พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า “Fratelli tutti”

พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า "Fratelli tutti"

ณ อัสซีซี เช้าวันที่ 3 ตุลาคม 2020 ที่หน้าหลุมฝังศพของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี
 
พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า “Fratelli tutti” (เราทั้งผอง พี่น้องกัน) และวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งตรงกับ #วันฉลองนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี เวลาเที่ยงที่อิตาลี ( เวลาห้าโมงเย็นบ้านเรา) สมณลิขิตฉบับนี้
จะได้รับการเผยแพร่เป็นทางการ
 
น่าจะเข้ากับสถานการณ์บ้านเราได้ดี เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อวานนี้พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ให้จดหมายเวียนหรือสมณลิขิต (Encyclical Letter) ฉบับใหม่ ชื่อว่า Fratelli Tutti (ทุกคนหรือเราทั้งผองเป็นพี่น้องกัน) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมณสาสน์เกี่ยวกับสังคมฉบับล่าสุดของพระศาสนจักร
 
ขอแบ่งปันสิ่งที่ได้อ่านคร่าวๆ (เป็นคำแปลแบบไม่เป็นทางการ) เฉพาะข้อ 13-14 ซึ่งพระสันตะปาปาฟรันซิสได้พูดถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ที่สำคัญเข้ากับสถานการณ์ในบ้านเมืองเรา ณ เวลานี้เลยทีเดียว

13. ด้วยเหตุนี้เอง เขาสนับสนุนการทำลายความหมายของประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้เกิดการทำลายรากฐาน การตระหนักถึงการแทรกซึมทางวัฒนธรรมของสิ่งที่เรียกว่า “ทำลายนิยม” ซึ่งให้ทำให้เสรีภาพของมนุษย์แสร้งทำเป็นสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใหม่โดยเริ่มจากศูนย์ เหลือไว้เพียงแค่ความปรารถนาที่จะบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัดและการเพิ่มรูปแบบของปัจเจกนิยมที่หลากหลายมากขึ้นอย่างไร้กรอบกำกับ ในสถานการณ์เช่นนี้เราขอเสนอคำแนะนำที่เราได้เคยให้ไว้กับบรรดาเยาวชนว่า “ถ้าหากคนคนหนึ่งยื่นข้อเสนอประการหนึ่งแก่พวกเธอ และบอกพวกเธอให้เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ ให้มองข้ามประสบการณ์ของผู้อาวุโส ให้ละเลยต่อทุกสิ่งในอดีตและมองเพียงแค่อนาคตที่เขาจะมอบให้แก่พวกเธอ นี่อาจจะไม่ใช่วิธีง่ายๆที่จะดึงดูดพวกเธอด้วยข้อเสนอของเขาเพื่อทำให้พวกเธอปฏิบัติตามในสิ่งที่เขาบอกพวกเธอหรือ? คนๆนั้นต้องการให้พวกเธอว่างเปล่า ไร้รากยึดเหนี่ยว ไม่เชื่อมั่นในสิ่งใดเลย เพื่อพวกเธอจะได้มั่นใจที่จะทำตามคำสัญญาของเขาและตกอยู่ภายใต้แผนการของเขาเท่านั้น อุดมคติของสิ่งที่ต่างกันทำงานในรูปแบบนี้ ซึ่งทำลาย (หรือ ล้มล้าง) ทุกสิ่งที่ต่างจากพวกของตนและด้วยวิธีการนี้เอง เขาสามารถครอบงำได้โดยไม่มีการต่อต้าน และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ พวกเขาจึงต้องการเยาวชนที่เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ เยาวชนที่ปฏิเสธความร่ำรวยทางจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการส่งผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่น เยาวชนที่เมินเฉยต่อทุกสิ่งที่ล่วงหน้าเขามาก่อน

14. มันคือการล่าอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ เราต้องไม่ลืมว่า “กลุ่มชนผู้แปลกแยกตัวเองออกจากวัฒนธรรมของตนเอง และ (โดยความบ้าคลั่งเชิงการเลียนแบบ, ความรุนแรงที่ถูกยัดเยียดให้, ความไม่ใส่ใจและความเฉื่อยชาที่เกินอภัยได้) ยอมทนให้วิญญาณถูกฉีกทิ้งนั้น ได้สูญเสียอัตลักษณ์ฝ่ายจิตวิญญาณ รวมทั้งรากฐานทางศีลธรรม และในที่สุดสูญเสียเสรีภาพทางอุดมคติ เศรษฐกิจ และการเมือง” วิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำลายมโนธรรมทางประวัติศาสตร์ ความคิดวิเคราะห์ และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและกระบวนการรวมกลุ่มก็คือ การทำให้ความหมายว่างเปล่า และเปลี่ยนคำต่างๆเสียใหม่ ทุกวันนี้ คำว่า ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว หมายความว่าอะไร? คำเหล่านี้ถูกครอบงำและเปลี่ยนรูปเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการครอบครอง ถูกทำให้เป็นชื่อที่ว่างเปล่าไร้เนื้อหา เพื่อจะได้ถูกนำไปใช้สร้างความชอบธรรมให้กับอะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ

(คุณพ่อบุญธรรม จากอิตาลี)

วาติกันประกาศ แผน 7 ปีส่งเสริมเลาดาโต ซี

วาติกันประกาศ แผน 7 ปีส่งเสริมเลาดาโต ซี

บาทหลวง  โจสตรม  ไอแซค   คูรีธาดัม  ผู้ประสานงานแผนกสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ  ของรัฐวาติกัน  เพื่อส่งเสริมการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม  ได้กล่าวถึงแผน  7 ปีเพื่อส่งเสริมพระสมณสาส์น  เลาดาโตซี  (ขอสรรเสริญองค์พระผู้เจ้า)  เกี่ยวกับการดูแลรักษาโลก  บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

            โครงการนี้จะมีกิจกรรม  และเหตุการณ์ฉลองต่างๆ ที่ชุมชนพระศาสนจักรท้องถิ่น  และกลุ่มต่างๆ ในชุมชนสามารถร่วมมือกัน

            เป้าหมายผู้ร่วมกิจกรรมทั้งชาวคาทอลิก  นักบวช  กลุ่ม – หน่วยงานรัฐ  และสถาบันเอกชนต่างๆ

โครงการพิเศษ  เริ่มปี 2020 นี้  จะมีคลิปวีดีโอสารคดีเกี่ยวกับเลาดาโตซี  ที่เน้นกิจกรรมเด่นๆ  ที่ พิทักษ์สิ่งแวดล้อม

            การสร้างวัดน้อย  และสวนในประเทศต่างๆ   การสร้างเครือข่ายพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

