนกว่าจะชัดเจนและยินดีทำตามคำสอนของพระศาสนจักร

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ สรุป
25/7/63

https://www.lifesitenews.com/news/italian-catholic-priest-resigns-from-parish-after-officiating-lesbian-civil-union

📚หนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก 📚 เรื่องความบริสุทธิ์และความใคร่เพศเดียวกัน


👬 2357 ความใคร่เพศเดียวกันหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายหรือหญิงที่ชอบเพศสัมพันธ์กับบุคคลเพศเดียวกันกับตนเท่านั้นหรือเป็นส่วนใหญ่ ตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมาในอดีตและในวัฒนธรรมต่างๆ กิจกรรมนี้ได้มีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างมาก สาเหตุทางจิตของพฤติกรรมนี้ส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้รับคำอธิบาย ธรรมประเพณี (ของพระศาสนจักร) อิงอยู่กับพระคัมภีร์ที่เล่าถึงพฤติกรรมนี้ว่าเป็นความเสื่อมทรามอย่างร้ายแรง (เทียบ ปฐก 19:1-29; รม 1:24-27; 1 คร 6:9-10; 1 ทธ 1:10) ได้ประกาศเสมอมาว่า “พฤติกรรมความใคร่ต่อเพศเดียวกันเป็นพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติในตัวเอง” เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับกฎธรรมชาติ พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ยอมให้กิจกรรมทางเพศเป็นการให้ชีวิต พฤติกรรมนี้ไม่สืบเนื่องมาจากความรักและเพศสัมพันธ์ที่เป็นการเสริมสร้างกัน พฤติกรรมนี้จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ


👭 2358 ชายและหญิงจำนวนไม่น้อยแสดงออกถึงแนวโน้มความใคร่เพศเดียวกัน ที่ฝังรากลึกอยู่ภายในความโน้มเอียงนี้ แม้ในตัวจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่แล้วนับได้ว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง บุคคลเหล่านี้จึงควรได้รับความเคารพ ความเห็นใจ และความอ่อนโยน เกี่ยวกับคนเหล่านี้จึงควรหลีกเลี่ยงการแสดงการเลือกที่รักมักที่ชังอย่างอยุติธรรมทุกอย่าง พระเจ้าทรงเรียกบุคคลเหล่านี้ให้ปฎิบัติตามพระประสงค์ในชีวิตของตน และถ้าเขาเป็นคริสตชน เขาจะต้องนำความยากลำบากที่เขาอาจพบได้ในสภาพชีวิตของตนเข้ามารวมไว้กับการถวายบูชาบนไม้กางเขนขององค์พระผู้เป็นเจ้า


👬 2359 บุคคลที่มีความใคร่เพศเดียวกันก็ได้รับเรียกให้มีความบริสุทธิ์ด้วย บุคคลเหล่านี้ อาศัยคุณธรรมการควบคุมตนเองซึ่งสอนเขาให้มีอิสรภาพภายใน และบางครั้งอาศัยความช่วยเหลือของมิตรภาพที่ไม่เห็นแก่ตัว อาศัยการอธิษฐานภาวนาและพระหรรษทานของศีลศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจและต้องตั้งใจจริงค่อยๆ เข้ามาถึงความครบครันแบบคริสตชนให้ได้ด้วย

Italian Catholic priest resigns from parish after officiating lesbian civil union

The priest who officiated the homosexual ceremony will now ‘take a suitable period for reflection in order to recover the clarity and joy of his presbyteral ministry in the concreteness of today’s world,’ his bishop said.

SANT’ORESTE, Italy, July 23, 2020 (LifeSiteNews) — A parish priest in Italy has resigned from his position and agreed with his bishop to take a break from active ministry after he performed a same-sex civil union ceremony in a local town hall.

Earlier this week Italian media published the news that Father Emanuel Moscatelli, of St. Lorenzo’s parish in Sant’Oreste, officiated at a civil union ceremony between two women on July 11, which was described in reports as a “wedding.”

In response to the reports, local Bishop Romano Rossi of the Civita Castellana diocese announced in a statement that Moscatelli has agreed to resign and take a break from active ministry.

“On the afternoon of Tuesday, July 14, we met in the bishop’s office with Fr. Emanuele, and we agreed that he would resign his assignment as pastor, as a sign of taking distance from what had happened,” Rossi stated.

“We also peacefully agreed that he should take a suitable period for reflection in order to recover the clarity and joy of his presbyteral ministry in the concreteness of today’s world. Fr. Emanuele expressed his full faith in the Church as Mother and in the Bishop, and also his openness to the itinerary that will be proposed to him. Last Sunday I concelebrated [Mass] with him in the parish and announced the events to the community,” he continued.

“It is important for us to have clarity on a doctrinal level, communion on a pastoral level, and lucid and delicate attention to brothers in difficulty,” the bishop said.

Italian media outlet ADN Kronos also reports that Rossi told them that Moscatelli will not be able to return “to be a parish priest in St. Orestes” but that he will eventually return to active ministry and “be able to do everything, when the time comes.”

In his comments to ADN Kronos, Rossi said that “there is a canon that prevents priests from officiating civil ceremonies regardless of who gets married.”

However Rossi has not stated whether Moscatelli will undergo a canonical trial as a result of his actions.

Canon 1369 of the 1983 Code of Canon Law states: 

A person who in a public show or speech, in published writing, or in other uses of the instruments of social communication utters blasphemy, gravely injures good morals, expresses insults, or excites hatred or contempt against religion or the Church is to be punished with a just penalty.

While some prominent Catholic bishops have expressed support for civil unions between people of the same-sex, the Vatican’s Congregation for Doctrine of the Faith (CDF) taught in its 2003 document Considerations regarding proposals to give legal recognition to unions between homosexual persons that “respect for homosexual persons cannot lead in any way to approval of homosexual behavior or to legal recognition of homosexual unions.”

“In those situations where homosexual unions have been legally recognized or have been given the legal status and rights belonging to marriage, clear and emphatic opposition is a duty. One must refrain from any kind of formal cooperation in the enactment or application of such gravely unjust laws and, as far as possible, from material cooperation on the level of their application. In this area, everyone can exercise the right to conscientious objection,” the CDF document continued.

The Catholic Church teaches that homosexual acts are “intrinsically disordered” and “under no circumstances can they be approved” (CCC 2357).