            โครงการ 7 ปี  จะมีเป้าหมาย 7 ประการ  วันที่ 18 มิถุนายน 2020  วาติกันพิมพ์เอกสาร  200 หน้า เป็นแนวปฏิบัติ  ส่งเสริมนิเวศ  และดูแลสิ่งสร้าง  หัวข้อคือ  การก้าวเดินร่วมกันเพื่อรักษาบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน”

พระศาสนจักรคาทอลิก  กำลังสร้างเครือข่ายของ “เลาดาโตซี” ขยายงานทุกปี เพื่อรักษาธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม  ตามที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้กล่าวในสมณสาส์น   ทรงต้องการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสิ่งแวดล้อมและนิเวศด้านสังคม   ทรงเชิญทุกคนให้เป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งดูแลพี่น้องร่วมโลก คือความยุติธรรมสังคม

ภาวะขาดอาหาร  อากาศเสีย  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ  และความไม่เสมอภาค  กำลังฆ่าประชาชนทุกวัน  ทุกคนจำเป็นต้องกลับใจด้านนิเวศของโลก  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

พระองค์ทรงตั้งกลุ่มทำงาน 7 กลุ่ม  ทำงานใน 7 ปีนี้  เช่นครอบครัว  โรงเรียน  มหาวิทยาลัย  สังฆมณฑล  นักบวช  แผนกสุขภาพอานามัย  และหน่วยงานเกษตรกรรม

โดยรวม  เราจะศึกษาคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร  และความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียว  สมเด็จพระสันตะปาปาต้องการเชื่อมหน่วยงานธุรกิจ  และรัฐบาล  เพื่อร่วมมือกันสร้างเครือข่าย  ส่งเสริมสนับสนุนวิสัยทัศน์  เลาดาโตซี

ฟ.วีระ   อาภรณ์รัตน์
แปลจาก  LaCroix International
11/6/2020

คำวอนขอจากประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย FABC: พระคาร์ดินัลชาร์ลส โบ เตือนให้ระวังกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งประเทศจีนใช้บังคับกับฮ่องกง

คำวอนขอจากประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย FABC: พระคาร์ดินัลชาร์ลส โบ
เตือนให้ระวังกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งประเทศจีนใช้บังคับกับฮ่องกง

ประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชียกล่าวว่า กฎหมายใหม่อาจคุกคามเสรีภาพต่างๆรวมถึงการนับถือศาสนาและสิทธิมนุษยชนด้วย

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2020

พระคาร์ดินัลชาร์ล หม่อง โบ แห่งนครร่างกุ้งประเทศเมียนมาร์ ขอร้องให้บรรดาคริสตชนช่วยการสวดภาวนาโดยเตือนว่า ประเทศจีนอาจคุกคามเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

        ประธานสหพันธ์พระสังฆราชแห่งเอเชีย (FABC) มอบสาส์นเป็นภาษาอังกฤษให้กับสำนักข่าวเซนิท (zenith) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “กฎหมายแห่งสาธารณะประชาชนจีนเพื่อปกป้องความปลอดภัยแห่งชาติในเขตปกครองฮ่องกง ซึ่งเป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ”

        เมื่อกล่าวถึงรัฐบาลจีน ที่กำลังออกกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศจีนสำหรับเขตปกครองฮ่องกง ท่านย้ำว่า “นี่เป็นการกระทำที่ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกันอย่างเป็นระบบกับสาธารณะชนทั่วไป”

        พระคาร์ดินัลโบกล่าว “กฎหมายนี้ลดเสรีภาพของประชาชนชาวฮ่องกงอย่างหนักหน่วงและทำลายการปกครองตนเองเป็นอย่างมากของนครฮ่องกง” ที่มีสัญญาของลักษณะการกครองแบบ “ประเทศเดียว แต่สองระบบ” การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายรัฐธรรมนูญของฮ่องกงอย่างสิ้นเชิง และขัดแย้งกับเจตนารมย์แห่งจดหมายของข้อตกลงในปี ค.ศ. 1997”

        “กฎหมายความปลอดภัยแห่งชาติคุกคามและขยายความตึงเครียด ไม่ใช่เป็นการแก้ไขสถานการณ์” พระคาร์ดินัลโบได้ปรารภ

        พระคาร์ดินัลประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชียยอมรับว่ากฎหมายความปลอดภัยแห่งชาติในตัวมันเองจะต้องไม่เป็นสิ่งเลวร้ายหรือสร้างปัญหา ทว่าด้วยเหตุผลต่างๆในกรณีนี้ ท่านคาร์ดินัลรู้สึกห่วงใยผลพวงที่จะตามมา

        “ข้าพเจ้าเป็นห่วงว่ากฎหมายจะเป็นการคุกคามเสรีภาพขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชนในฮ่องกง”  ท่านย้ำว่า “กฎหมายฉบับใหม่นี้อาจจะไปจำกัดเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการสื่อสาร และเสรีภาพในการศึกษา”

        “หากจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว” ท่านกล่าว “เสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อก็จะตกอยู่ในอันตรายด้วย”

        ตามรายงานจากหลายแห่งพระคาร์ดินัลโบกล่าวว่า “เสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อในประเทศจีนผืนแผ่นดินใหญ่กำลังถูกจำกัดอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่มีการปฏิวัติด้านวัฒนธรรม”

        “แม้เสรีภาพในการนมัสการในเขตปกครองฮ่องกงยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือทันทีทันใด ทว่ากฎหมายความปลอดภัยฉบับใหม่และบทลงโทษกว้างๆของการสร้าง “ความไม่สงบ” “การแบ่งแยก” และ “การสมรู้ร่วมคิดกับพลังการเมืองต่างชาติ” อาจมีผลให้มีการควบคุมการเทศน์ การประกาศข่าวดี การสวดภาวนาที่มีการจุดเทียน และ การก่อกวนสถานที่นมัสการซึ่งเป็นสถานที่และพลังของพวกที่ต่อต้าน  ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนาอย่าให้กฎหมายนี้ออกมา ซึ่งเป็นการแทรกแซงเรื่องราวภายในขององค์กรศาสนา และการรับใช้ที่ทางศาสนามอบให้กับสาธารณะชนทั่วไป”

        พระคาร์ดินัลยังขอร้องว่า ควรต้องมีความมั่นใจสำหรับบิชอป บาดหลวง รวมถึงศาสนบริกร ในการเตรียมบทเทศน์ และบรรดาศาสนาจารย์โปรเตสแตนต์ก็ต้องคิดให้ดีเกี่ยวกับการเทศนาของตน และสำหรับผู้นำศาสนาอื่นที่ต้องให้คำแนะนำแก่ชุมชนของตนก็เช่นเดียวกัน การมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาต่างๆไม่ควรที่จะได้รับการรบกวนจากกฎหมายดังกล่าว

        “ในข้อกำหนดกฎหมายของเขตปกครองฮ่องกงมีการรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา ผู้นำศาสนาบัดนี้จะมีการลงโทษหรือไม่ ที่มีการเทศนาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของมนุษย์ ความยุติธรรม เสรีภาพ ความจริง?   พวกเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ว่าไม่ว่าเมื่อใดที่เสรีภาพถูกคุกคามไม่เร็วก็ช้าเสรีภาพในการนับถือศาสนาก็จะได้รับผลกระทบด้วย”

        ด้วยเหตุผลดังกล่าวและ “ในเจตนารมย์แห่งประกาศก มรณะสักขีและนักบุญแห่งความเชื่อของพวกเรา” พระคาร์ดินัลกล่าว “ข้าพเจ้าวิงวอนให้ประชาสัตบุรุษอธิษฐานภาวนาให้กับเขตปกครองฮ่องกงด้วย”

        ขอให้สวดภาวนาสำหรับผู้นำประเทศจีนและฮ่องกง ให้พวกเขาเคารพต่อสัญญาที่ทำไว้ ณ ฮ่องกง อันเป็นข้อสัญญาที่ปกป้องเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐาน  ข้าพเจ้าขอร้องให้ทุกคนภาวนาเพื่อสันติภาพ” พระคาร์ดินัลโบกล่าว

        ต่อไปนี้เป็นสาส์นของพระคาร์ดินัลชาร์ลส หม่อง โบ

“การประกาศกฎหมายของสาธารณะรัฐประชาชนจีนเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศในเขตปกครองฮ่องกง ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษ”

การเรียกร้องให้มีการสวดภาวนาพิเศษ นำเสนอโดยพระคาร์ดินัลชาร์ลส โบ

ในนามของสมาชิกสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย  ข้าพเจ้าวิงวอนคริสตชนทุกคนทุกนิกาย และผู้ที่มีความเชื่อทั่วภาคพื้นเอเชียและโลกได้สวดภาวนาสำหรับเขตปกครองฮ่องกง และสำหรับประเทศจีนรวมถึงประชาชนทุกคนด้วบ

        เมื่อคืนนี้ (30 มิถุนายน 2020) รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายเรื่องความปลอดภัยแห่งชาติฉบับใหม่สำหรับเขตปกครองฮ่องกง นี่เป็นการกระทำที่ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับสาธารณะชน กฎหมายนี้ลดเสรีภาพของประชาชนฮ่องกงและทำลาย “การปกครองตนเอง” อย่างรุนแรง ซึ่งผิดต่อหลักการแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหราฬ ต่อรัฐธรรมนูญของฮ่องกงและขัดแย้งกับเจตนารมย์ของข้อตกลงในปี ค.ศ. 1997

        ฮ่องกงเป็นพลอยเม็ดงามเม็ดหนึ่งของเอเชีย เป็น “ไข่มุกแห่งเอเชีย” เป็นจุดเชื่อมระหว่างภาคตะวันตกกับภาคตะวันออก เป็นประตูสู่ประเทศจีน เป็นศูนย์กลางแห่งการค้า และจนถึงกระทั่งบัดนี้ยังคงชื่นชมอยู่กับเสรีภาพ และความคิดสร้างสรรค์

        กฎหมายความปลอดภัยแห่งขาติในตัวมันเองก็ไม่มีอะไรผิด  ทุกชาติมีสิทธิที่จะออกกฎหมายปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ ทว่ากฎหมายดังกล่าวต้องมีความสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีมนุษย์ และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน  การบังคับใช้กฎหมายของจีนทำให้สภากฎหมาย และการปกครองตนเองของฮ่องกงอ่อนแอลง ซึ่งเปลี่ยนอัตลักษณ์ของฮ่องกงอย่างสิ้นเชิง

        ข้าพเจ้าเป็นห่วงว่ากฎหมายนั้นจะคุกคามเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพของการชุมนุม เสรีภาพของสื่อสารสังคม และเสรีภาพของการศึกษา เชื่อได้เลยว่าจะคาบเกี่ยวไปถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน

        จากรายงานหลายสำนักข่าว เสรีภาพในการนับถือศาสนาในประเทศจีนยังต้องเผชิญกับทุกข์ยากลำบากต่อข้อกำหนดที่พวกเราประสบมา ตั้งแต่ที่มีการปฏิรูปด้านวัฒนธรรม แม้ว่าเสรีภาพในการนมัสการในเขตปกครองฮ่องกงจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือทันทีทันใด ทว่ากฎหมายความมั่นคงปลอดภัยฉบับใหม่ และการลงโทษแบบกว้างๆต่อ “ความไม่สงบ” “การแตกแยก” และ “การสมรู้ร่วมคิดกับการเมืองต่างชาติ”  มีการควบคุมการเผยแพร่ศาสนา การลงโทษการสวดภาวนาที่มีการจุดเทียน และการรบกวนสถานที่นมัสการ ที่เป็นสถานที่ตั้งของผู้ประท้วง ข้าพเจ้าภาวนาขอให้กฎหมายนี้จะไม่อนุญาตให้ภาครัฐเข้าไปแทรกแซงกับเรื่องราวขององค์กรศาสนา และการรับใช้ที่องค์กรดังกล่าวมอบให้กับสาธารณะชน

        บรรดาพี่น้องบิชอป เพื่อนๆบาดหลวง ศาสนบริกร ในการเตรียมบทเทศน์  รวมถึงบรรดาศาสนาจารย์ควรคิดให้ดีถึงการอบรมสอน และ ผู้นำศาสนาแห่งความเชื่ออื่นๆ ก็เช่นเดียวกันควรมีความมั่นใจในการอบรมชุมชนของตน  การมีส่วนร่วมในงานสังคมไม่ควรที่จะถูกรบกวน เพราะว่ากฎหมายพื้นฐานของเขตปกครองฮ่องกงได้รับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา ผู้นำศาสนาจะถูกลงโทษไหม หากจะเทศนาเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของมนุษย์  สิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการนับถือศาสนา ความยุติธรรม เสรีภาพ ความจริง?  พวกเราเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าเมื่อใดที่มีการจำกัดเสรีภาพในการนับถือศาสนาจะเกิดผลกระทบในเชิงลบไม่เร็วก็ช้า

        ในช่วงปีที่แล้วมีการประท้วงกันหลายครั้งในเขตปกครองฮ่องกง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการประท้วงแบบสงบสันติ แต่เมื่อผู้ประท้วงราว 9,000 คนถูกจับซึ่งไม่มีตำรวจผู้ใดรับผิดชอบสำหรับการกระทำอย่างป่าเถื่อนของพวกเขา นี่เป็นความจำเป็นที่ต้นเหตุแห่งการชุมนุมนั้นควรที่จะต้องมีการจัดการ และการปฏิรูปที่มีความหมายรวมทั้งจะต้องมีการออมชอมกัน กฎหมายความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาตินี้ทำให้ความตึงเครียดดูเหมือนหนักยิ่งขึ้น และไม่ใช่เป็นการหาทางแก้ไขสถานการณ์

        ด้วยเหตุนี้และในเจตตารมย์แห่งประกาศก มรณะสักขี และนักบุญแห่งความเชื่อของพวกเรา  ข้าพเจ้าปรารถนาวิงวอนให้พวกเราช่วยกันภาวนาสำหรับเขตปกครองฮ่องกง ขอให้ภาวนาสำหรับผู้นำประเทศจีน และผู้นำเขตปกครองฮ่องกงให้รักษาข้อตกลงสัญญาซึ่งทำกัน ณ ฮ่องกง ในการรักษาเสรีภาพขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชน ขอให้ทุกคนอธิษฐานภาวนาเพื่อสันติภาพด้วย

พระคาร์ดินัลชาร์ลส หม่อง โบ
ประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย
วันที่ 1 กรกฎาคม 2020 

 (วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บสาส์นของประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชียมาแบ่งปันและภาวนา)

สันตะสำนักออกหนังสือ คู่มือการสอนคำสอน พร้อมกับคำแนะนำใหม่ในการสอนคำสอน

สันตะสำนักออกหนังสือ คู่มือการสอนคำสอน
พร้อมกับคำแนะนำใหม่ในการสอนคำสอน

สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่ได้ออกคู่มือการสอนคำสอนโดยให้คำแนะนำสำหรับพันธกิจของพระศาสนจักรในการประกาศพระวรสารโดยการสอนคำสอน และการประกาศข่าวดี

        คู่มือใหม่อันทันสมัยเพื่อการสอนคำสอนที่พวกเรารอคอยกันมาเป็นเวลานานได้มีการประกาศออกมาแล้วจากวาติกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2020 คู่มือใหม่ฉบับนี้ ได้มีการร่างเนื้อหาภายใต้การควบคุมดูแลของสมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่ และได้รับการอนุมัติจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงนักบุญตูริบิอุส (Saint Turibius of Mongrovejo) ในคริสตศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนการประกาศพระวรสาร และการสอนคำสอนที่เข้มแข็ง การแก้ไขคู่มือฉบับล่าสุดนี้เกิดจากการติดตาม”คู่มือการสอนคำสอนทั่วไป” ของปี ค.ศ. 1971 และปี ค.ศ. 1997 ซึ่งคู่มือทิ้งสองฉบับออกโดยสมณกระทรวงเพื่อสมณะ (พระสงฆ์)

        คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่พยายามเน้นถึงการเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดระหว่างการประกาศพระวรสารและการสอนคำสอน ซึ่งมีการเน้นว่าทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปล้วนเป็นธรรมทูต ผู้ถูกเรียกให้แสวงหาหนทางใหม่เพื่อถ่ายทอดความเชื่อซึ่งถือว่าเป็นความรับผิดชอบและเป็นหน้าที่ ในบริบทนี้คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่เสนอหลักใหญ่แห่งการปฏิบัติสามประการด้วยกัน: 1) การเป็นประจักษ์พยาน 2) ความเมตตา และ 3)การเสวนา คู่มือนี้มี 300 กว่าหน้า แยกออกเป็นสามส่วนกอปรด้วย 12 บท

การอบรมครูสอนคำสอน

ภาคแรกชื่อว่า “การอบรมคำสอนในการประกาศพันธกิจของพระเยซูคริสต์” ซึ่งพูดถึงการอบรมการเรียนการสอนคำสอน

คู่มือการสอนคำสอนนี้ชี้ให้เห็นว่า เพื่อที่จะเป็นพยานต่อความเชื่อที่มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นครูสอนคำสอนจะต้องเป็น “ผู้ที่ได้รับความรู้เกี่ยวกับคำสอนก่อนที่จะเป็นครูสอนคำสอน”   นี่หมายถึงการทำงานแบบไม่มีสินจ้างหรือค่าตอบแทนเป็นเพียงเชิงสัญญลักษณ์ ต้องเสียสละ และต้องมีพฤติกรรมดีงามตามเจตนารมย์แห่งธรรมทูต กล่าวคือต้องไม่ยอมแพ้ต่อ “ความเหนื่อยหน่ายในการอภิบาลแม้แลดูไร้ผล”

ครูสอนคำสอนยังถูกเรียกร้องให้ต้องเฝ้าระวังในการทำหน้าที่จำเพาะของตน “เพื่อประกันว่าทุกคนจะต้องได้รับการปกป้อง พิทักษ์คุ้มครองโดยเฉพาะผู้เยาว์ และบุคคลที่มีความเปราะบาง”

กระบวนการสอนคำสอน

ภาคที่สอง – “กระบวนการสอนคำสอน”  จะเน้นถึงความสำคัญของ “รูปแบบของการสื่อที่ล้ำลึกและมีประสิทธิภาพ” มีการเสนอให้ใช้ศิลปะโดยอาศัยการพิศเพ่งความงดงามเพื่อเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงกับพระเจ้า และใช้ดนตรีศักดิ์สิทธิ์เป็นหนทางในปลูกฝังให้มีความปรารถนาเข้าถึงพระเจ้าในหัวใจของประชาชน

        บทบาทของครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ภายในครอบครัวผู้ที่ได้รับการประกาศพระวรสารสามารถดำเนินชีวิตในความเชื่อในทำนองที่เรียบง่าย โดยเป็นไปตามธรรมชาติ และครอบครัวเป็นสถานที่ซึ่งประชาชนสามารถรับการศึกษาในวิธีการที่สุภาพและน่าเอ็นดู

        ในรูปโฉมของครอบครัวใหม่ในสังคมร่วมสมัย คริสตชนถูกเรียกร้องให้ติดตามผู้อื่นอย่างใกล้ชิดลักษณะกัลยาณมิตร ฟังและเข้าใจพวกเขาเพื่อที่จะฟื้นฟูความหวัง และความไว้ใจให้กับทุกค

วัฒนธรรมแห่งการผนึกเข้าไว้ด้วยกัน

คู่มือการสอนคำสอนเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นถึงควมสำคัญของ “การให้การต้อนรับและการยอมรับ” ซึ่งกันแกกันแม้จะมีความแตกต่าง  โดยเน้นย้ำว่าศิษย์พระเยซูคริสต์ต้องเป็นประจักษ์พยานต่อความจริงเที่ยงแท้แห่งชีวิตมนุษย์ และต้องให้การต้อนรับกับของขวัญที่ยิ่งใหญ่นี้ ครอบครัวของพวกเขายังสมควรที่จะได้รับ “ความเคารพ และความชื่นชม” ด้วย

        ในทำนองเดียวกันการเรียนการสอนคำสอนต้องเน้นที่การยอมรับ ความไว้ใจ และความเอื้ออาทรต่อผู้อพยพ ซึ่งพวกเขาจำต้องอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนซึ่งอาจมีประสบการณ์กับวิกฤตแห่งความเชื่อ ผู้อพยพควรได้รับการสนับสนุนในการต่อสู้กับความลำเอียง การถูกเอารัดเอาเปรียบ และอันตรายต่างๆที่พวกเขาต้องเผชิญ เช่นการค้ามนุษย์เป็นต้น

การเลือกเข้าข้างคนยากจน การสอนคำสอนให้กับนักโทษ ผู้ต้องกัก

คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้นี้ยังเรียกร้องให้ผู้สอนคำสอนต้องเอาใจใส่ต่อสถานเรือนจำ ซึ่งเนื้อหาในคู่มือชี้ว่า สถานผู้ต้องกักเป็น “ดินแดนแห่งพันธกิจที่แท้จริง” มีการเสนอสำหรับผู้ที่ถูกจองจำว่า เนื้อหาของการประกาศข่าวดีควรเน้นถึงการไถ่กู้ในพระเยซูคริสต์รวมถึงการตั้งใจฟัง ซึ่งจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงโฉมหน้าของพระศาสนจักร  สำหรับคนยากจน  การสอนคำสอนควรอบรมพวกเขาเกี่ยวกับความยากจนตามเจตนารมย์แห่งพระวรสาร  นอกนั้นควรส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความเป็นภราดรภาพพร้อมกับสนับสนุนพวกเขาให้รังเกียจสถานการณ์ที่น่าสมเพช และความอยุติธรรมที่คนยากจนต้องรับทุกข์

วัด โรงเรียน และสถาบันต่างๆของพระศาสนจักร

ภาคที่สามที่ชื่อว่า “การสอนคำสอนในแต่ละภาคส่วนพระศาสนจักร” อุทิศให้กับการสอนคำสอนตามวัด สถาบันการศึกษา และสถาบันต่างๆของพระศาสนจักร

วัดมีความสำคัญในฐานะที่เป็น “แบบฉบับแห่งการแพร่ธรรมของชุมชน”  ซึ่งควรอบรมคำสอนที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตของผู้คน  หน่วยงานอื่นๆของพระศาสนจักรควรรับรู้ว่ามี “ความสามารถอันยิ่งใหญ่ในการประกาศพระวรสาร” ซึ่งเพิ่ม “ความมั่งคั่งให้กับพระศาสนจักร”

        เกี่ยวกับโรงเรียนคาทอลิก และสถาบันการศึกษา คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้ เสนอการขับเคลื่อนจาก “สถาบันการศึกษา” ให้กลายเป็น “ชุมชนขององค์ความรู้” แห่งความเชื่อ โดยโครงการการศึกษาที่มีพื้นฐานจากคุณค่าแห่งพระวรสาร นอกนั้นคู่มือฉบับนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การสอนเรื่องราวศาสนาอื่นๆ  จะต้องเป็นการเอื้อต่อการสอนคำสอนคาทอลิกด้วย

        เมื่อย้ำว่า “ปัจจัยทางศาสนาเป็นมิติที่ต้องมีอยู่ ซึ่งจะต้องไม่มีการมองข้าม” คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้ยืนยันว่า “เป็นสิทธิของบิดามารดาและนักเรียน” ที่ต้องได้รับการอบรมแบบองค์รวมที่ต้องมีการสอนศาสนาที่แตกต่างด้วย    

ความหลากหลายแห่งวัฒนธรรมและศาสนา

คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้ ชี้ให้เห็นว่าความเป็นเอกภาพของคริสตชน และการเสวนาระหว่างศาสนา กับศาสนายูดาย กับศาสนาอิสลาม กับพุทธศาสนา และกับศาสนาอื่นๆที่ได้รับการยอมรับ อันเป็นพื้นที่พิเศษสำหรับการสอนคำสอน  การสอนคำสอนคาทอลิกจะต้อง “ส่งเสริมความปรารถนาที่จะมีความเป็นเอกภาพ” เพื่อที่จะเป็นเครื่องมือของการประกาศพระวรสารที่แท้จริง

        ในสภาวะเช่นนี้เรียกร้องให้ต้องมีการเสวนาเพื่อป้องกันการต่อต้านการเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนายูดาย ในขณะเดียวกันเรียกร้องให้ประชาสัตบุรุษหลีกเลี่ยงการมองศาสนาอื่นอย่างผิวเผิน เพื่อที่จะส่งเสริมการเสวนากับศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ และศาสนาอื่นๆ (traditional religions)

        ในบริบทแห่งศาสนาหลากหลายร่วมสมัย คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้เรียกร้องการสอนคำสอนที่สามารถ “สร้างความล้ำลึก และพลังให้กับอัตลักษณ์ของผู้ที่มีความเชื่อ” ส่งเสริมแรงบันดาลใจในงานธรรมทูตด้วยการเป็นประจักษ์พยานรวมทั้งการเสวนา “ที่เป็นกัลยาณมิตรและจริงใจ”

เทคโนโลยีและโลกดิจิตอล

คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้ ยืนยันว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีไว้เพื่อรับใช้มวลมนุษย์ และควรใช้เพื่อพัฒนาสภาพการดำเนินชีวิตของมนุษย์

คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้ เสนอว่าการสอนคำสอนควรเน้นไปที่สอนให้ประชาชนรู้จักใช้วัฒนธรรมดิจิตอลอย่างเหมาะสม ซึ่งระบบดิจิตอลนั้นมีทั้งปัจจัยที่ดีและที่เลว การสอนคำสอนจึงควรเน้นที่จะช่วยเยาวชน บรรดาคนรุ่นใหม่ให้รู้จักแยกแยะความจริงและคุณภาพท่ามกลางวัฒนธรรมที่ผุดขึ้นมาอย่างกระทันหัน”

        เรื่องอื่นๆที่คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้กล่าวถึงเป็นการเรียกร้องให้ “มีการกลับใจเกี่ยวกับระบบนิเวศ”  การสอนคำสอนส่งเสริมการกลับใจนี้ด้วยการใส่ใจในการปกป้อง พิทักษ์คุ้มครองสิ่งสร้าง และหลีกเลี่ยงลัทธิบริโภคนิยม

        นอกนั้นคู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้เน้นว่าการสอนคำสอนยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับแรงงานตามคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักดร โดยใส่ใจเป็นพิเศษต่อการปกป้องสิทธิของผู้ที่อ่อนแอมากที่สุด นอกนั้นยังส่งเสริมการพัฒนาการผลิดอุปกรณ์ในการสอนการเรียนคำสอนที่ผลิตขึ้นในระดับท้องถิ่น เพื่อรับใช้การการเรียนการสอนคำสอนรวมถึงการประชุมซีน็อดของบรรดาบิชอป และสภาของบิชอปแต่ละประเทศอีกด้วย

Credit to By Vatican News

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บข่าวเรื่องการสอนคำสอนมาแบ่งปัน)

คู่มือการสอนคำสอนคาทอลิก (ฉบับใหม่)

คู่มือการสอนคำสอนคาทอลิก (ฉบับใหม่)

วาติกัน 25 มิถุนายน 2020 (CNA)

อาร์บิชอป ริโน ฟิซิเคลล่า ได้แถลงข่าวที่วาติกัน ถึงหนังสือคู่มือสำหรับการสอนคำสอนฉบับล่าสุด เพราะมีการพัฒนาหลายอย่างทางด้านวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เราจึงต้องปรับปรุงคู่มือนี้ เพื่อให้เคารพพระประสงค์สร้างสรรค์ของพระเจ้า และศักดิ์ศรีมนุษย์

หนังสือ 300 หน้า ให้ข้อกำหนดสากลแก่บรรดาผู้อภิบาล และครูคำสอนในงานการประกาศข่าวดี หนังสือนี้ถูกเขียนโดยต่อเนื่องกับคู่มือของพระศาสนจักร ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 และ 1997 เสนอการสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ในประเด็นที่กำลังเผชิญในสังคมปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาด้านชีวจริยศาสตร์ใหม่ๆ ที่ไม่มีกล่าวถึงในคู่มือฉบับก่อนนี้

ปัญหาด้านชีวจริยศาสตร์ท้าทายการสอนคริสตศาสนธรรม และหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจ ดังนั้นในการสอน ผู้สอนจำเป็นต้องรับการอบรมที่ดีในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องชีวิต

เราจำเป็นต้องให้ความสนใจต่อการพัฒนาต่างๆในวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี่ ต้องรับมือกับเรื่องเพศ (gender) และชีวจริยศาสตร์ในย่อหน้าที่ 373-378 และตอนท้ายของภาคนี้ก็ให้ “องค์ประกอบพื้นฐาน” 4 ประการ สำหรับการช่วยตัดสินที่เกี่ยวกับเรื่องชีวจริยศาสตร์

“พระเจ้าเป็นจุดอ้างอิงของชีวิตเริ่มต้น และจุดสุดท้าย ตั้งแต่การปฏิสนธิ จนถึงความตายแบบธรรมชาติ บุคคลเป็นหนึ่งเดียวเสมอของจิต และร่างกาย วิทยาศาสตร์ก็เพื่อรับใช้มนุษย์ เราต้องยอมรับเงื่อนไข เพราะธรรมล้ำลึกปัสกาของพระเยซูคริสตเจ้าช่วยไถ่กู้เรา

สมณกระทรวงเพื่อส่งเสริมการประกาศข่าวดีใหม่ได้เสนอคู่มือฉบับนี้ใน วันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2020 อาร์คบิชอปริโน ฟิซิเคลล่า ได้บอกบรรดานักข่าวว่า คู่มือนี้ต้องตอบ “ทุกเรื่องในสถานการณ์เหล่านี้” ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวจริยศาสตร์ เพราะสัมพันธ์ต่อมนุษย์ในมิติมนุษย์วิทยา คู่มือนี้มิได้ตอบทุกปัญหาที่ยังไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงเสนอปัญหาทั่วๆไป

จุดมุ่งหมายของคู่มือนี้ เพื่อบรรดาบิชอป ผู้อภิบาล และชาวคาทอลิกทุกคนที่เกี่ยวข้องในการสอนความเชื่อ ยืนยันได้ว่าการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และข้อประยุกต์ มิใช่เป็นกลางด้านศีลธรรม

กิจการด้านศีลธรรมไม่สามารถยึดหลักด้านประสิทธิผลด้านเทคนิคอย่างเดียว คือจากผลประโยชน์ หรือจากแนวคิดที่มีอิทธิพล เพราะมันขัดแย้งกับศักดิ์ศรีมนุษย์

คู่มือนี้รวมเรื่องชีวจริศาสตร์ด้วย เช่น ฐานะบุคคลของทารกก่อนคลอด การช่วยให้กำเนิดโดยอาศัยการแพทย์ คำนิยามเรื่องความตาย การุณยฆาต การดูแลแบบผ่อนคลาย สุขภาพและการทดลองเกี่ยวกับมนุษย์ เช่น การจัดการด้านพันธุศาสตร์ และชีวเทคโนโลยี….

ข้อมูลเกี่ยวกับการสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกเรื่องชีวจริยศาสตร์ ท่านสามารถค้นคว้าจากหนังสือคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก (CCC 2373 – 2379) และสภาประมุขบาทหลวงสามารถพิจารณาสภาพแวดล้อมเฉพาะในแต่ละประเทศได้

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล
26/6/2020

ปี เลาดาโต ซี

ปี เลาดาโต ซี

24 พฤษภาคม ค.ศ.2020 ถึง 24 พฤษภาคม ค.ศ. 2021 ทั้งปี

🌏🥦🥑🥭🍇☀️🌽🍊🍉🌶🌕

ขอเชิญร่วมฉลองครบ 5 ปีของ ‘สมณสาส์นเลาดาโต ซี’ โป๊ปฟรังซิสทรงเชิญเราฉลอง ‘สมณสาส์นเลาดาโต ซี’ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.2020 ถึง 24 พฤษภาคม ค.ศ. 2021 ทั้งปีมีหลายทางที่เธอสามารถมีส่วนร่วมจากที่บ้านของเธอเอง พร้อมกับสมาชิกในครอบครัว กลุ่ม เขตวัด และหมู่คณะ

ปีนี้เชิญเราเอาใจใส่ดูแลรักษาโลก ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เรียนรู้ ร่วมกิจกรรมและสวดภาวนา การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เป็นเรื่องสำคัญต้องช่วยกันรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เราต้องกลับใจด้านนิเวศวิทยา

เราอยู่ในวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า วิถีชีวิตใหม่เราต้องเอาใจใส่ดูแลแก้ไขสิ่งที่ตามมา เรามีโอกาสมาร่วมมือกันทำให้วิถีชีวิตใหม่ดีกว่าแต่ก่อน โป๊ปฟรังซิสทรงสอนเราให้สร้างโลกที่ยุติธรรม และยั่งยืนยิ่งขึ้นด้วยกัน

เหตุผลของ ปี เลาดาโต ซี

1. ฉลอง 5 ปี ของพระสมณสาส์น เลาดาโต ซี
2. การแพร่ระบาดของโควิด 19 ช่วยให้เราตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กัน และขึ้นต่อกันและกัน
3. เพื่อเตรียมโลกที่ดีกว่าปัจจุบันแก่เด็กๆ ของเรา

“โลกแบบใด ที่เราต้องการเก็บไว้ให้เด็กๆ ที่กำลังเติบโต ตามหลังเรา” โป๊ปฟรังซิส

บทภาวนา ปี เลาดาโต ซี

🙏ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงรักเรา

พระผู้สร้างสวรรค์ และแผ่นดิน และทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น พระองค์ทรงสร้างข้าพเจ้าทั้งหลายให้มีภาพลักษณ์ของพระองค์เอง และทรงมอบหน้าที่ให้ดูแลสิ่งสร้างทั้งหมดของพระองค์ พระองค์ได้อวยพรแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย โดยอาศัยดวงอาทิตย์ น้ำ และแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อว่าทุกสิ่งจะได้รับการบำรุงเลี้ยง

🙏โปรดเปิดจิตใจ และสัมผัสหัวใจของข้าพเจ้าทั้งหลาย🙏

เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลาย ดูแลของประทานแห่งสิ่งสร้างจากพระองค์ โปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายให้ตระหนักว่า บ้านส่วนรวมของเรา มิได้เป็นของเราเท่านั้น แต่เป็นของทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น และชนทุกรุ่นในอนาคต และเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะต้องปกปักรักษาไว้ โปรดให้ข้าพเจ้าทั้งหลายช่วยเหลือ แต่ละคนให้มั่นใจว่า จะมีอาหาร และทรัพยากรที่จำเป็น

🙏โปรดประทับอยู่กับบรรดาคนขัดสน ในยามถูกทดลอง เป็นพิเศษคนยากจนที่สุด และผู้ที่เสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โปรดเปลี่ยนความกลัว และความรู้สึกโดดเดี่ยว ให้มีความหวังและภราดรภาพ เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายมีประสบการณ์การกลับใจที่แท้จริง

🙏โปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายปฏิบัติความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกันที่สร้างสรรค์ ต่อผลที่ตามมาจากการแพร่ระบาดทั่วโลกครั้งนี้ โปรดทำให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย กล้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จำเป็น เพื่อความดีส่วนรวม ปัจจุบันนี้ยิ่งกว่าก่อน ข้าพเจ้าทั้งหลายรู้สึกว่าข้าพเจ้าทั้งหลายสัมพันธ์กัน และขึ้นต่อกัน โปรดช่วยข้าพเจ้าทั้งหลายให้สามารถรับฟัง และตอบสนองเสียงร้องคร่ำครวญของโลก และเสียงร้องคร่ำครวญของคนยากจน โปรดให้ความทุกข์ปัจจุบัน ช่วยให้เกิดโลกที่รู้สึกเป็นพี่น้องกัน และช่วยเหลือกันมากยิ่งขึ้น

🙏ภายใต้สายตาแห่งความรัก ของพระนางมารีย์ ความช่วยเหลือของบรรดาคริสตชน ข้าพเจ้าทั้งหลายภาวนา อาศัยพระคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย อาแมน

++++++++++

(ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล 24/6/2020 )

(ฟ. วีระ อาภรณ์รัตน์)

ขอร่วมแสดงความยินดีกับคณะธรรมทูตแห่งมิลาน (ปีเม-PIME) จะมีพิธีบวชพระสงฆ์ 6 องค์

ขอร่วมแสดงความยินดีกับคณะธรรมทูตแห่งมิลาน (ปีเม-PIME) จะมีพิธีบวชพระสงฆ์ 6 องค์

ชาวอินเดีย 2 องค์,  ฟิลิปปินส์ 1 องค์, อิตาเลี่ยน 2 องค์ และชาวไทย 1 องค์

คนไทย คือ สังฆานุกร นที  หล่อบี  ชาวอาข่า  จากวัดพระจิตเจ้า แม่สรวย จ.เชียงราย

โดย พระอัครสังฆราช  มารีโอ  เดลปีนี  แห่งมิลาน

วันที่  15  มิถุนายน 2020  เวลา 17.00 น.

ณ  บ้านเณรเทววิทยานานาชาติของคณะ PIME    ที่เมือง  Monza  ประเทศอิตาลี

“ จงมีความรักเถิด  เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน”  (1 ยน 4 : 19)

                                                                                                          ฟ.วีระ   อาภรณ์รัตน์

วันอธิษฐานภาวนาเพื่อมนุษยชาติ 14 พฤษภาคม 2020

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสร่วมกับผู้นำศาสนาต่างๆในโลก ขอชวนเชิญบรรดาศาสนิกทุกศาสนา

อธิษฐานภาวนา จำศีลอดอาหาร และประกอบกิจเมตตา
เพื่อขอพระพรพระเจ้าป้องกันและพิทักษ์คุ้มครองมนุษยชาติพ้นภัยจากโควิด-19
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2020

“พวกเราเพิ่งเริ่มต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนของแม่พระ ซึ่งตลอดเดือนนี้บรรดาสัตบุรุษนิยมไปเยือนสัการะสถานต่างๆที่ยกถวายให้กับพระแม่มารีย์  ปีนี้เพราะสถานการณ์การแพร่โรคระบาดของโคโรนาไวรัส (โควิด19) พวกเราจึงไปเยือนสักการะสถานเหล่านี้ทางจิตด้วยความศรัทธาและความเชื่อ  การไปเยือนสักการะสถานที่ซึ่งหัวใจของพระแม่มารย์ ผู้ทรงโอบอุ้มหัวใจของบรรดาผู้เผชิญความทุกข์ยากลำบากในชีวิต  ตอบสนองความคาดหวังของพวกเรา และแผนการในอนาคตของพวกเรา  และ เนื่องจากการอธิษฐานภาวนามีคุณค่าอย่างยิ่งในระดับสากล พ่อยินดีน้อมรับข้อเสนอร่วมกันของ “กรรมาธิการระดับสูงเพื่อภราดรภาพของมวลมนุษย์” (Higher Committee of Human Fraternity) เพื่อให้วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม ศกนี้ โดยให้บรรดาศาสนิกทุกศาสนา ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันในวันภาวนา จำศีลอดอาหาร และประกอบเมตตากิจ เพื่อวอนขอพระเจ้าให้มวลมนุษย์เอาชนะต่อโรคระบาดไวรัสโคโรนา  พ่อขอย้ำอีกที และขอให้จำไว้ด้วย วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2020 ขอเชิญผู้มีความเชื่อทุกคนทุกศาสนาร่วมใจกันอธิษฐานภาวนา ถือศีลอดอาหาร และกระทำเมตตากิจพร้อมกัน”  (จากคำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2020 หลังสวดบท Regina Caeli ณ ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน)

สาส์นคำขอร้องจากสมณสภาเพื่อการเสวนาระหว่างศาสนา นครรัฐวาติกัน

วันอธิษฐานภาวนาเพื่อมนุษยชาติ 14 พฤษภาคม 2020

เจริญพรมายังกัลยาณมิตร บรรดาศาสนิกผู้มีความเชื่อ ความศรัทธา และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย         

ขณะที่โลกของพวกเรากำลังเผชิญกับอันตรายอันใหญ่หลวงที่คุกคามชีวิตของมนุษย์นับล้านคนทั่วโลก เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19)  ในขณะที่พวกเราเห็นด้วยกับบทบาทของการแสวงหาตัวยา และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อต่อสู้ป้องกันกับโรคระบาดนี้ พวกเราไม่ควรลืมที่จะหันไปพึ่งพระเมตตาของพระเจ้าด้วย เพราะพวกเรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับวิกฤตครั้งใหญ่   เพราะฉะนั้นเราจึงขอวิงวอนศาสนิกทุกคนทั่วโลกให้อธิษฐานภาวนาตามความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละบุคคลตามศาสนาที่ตนเองนับถือ พร้อมกับการจำศีล อดออมมัธยัสถ์ตนเอง ทำบุญให้ทาน และประกอบกิจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อขอให้โรคระบาดนี้สิ้นสุดลง ขอให้พวกเราทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ประเทศใด ผู้ที่มีความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนาและปรัชญาของตน  จงได้วิงวอนความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้โปรดช่วยพวกเราและทั้งโลกให้พ้นจากวิบัติภัยครั้งนี้ และบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบตัวยาในการต่อต้านไวรัส เพื่อช่วยชาวโลกพ้นจากอันตรายทางสุขภาพอนามัย เศรษฐกิจและความทุกข์ร้อนของมวลมนุษย์ที่ได้รับผลกระทบอันเกิดจากโรคระบาดร้ายแรงนี้

          ในฐานะที่เป็นความพยายามส่วนหนึ่งเพื่อการรับรู้ถึงเป้าประสงค์ของปฏิญญาเรื่อง “ภราดรภาพของมนุษย์” คณะกรรมาธิการแห่งภราดรภาพมนุษย์ได้เสนอให้วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2020 ขอให้เป็นวันอธิษฐานภาวนา จำศีลอดอาหาร และกระทำเมตตากิจเพื่อความดีประโยชน์สุขของมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการการจึงขอเชิญชวนผู้นำศาสนาและผู้คนทั่วโลกให้ช่วยตอบสนองต่อการเรียกร้องนี้โดยพร้อมเพรียงกันช่วยกันวิวอนพระเจ้า โปรดคุ้มครองชาวโลก ช่วยให้พวกเราเอาชนะต่อโรคระบาด ให้มีการฟื้นฟูความปลอดกัย ความมั่นคง สุขภาพอนามัย และความเจริญรุ่งเรือง เพื่อว่าเมื่อโรคระบาดนี้ยุติลงแล้ว โลกของพวกเราจะได้กลายเป็นสถานที่ซึ่งน่าอยู่มากกว่าสำหรับมวลมนุษย์ และสำหรับการเป็นภราดรภาพมากกว่าเดิม

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – ถ่ายทอดคำขอร้องนี้จากนครรัฐวาติกันเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว)

เงินช่วยเหลือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2020

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์  (แปล)  31/3/2020

เงินช่วยเหลือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์
ค.ศ. 2020

เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด  19  ในปัจจุบันหลายประเทศมีมาตรการป้องกันโรค ทำให้เราคริสตชนไม่สามารถฉลองสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ได้เหมือนปกติ  ชุมชนคริสตชนในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เองก็เสี่ยงการติดเชื้อไวรัสและขณะนี้ก็ประสบความทุกข์ร้ายแรงอยู่แล้ว   เงินช่วยเหลือทุกปีจากความใจกว้างของสัตบุรุษทั่วโลก ช่วยให้บรรดาพระสงฆ์นักบวชอยู่ประกาศข่าวดีที่นั่น เพื่อดำเนินงานโรงเรียน  สังคมพัฒนาช่วยเหลือประชาชน  ด้านสุขภาพ  การศึกษา  และการร่วมมือสร้างสันติภาพ  เหนืออื่นใดช่วยคนที่อ่อนแอ  และยากจนที่สุด

   ด้วยเหตุผลนี้  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสอนุมัติข้อเสนอให้เงินบริจาคช่วยเหลือแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์  สำหรับปี 2020  ตรงกับ  วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน  ใกล้วันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน

    การฉลองนี้ระลึกถึงนักบุญเฮเลนา(ค.ศ.250-330 ที่ได้ค้นพบพระธาตุไม้กางเขนแท้ อีกทั้งมีความสำคัญถึงการเริ่มนมัสการสาธารณะในกรุงเยรูซาเล็ม ด้วยการสร้างมหาวิหารที่ฝังพระศพพระเยซูเจ้า (Holy Sepulchre) ขอให้เป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง และความรอดพ้น หลังจากพระทรมาน ซึ่งประชาชนหลายคนได้เข้ามาร่วมด้วยในปัจจุบัน

    ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกับบรรดาผู้ยังคงดำเนินชีวิตพระวรสารของพระเยซูเจ้า บนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

พระคาร์ดินัล เลโอนาร์โด ซันดรี
(สมณมณตรีเพื่อพระศาสนจักรตะวันออก)
27  มีนาคม 2020

คุณพ่อ ฟลาวีโอ ปาเช
(เลขาฯ)

ประกาศจากสภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย