คำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิส
ต่อผู้เข้าประชุมสมัยสามัญของคณะกิจการพระมารดา “โฟโคลาเร่”

คำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิส ต่อผู้เข้าประชุมสมัยสามัญของคณะกิจการพระมารดา “โฟโคลาเร่”

ณ ห้องประชุมใหญ่เปาโลที่ 6 วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2021

พระคุณเจ้า และ ลูก ๆ พีน้องชายหญิงที่รัก  

พ่อขอต้อนรับทุกคนด้วยความยินดีในการประชุมซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในขณะที่ท่านได้อภิปรายกันถึงหัวข้อที่มีความสำคัญและเลือกผู้นำคนใหม่ ขอขอบคุณมารีอา โวเช (Maria Voce) ประธานของคณะโฟโกลาเร ที่กำลังสิ้นสุดวาระ และมาร์กาเร็ต คาร์รัม (Margaret Karram) ประธานที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ และขอขอบคุณสำหรับมธุรสวาจาของท่าน สำหรับประธานคนเก่าเราต้องกล่าวว่า “ขอบคุณมาก” และสำหรับประธานคนใหม่ขอกล่าวว่าขอแสดงความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ซึ่งเราขอส่งความปรารถนาดีนี้ไปยังประธานร่วมและที่ปรึกษาทุกคนด้วย  เรารู้สึกกตัญญูต่อพระคาร์ดินัล เควิน ฟาร์เรล (Kevin Farrel) และต่อ ดร. ลินดา กีโซนี (Mrs. Linda Ghisoniที่มาร่วมประชุมกับพวกเรา ขอต้อนรับทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ และบุคคลที่ติดตามทางสื่อ ขอตอนรับสมาชิกทุกคนที่ทำงานของคณะกิจการของพระมารดาที่พวกท่านเป็นผู้แทน เพื่อเปนกำลังใจให้กัพวกท่านในการก้าวเดิน พ่อปรารถนาที่จะเสนอข้อคิดบางประการ ซึ่งพ่อขอแยกออกเป็นสามส่วนด้วยกัน กล่าวคือ ระยะหลังผู้ก่อตั้ง ความสำคัญแห่งวิกฤต และการดำเนินชีวิตฝ่ายจิตพร้อมกันในความจริง 

ระยะหลังผู้ก่อตั้ง สิบปีหลังจากที่เคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) จากโลกนี้ไปท่านถูกขอร้องให้เอาชนะกับความสับสนตามธรรมชาติ ที่จำนวนสมาชิกเริ่มลดน้อยลงเพื่อที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็ถึงพระพรพิเศษแห่งเจตนารมณ์ของการตั้คณะ ดังที่พวกเราทราบกัน ประเด็นนี้เรียกร้องให้ต้องมีความซื่อสัตย์อย่างมีพลวัต ที่สามารถตีความในเครื่องหมาย และความต้องการของกาเวลา และการตอบสนองต่อการเรียกร้องใหม่ของมนุษย์ พระพรพิเศษทุกอย่างเป็นสิ่งสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อยู่นิ่งในพิพิธภัณฑ์ นี่เป็นเรื่องราวที่ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อต้นตอ ต้องพยายามคิดใหม่ที่จะแสดงออกด้วยการเสวนากับสถานการณ์ของสังคมและวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งต้องมีรากเหง้าที่มั่นคง ทว่าต้นไม้จะเติบโตด้วยการเสวนาในความจริง โฉมหน้าซึ่งต้องปรับให้เข้ากับเหตุการณ์นี้จะเกิดผลดีเพิ่มขึ้น หากว่าความคิดสร้างสรรค์ ปรีชาญาณ ความรู้สึกอย่างละเอียดอ่อน และความซื่อสัตย์ต่อพระศาสนจักรจะถูกนำมาสมานฉันกัน  ชีวิตฝ่ายจิตของพวกท่านที่มีคุณสมบัติในการเสวนาและเปิดใจกว้างต่อบริบทวัฒนธรรม สังคม และศาสนา แน่นอนว่าจะส่งเสริมเป้าหมายนี้ การเปิดใจกว้างสู่ผู้อื่นไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครจะต้องพยายามสร้างสรรขึ้นเสมอ พระวรสารนั้นมีไว้สำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่นำสิ่งนี้ไปบังคับผู้อื่นให้ต้องเชื่อตาม นี่เป็นเหมือนเชื้อสำหรับมนุษยชาติใหม่ในทุกเวลาและทุกสถานที่ 

ทัศนคติการเปิดใจกว้างและการเสวนาจะช่วยให้ท่านหลีกเลี่ยงการมุ่งอยู่กับตนเอง ซึ่งมักจะเป็นบาปเสมอ นี่เป็นการล่อลวงให้พวกเรามองไปเพียงที่กระจกเงา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ กระจกเงาใช้เพียงเพื่อหวีผมตอนเช้าเท่านั้นก็พอแล้ว การหลีกเลี่ยงการมองเพียงแต่ตนเองทุกประเภท ซึ่งไม่เคยเกิดจากเจตนารมณ์ที่ดีนั้นอันเป็นความหวังของพวกเราสำหรับพระศาสนจักรทั้งมวล นั่นคือการรับรู้ถึงการที่มักยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง อันจะนำไปสู่การปกป้องสถาบันที่จะก่อความเสียหายให้กับปัจเจกบุคคลเสมอ และยังสามารถที่จะนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้กับการปกปิดการล่วงละเมิดของตนเอง พวกเรามีประสบการณ์กับประเด็นนี้มาแล้วด้วยความเจ็บปวด พวกเราพบความเจ็บปวดในหลายปีที่ผ่านมานี้  การยึดเอาตัวตนเองเป็นศูนย์กลางจะกีดกั้นไม่ให้พวกเราเห็นความผิดบกพร่องของตน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเจริญก้าวหน้า และทำให้ไม่มีการเปิดใจกว้างสู่การทบทวนกระวนการกระทำของสถาบัน และวิธีการดำเนินการปกครอง 

ตรงกันข้าม จะเป็นการดีกว่าที่พวกเราต้องกล้าหาญที่จะเผชิญอย่าตรงไปตรงมากับความจริง ทำตามคำแนะนำของพระศาสนจักรผู้เป็นมารดาที่แท้จริงเสมอ พร้อมกับตอบสนองต่อการเรียกร้องของความยุติธรรมและความรัก การชอบยกยอตนเองไม่ได้เป็นการรับใช้ต่อพระพรที่ดี ตรงกันข้ามต้องเป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องให้การตอนรับในแต่ละวันด้วยสิ่งใหม่ๆ – จงอย่าลืมว่าสิ่งประหลาดใหม่จะแสดงถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าเสมอ – นี่เป็นของขวัญที่ได้รับมาแบบเปล่า ๆ ซึ่งพวกท่านได้รับมาด้วยการปฏิบัติตามอุดมการณ์แห่งชีวิตของพวกท่าน และโดยอาศัยความช่วยเหลือของพระเจ้าพวกท่านพยายามที่จะตอบสนองด้วยความเชื่อ ความสุภาพ และความกล้าหาญเฉกเชนพระแม่มารีย์พรหมจารีหลังจากที่ได้รับการแจ้งข่าวจากทูตสวรรค์ 

หัวข้อที่สองที่พ่อปรารถนาที่จะนำมาเสนอให้กับพวกท่านคือความสำคัญแห่งวิกฤต ท่านไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากวิกฤต วิกฤตเป็นพระพรแม้จะในระดับธรรมชาติ – วิกฤตขอการที่ทารกเจริเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่นั้นมีความสำคัญ – แม้ในชีวิตของสถาบัน พ่อได้ปราศรัยเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างยืดยาวในคำปราศรัยต่อสมาชิกของโรมันคูเรีย ในชีวิตมักมีการล่อลวงเสมอที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความขัดแย้ง ความขัดแย้งเป็นสิ่งน่ารังเกลียด สามารถเป็นสิ่งน่าชัง สามารถที่จะสร้างความแตกแยก  แต่วิกฤตก็สามารถเป็นโอกาสให้พวกเราเจริญก้าวหน้าเช่นเดียวกัน ทุกวิกฤตเรียกร้องให้พวกเรามีวุฒิภาวะใหม่ เป็นเวลาของพระจิตผู้ทรงกระตุ้นให้พวกเราเหนความจำเป็นที่ต้องมาทำการรื้อฟื้นกันใหม่โดยไม่ต้องเสียกำลังใจท่ามกลางความยุ่งยากซับซ้อนและความขัดแย้ง ทุกวันนี้มีการเน้นกันมากถึงความสำคัญของการยืดหยุ่นท่ามกลางความยากลำบาก กล่าวคือ ความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตและฉวยโอกาสจากความยุงยากซับซ้อน เพราะทุกวิกฤตเป็นโอกาสให้พวกเราเจริญก้าวหน้า ในอีกมุมมองหนึ่งวิกฤตฝ่ายจิตของปัจเจกบุคคล ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบุคคลและในบริบทของมโนธรรมต้องได้รับการจัดการอย่างเฉลียวฉลาดจากผู้ที่ไม่มีตำแหน่งบริหารในทุกระดับภายใตกระวนการของคณะ นี่เป็นกฎเกณฑ์ที่ดีสำหรับพระศาสนจักรตั้งแต่เวลาที่จำความไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับบรรดานักพรต/ฤษี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เวลาแห่งวิกฤตเท่านั้น แต่โดยทั่วไปในการติดตามการเดินทางฝ่ายจิตของพวกเขา อันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างเวทีภายนอกและภายในที่ประสบการณ์แห่งธรรมประเพณีของพระศาสนจักรที่สอนพวกเราว่านี่เป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้ ความจริงการนำทุกสิ่งมารวมกัน ซึ่งบริบทของการปกครองและบริบทของมโนธรรมจะก่อให้เกิดการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดต่างๆ นานาดังที่พวกเราเห็นกันมาเมื่อมีการพบว่าปัญหาที่รบกวนจิตใจเหล่านี้ถูกค้นพบ 

สุดท้าย ประการที่สาม การดำเนินชีวิตจิตอย่างสม่ำเสมอคงแบบคงเส้นคงวาในความเป็นจริง ความคงเส้นคงวาและความจริงทำให้ “บุคคลผู้นี้มีอำนาจ… เหตุใดเขาจึงมีอำนาจ? เพราะว่าเขาเป็นคนคเส้นคงวา” บ่อยครั้งพวกเราจะพูดกันเช่นนี้ เป้าหมายสุดท้ายแห่งพระพรพิเศษของพวกท่านจะต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่มอบให้กับพระบิดาในการอธิษฐานภาวนาอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ “เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน. 17: 21) พวกเราต้องรับรู้ว่าการเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเป็นการกระทำแห่งพระหรรษทานของพระตรีเอกภาพ “เฉกเช่นที่พระองคทรงประทับอยู่ในข้าพเจ้าและข้าพเจ้าดำรงอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาดำรงอยู่ในเราด้วย” (ibid) เป้าหมายนี้เรียกร้องหน้าที่ในสองมิติด้วยกัน กล่าวคือ ภายนอกคณะและภายในคณะ เกี่ยวกับพฤติกรรมนอกคณะฯ พ่อขอสนับสนุนให้พวกท่านต้องทำ และสำหรับประเด็นนี้เคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) ข้ารับใช้ของพระเจ้าได้มอบแบบฉบับไว้มากมาย – การเป็นประจักษ์พยานแห่งความใกล้ชิดด้วยความรักฉันพี่น้องที่จะเอาชนะต่ออุปสรรคทั้งสิ้น และการเข้าถึงทุกสภาพแห่งชีวิตมนุษย์ จงเอาชนะต่ออุปสรรค จงอย่าได้กลัวนี่เป็นหนทางแห่งความใกล้ชิดฉันพี่น้องที่ถ่ายทอดการประทับอยู่ของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพสู่มนุษย์ชายหญิงแห่งยุคสมัยของพวกเราโดยเริ่มต้นจากคนยากจน บุคคลที่เป็นคนสุดท้าย บุคคลที่ถูกทอดทิ้ง โดยทำงานร่วมกับผู้ที่มีน้ำใจดีเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมและสันติสุข  จงอย่าลืมว่าความใกล้ชิด การอยู่ใกล้ชิดกันเป็นภาษาที่ถ่องแท้ของพระเจ้า จงคิดถึงข้อความในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติเมื่อพระเจ้าตรัสว่า “มีชาติยิ่งใหญ่ใดบ้างที่พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดดุจพระเจ้าของเราทุกครั้งที่เราเรียกหาพระองค์” วิธีการอยู่ใกล้ชิดของพระเจ้ายิ่งวันยิ่งจะไปไกลจนกระทั่งบรรลุถึงความใกล้ชิดอันยิ่งใหญ่นั้น พระวจนาตถ์ทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์ และทรงทำให้พระองค์เองเป็นหนึ่งท่ามกลางพวกเรา ขอจงอย่าได้ลืมว่า ความใกล้ชิดเป็นรูปแบบของพระเจ้า เสมือนเป็นภาษาที่ถ่องแท้ที่สุดในความคิดของพ่อ 

เกี่ยวกับความมานะพยายามของพวกท่านภายในคณะฯ พ่อขอสนับสนุนให้พวกท่านส่งเสริมการก้าวเดินไปด้วยกัน (Synodality) ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อว่าสมชิทุกคนซึ่งมีพระพรพิเศษด้วยกันจะได้มีความรับผิดชอบร่วมกันในการมีส่วนร่วมในชีวิต และกิจการของของพระแม่ และเป้าหมายพิเศษต่างๆ ผู้มีหน้าที่ในการปกครองบริหารถูกเรียกร้องให้ต้องส่งเสริมพร้อมกับให้คำแนะนำที่โปร่งใสไม่เพียงแค่ในกลุ่มบุคคลที่บริหารเท่านั้น แต่ในทุกระดับด้วยพลังในตรรกะแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งทุกคนสามารถใช้พระพรและความคิดของตนในการรับใช้ผู้อื่นในความจริงด้วยเสรีภาพ 

ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเลียนแบบฉบับของเคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) จงฟังเสียงร้องของพรเยซูคริสต์ในการที่พระองค์ทรงถกทอดทิ้งบนไม้กางเขนซึ่แสดงให้เห็นถึงมาตรการแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งหลั่งไหลออกมาจนสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา ผู้เป็นบุคคลอ่อนแอ เป็นคนบาปแถมยังสร้างโศกนาฏกรรมให้กับบ่อเกิดแห่งความสว่าง และความหวังสำหรับมนุษย์ การผ่านความตายสู่การมีชีวิตเป็นหัวใจแห่งคริสศาสนา และยังเป็นพระพรของพวกท่านด้วย ขอบคุณมากสำหรับการเป็นประจักษ์พยานด้วยใจเบิบานต่อพระวรสารที่พวกท่านยังคงมอบให้กับพระศาสนจักรและแก่ชาวโลก  ได้มีการกล่าวกันว่าชาวโฟโคลาเร่มักจะยิ้มอยู่เสมอ พวกเขามีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า พ่อจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อได้ยินมีคนพูดถึงการไม่รู้ของพระเจ้าพวกเขาบอกพ่อว่า “แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าพระเจ้านั้นช่างเขลา?”  เพราะว่ายังมีอยู่อีกสี่อย่างด้วยกันที่พระเจ้าไม่อาจรู้ได้ คือ พวกเยสุอิตคิดอะไรอยู่ ซาเลเซียนมีเงินมากน้อยแค่ไหน มีคณะซิสเตอร์กี่คณะ และโฟโคลาเร่เขายิ้มทำไม?”  พ่อขอมอบการมีเจตนารมณ์ที่ดีและโครงการต่าง ๆ ของพวกท่านไว้ในการวอนขอของพระแม่มารีย์มารดาของพระศาสนจักร และพ่อขออวยพรทุกคนจากใจ โปรดอย่าลืมภาวนาสำหรับพ่อด้วย พ่อเองต้องการคำภาวนา ขอขอบคุณทุกคน 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง) 

สารวันสันติภาพสากล (ครั้งที่ 54)
วัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่ ในฐานะหนทางสู่สันติภาพ

สารวันสันติภาพสากล (ครั้งที่ 54)
วัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่ ในฐานะหนทางสู่สันติภาพ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้มอบสารวันสันติภาพสากล วันที่ 1 มกราคม 2021 มีใจความสรุปดังนี้

  1. ปี 2020  เราเผชิญวิกฤติสุขภาพ  โควิด -19 ทั่วโลก คล้ายวิกฤติสภาพภูมิอากาศ   อาหาร  เศรษฐกิจ  และการอพยพ  เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ยากลำบาก  เป็นพิเศษครอบครัวที่สูญเสียสมาชิก  และผู้ตกงาน มีบุคคลที่เป็นประจักษ์พยานแห่งความรักช่วยเหลือกัน  แต่ในเวลาเดียวกัน  น่าเศร้าที่มีชาติชาตินิยม  ลัทธิเหยียดผิว  การรังเกียจคนต่างชาติ สงคราม  และความขัดแย้ง  ที่นำความตาย  และการทำลาย  เหตุการณ์เหล่านี้สอนเราให้เห็นความสำคัญของการเอาใจใส่กัน  และดูแลสิ่งสร้างเพื่อสังคมแบบพี่น้องกันมากขึ้น
  2. พระเจ้าพระผู้สร้าง  เป็นต้นกำเนิดกระแสเรียกมนุษย์ให้เอาใจใส่ ดังเรื่องราวในพระคัมภีร์ปฐมกาล  มนุษย์ในสวนเอเดน  “ให้เพาะปลูก และดูแลสวน” (ปฐก 2:15) เรื่องราวของกาอิน  และอาเบล  ให้พี่ดูแลน้อง (ปฐก 4:9) ดูแลชีวิต  และธรรมชาติ
  3. พระเจ้าพระผู้สร้าง  รูปแบบของการเอาใจใส่ ทรงดูแลอาดัม  เอวา  และลูกๆ  มนุษย์เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า  ทรงกำหนดให้มีวันสับบาโต ให้หยุดงาน พักผ่อน และ เพื่อนมัสการพระเจ้า  ฟื้นฟูระเบียบสังคม  และเอาใจใส่คนจน (ลนต 25:4) มีปียูบีลี “จะไม่มีคนยากจนในหมู่ท่าน” (ฉธบ 15:4) 
  4. การเอาใจใส่ในพันธกิจของพระเยซูเจ้า พระเจ้าทรงรักมนุษย์มาก จึงส่งพระบุตรมาอยู่ท่ามกลางเรา (ยน 3:18) ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ..ประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ  คืนสายตาให้แก่คนตาบอด  ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ  (ลก 4:18) ทรงรักษาคนเจ็บป่วย  ให้อภัยคนบาป  เป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี  เป็นชาวสะมาเรียใจดี (ลก 10:30-37) และมอบชีวิตบนไม้กางเขน  เพื่อไถ่เราให้เป็นอิสระจากบาปและความตาย
  5. วัฒนธรรม แห่งการเอาใจใส่ใน  ชีวิตของศิษย์พระเยซู  ปฏิบัติกิจเมตตาฝ่ายร่างกาย  และจิตใจ  ในพระศาสนจักรสมัยแรก” แบ่งปันสิ่งที่มี… ไม่มีใครขัดสน”  (กจ 4:34-35)…พระศาสนจักรปัจจุบันทำงานช่วยคนจน โดยอาศัย โรงพยาบาล  สถานสงเคราะห์  บ้านเด็ก  บ้านพักสำหรับผู้เดินทาง ฯลฯ
  6. หลักคำสอนด้านสังคม  มีพื้นฐานคือวัฒนธรรมการเอาใจใส่ เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีมนุษย์  ความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน  การเอาใจใส่เพื่อความดีส่วนรวม  การเอาใจใส่และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ดังในสมณสาส์น  เลาดาโตซี  เอาใจใส่ธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมเพราะว่าทุกสิ่งสัมพันธ์กัน
  7. เข็มทิศชี้สู่หนทางร่วมกัน เราอยู่ในวัฒนธรรมทิ้งขว้าง  จึงขอบรรดาผู้นำ  และผู้อบรม  ยึดหลักการเหล่านี้  โดยถือเป็น “ เข็มทิศ”ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน  เพื่ออนาคตของมนุษย์  ลดอาวุธนิวเคลียร์หันมาส่งเสริมสันติภาพ  และการพัฒนาที่ยั่งยืน  ต่อสู้ความจน
  8. การศึกษาเพื่อวัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่  โดยเริ่มในครอบครัว โรงเรียน  มหาวิทยาลัย  สื่อสารสังคม  ผู้นำศาสนา  และองค์กรต่างๆ  รู้จักฟัง  เสวนา  และเข้าใจกัน
  9. ไม่มีสันติภาพ  หากปราศจากวัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่  ขอเราอุทิศตน  ทำงานเพื่อการคืนดี  รักษา  เคารพ  และยอมรับกันและกัน เพื่อสร้างชุมชนที่เป็นพี่น้อง  ยอมรับ  และเอาใจใส่ดูแลกัน

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปลสรุป (18 ธันวาคม 2020)

โครงการ “การทำให้การศึกษาแบบกระชับมั่นคงในระดับสากลในภาวะอันเนื่องมาจากผลกระทบของโลกาภิวัตน์”

โครงการ “การทำให้การศึกษาแบบกระชับมั่นคงในระดับสากลในภาวะอันเนื่องมาจากผลกระทบของโลกาภิวัตน์”

(Global Compact on Education) คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เริ่มเปิดตัว ณ กรุงโรม เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2020

การเปิดตัวโครงการดังกล่าวเลื่อนมาจากเดือน พฤษภาคม 2020 เนื่องจากผลกระทบที่มาจากโรคระบาดโคโรนาทั่วโลก (รวมถึงสาส์นที่ส่งโดยทางวีดีโอ) ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงมีพระบัญชามาแล้ว โดยมอบให้ศาสตาจารย์ ดร. พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นผู้แทนพุทธศาสนาในประเทศไทย ไปประชุมดังกล่าว ที่กรุงโรม ทว่าเหตุการณ์โรคระบาดทำให้โปรแกรมต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไป

วันที่ 15 ตุลาคม 2020

        ผลกระทบในโลกาภิวัตน์ต่อการศึกษาเริ่มที่กรุงโรม วันนี้หลังจากที่เลื่อนไปในฤดูใบไม้ล่วงเพราะความเป็นห่วงเรื่องโรคไวรัสโคโรนา เหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีการจัดการประชุมกันโดยกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิกเกิดขี้นในวันที่ 11-18 ตุลาคม 2020 และมีการลงนามแถลงการณ์ร่วมกันวันนี้ คือวันที่ 15 ตุลาคม

        “พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีพระดำริมอบโครงการนี้ให้กับสมณกระทรวงเพื่อการศึกษารคาทอลิกเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งควรที่จะเกิดขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม โดยมีการประชุมในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องวันที่ 10-17 พฤษภาคม เช่น “หมู่บ้านแห่งการศึกษา” พร้อมกับนิทัศนาการจากประสบการณ์นานาชาติที่ดีที่สุดจากนักศึกษาที่มาจากทั่วโลก”

        “ความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาพร้อมกับการตัดสินใจของเจ้าหน้าหน้าที่ภาครัฐในระดับสากล ทำให้ต้องมีการตัดสินใจเลื่อนการประชุมออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีความสบายใจมากที่สุด”

        ผลกระทบโลกาภิวัตน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับสถาบันการศึกษาเท่านั้น ทว่า “ในความเชื่อว่าหน้าที่ต่อการศึกษต้องได้รับการมีส่วนร่วมจากทุกคนนั้นหมายถึงผู้แทนของศาสนาต่าง ๆ องค์กรสากล สถาบันมนุษยธรรม รวมทั้งสถาบันวิชาการ เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมด้วย

        “จากมุมมองนี้จึงอาจเป็นที่เข้าใจได้ว่ายิ่งจะมีผู้เข้าร่วมมากและหลากหลายเท่าใดซึ่งเป็นความปรารถนาของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจึงไม่เป็นแค่มิติเพิ่มเชิงบวกต่อผลกระทบโลกาภิวัตน์ต่อการศึกษาเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันก็จะสร้างฐานที่มั่นคงและเป้าหมายของสมาพันธ์ดังกล่าวด้วย”

        สมณกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิกยังคงพยายามทำงานต่อไปเพื่อการประชุมขั้นพื้นฐานนี้ตามพระประสงค์ของพระสันตะปาปา ในสาระของสมณสาส์นของพระสันตะปาปาในการประชุมเรื่องผลกระทบนี้พระองค์ตรัสว่า “ขอให้พวกเราพยายามหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน กล้าหาญที่จะหากระบวนการของการเปลี่ยนแปลง และมองไปยังอนาคตด้วยความหวัง”

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงย้ำว่า “ข้าพเจ้าขอเชิญชวนทุกคนให้ช่วยกันทำงานเพื่อสมาพันธ์ดังกล่าวด้วยการปวารณาตนเองภายใต้กรอบแห่งชุมชนของพวกเรา เพื่อหล่อเลี้ยงความฝันของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีรากเหง้าอยู่ในความเอื้ออาทร และการตอบสนองต่อความปรารถนาของมนุษย์ และแผนการพระประสงค์ของพระเจ้า”

        พระสันตะปาปาทรงส่งสาส์นในรูปแบบของวีดีโอถึงที่ประชุมในวันนี้ซึ่งจัดขึ้นโดยรองบรรณาธิการแห่งสำนักข่าววาติกันอเลสซานโด จีซอตตี (Alessando Gisotti) ภายใต้การดูแลของพระคาร์ดินัลโจเซปเป้ แวร์ซาลดี้ (Gioseppe Versaldi) สมณมนตรีซึ่งเป็นประธานฝ่ายการศึกษาของวาติกัน

ต่อไปนี้เป็นสาส์นวีดีโอของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส:

***

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาต่อผู้เข้าร่วมประชุม ผลกระทบระดับสากลต่อการศึกษา เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2020

        วันนี้ ณ มหาวิทยาลัยแห่งสันตะสำนักลาเตรัน (Pontifical Lateran University) ในรายการถ่ายทอดสดที่สนับสนุนโดยสมณกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิก มีการถ่ายทอดคำปราศรัยผ่านทางวีดีโอของสมเด็จพระสันตะปาปาถึงผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องผลกระทบสากลต่อการศึกษา

พี่น้องชายหญิงที่เคารพ

        ขณะที่ข้าพเจ้าเชิญพวกท่านให้เริ่มกระบวนการเตรียมตัว ปรึกษาหารือกัน และวางแผนเพื่อสร้างเครือข่ายสากลสำหรับการศึกษา พวกเราไม่เคยคิดว่าจะมีสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้นวิกฤตโควิด19 ที่ขยายตัวแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายสิ่งหลายอย่างดังที่พวกเราทราบ ความห่วงใยเกี่ยวกับสุขภาพบัดนี้ได้ขยายตัวออกไปสู่ความกังวลด้านเศรษฐกิจและสังคม ระบบการศึกษาทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในทุกระดับ

ความพยามทุกหนทุกแห่งที่จะหาคำตอบอย่างรวดเร็วบนเวทีออนไลน์ของการศึกษา นี่ทำให้พวกเรามองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความไม่เท่าเทียมกันเกี่ยวกับโอกาสในเรื่องของเทคโนโลยีและการศึกษา   และก็ยังทำให้พวกเราเห็นด้วยว่าเนื่องจากการปิดประเทศรวมทั้งมาตรการอื่นๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากต้องพลอยล้าหลังไปกับกระบวนการศึกษาตามธรรมชาติ สถิติเมื่อเร็วๆนี้จากองค์กรสากลทำให้บางคนต้องพูดซึ่งอาจจะรีบร้อนไปหน่อยว่านี่เป็น “หายนะของการศึกษา”  ซึ่งนักเรียนประมาณ 10 ล้านคนถูกบังคับให้ต้องออกจากโรงเรียนเนื่องจากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจอันสืบเนื่องมาจากไวรัสโคโรนา นี่เท่ากับเป็นการขยายความกว้างของช่องว่างที่น่ากลัวยิ่งขึ้น (ซึ่งเด็ก ๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนประมาณ 250 ล้านคนถูกตัดขาดออกจากการศึกษาไปแล้ว)

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าตกใจเช่นนี้ พวกเราทราบดีว่ามาตรการในการดูแลรักษาสุขภาพจะไม่เพียงพอนอกจากว่าจะค้นพบรูปแบบของวัฒนธรรมใหม่ พวกเรารับรู้ดีขึ้นถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนรูปแบบของการพัฒนา  เพื่อที่จะสร้างหลักประกันว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์ได้รับความเคารพ การพัฒนาต้องเริ่มจากโอกาสของการที่ต้องพึ่งพากันในระดับโลกเปิดโอกาสให้ชุมชน และประชาชนช่วยกันเอาใจใส่ดูแลบ้านส่วนรวมของพวกเราพร้อมกับส่งเสริมสันติภาพประโยชน์สุขของพวกเรา  พวกเราเรากำลังเผชิญกับวิกฤตใหญ่ที่ไม่สามารถจะทำให้วิบัติลดลงหรือจำกัดอยู่กับเพียงภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกสิ่ง โรคระบาดทำให้พวกเรารับรู้ว่าสิ่งที่เป็นวิกฤตคือวิธีการเข้าใจต่อความจริงของพวกเราและความสัมพันธ์ระหว่างกันของพวกเรา

ณ จุดนี้จึงมีความชัดเจนว่าการแก้ไขสถานการณ์อย่างง่ายๆ หรือการคิดตามใจตนเองจะใช้ไม่ได้ผล ดังที่พวกเราทราบการศึกษาหมายถึงการเปลี่ยนแปลง การให้การศึกษาเป็นความเสี่ยง และเป็นการสร้างความหวังที่จะทำลาย “ลัทธิกำหนดนิยม” (determinism) และ “ลัทธิแบบสุดโต่ง” (fatalism) ซึ่งการเห็นแก่ตัวของผู้ที่แข็งแรง ส่วนลัทธิประเพณีนิยม (conformism) ของคนที่อ่อนแอ และอุดมการณ์ของพวกที่เห็นสวรรค์บนแผ่นดินจะทำให้พวกเราเห็นว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้า [1]

การให้การศึกษาเป็นการกระทำที่ให้ความหวังเสมอ เป็นสิ่งที่เรียกร้องให้ต้องมีการร่วมมือกันในการเปลี่ยนแปลง การอยู่นิ่งเฉยแบบแห้งแล้ง ทำให้พวกเราเป็นง่อยซึ่งค่อย ๆ นำไปสู่วิธีคิดที่รับรู้ถึงการที่พวกเราต้องพึ่งพากัน หากระบบการศึกษาของพวกเราในปัจจุบันที่ยังมีความคิดยึดติดอยู่กับที่ และการทำสิ่งซ้ำ ๆ ซึ่งไม่สามารถเปิดขอบฟ้าใหม่ซึ่งมีการต้อนรับสิ่งใหม่ ความเอื้ออาทรระหว่างชนชั้นและคุณค่าเหนือธรรมชาติซึ่งสามารถที่จะให้กำเนิดกับวัฒนธรรม นี่จะไม่หมายความหรือว่าพวกเรากำลังล้มเหลวที่จะฉกฉวยโอกาสที่ถูกเสนอมาให้พวกเราจากเวลาแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้?

พวกเราทุกคนทราบดีว่าการเดินทางแห่งชีวิตเรียกร้องให้พวกเรามีความหวัง อันมีรากฐานอยู่ในความเอื้ออาทร การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเรียกร้องให้ต้องมีกระบวนการศึกษา เพื่อที่จะสร้างความจริงซึ่งสามารถตอบสนองต่อการท้าทาย และปัญหาของโลกยุคร่วมสมัยในความเข้าใจ และของการพบหนทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความต้องการของชนทุกรุ่นทุกวัย และด้วยวิธีนี้เท่ากับเป็นการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ทั้งบัดนี้และต่อไปในอนาคต

พวกเราถือว่าการศึกษาเป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่จะทำให้โลก และประวัติศาสตร์มีความเป็นมนุษย์มากกว่า ที่สำคัญคือการศึกษาเป็นเรื่องของความรักและความรับผิดชอบที่สืบทอดต่อกันมาจากชนรุ่นหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง

เมื่อเป็นเช่นนี้การศึกษาจึงเป็นยาที่รักษาตามธรรมชาติมีผลต่อวัฒนธรรมที่เห็นแก่ตัว ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่ถือตนเองเป็นใหญ่ในการอยู่นิ่งเฉย  อนาคตของพวกเราจะแบ่งแยกกันไม่ได้ จะต้องไม่มีความคิดที่โง่เขลา ไม่มีแต่การจินตนาการ ขาดความตั้งใจ ขาดการเสวนา และขาดการเข้าใจซึ่งกันและกัน นั่นไม่อาจที่จะเป็นอนาคตของพวกเรา

ทุกวันนี้จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูกันใหม่กับการศึกษาที่สังคมทุกระดับต้องมีส่วนร่วม ขอให้พวกเราฟังเสียงร้องอ้อนวอนของเด็ก ๆ เยาวชนที่เปิดดวงตาของพวกเราให้เห็นถึงความต้องการเร่งด่วน และโอกาสแห่งการฟื้นฟูการศึกษาขึ้นมาใหม่ ที่ไม่หลงให้มองไปในทิศทางอื่น ซึ่งเป็นการสนับสนุนความอยุติธรรมทางสังคม การใช้ความรุนแรงต่อสิทธิ รูปแบบที่น่าชังของความยากจน และการสูญเสียชีวิตมนุษย์

สิ่งที่เรียกร้องคือกระบวนการแบบองค์รวมที่ตอบสนองสถานการณ์แห่งการอยู่อย่างโดดเดี่ยว และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตนที่มีผลกระทบต่อบรรดาเยาวชนและก่อให้เกิดการสิ้นหวัง การติดยาเสพติด การก้าวร้าว ความเกลียดชัง และการรังแกกันเอารัดเอาเปรียบ นี่หมายถึงการที่ต้องเดินทางร่วมกันที่ไม่เมินเฉยต่อการใช้ความรุนแรง การล่วงละเมิดต่อผู้เยาว์ พฤติกรรมการแต่งงานของเด็ก การเอาเด็กมาเป็นทหาร และการขายเด็กไปเป็นทาส นี่ยังไม่ต้องพูดถึง “ความทุกข์” ที่โลกของพวกเราต้องแบกรับจากผลของการเอารัดเอาเปรียบที่ขาดจิตสำนึกขาดหัวใจที่ก่อให้เกิดวิกฤตของสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ในบางช่วงแห่งประวัติศาสตร์จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ที่สามารถไม่เพียงแต่จะหล่อหลอมวิถีชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือต้องรวมถึงจุดยืนที่เกี่ยวกับอนาคตด้วย ท่ามกลางวิกฤตแห่งสุขภาพอนามัยในปัจจุบัน ความยากจนและความสับสนที่ปรากฎขึ้น พวกเราเชื่อว่านี่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องสร้างสมาพันธ์ระดับโลกเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อชนรุ่นหลัง  นี่เรียกร้องหน้าที่จากครอบครัว ชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบัน ศาสนา ภาครัฐ และครอบครัวมนุษย์ทั้งมวล ให้มีการศึกษาสำหรับทั้งหญิงชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วด้วย

ทุกวันนี้พวกเราถูกเรียกร้องให้ต้องมีความจริงใจที่จะสลัดทิ้งซึ่งการจัดการกับการศึกษาแบบผิวเผิน และหนทางลัดร้อยแปดประการที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ (มาตรฐาน) ผลของการทดสอบ การทำงานแบบระบบราชการ ซึ่งทำให้การสับสนในการศึกษาด้วยคำแนะนำที่ลงเอยด้วยการทิ้งระเบิดใส่วัฒนธรรม ตรงกันข้ามพวกเราควรที่จะมุ่งเป้าไปยังวัฒนธรรมแบบองค์รวม การมีส่วนร่วม  และมีหลากหลายรูปแบบ พวกเราจำเป็นต้องมีความกล้าหาญที่จะทำให้เกิดมีกระบวนการที่ทำงานอย่างอุทิศตนจริงจังเพื่อที่จะเอาชนะต่อระบบที่ไม่ได้ตอบสนองต่อปัญหาในปัจจุบัน และความขัดแย้งที่พวกเรามีอยู่ในปัจจุบัน  พวกเราต้องกล้าที่จะทบทวนสายใยแห่งความสัมพันธ์เพื่อเห็นแก่มนุษยชาติที่จะสามารถพูดภาษาแห่งความเป็นพี่น้องกัน คุณค่าการศึกษาของพวกเราจะวัดกันไม่ใช่ด้วยผลแห่งการทดสอบแบบมาตรฐานเท่านั้น แต่ต้องด้วยความสามารถที่มีผลต่อหัวใจของสังคม และช่วยให้เกิดมีวัฒนธรรมใหม่ ให้เป็นโลกที่มีความแตกต่าง  ถ้าหากเป็นไปได้และพวกเราถูกเรียกร้องว่าจะต้องสร้างคุณค่าสิ่งนี้อย่างไร นี่หมายถึงต้องรวมทุกมิติแห่งมวลมนุษย์ทั้งที่เป็นปัจเจกบุคคลและเป็นชุมชน

ขอให้พวกเราวิงวอนเป็นพิเศษต่อบรรดาชายหญิงที่มีวัฒนธรรม มีความรู้ดีทางด้านวิทยาศาสตร์และการกีฬา ทั้งผู้ที่เป็นศิลปินระดับมืออาชีพ โดยเฉพาะด้านสื่อในทุกภาคส่วนของโลกให้ร่วมกันสนับสนุนสมาพันธ์นี้ และส่งเสริมด้วยการเป็นประจักษ์พยาน และความพยายามของตนถึงคุณค่าของการดูแลเอาใจใส่ผู้อื่น ให้เกิดสันติสุข ความยุติธรรม ความดีงามเพื่อประโยชน์สุข ความสวยงาม การยอมรับ และภราดรภาพ พวกเราไม่ควรคาดหวังสิ่งใดจากผู้ที่ปกครองพวกเรา มิฉะนั้นจะกลายเป็นเรื่องของเด็กไร้สาระ พวกเรามีพื้นที่ซึ่งพวกเราสามารถร่วมรับผิดชอบด้วยกันในการสร้างสรรค์และจัดการให้เรื่องสำคัญนี้อยู่คงที่กับหนทางอันเป็นกระบวนการและการเปลี่ยนแปลงใหม่ ขอให้พวกเรามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการฟื้นฟูและสนับสนุนสังคมที่กำลังมีปัญหาของพวกเรา วันนี้พวกเรามีโอกาสดีที่จะแสดงความรู้สึกภายในแห่งความเป็นพี่น้องกันของพวกเรา ซึ่งอาจจะเป็นชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่รับปัญหาของผู้อื่นมาไว้กับตนเองแทนที่จะสร้างความเกลียดชังและความเสียใจ” (Fratelli Tutti, ข้อ 77)  นี่เป็นการเรียกร้องให้มีกระบวนการที่หลากหลายที่พวกเราทุกคนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อให้คำตอบที่มีความหมาย ซึ่งความแตกต่างและวิธีการต่างจะนำพาทำให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันในการติดตามเพื่อความดีประโยชน์สุขส่วนรวม อันเป็นความสามารถที่จะสร้างความสมานฉัน นี่เป็นสิ่งที่พวกเราต้องการอย่างมากในทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงต้องปวารณาตนเองทั้งลักษณะส่วนตัวและในฐานะที่เป็นชุมชน:

* ประการแรก ต้องทำให้บุคคลในคุณค่าและศักดิ์ศรีของเขาเป็นศูนย์กลางของโครงการศึกษาทุกโครงการทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อที่จะส่งเสริมลักษณะจำเพาะ ความงดงาม อัตลักษณ์ และความสามารถของเขาในความสัมพันธ์กับผู้อื่น และกับโลกที่อยู่รอบตัว ใขณะเดียวกันก็สอนให้เขาปฏิเสธวิถีชีวิตที่ส่งเสริมการแพร่วัฒนธรรมการกินทิ้งกินขว้าง

* ประการที่สอง ฟังเสียงของเด็กและเยาวชนที่พวกเราถ่ายทอดคุณค่า และความรู้เพื่อที่จะช่วยกันสร้างอนาคตแห่งความยุติธรรม สันติสุข และชีวิตที่มีศักดิ์ศรีสำหรับทุกคน

* ประการที่สาม สนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ สำหรับเด็กหญิงและเยาวชนหญิงในการศึกษา

* ประการที่สี่ ต้องถือว่าบ้านเป็นสถานที่แรกของการศึกษาที่มีความสำคัญยิ่ง

* ประการที่ห้า ทั้งการให้การศึกษาและรับการศึกษา บ่งถึงความจำเป็นในการให้การยอมรับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปิดใจกว้างให้กับผู้ที่มีความเปราะบาง และผู้ที่อยู่ตามชายขอบสังคม

* ประการที่หก พยายามหาวิธีใหม่ในการเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และการเจริญเติบโตก้าวหน้าที่สามารถยืนหยัดในการรับใช้บุคคล และครอบครัวมนุษย์ภายใต้บริบทของระบบนิเวศที่เป็นองค์รวม

* ประการที่เจ็ด ปกป้อง พิทักษ์คุ้มครอง และเสริมสร้างบ้านส่วนรวมของพวกเรา คุ้มครองผืนแผ่นดินโลกจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกับเลือกวิถีชีวิตแบบสมถะ โดยใช้พลังหมุนเวียนและให้ความเคารพต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมตามหลักการของการช่วยเหลือกัน ความเอื้ออาทร และเศรษฐกิจหมุนเวียน

        สุดท้าย พี่น้องชายหญิงที่เคารพ พวกเราต้องปรารถนาที่จะปวารณาตนเองด้วยความกล้าหาญที่จะพัฒนาแผนการศึกษาภายประเทศของพวกเราด้วยการลงทุนอย่างดีที่สุด โดยใช้กระบวนการที่สร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงกับสังคมพลเรือน สำหรับมิตินี้จุดอ้างอิงของพวกเราควรที่จะเป็นคำสอนด้านสังคมที่ได้รับแรงบันดาลใจและเผยแสดงโดยพระวาจาของพระเจ้า และในเจตนารมณ์แห่งคริสตชน ซึ่งให้พื้นฐานสำคัญและเป็นทรัพยากรอันประเสริฐเพื่อแยกแยะหนทางที่ต้องเดินในยามฉุกเฉินแห่งยุคปัจจุบัน

        เป้าหมายของการลงทุนในการศึกษานี้ที่มีรากฐานอยู่ในเครือข่ายแห่งความสัมพันธ์ที่เปิดกว้าง ทั้งนี้เพื่อที่จะสร้างหลักประกันว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ตามศักดิ์ศรีของบุคคลและเป็นกระแสเรียกทั่วไปแห่งภราดรภาพ นี่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองไปยังอนาคตด้วยความกล้าหาญและด้วยความหวัง โดยหวังที่จะมีสันติสุขและความยุติธรรม หวังที่จะเห็นความสวยงาม และความดีงามประโยชน์สุขส่วนรวม หวังที่จะดำรงชีวิตในสังคมที่มีความสมานฉัน

        พี่น้องที่เคารพ ขอให้พวกเราอย่างลืมว่า การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากโต๊ะทำงานหรือในสำนักงาน ทว่าการมี “สถาปัตยกรรม” แห่งสันติสุข ที่สถาบันและปัจเจกบุคคลต่างๆในสังคมช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้นมาในแต่ละคนตามความชำนาญและทักษะของตนเองโดยไม่ยกเว้นผู้ใด (เทียบ Fratelli Tutti, ข้อ 231) โดยอาศัยวิธีนี้พวกเราต้องก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันทุกคน พวกเราต้องมองไปข้างหน้าเสมอเพื่อที่จะสร้างวัฒนธรรมแห่งความศิวิไลซ์  แห่งความสมานฉัน และความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะไม่มีพื้นที่สำหรับโรคระบาดแห่งวัฒนธรรมที่กินทิ้งกินขว้างอีกต่อไป  ขอขอบคุณ

____________________

1 Cf. M. DE CERTEAU, Lo straniero o l’unione nella differenza, Vita e Pensiero, Milan, 2010, 30. Original: L’etranger ou l’union dans la différence, Paris, 2017.

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บพระสมณดำรัสของพระสันตะบิดรฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

สมณลิขิต “ด้วยหัวใจของบิดา – PATRIS CORDE”
การประกาศ ปีแห่งเฉลิมฉลองนักบุญยอแซฟ

สมณลิขิต “ด้วยหัวใจของบิดา - PATRIS CORDE” การประกาศ ปีแห่งเฉลิมฉลองนักบุญยอแซฟ

วันที่ 8 ธันวาคม 2020

ในวันสมโภชพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงประกาศ อุทิศตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2020 – 8 ธันวาคม 2021 ให้เป็น ปีแห่งพระภัสดาแห่งพระแม่มารีย์

วันที่ 8 ธันวาคม 2020

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประกาศ “ปีแห่งนักบุญยอแซฟ” ซึ่งทำให้สัตบุรุษปลื้มปีติด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งที่สองในวันสมโภชแม่พระปฏิสนธินิรมลหลังจากการประหลาดใจครั้งแรก เมื่อเวลา 7.00 น. ขณะที่พระองค์เสด็จไปยัง “บันไดสเปน – Spanish Steps” แห่งกรุงโรม เพื่อมอบทั้ง “ชาวเมืองและชาวโลก” แด่พระแม่มารีย์พรหมจารีย์ หลังจากนั้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สำนักข่าวแห่งสันตะสำนักก็พิมพ์สมณลิขิตชื่อ “ด้วยหัวใจของบิดา  Patris Corde” เพื่อรำลึกครบรอบ 150 ปีแห่งการประกาศว่า “นักบุญยอแซฟเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรสากล”

        ในโอกาสประกาศ “ปีแห่งนักบุญยอแซฟ” อันเป็นเวลาพระพรสุดพิเศษ พวกเราจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ 8 ธันวาคม 2020 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2021

        ต่อไปนี้เป็นสมณลิขิตที่เผยแพร่โดยสำนักข่าววาติกัน

()

สมณลิขิต ด้วยหัวใจของบิดา
“Patris Corde”
ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
ในโอกาสครบ 150 ปี
แห่งการประกาศ นักบุญยอแซฟฐานะองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรสากล

ด้วยหัวใจของบิดา: นั่นคือการที่ยอแซฟรักพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระวรสารทั้งสี่ฉบับกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ว่าเป็น “บุตรของยอแซฟ” [1]

มัทธิวและลูกา ผู้นิพนธ์พระวรสาร ท่านทั้งสองกล่าวถึงยอแซฟมากที่สุด แม้แลดูเล็กน้อยที่กล่าวแก่พวกเรา แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเราชื่นชมได้ว่า ยอแซฟเป็นบิดาเช่นใด รวมถึงพันธกิจที่พระญาณสอดส่องของพระเจ้าทรงมอบให้กับท่าน

        พวกเราทราบว่ายอแซฟเป็นช่างไม้ธรรมดาคนหนึ่ง (เทียบ มธ. 13: 55) เป็นคู่หมั้นของมารีย์ (เทียบ มธ. 1: 18; ลก. 1: 27) ท่านเป็น “ผู้ชอบธรรม” (มธ. 1: 19) พร้อมเสมอที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า ตามที่ปรากฎในธรรมบัญญัติ (เทียบ ลก. 2: 22, 27, 39) และโดยอาศัยการฝัน 4 ครั้ง (เทียบ มธ. 1: 20; 2: 13, 19, 22) หลังการเดินทางที่ยืดยาวและเหน็ดเหนื่อยจากตำบลนาซาเร็ธไปยังตำบลเบ็ธเลเฮ็ม ท่านได้เห็นการประสูติของพระผู้ไถ่ในรางหญ้า เพราะว่า ณ ที่นั่น “ไม่มีสถานที่พักพิงสำหรับพวกเขา” (เทียบ ลก. 2: 7) ท่านยังเห็นประจักษ์ถึงการเข้ามากราบนมัสการของคนเลี้ยงแกะและนักปราชญ์สามท่าน (เทียบ มธ. 2: 1-12) ซึ่งเป็นตัวแทนของประชากรอิสราเอล และคนต่างชาติต่างความเชื่อ

        ยอแซฟกล้าหาญที่ยอมเป็นบิดาตามกฎหมายของพระเยซูคริสต์ ซึ่งท่านตั้งชื่อพระองค์ว่า “เยซู” ดังที่ทูตสวรรค์แจ้งให้ท่านทราบ “ท่านจะตั้งชื่อเขาว่าเยซู เพราะเขาจะช่วยประชากรของเขาจากบาป” (มธ. 1: 21) ดังที่พวกเราทราบสำหรับประชากรโบราณการตั้งชื่อบุคคล หรือสิ่งเฉกเช่นที่อาดัมกระทำในเรื่องเล่าของพระคัมภีร์ฉบับปฐมกาล (เทียบ 2: 19-20) ก็เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์

        ในพระวิหารหลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิดได้ 40 วัน ยอแซฟและมารีย์ถวายบุตรของตนแด่พระเจ้า และได้ฟังคำทำนายของผู้อาวุโสซีเมออนด้วยความตกใจเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และพระมารดาของพระองค์ (เทียบ ลก: 2: 22-35)  เพื่อปกป้องพระเยซูคริสต์จากเงื้อมมือของเฮร็อด ยอแซฟจึงได้เดินทางไปอาศัยอยู่ในอียิปต์ในฐานะคนต่างด้าว (เทียบ ลก. 2: 13-18) หลังจากกลับไปยังประเทศของตน ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างซ่อนเร้นเงียบ ๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ณ ตำบลนาซาเร็ธแห่งแคว้นกาลิลี ที่อยู่ห่างไกลจากตำบลเบ็ธเลเฮม ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตระกูลและห่างไกลจากกรุงเยรูซาเล็ม และวิหาร มีการกล่าวถึงนาซาเร็ธว่า “จะไม่มีประกาศกคนใดลุกขึ้นมา” (เทียบ ยน. 1: 46) ในช่วงที่เดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ยอแซฟและมารีย์ ตามหาบุตรที่มีอายุ 12 ปีไม่พบ ท่านทั้งสองตามหาพระองค์ด้วยความร้อนอกร้อนใจ ในที่สุดก็ได้พบพระองค์ในพระวิหาร พระเยซูคริสต์ผู้วัยเยาว์กำลังถกเถียงกับบรรดานักกฎหมายอยู่ (เทียบ ลก. 2: 41-50)

        ในคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ก่อน ๆ ถัดจากมารีย์มารดาพระเจ้าแล้ว ไม่มีนักบุญองค์ใดที่จะถูกกล่าวขานยิ่งไปกว่ายอแซฟภัสดาของพระแม่  ข้าพเจ้าได้ทำการไตร่ตรองถึงสาส์นนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลจำกัดที่พระวรสารถ่ายทอดมาเพื่อที่จะเข้าใจได้ดีขึ้นถึงบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้ บุญราศีปีโอที่ 9 ประกาศให้ท่านเป็น “องค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรคาทอลิก” [2] ผู้น่าเคารพยกย่องปีโอที่ 12 เสนอให้ท่านนักบุญยอแซฟเป็น “ผู้อุปถัมภ์คนงาน” และพระสันตะปาปานักบุญจอห์น พอลที่ 2 เสนอให้ท่านเป็น “ผู้ปกป้องดูแลพระผู้ไถ่” [4] นักบุญยอแซฟได้ชื่อว่าเป็น “องค์อุปถัมภ์ของผู้กำลังสิ้นใจอย่างมีความสุข” [5]

        บัดนี้เป็นเวลา 150 ปีแล้วที่มีการประกาศให้ท่านเป็น องค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรสากล โดยพระสันตะปาปาบุญราศีปีโอที่ 9 (วันที่ 8 ธันวาคม 1870) ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะแบ่งปันการไตร่ตรองส่วนตัวเกี่ยวกับท่านนักบุญยอแซฟเป็นพิเศษ  ท่านนักบุญมีประสบการณ์ชีวิตที่ใกล้เคียงกับพวกเรามาก เพราะดังที่พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวไว้ว่า “จากหัวใจที่เปี่ยมล้น ปากจึงต้องเปล่งออกมา” (มธ. 12: 34) ความปรารถนาที่จะกระทำดังกล่าวเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนมานี้ที่พวกเรากำลังเผชิญกับโรคระบาดซึ่งท่ามกลางวิกฤตนี้พวกเรามีประสบการณ์ว่า “ชีวิตของพวกเรานั้นถูกสานทอเข้าไว้ด้วยกัน และได้รับการทำนุบำรุงจากคนธรรมดา คนที่บ่อยครั้งถูกมองข้าม คนที่ไม่เคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ในวันเหล่านี้เป็นผู้หล่อหลอมเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ พวกเขาเป็นแพทย์ พยาบาล พนักงานขนของในโกดัง คนงานในห้างสรรพสินค้า พนักงานทำความสสะอาด  ผู้ดูแลคนป่วย พนักงานขับยานพาหนะ ชายหญิงที่บริการสิ่งที่จำเป็นต่างๆ ผู้รักษาความปลอดภัย อาสาสมัคร บาดหลวง นักบวช นักพรต ฯลฯ  พวกเขาเข้าใจว่าไม่มีใครสามารถเอาตัวรอดได้คนเดียว ยังมีกี่คนที่ต้องอดทนทุกวันเพื่อมอบความหวังโดยไม่พยายามแพร่ความกลัว แต่ร่วมกันรับผิดชอบ ยังมีพ่อ แม่ ปู่ยาตายายสักกี่คนที่สอนเด็ก ๆ ทุกวันให้รู้จักยอมรับ และจัดการกับวิกฤตด้วยการปรับวิถีการใช้ชีวิตประจำวันแล้วให้มองไปข้างหน้าด้วยความหวังด้วยการอธิษฐานภาวนา ยังมีบุคคลอีกเท่าไรที่กำลังอธิษฐานภาวนาโดยมองไปในอนาคต และชักชวนผู้อื่นให้อธิษฐานภาวนา ทำพลีกรรม และวิงวอนเพื่อความดีงามประโยชน์สุขของทุกคน [6] พวกเราทุกคนสามารถค้นพบคำตอบได้ในนักบุญยอแซฟบุรุษผู้ดำเนินชีวิตอย่างเงียบๆ ไม่มีผู้ใดรู้จัก ขอให้ท่านเป็นผู้เสนอวิงวอนให้การสนับสนุนพวกเรา และชี้นำพวกเราในยามที่เกิดความทุกข์ยุ่งยากลำบาก  นักบุญยอแซฟเตือนใจพวกเราว่าผู้ที่ดูเหมือนเป็นคนซ่อนเร้นในร่มเงาก็สามารถมีบทบาทที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้ได้ พวกเราทุกคนควรรับทราบและกตัญญูต่อท่าน

  1. ท่านเป็นบิดาที่น่ารัก

        ผู้ยิ่งใหญ่ของนักบุญยอแซฟคือมารีย์คู่ชีวิต และเป็นบิดาของพระเยซูคริสต์ ดังนั้นตามคำพูดของนักบุญจอห์น คริสโซสโตม ท่านนักบุญยอแซฟจึงเป็น “ผู้รับใช้แผนการของการไถ่กู้ทั้งสิ้น” [7]

        นักบุญพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ชี้ให้เห็นว่า ยอแซฟแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงการเป็นบิดาที่แท้จริงของตน “โดยการมอบชีวิตของท่านเป็นเครื่องบูชารับใช้พระธรรมล้ำลึกแห่งการประสูติของพระเยซูคริสต์ และเป้าหมายแห่งการไถ่กู้ของพระองค์ ท่านใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อดูแลครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ด้วยการอุทิศตนเองอย่างสิ้นเชิงให้กับพระมารดาและพระบุตรตลอดทั้งชีวิต และในการทำงาน ท่านเปลี่ยนกระแสเรียกชีวิตครอบครัวเป็นการบูชาเหนือธรรมชาติแห่งตัวของท่าน หัวใจของท่าน และความสามารถทุกอย่างของท่านเปลี่ยนให้เป็นความรักที่คอยรับใช้พระผู้ไถ่ผู้ที่ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในบ้านของท่าน” [8]

        ดังนั้น ต้องขอบคุณต่อบทบาทของท่านในประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้ นักบุญยอแซฟเป็นผู้ที่น่าเคารพเสมอในฐานะบิดาจากพวกเราชาวคาทอลิก นี่แสดงให้เห็นได้จากวัดจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยกถวายให้กับท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ทั่วโลก รวมทั้งสถาบันของพระศาสนจักร และกลุ่มคริสตชนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจิตของท่าน อีกทั้งยังมีธรรมเนียมกิจศรัทธามากมายต่อท่าน มีผู้คนทั้งชายและหญิงจำนวนนับไม่ถ้วนที่ศรัทธาอย่างหลงไหลในท่าน ที่สำคัญนักบุญเทเรซาแห่งอาวีลาซึ่งเลือกท่านให้เป็นผู้วิงวอนสำหรับตนเอง เธออธิษฐานต่อท่านและบ่อยครั้งมักจะได้รับไม่ว่าพระหรรษทานใดที่เธอขอจากนักบุญยอแซฟ เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ เทเรซาจึงชักชวนคนอื่นๆ ให้มีความศรัทธาต่องนักบุญยอแซฟ [9]

        หนังสือภาวนาทุกเล่มจะมีบทภาวนาต่อนักบุญยอแซฟ มีการสวดภาวนาเป็นพิเศษต่อท่านทุกวันพุธในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ยกถวายกับท่านเป็นพิเศษ [10]

        ความไว้วางใจต่อนักบุญยอแซฟมีการแสดงออกด้วยคำพูดที่ว่า “จงไปหายอแซฟ” ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงตอนที่เกิดข้าวยากหมากแพงที่ประเทศอียิปต์ เมื่อชาวอียิปต์ไปขอข้าวกินจากฟาโรห์ ฟาโรห์อตอบว่า “จงไปหายอแซฟ เขาว่าอย่างไร พวกท่านก็ทำไปตามนั้น” (ปฐก. 41: 41-55) ฟาโรห์หมายถึงยอแซฟบุตรของยาก็อบที่ถูกขายไปเป็นทาส เพราะความอิจฉาของพวกพี่ชาย (เทียบ ปฐก. 37: 11-28) และตามคำบอกเล่าของพระคัมภีร์ในที่สุดเขากลายเป็นบุคคลหมายเลขสองของประเทศอียิปต์ (เทียบ ปฐก. 41: 41-44)

        ในฐานะที่เป็นผู้ที่สืบทอดมาจากตระกูลของดาวิด (เทียบ มธ. 1: 16-20) ซึ่งจากตระกูลนี้พระเยซูคริสต์ทรงถือกำเนิดตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับดาวิด โดยประกาศกนาทาน (เทียบ 2 ซมอ. 7) และในฐานะที่เป็นคู่ชีวิตของมารีย์แห่งนาซาเร็ธ นักบุยยอแซฟจึงเป็นผู้ที่ยืนอยู่ ณ ทางสองแพ่งระหว่างพระคัมภีร์เก่า และพระคัมภีร์ใหม่

2. ท่านเป็นบิดาที่อ่อนโยนน่ารัก

        ยอแซฟเห็นพระเยซูคริสต์เติบโตทีละเล็กทีละน้อย “ในปรีชาญาณและในความโปรดปรานของทั้งพระเจ้าและมนุษย์” (ลก. 2: 52) พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อชนชาติอิสราเอลเช่นไร ยอแซฟก็ปฏิบัติต่อพระเยซูคริสต์เช่นนั้น “เขาจูงมือสอนให้พระเยซูคริสต์เดิน เขาเป็นบิดาที่เลี้ยงลูกด้วยความรักก้มตัวลงป้อนข้าวเขา” (ฮซย. 11: 3-4)

        พระเยซูคริสต์ทรงเห็นความรักอ่อนโยนของพระเจ้าในยอแซฟ “ดุจบิดาที่เมตตาบุตรของตน พระเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อผู้ที่เคารพยำเกรงพระองค์” (สดด. 103: 13)

        ในโรงสวดในขณะที่มีการสวดเพลงสดุดี ซึ่งแน่นอนว่ายอแซฟคงจะได้ยินได้ฟังครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระเจ้าแห่งชนชาติอิสราเอลทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรักที่อ่อนโยน [11] พระองค์ทรงพระทัยดีต่อทุกคนซึ่ง “ความเมตตาของพระองค์ทรงมีต่อทุกคน ผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา” (สดด. 145: 9)

        ประวัติศาสตร์แห่งความรอดสำเร็จลุล่วงไป “ในความหวังแล้วความหวังเล่า” (รม. 4: 18) ท่ามกลางความอ่อนแอของพวกเรา ซึ่งบ่อยครั้งพวกเราคิดว่าพระเจ้ากระทำการโดยอาศัยส่วนที่ดีที่มีอยู่ในตัวของพวกเรา ทว่าแผนการส่วนใหญ่ของพระองค์จะสำเร็จลุล่วงไปแม้ท่ามกลางความอ่อนแอล้มเหลวของพวกเรา ดังนั้นนักบุญเปาโลจึงกล้ากล่าวว่า “เพื่อมิให้การเปิดเผยที่ยิ่งใหญ่นี้ทำให้ข้าพเจ้ายกตนเกินไป พระเจ้าทรงทรงให้มีหนามทิ่มแทงเนื้อหนังของข้าพเจ้า ดุจทูตของซาตานที่คอยตบตีข้าพเจ้ามิให้ข้าพเจ้ายกตนเกินไป เรื่องนี้ข้าพเจ้าวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้ง ขอให้มันผ่านพ้นไปจากข้าพเจ้า แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า  ‘พระหรรษทานของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพราะพระอานุภาพแสดงออกเต็มที่เมื่อมนุษย์มีความอ่อนแอ’” (2 คร. 12: 7-9)

        เนื่องจากนี่เป็นส่วนหนึ่งแห่งแผนการแห่งการไถ่กู้จากบาป พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะมองดูความอ่อนแอของพวกเราด้วยความเมตตาที่อ่อนโยน [12]

        ซาตานทำให้พวกเราได้เห็นและประณามความอ่อนแอของพวกเราเอง ขณะที่พระจิตเจ้าทรงนำพวกเราไปสู่ความสว่างด้วยความรักที่อ่อนโยน ความอ่อนโยนเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสัมผัสกับความอ่อนแอภายในตัวพวกเรา การชี้นิ้วตัดสินผู้อื่น ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเครื่องหมายถึงความไม่สามารถในการยอมรับความอ่อนแอของพวกเราเอง มีแต่ความรักอ่อนโยนเท่านั้นที่จะช่วยให้พวกเราพ้นจากกับดักของผู้ที่กล่าวหาพวกเรา (เทียบ วว. 12: 10) นี่เป็นเหตุผลทำไม สิ่งนี้จึงมีความสำคัญที่ต้องพบกับพระเมตตาของพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องหมายแห่งการคืนดีกัน ซึ่งพวกเราจะมีประสบการณ์กับความจริงและความอ่อนโยนของพระองค์ แต่ก็น่าแปลกใจที่เจ้าซาตานก็อาจพูดความจริงกับพวกเราได้ ที่มันทำเช่นนั้นก็เพื่อที่จะสาปแช่งพวกเรา  พวกเราทราบดีว่าความจริงของพระเจ้ามิได้สาปแช่งผู้ใด ตรงกันข้ามจะต้องสวมกอด ทำนุบำรุง และให้อภัยพวกเรา ความจริงดังกล่าวจะถูกมอบให้พวกเราดุจบิดาผู้ทรงเมตตา ในนิทานเปรียบเทียบของพระเยซูคริสต์ (เทียบ ลก. 15: 11-32) ความเมตตาจะมาหาพวกเรา ฟื้นฟูศักดิ์ศรีของพวกเรา ทำให้พวกเราลุกขึ้นยืนและแสดงความชื่นชมยินดีกับพวกเรา เพราะดังที่บิดากล่าวว่า “ลูกชายของเราคนนี้ได้ตายไปแล้ว และเขาก็กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ เขาหายตัวไปแล้ว และเราก็ได้พบกับเขาอีก” (ข้อ 24)

        แม้ยอแซฟจะมีความกลัว ทว่าประวัติศาสตร์และแผนการของพระเจ้าก็ยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้นยอแซฟจึงสอนพวกเราว่า ความเชื่อในพระเจ้ารวมถึงการเชื่อว่าแม้พวกเราจะมีความกลัว พระองค์ก็ยังคงสามารถกระทำการได้ แม้กระทั่งท่ามกลางความกลัวและความอ่อนแอของพวกเรา ท่านนักบุญยังสอนพวกเราด้วยว่าท่ามกลางมรสุมแห่งชีวิตพวกเราต้องไม่กลัวที่จะให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้ถือหางเสือให้พวกเรา บางครั้งพวกเราต้องการที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พระเจ้าจะมองเห็นภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

3. ท่านเป็นบิดาที่นบนอบ

        ดังที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อมารีย์ พระองค์ทรงเผยแผนการการไถ่กู้ของพระองค์กับยอแซฟ พระองค์ทรงกระทำดังกล่าวโดยการฝัน ซึ่งในพระคัมภีร์และประชากรโบราณถือว่าเป็นวิธีที่พระเจ้าจะทรงทำให้พวกเราทราบถึงพระประสงค์ของพระองค์ [13]

        ยอแซฟร้อนใจมากถึงการตั้งครรภ์อย่างเร้นลับของมารีย์ ท่านไม่ใต้องการที่จะ “ประณามเธอให้เป็นที่อับอายต่อสาธารณะชน” [14]   ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจที่จะ “ให้มารีย์จากไปอย่างเงียบๆ” (มธ. 1: 19)

        ในความฝันครั้งแรกทูตสวรรค์ช่วยให้ท่านแก้ปัญหาที่ทำให้ท่านหนักอกหนักใจ “จงอย่าได้กลัวที่จะรับมารีย์เป็นภรรยา เพราะทารกที่จะเกิดในมารีย์นั้นจะด้วยเดชะอำนาจของพระจิต เธอจะคลอดบุตรชาย แล้วท่านจะตั้งชื่อบุตรว่าเยซู เพราะพระองค์จะช่วยประชาการของพระองค์ให้พ้นจากบาป” (มธ. 1: 20-21) คำตอบของยอแซฟนั้นเกิดขึ้นทันที “เมื่อยอแซฟตื่นขึ้น เขาได้ทำสิ่งที่ทูตสวรรค์แห่งพระเจ้าสั่งเขา” (มธ. 1: 24) ความบนอบทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับท่านที่จะยินยอมรับความทุกข์ยากลำบากและปล่อยให้มารีย์เป็นอิสระ

        ในความฝันครั้งที่สองทูตสวรรค์แจ้งให้ยอแซฟทราบ “จงลุกขึ้นแล้วพาบุตรกับมารดาหนีไปยังประเทศอียิปต์ จงอยู่ที่นั่นจนกว่าข้าพเจ้าจะบอก เพราะว่าเฮร็อดกำลังตามหาเด็กเพื่อที่จะทำลาย” (มธ. 2: 13) ยอแซฟไม่รีรอที่จะนบนอบ ท่านไม่สนใจว่าจะเผชิญความยุ่งยากลำบากเพียงใด “เขาตื่นขึ้นนำบุตรและมารดาตอนกลางคืนหนีไปยังประเทศอียิปต์ และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเฮร็อดสิ้นพระชนม์” (มธ. 2: 14-15)

        ในประเทศอียิปต์ยอแซฟรอด้วยความไว้ใจอย่างอดทนต่อการแจ้งของทูตสวรรค์ว่าท่านจะกลับบ้านด้วยความปลอดภัยเมื่อใด ในความฝันครั้งที่สามทูตสวรรค์มาแจ้งว่าผู้ที่จะเฝ้าสังหารเด็กนั้นได้ตายไปแล้ว พร้อมกับสั่งให้ยอแซฟพาพระกุมารและมารดากลับประเทศอิสราเอลได้แล้ว (เทียบ มธ. 2: 21) ยอแซฟนบนอบโดยทันทีอีกครั้งหนึ่ง “เขาลุกขึ้นนำพระกุมาร และมารดาเดินทางไปยังประเทศอิสราเอล” (มธ. 2: 21)

        ในช่วงที่กำลังเดินทางกลับ “เมื่อยอแซฟได้ข่าวว่า อาร์เคลาอุสขึ้นครองยูเดียแทนเฮร็อด เขาจึงเดินทางไปยังแคว้นกาลิลี สร้างบ้านที่นั้นในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่านาซาเร็ธ” (มธ. 2: 22-23)

        ในส่วนของลูกาผู้นิพนธ์พระวรสาร ได้บอกพวกเราว่ายอแซฟเดินทางไกลที่ยากลำบากจากนาซาเร็ธไปยังเบ็ธเลเฮม เพื่อลงทะเบียนในเมืองของครอบครัวที่ตนเองเกิดในการสำรวจสำมะโนครัวของจักรพรรดิซีซ่าร์ออกัสตัส พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิดที่นั้น (เทียบ ลก. 2: 7) และการลงทะเบียนของพระองค์ก็เหมือนเด็กทั่วไป ต้องบันทึกในหอทะเบียนของจักรภพ นักบุญลูกาห่วงใยเป็นพิเศษที่บอกเล่าพวกเราว่าพ่อแม่ของพระเยซูคริสต์ปฏิบัติตามบัญญัติแห่งกฎหมาย นั่นคือพิธีรับสุหนัดของพระเยซูคริสต์ การชำระล้างมลทินของมารีย์หลังการคลอดบุตร การถวายบุตรหัวปีแด่พระเจ้า (เทียบ 2: 21-24) [15]

        ในทุกเหตุการณ์ยอแซฟประกาศ “การตอบรับพระประสงค์ของพระเจ้า – ฟีอัต” ของตนเองเฉกเช่นมารีย์ในการแจ้งข่าวของทูตสวรรค์และในสวนมะกอก

        ในบทบาทของตนฐานะที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ยอแซฟสอนพระเยซูคริสต์ให้นบนอบต่อบิดามารดา (เทียบ ลก. 2: 51) ตามพระบัญชาของพระเจ้า (เทียบ ปฐก. 20: 12)

        ในช่วงแห่งชีวิตซ่อนเร้นที่ตำบลนาซาเร็ธพระเยซุผู้วัยเยาว์ทรงเรียนรู้จากโรงเรียนของยอแซฟในการทำตามพระประสงค์ของพระบิดา  อันพระประสงค์นั้นนั้นเป็นอาหารประจำวันของพระเยซูคริสต์ (เทียบ ยน. 4: 34) แม้ในยามยุ่งยากลำบากที่สุดแห่งชีวิต ในสวนมะกอก พระเยซูคริสต์ทรงเลือกที่จะทำตามพระประสงค์ของพระบิดาแทนน้ำใจตนเอง [16] โดยการ “นบนอบจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ และเป็นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน” (ฟป. 2: 8) ผู้ลิขิตจดหมายถึงชาวฮีบรูสรุปว่าพระเยซูคริสต์ “ทรงเรียนรู้ความนบนอบโดยอาศัยสิ่งที่พระองค์ทนทุกข์” (ฮบ. 5: 8)  

        สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความชัดเจนว่า “ในนักบุญยอแซฟ พระเจ้าทรงเรียกให้รับใช้บุคคลและพันธกิจของพระเยซูคริสต์โดยตรง ด้วยการปฏิบัติหน้าที่เป็นบิดา”  และด้วยวิธีนี้ “ท่านก็ร่วมมืออย่างเต็มที่ในพระธรรมล้ำลึกแห่งการไถ่กู้ และเป็นศาสนบริกรแห่งการไถ่กู้อย่างแท้จริง” [17]

4. ท่านเป็นบิดาที่ยอมรับ

        ยอแซฟยอมรับมารีย์โดยปราศจากเงื่อนไข ท่านไว้วางใจในคำพูดของทูตสวรรค์ ความยิ่งใหญ่แห่งดวงใจของยอแซฟ คือสิ่งที่ท่านเรียนรู้จากธรรมบัญญัติ ท่านทำให้ดวงใจขึ้นอยู่กับความรักเมตตา ในโลกของพวกเราทุกวันนี้ การใช้ความรุนแรงต่อบรรดาสตรีทั้งด้านจิตวิทยา วาจา การกระทำต่อร่างกายมีความชัดเจนมาก แต่ยอแซฟซึ่งเป็นบุคคลที่ให้ความเคารพและมีความรู้สึกไว  แม้ว่าท่านจะไม่เข้าใจภาพที่ใหญ่กว่า ท่านก็ตัดสินใจที่จะปกป้องชื่อเสียงของมารีย์ ศักดิ์ศรีและชีวิตของพระนาง ในการรีรอว่าท่านจะทำอย่างไรดี พระเจ้าทรงช่วยท่านด้วยแสงสว่างในการตัดสินใจ” [18]

        บ่อยครั้งในชีวิต สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นโดยที่พวกเราไม่ทราบความหมาย ปฏิกิริยาแรกเริ่มของพวกเราบ่อยครั้งมักจะมีความผิดหวัง หรือไม่ชอบ ยอแซฟตัดความคิดของตนเองออกไป เพื่อที่จะไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่แม้ดูเหมือนเร้นลับแต่ท่านก็ยอมรับ เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบ และทำให้เป็นส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของตนเอง นอกจากว่าพวกเราจะคืนดีกันกับประวัติศาสตร์ของพวกเราเอง พวกเราจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว เพราะว่าพวกเราจะกลายเป็นเชลยแห่งความคาดหวังของพวกเราพร้อมกับความผิดหวังที่กำลังจะตามมา

        วิถีชีวิตฝ่ายจิตทียอแซฟปูทางไว้ให้พวกเราเดิน ไม่ใช่หนทางแห่งการอธิบาย แต่เป็นหนทางแห่งการยอมรับ  อันมีแต่ผลแห่งการยอมรับนี้เท่านั้น การคืนดีกันนี้เท่านั้น ที่พวกเราจะสามารถเริ่มเห็นประวัติศาสตร์ที่กว้างไกลกว่า และความหมายที่ลึกซึ้งกว่า พวกเราแทบจะได้ยินเสียงสะท้อนของคำตอบของมหาบุรุษโยบต่อภรรยาของเขาที่ขอร้องให้เขาเป็นกบถต่อความชั่วที่เขาได้รับ “เราจะรับความดีจากพระหัตถ์ของพระเจ้าแทนที่จะรับแต่ความชั่วร้ายได้ไหม?” (โยบ 2: 10)

        แน่นอนว่ายอแซฟไม่ได้เป็นคนนิ่งเฉยปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามชะตากรรม แต่ท่านเป็นบุคคลกล้าหาญจริงจังและไม่นิ่งเฉย ในชีวิตของพวกเราการยอมรับและการให้การต้อนรับเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงของขวัญของพระจิตในเรื่องของความกล้าหาญ อันมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ประทานความเข้มแข็งให้พวกเรา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะยอมรับชีวิตอย่างที่ต้องเป็นไป พร้อมกับความขัดแย้ง ความอ้างว้าง และความผิดหวัง

        การประทับอยู่ของพระเยซูคริสต์ท่ามกลางพวกเราเป็นของขวัญยิ่งใหญ่จากพระบิดาเจ้า ซึ่งทำให้เป็นไปได้สำหรับพวกเราแต่ละคนที่จะคืนดีกับความเป็นตัวตนของพวกเราในประวัติศาสตร์ แม้ว่าพวกเราจะไม่เข้าใจเรื่องราวอย่างครบถ้วน

        เฉกเช่นที่พระเจ้าบอกยอแซฟ “บุตรแห่งดาวิด จงอย่ากลัว” (มธ. 1: 20) ดังนั้นดูเหมือนจะบอกกับพวกเราเช่นเดียวกันว่า “จงอย่าได้กลัว”  พวกเราควรที่จะทิ้งความโกรธและความผิดหวังไว้เบื้องหลังแล้วยอมรับสิ่งต่างๆอย่างที่ควรจะเป็น  แม้ว่าจะไม่เป็นไปดังที่พวกเราคาดหวัง ไม่ใช่เพียงยอมจำนน แต่ต้องมีความหวัง และความกล้าหาญด้วย  โดยอาศัยวิธีนี้พวกเราจะเปิดใจกว้างสู่ความหมายที่ล้ำลึกกว่า ชีวิตของพวกเราอาจมีการเกิดใหม่อย่างน่าอัศจรรย์ หากพวกเรามีความกล้าหาญที่จะดำเนินชีวิตตามพระวรสาร ไม่มีปัญหาอะไรเลย หากทุกอย่างอาจจะะผิดพลาดไปหมด หรือบางอย่างไม่อาจที่จะแก้ไขซ่อมแซมได้ พระเจ้าสามารถทำให้ดอกไม้เจริญเติบโตขึ้นจากดินที่มีแต่หินได้ แม้ภายในใจจะตำหนิเรา “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าหัวใจของเรา และพระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่าง” (2 ยน. 3: 20)

        ณ จุดนี้พวกเราจะพบกับความจริงแห่งคริสต์ศาสนาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ปฏิเสธสิ่งใดที่มีอยุ่ ความจริงในความสลับซับซ้อนที่เร้นลับและเปลี่ยนไม่ได้ คือความหมายของการที่พวกเราเจริญชีวิตอยู่ในที่ที่มีทั้งแสงสว่างและร่มเงา ดังนั้นอัครสาวกเปาโลจึงสามารถกล่าวว่า “เรารู้ว่าพระเจ้าทรงบันดาลให้ทุกสิ่งกลับเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่ทรงเรียกมาตามพระประสงค์ของพระองค์” (รม. 8: 28) ซึ่งนักบุญออกัสตินกล่าวเสริมเพิ่มว่า “แม้กระทั่งสิ่งนั้นที่เรียกว่าความชั่วร้าย (etiam illud quod malum dicitur)” [19] ในมุมมองกว้างๆ นี้ความเชื่อจะให้ความหมายกับทุกเหตุการณ์ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือร้าย

        และ พวกเราก็ไม่ควรที่จะคิดว่า ความเชื่อหมายถึงการหาทางออกแบบง่าย ๆ และสะดวก ความเชื่อที่พระเยซูคริสต์สอนพวกเราเป็นสิ่งที่พวกเราเห็น และพบได้ในนักบุญยอแซฟ ท่านไม่มองหาหนทางลัด แต่ท่านจะเผชิญหน้ากับความจริงด้วยสายตาที่เปิดกว้าง และมีความรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว

        ทัศนคติมุมมองของยอแซฟสนับสนุนให้พวกเรายอมรับผู้อื่นอย่างที่ท่านเป็น  โดยไม่มีการยกเว้นและห่วงใยเป็นพิเศษต่อบุคคลที่อ่อนแอ เพราะพระเจ้าทรงเลือกสิ่งที่ดูเหมือนอ่อนแอ (เทียบ 1 คร. 1: 27) พระองค์ทรงเป็น “บิดาของผู้กำพร้า และเป็นผู้ปกป้องหญิงม่าย” (สดด. 68: 6) พระองค์ทรงสั่งให้พวกเรารักคนแปลกหน้าที่อยู่ท่ามกลางพวกเรา [20] ข้าพเจ้าชอบคิดไตร่ตรอง จากนักบุญยอแซฟนี่เองที่พระเยซูคริสต์ได้รับบันดาลใจสำหรับนิทานเปรียบเทียบเรื่องลูกผู้ล้างผลาญและบิดาผู้มีใจเปี่ยมด้วยความเมตตา (เทียบ ลก. 15: 11-32)

  1. ท่านเป็นบิดาผู้กล้าหาญและมีความคิดสร้างสรรค์

        หากขั้นแรกของการเยียวยารักษาภายในที่แท้จริงทุกอย่างคือการยอมรับประวัติศาสตร์ส่วนตัวของพวกเรา และยอมรับแม้สิ่งต่างๆ ในชีวิตที่พวกเราไม่ได้เลือก บัดนี้พวกเราต้องเพิ่มอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ: ความกล้าหาญที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่พวกเราจัดการกับปัญหาความยุ่งยากลำบาก ท่ามกลางความยุ่งยากต่าง ๆ พวกเราจะสามารถยอมแพ้แล้วเดินหนีไปหรือต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค บางครั้งความยุ่งยากลำบากทำให้เกิดทรัพยากรที่พวกเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพวกเรามีอย่างมากล้น

        เมื่อพวกเราพิจารณากันถึงสมัยที่พวกเรายังเป็นเด็ก บางครั้งพวกเราอาจไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงกระทำด้วยวิธีการที่ตรงไปตรงมา และอย่างชัดเจนมากกว่านี้ แต่พระเจ้าทรงกระทำการโดยใช้เหตุการณ์ต่าง ๆ และประชากรหรือผู้คน   ยอแซฟเป็นบุคคลที่พระเจ้าทรงเลือกเพื่อชี้นำจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้  ท่านเป็น “อัศจรรย์” ที่แท้จริง ที่พระเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือช่วยพระกุมารและมารีย์ พระเจ้าทรงกระทำการโดยวางใจในความกล้าหาญที่สร้างสรรค์ของยอแซฟ เมื่อเดินทางไปถึงตำบลเบ็ธเลเฮ็มและเสาะหาที่พักพิงไม่ได้สำหรับมารีย์เพื่อที่จะคลอดบุตร ทว่า ยอแซฟเลือกเอาคอกสัตว์ ซึ่งดีที่สุดที่ท่านพอจะหาได้ ณ เวลานั้น  แล้วปรับให้สถานที่นั้นเป็นบ้านต้อนรับพระบุตรของพระเจ้าที่จะเสด็จมาในโลกนี้ (เทียบ ลก. 2: 6-7) เมื่อต้องเผชิญภัยที่กำลังจะมาถึงจากเฮร็อดที่ต้องการจะสังหารเด็กน้อย ยอแซฟได้รับการเตือนอีกครั้งหนึ่งในความฝันให้ปกป้องทารก ท่านตื่นขึ้นกลางดึกเพื่อเตรียมตัวหนีไปยังประเทศอียิปต์ (เทียบ มธ. 2: 13-14)

        เมื่ออ่านเรื่องราวเหล่านี้อย่างผิวเผิน บ่อยครั้งอาจทำให้คิดไปว่าโลกของพวกเรานี้อยู่ในกำมือของผู้ที่แข็งแรงและมีอำนาจ แต่ “ข่าวดี” แห่งพระวรสารอยู่ที่การแสดงว่าสำหรับความหยิ่งจองหองและการใช้ความรุนแรงทั้งหลายแห่งอำนาจแบบชาวโลก พระเจ้าจะทรงพบหนทางที่จะดำเนินแผนการไถ่กู้ของพระองค์ต่อไปได้เสมอ เช่นเดียวกันบางครั้งชีวิตของพวกเราดูเหมือนจะอยู่ในกำมือของผู้ที่มีอำนาจ แต่พระวรสารบอกพวกเราว่าสิ่งใดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  พระเจ้าทรงมีวิธีที่จะช่วยให้พวกเรารอดเสมอ ขอเพียงแต่ว่าพวกเราต้องแสดงความกล้าหาญที่สร้างสรรค์เฉกเช่นช่างไม้แห่งนาซาเร็ธ ผู้ที่สามารถเปลี่ยนปัญหาให้เป็นความเป็นไปได้ด้วยการไว้วางใจในพระญาณสอดส่องของพระเจ้าเสมอ

        หากบางครั้งพระเจ้าดูเหมือนจะไม่ช่วยพวกเรา แน่นอนนี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราถูกทอดทิ้ง แต่ตรงกันข้าม พวกเราได้รับการไว้วางใจให้วางแผน ให้มีความคิดสร้างสรรค์ และให้หาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวของพวกเราเอง

        ความกล้าหาญที่สร้างสรรค์ประเภทนี้จากเพื่อนๆ ของคนง่อยที่หย่อนเขาลงมาจากหลังคาบ้านเพื่อที่จะให้เขาได้พบกับพระเยซูคริสต์ (เทียบ ลก. 5: 17-26) ความยากลำบากไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความกล้าหาญ และความพยายามของเพื่อนเหล่านั้น พวกเขามั่นใจว่าพระเยซูคริสต์สามารถรักษาคนง่อยนั้นได้ และ เมื่อ “ไม่มีทางที่จะนำเขาเข้าไปข้างในได้เพราะฝูงชนแน่นหนา พวกเขาจึงปีนขึ้นไปบนหลังคาแล้วหย่อนเตียงคนง่อยลงมาท่ามกลางผู้คนที่อยู่ข้างหน้าพระเยซูคริสต์ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความเชื่อของพวกเขา จึงตรัสว่า “มิตรเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” (ลก. 5: 19-20) พระเยซูคริสต์ทรงทราบถึงความเชื่อที่สร้างสรรค์ที่พวกเขาพยายามนำเพื่อนผู้ป่วยมายังพระองค์

        พระวรสารไม่ได้บอกพวกเราว่ามารีย์ยอแซฟ และพระกุมารอยู่ในประเทศอียิปต์นานเท่าใด แต่แน่นอนว่าพวกเขาต้องกิน ต้องมีบ้าน และต้องทำงาน คงต้องใช้จินตนาการมากเท่าไรในการพูดถึงรายละเอียดเหล่านั้น  ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ต้องเผชิญกับปัญหาที่เป็นรูปธรรมเช่นเดียวกับครอบครัวอื่นๆ เฉกเช่นบรรดาผู้อพยพในทุกวันนี้ ต้องเสี่ยงชีวิตในการหนี กับเคราะห์ร้ายและความหิว สำหรับประเด็นนี้ ข้าพเจ้าถือว่านักบุญยอแซฟเป็นผู้อุปถัมภ์พิเศษของทุกคนที่ถูกบังคับให้ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนเนื่องจากสงคราม ความเกลียดชัง การเบียดเบียน และความยากจน

        ในตอนจบของทุกเรื่องที่ยอแซฟมีบทบาทพระวรสารบอกพวกเราว่า ท่านลุกขึ้นพาพระกุมารและมารียพร้อมกับปฏิบัติตามที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชากับท่าน (เทียบ มธ. 1: 24; 2: 24, 21) อันที่จริงแล้วพระเยซูคริสต์และพระมารดาของพระองค์เป็นขุมทรัพย์ที่ประเสริฐที่สุดแห่งความเชื่อของพวกเรา [21]

        ในแผนการไถ่กู้ของพระเจ้าพระบุตรจะแยกจากพระมารดของพระองค์ไม่ได้ ผู้ทรง “เจริญก้าวหน้าในการเดินทางแห่งความเชื่อและยืนหยัดด้วยความซื่อสัตย์ในความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระบุตรของพระนางจนกระทั่งพระแม่ยืนอยู่ ณ แทบเชิงไม้กางเขน” [22]

        พวกเราควรพิจารณาเสมอว่า พวกเราเองควรที่จะปกป้องพระเยซูคริสต์และพระมารดาอย่างไร เพราะพระองค์ก็ถูกมอบให้อยู่ในความรับผิดชอบ การดูแล และการปกป้องคุ้มครองของพวกเราด้วยอย่างเร้นลับ พระบุตรของพระเจ้าทรงเสด็จมาในโลกในสภาพที่มีความเปราะบางที่สุด พระองค์จำเป็นต้องได้รับการป้องกัน พิทักษ์คุ้มครอง ดูแล และได้รับการเลี้ยงดูโดยยอแซฟ พระเจ้าทรงไว้วางใจในยอแซฟเช่นเดียวกับมารีย์ผู้ที่พบว่าท่านไม่เพียงแต่จะช่วยชุบชีวิตพระนางเท่านั้น แต่ยังเฝ้าดูแลพระนางและพระกุมาร ในความหมายนี้นักบุญยอแซฟจึงไม่อาจที่จะเป็นอื่นไปได้นอกจากจะเป็นผู้พิทักษ์พระศาสนจักร เพราะพระศาสนจักรเป็นการสืบเนื่องต่อจากพระวรกายของพระเยซูคริสต์ในประวัติศาสตร์ดุจดังความเป็นมารดาของพระแม่มารีย์สะท้อนให้เห็นความเป็นมารดาของพระศาสนจักร [23]  ในการปกปองพระศาสนจักรอย่างต่อเนื่องยอแซฟยังคงปกป้อง พระกุมารและพระมารดาของพระองค์ และพวกเราก็เช่นเดียวกันด้วยความรักของพวกเราต่อพระศาสนจักร ซึ่งพวกเราก็รัก พระกุมารและพระมารดาของพระองค์ด้วย

        พระกุมารนั้นยังคงตรัสต่อไป “เฉกเช่นท่านปฏิบัติต่อคนหนึ่งที่ต่ำต้อยที่สุดในคนเหล่านี้ที่เป็นพี่น้องของเรา ท่านก็ปฏิบัติต่อเราเอง” (มธ. 25: 40) ผลที่ตามมาคือ   คนยากจน คนที่เดือดร้อน คนที่มีทุกข์ คนที่ใกล้ตาย คนแปลกหน้า นักโทษ คนที่อ่อนแอทุกคนเช่น “พระกุมาร” ที่ยอแซฟพยายามปกป้อง ด้วยเหตุนี้นักบุญยอแซฟจึงขึ้นชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองคนที่โชคร้าย คนที่เดือดร้อน คนที่ถูกเนรเทศ คนที่มีทุกข์ คนยากจน และคนที่กำลังจะตาย พระศาสนจักรจึงไม่สามารถที่จะพลาดในการแสดงความรักเป้นพิเศษต่อพี่น้องของพวกเราที่ต่ำต้อยที่สุด เพราะนักบุญยอแซฟแสดงความห่วงใยเป็นพิเศษต่อพวกเขาเป็นการส่วนตัวและถือว่าตนเป็นพวกเดียวกัน พวกเราต้องเรียนรู้จากนักบุญยอแซฟด้วยการเอาใจใส่ดูแล และด้วยความรับผิดชอบเดียวกัน พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะรักพระกุมารและพระมารดาของพระองค์ ที่จะรักศีลศักดิ์สิทธิ์และความเมตตา ที่จะรักพระศาสนจักรและคนยากจน  ความจริงแต่ละประการเหล่านี้คือ พระกุมารแลพะพระมารดาของพระองค์

  1. ท่านเป็นบิดาที่ทำงาน

        แง่มุมหนึ่งของนักบุญยอแซฟที่มีการเน้นจากเวลาที่มีสมณสาส์นฉบับแรกเกี่ยวกับสังคม สมณสาส์นเวียน “Rerum Novarum” ของพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 คือความสัมพันธ์ของท่านกับการทำงาน  นักบุญยอแซฟเป็นช่างไม้ที่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สำหรับครอบครัว พระเยซูคริสต์ทรงเรียนรู้คุณค่า ศักดิ์ศรี และความชื่นชมยินดีว่า นี่หมายถึงอะไรในการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นผลแห่งการทำงานจากท่าน

        ในยุคสมัยของพวกเราเมื่อการจ้างงานกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมอีกครั้งหนึ่ง และการตกงาน บางครั้งตกอยู่สถิติต่ำสุดแม้ในบางประเทศที่ตลอดเวลาหลายทศวรรษมีความเจริญกันพอสมควร จึงมีความสำคัญที่จะต้องฟื้นฟูความสำคัญแห่งการทำงานที่มีศักดิ์ศรี ซึ่งนักบุญยอแซฟเป็นองค์อุปถัมภ์ที่เป็นแบบอย่าง

        การทำงานหมายถึงการมีส่วนร่วมในงานแห่งการไถ่กู้ เป็นโอกาสที่จะเร่งการมาถึงแห่งพระอาณาจักร เพื่อที่จะพัฒนาปัญญาและความสามารถของพวกเรา และนำมารับใช้สังคมและความเป็นหนึ่งเดียวกันฉันพี่น้อง นี่เป็นโอกาสที่ไม่เพียงแต่จะเพื่อความสำเร็จของตนเองเท่านั้น แต่ยังเพื่อเซลส์แรกของสังคมซึ่งได้แก่ครอบครัว  ครอบครัวที่ปราศจากซึ่งการทำงานจะมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อความทุกข์ยาก ความตึงเครียด  การเหินห่าง และการแตกแยก  พวกเราจะพูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร หากปราศจากซึ่งการทำงานเพื่อสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถที่จะหาเลี้ยงชีพอย่างเหมาะสมได้

        บุคคลที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไร กำลังร่วมมือกับพระเจ้าเอง และในวิธีใดวิธีหนึ่งก็กลายเป็นผู้สร้างโลกรอบตัวเรา วิกฤตในยุคของพวกเราซึ่งได้แก่เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและชีวิตจิตสามารถช่วยให้พวกเราทุกคนต้องค้นให้พบคุณค่าที่แท้จริง ความสำคัญและความจำเป็นของการทำงานที่จะก่อให้เกิด “วิถีความเป็นปกติ” แบบใหม่ ซึ่งไม่มีผู้ใดที่จะถูกตัดทิ้งไป งานของนักบุญยอแซฟเตือนใจพวกเราว่าพระเจ้าในการประสูติมาเป็นมนุษย์ก็ไม่รังเกียจการทำงาน การตกงานที่มีผลกระทบต่อผู้คนเป็นอันมาก และมีผลทำให้โรคระบาดโควิดขยายตัวมากขึ้นควรที่ทำให้พวกเราต้องหันกลับมาทบทวนลำดับความสำคัญกันใหม่ ขอให้พวกเราวอนขอนักบุญยอแซฟกรรมกรได้โปรดช่วยให้พวกเราแสดงความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีคนหนุ่มสาว จะไม่มีผู้ใด หรือครอบครัวใดที่ตกงาน

  1. บิดาที่อยู่ในร่มเงา

        นักเขียนญาน โดบราซินสกี (Jan Dobraczynski) ชาวโปแลนด์ในหนังสือ “ร่มเงาแห่งบิดา (The Shadow of the Father) [24] ได้เล่าเรื่องชีวิตของนักบุญยอแซฟในรูปแบบของนิทาน เขาใช้ภาพพจน์ที่ชวนให้คิดถึงเงาเพื่อที่หมายถึงยอแซฟ ในความสัมพันธ์ของท่านกับพระเยซูคริสต์  ยอแซฟเป็นเงาทางโลกแห่งพระบิดาเจ้าสวรรค์ ท่านเฝ้าดูและและคอยปกป้องพระกุมาร ไม่เคยปล่อยให้พระกุมารไปไหนมาไหนโดยลำพัง พวกเราสามารถคิดถึงคำพูดของโมเสสต่อชนชาติอิสราเอล “ในที่เปลี่ยว… ท่านเห็นแล้วว่าพระเจ้าทรงดูแลท่านอย่างไร ดุจผู้ที่อุ้มเด็กตลอดเส้นทางที่ท่านเดิน” (ฉธบ. 1: 31) ในทำนองเดียวกันยอแซฟทำหน้าที่เป็นบิดาตลอดชีวิตของท่าน [25]

        บิดาไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกสร้างขึ้นมา ผู้ชายไม่ได้เป็นบิดาเพียงแค่ทำให้เด็กเกิดมาในโลกเท่านั้น แต่ต้องมีความรับผิดชอบที่จะดูแลเลี้ยงดูเด็ก เมื่อใดที่ชายคนหนึ่งยอมรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่นโดยยวิธีใดวิธีหนึ่ง เขาก็เป็นบิดาของคนนั้น

        ทุกวันนี้บ่อยครั้งเด็กๆ ดูเหมือนจะเป็นกำพร้าขาดพ่อ  พระศาสนจักรก็ต้องการบิดาเช่นเดียวกัน คำพูดของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ยังทันสมัยอยู่ “แม้ว่าท่านจะมีครูพี่เลี้ยงนับหมื่นคน ในพระเยซูคริสต์ แต่ก็มีบิดาเพียงคนเดียว” (1 คร. 4: 15) บาดหลวง หรือบิชอปทุกคนสมควรและสามารถที่จะกล่าวเพิ่มพร้อมกับอัครสาวกว่า “ข้าพเจ้าเป็นบิดาของท่านในพระคริสต์เยซูโดยอาศัยพระวรสาร” (ibid) เปาโลเรียกชาวกาลาเทียเช่นเดียวกันว่า “ลูกๆที่รัก ข้าพเจ้ามีความเจ็บปวดจนกว่าพระเจ้าจะปรากฏอยู่ในท่านอย่างชัดเจน” (กท. 4: 19)

        การเป็นบิดาหมายถึงการนำเด็กๆ เข้าสู่ชีวิตและความจริง อย่ารั้งพวกเขาไว้ อย่าทนุถนอมเขาจนเกินไป แต่ทำให้เขาสามารถตัดสินใจเอง มีเสรีภาพ และทดลองกับความเป็นไปได้ใหม่ๆ บางทีด้วยเหตุนี้ยอแซฟจึงถือกันโดยธรรมเนียมว่าเป็นบิดา “ผู้บริสุทธิ์ที่สุด”  ตำแหน่งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นเพราะความเคารพรักเท่านั้น แต่เป็นเพราะทัศนคติของท่านไม่ใช่เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ความบริสุทธิ์เป็นเสรีภาพจากการเป็นเจ้าของในทุกบริบทแห่งชีวิต ความรักต้องบริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะเป็นความรักที่แท้จริง ความรักแบบเป็นเจ้าของในที่สุดจะเป็นอันตราย จะขังคุกตนเอง บีบบังคับทำให้เกิดความน่าสงสาร  พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติด้วยความรักที่บริสุทธิ์ พระองค์ปล่อยให้พวกเราเป็นอิสระ แม้พวกเราจะหลงทางและตั้งตนเป็นอริกับพระองค์ ตรรกะแห่งความรักจะเป็นตรรกะแห่งเสรีภาพเสมอ และยอแซฟก็ทราบดีว่าจะต้องใช้เสรีภาพพิเศษนี้อย่างไร  ท่านไม่เคยทำตนเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ไม่เคยคิดถึงแต่ตนเอง แต่มุ่งอยู่แต่ที่ชีวิตของมารีย์และพระเยซูคริสต์

        ยอแซฟมีความสุขไม่ใช่พียงการเสียสละตนเอง แต่ในการทำตนเองเป็นของขวัญด้วย  พวกเราไม่เคยเห็นท่านท้อแท้ ท่านมีแต่เพียงความไว้วางใจ การอยู่นิ่งอย่างอดทนของท่านเป็นพื้นฐานแห่งการแสดงออกถึงความไว้ใจ โลกของพวกเราทุกวันนี้ต้องการบิดา ไม่มีประโยชน์ที่ทรราชจะใช้อำนาจเหนือผู้อื่นให้เป็นวิธีที่จะสนองความต้องการของตน จะปฏิเสธผู้ที่ปะปนอำนาจกับเผด็จการ การรับใช้กับการเป็นทาส การอภิปรายกับการกดขี่บีบบังคับ ความรักเมตตากับเจตนารมณ์แห่งสวัสดิการ อำนาจกับการทำลาย ทุกกระแสเรียกที่แท้จริงเกิดจากการให้ตนเองเป็นของขวัญซึ่งเป็นผลของการเสียสละที่มีวุฒิภาวะ การเป็นสมณะและชีวิตผู้ถวายตัวก็เรียกร้องวุฒิภาวะเช่นเดียวกัน ไม่ว่ากระแสเรียกของพวกเราจะเป็นเช่นใด ไม่ว่าจะแต่งงาน ถือโสดหรือเจริญชีวิตพรหมจรรย์ ของขวัญแห่งตัวของพวกเราจะไม่สมบูรณ์เมื่อพวกเราถวายเป็นบูชา หากหยุดเพียงแค่นั้น หากเป็นเช่นนั้นแทนที่จะเป็นเครื่องหมายความสวยงามและความชื่นชมยินดีแห่งความรัก ของขวัญแห่งตนเองก็จะเสี่ยงที่จะเป็นการแสดงถึงการไม่มีสุข ความเสียใจ และความผิดหวัง

        เมื่อบิดาปฏิเสธที่จะดูแลการเจริญชีวิตของบุตร ฉากใหม่ที่ไม่คาดหวังก็จะเกิดขึ้น  เด็กทุกคนมีความเร้นลับพิเศษจำเพาะตัวที่จะพัฒนาได้ก็ต้องด้วยความช่วยเหลือของบิดา ซี่งให้ความเคารพต่อเสรีภาพของบุตร บิดาควรรับรู้อย่างดีว่าตนเป็นบิดาและผู้อบรมที่สำคัญที่สุจนกระทั่งตนไม่มีประโชน์อีกต่อไป เมื่อเห็นว่าบุตรสามารถพึ่งตนเองได้ และสามารถที่จะเดินไปตามเส้นทางแห่งชีวิตได้ตามลำพัง  เมื่อเขากลายเป็นดุจยอแซฟ ซึ่งทราบอยู่เสมอว่าบุตรของตนมิใช่เป็นของตน เป็นแต่เพียงมอบไว้ให้ตนดูแล ในที่สุด นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงต้องการให้พวกเราเข้าใจเมื่อพระองค์ตรัสว่า “ในโลกนี้อย่าเรียกผู้ใดว่าบิดา เพราะว่าพระบิดาของท่านมีเพียงพระองค์เดียวคือพระบิดาในสวรรค์” (มธ. 23: 9)

        ในการทำหน้าที่ของการเป็นบิดา พวกเราควรระลึกเสมอว่า นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับการเป็นเจ้าของแต่เป็น “เครื่องหมาย” ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นบิดาที่ยิ่งใหญ่กว่า ในทางหนึ่งพวกเราทุกคนเป็นเหมือนยอแซฟ คือเป็นเงาแห่งพระบิดาเจ้าสวรรค์ผู้ทรง “โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม” (มธ. 5: 45) และ เป็นเงาที่ติดตามพระบุตรของพระองค์

*.*.*

“จงลุกขึ้นพาพระกุมารและพระมารดาหนีไป” (มธ. 2: 13) พระเจ้าทรงบัญชายอแซฟ

        เป้าหมายของสมณลิขิตฉบับนี้ก็เพื่อที่จะเพิ่มความรักขอพวกเราต่อนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้พวกเราภาวนาต่อการวิงวอนของท่าน เรียนรู้และเลียนแบบฉบับคุณธรรมอันสูงส่งและความร้อนรนของท่าน

        แท้จริงพันธกิจที่เหมาะสมของบรรดานักบุญไม่เพียงแต่เพื่อรับอัศจรรย์และรับพระหรรษทานเท่านั้น แต่เพื่อให้ท่านเสนอวิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อพวกเราเฉกเช่นอับราฮัม [26] และโมเสส [27] และดุจพระเยซูคริสต์ “ผู้วิงวอน” (1 ทธ. 2: 5) ซึ่งเป็น “ผู้ส่งเสริมสนับสนุน” ต่อพระบิดา (1 ยน. 2: 1) และพระองค์ “ผู้ดำรงอยู่เพื่อวิงวอนเพื่อพวกเรา” (ฮบ. 7: 25; รม. 8: 34)

        บรรดานักบุญช่วยสัตบุรุษทุกคน “ให้พยายามแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์และความครบครันในสภาพชีวิตของพวกเขาแต่ละคน” [28] ชีวิตของนักบุญเหล่านั้นเป็นการพิสูจน์ชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะนำพระวรสารมาปฏิบัติในชีวิตจริง

        พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกเราว่า “จงเรียนรู้จากเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและต่ำต้อย” (มธ. 11: 29) ชีวิตของบรรดานักบุญก็เป็นแบบฉบับที่พวกเราต้องเลียนแบบเช่นเดียวกัน นักบุญเปาโลกล่าวอย่างชัดเจนว่า “จงเลียนแบบฉบับจากเรา” (1 คร. 4: 16) [29] ในความเงียบของท่านนักบุญยอแซฟก็กล่าวเช่นเดียวกัน

        ด้วยแบบฉบับของบุรุษและสตรีผู้ศักดิ์สิทธิ์มากมาย นักบุญออกัสตินถามตนเองว่า “สิ่งที่พวกเขาทำได้ ท่านไม่สามารถทำได้บ้างหรือ?” ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจที่จะกลับใจเมื่อท่านอุทานว่า “ข้าพเจ้ารักพระองค์ช้าเหลือเกิน พระองค์เป็นองค์ความงดงามเก่าแก่ แต่ก็ใหม่อยู่เสมอ” [30]

        พวกเราเพียงแต่ต้องวอนนักบุญยอแซฟสำหรับพระหรรษทาน เพื่อการกลับใจของพวกเรา

        บัดนี้ขอให้พวกเราภาวนาต่อท่านนักบุญยอแซฟ:

                ข้าแต่ผู้พิทักษ์พระผู้ไถ่

                ภัสดาของพระแม่มารีย์พรหมจารี

                พระเจ้าทรงมอบพระบุตรแต่พระองค์เดียวแก่ท่าน

                พระแม่มารีย์ทรงวางพระทัยในท่าน

                พระเยซูคริสต์ทรงรับสภาพมนุษย์พร้อมกับท่าน

                ข้าแต่นักบุญยอแซฟ

                โปรดแสดงว่าท่านเป็นบิดาของข้าพเจ้าด้วย

                โปรดชี้นำพวกเราในหนทางแห่งชีวิต

                โปรดวิงวอนพระหรรษทานพระเมตต าและความกล้าหาญเพื่อพวกเรา

                และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากความชั่วร้ายทุกประการเทอญ

        อาแมน

        ให้ไว้ ณ กรุงโรมที่มหาวิหารยอห์นลาเตรัน วันที่ 8 ธันวาคม วันสมโภชพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล ปี ค.ศ. 2020 เป็นปีที่ 8 แห่งสมณสมัยของข้าพเจ้า

ฟรานซิส

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บสมณลิขิตนี้มาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

เชิงอรรถ

______________________

[1] Lk 4:22; Jn 6:42; cf. Mt 13:55; Mk 6:3.

[2] S. RITUUM CONGREGATIO, Quemadmodum Deus (8 December 1870): ASS 6 (1870-71), 194.

[3] Cf. Address to ACLI on the Solemnity of Saint Joseph the Worker (1 May 1955): AAS 47 (1955), 406.

[4] Cf. Apostolic Exhortation Redemptoris Custos (15 August 1989): AAS 82 (1990), 5-34.

[5] Catechism of the Catholic Church, 1014.

[6] Meditation in the Time of Pandemic (27 March 2020): L’Osservatore Romano, 29 March 2020, p. 10.

[7] In Matthaeum Homiliae, V, 3: PG 57, 58.

[8] Homily (19 March 1966): Insegnamenti di Paolo VI, IV (1966), 110.

[9] Cf. Autobiography, 6, 6-8.

[10] Every day, for over forty years, following Lauds I have recited a prayer to Saint Joseph taken from a nineteenth-century French prayer book of the Congregation of the Sisters of Jesus and Mary. It expresses devotion and trust, and even poses a certain challenge to Saint Joseph: “Glorious Patriarch Saint Joseph, whose power makes the impossible possible, come to my aid in these times of anguish and difficulty. Take under your protection the serious and troubling situations that I commend to you, that they may have a happy outcome. My beloved father, all my trust is in you. Let it not be said that I invoked you in vain, and since you can do everything with Jesus and Mary, show me that your goodness is as great as your power. Amen.”

[11] Cf. Deut 4:31; Ps 69:16; 78:38; 86:5; 111:4; 116:5; Jer 31:20.

[12] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium (24 November 2013), 88, 288: AAS 105 (2013), 1057, 1136-1137.

[13] Cf. Gen 20:3; 28:12; 31:11.24; 40:8; 41:1-32; Num 12:6; 1 Sam 3:3-10; Dan 2, 4; Job 33:15.

[14] In such cases, provisions were made even for stoning (cf. Deut 22:20-21).

[15] Cf. Lev 12:1-8; Ex 13:2.

[16] Cf. Mt 26:39; Mk 14:36; Lk 22:42.

[17] SAINT JOHN PAUL II, Apostolic Exhortation Redemptoris Custos (15 August 1989), 8: AAS 82 (1990), 14.

[18] Homily at Mass and Beatifications, Villavicencio, Colombia (8 September 2017): AAS 109 (2017), 1061.

[19] Enchiridion de fide, spe et caritate, 3.11: PL 40, 236.

[20] Cf. Deut 10:19; Ex 22:20-22; Lk 10:29-37.

[21] Cf. S. RITUUM CONGREGATIO, Quemadmodum Deus (8 December 1870): ASS 6 (1870-1871), 193; BLESSED PIUS IX, Apostolic Letter Inclytum Patriarcham (7 July 1871): l.c., 324-327.

[22] SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Dogmatic Constitution on the Church Lumen Gentium, 58.

[23] Catechism of the Catholic Church, 963-970.

[24] Original edition: Cień Ojca, Warsaw, 1977.

[25] Cf. SAINT JOHN PAUL II, Apostolic Exhortation Redemptoris Custos, 7-8: AAS 82 (1990), 12-16.

[26] Cf. Gen 18:23-32.

[27] Cf. Ex 17:8-13; 32:30-35.

[28] SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Dogmatic Constitution Lumen Gentium, 42.

[29] Cf. 1 Cor 11:1; Phil 3:17; 1 Thess 1:6.

[30] Confessions, VIII, 11, 27: PL 32, 761; X, 27, 38: PL 32, 795.

ปีนักบุญโยเซฟ

ปีนักบุญโยเซฟ

นครรัฐวาติกัน วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2020 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ประกาศ ปีนักบุญโยเซฟ โอกาสครบ 150 ปีแห่งการประกาศให้นักบุญเป็นองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรสากล

          เริ่มตั้งแต่ 8 ธันวาคม 2020 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2021 เพื่อให้สัตบุรุษทุกคนเลียนแบบอย่างของนักบุญโยเซฟ เพื่อให้ชีวิตแห่งความเชื่อเข้มแข็ง ในการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า

          สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ประกาศในสมณลิขิต With a father’s heart (ด้วยหัวใจของพ่อคนหนึ่ง) พ่อปรารถนาให้ทำเพิ่มในระหว่างช่วงการแพร่ระบาด มีหลายคนได้พลีกรรมในระหว่างวิกฤตนี้ เพื่อปกป้องคนอื่น

          เราแต่ละคนสามารถค้นพบในนักบุญโยเซฟ บุรุษผู้ชอบธรรมแบบซ่อนเร้น ไม่มีใครสังเกต ถือเป็นผู้วอนขอ สนับสนุน และแนะนำในเวลายากลำบาก

          นักบุญโยเซฟเตือนใจเราว่า บรรดาผู้ปรากฏ ซ่อนเร้น หรืออยู่ในเงามืด ก็สามารถมีบทบาทหาที่เปรียบมิได้ในประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น

          สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 9 ได้ประกาศให้นักบุญโยเซฟเป็นองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรสากล เมื่อ 8 ธันวาคม 1870 ในสมณลิขิต Quemadmodum Deus ให้เราได้รับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ แก่ผู้สวดบทภาวนาที่ได้รับการรับรอง เป็นพิเศษในวันที่ 19 มีนาคม สมโภช และ 1 พฤษภาคม ฉลองนักบุญโยเซฟกรรมกร

          วันที่ 29 ธันวาคม 2020 ฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์… และทุกวันพุธ ที่ตามประเพณีลาติน ระลึกถึงนักบุญโยเซฟ

          ในกรณีของผู้อาวุโส ผู้ป่วย ผู้กำลังสิ้นใจ ผู้ที่มีเหตุผลสมควร ไม่สามารถออกจากบ้าน มีเจตนารับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ อยู่ที่บ้าน หรือที่พัก ให้สวดบทภาวนาต่อนักบุญโยเซฟ บรรเทาใจผู้ป่วยและองค์อุปถัมภ์ ขอให้สิ้นใจอย่างราบรื่น ถวายความวางใจในพระเจ้า ยอมรับความเจ็บปวด และความไม่สบายต่างๆ ในชีวิต

          เงื่อนไข 3 ประการ เพื่อรับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ คือ รับศีลอภัยบาป รับศีลมหาสนิท และภาวนาตามเจตนา (พระประสงค์) ของสมเด็จพระสันตะปาปา

          ในโลกปัจจุบันต้องการบิดา… ทุกกระแสเรียกเป็นพระพร ซึ่งเป็นผลของพลีกรรม ฐานะบิดาและชีวิตผู้รับเจิม ต้องมีความเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าในการแต่งงาน การถือโสด หรือพรหมจรรย์ หากไม่มีพลีกรรม ก็จะขาดความสุข มีความเศร้า และความเครียด

          เมื่อบิดาไม่ยอมอยู่กับลูกๆ ก็จะเกิด vistas ลูกๆ ต้องการบิดา (พ่อ) ช่วยเหลือ ที่เคารพเสรีภาพของลูก พ่อที่เป็นผู้อบรม… เหมือนนักบุญโยเซฟ บุรุษผู้ชอบธรรม

“ขอนักบุญโยเซฟ ช่วยเราให้ได้รับพระหรรษทาน ความเมตตาและความกล้าทำความดี และปกป้องเราจากความชั่วร้ายทุกชนิด... อาแมน”

https://www.catholicnewsagency.com/news/pope-francis-proclaims-year-of-st-joseph-10779
(
ฟ. วีระ อาภรณ์รัตน์)

แปลสรุป 9 ธ.ค. 2020

ครบรอบ 1 ปีที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนไทย

ครบรอบ 1 ปีที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนไทย

วันเวลาผ่านไปรวดเร็ว สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้เสด็จเยือนประเทศไทย เมื่อ วันที่ 20-23 พฤศจิกายน ค.ศ.2019 โอกาสครบรอบ 1 ปีที่พระองค์เสด็จเยือน เราจะทำอะไรดี

1. ชมคลิปวีดีทัศน์ ที่สื่อมวลชนได้รายงานมากมาย ท่านสามารถหาได้จากกูเกิ้ล หรือยูทูป มีทั้งแบบสั้น และยาว เป็นพิเศษรายการ Power of Love พลังรัก… สร้างพลังคุณ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2020 ของสื่อมวลชนคาทอลิกฯ ครูคำสอนสามารถจัดฉายให้นักเรียนหรือ ชาวบ้านชมได้

2. ความรักคือคำตอบ เป็นหนังสือรวบรวมสมณโอวาทของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส โอกาสเสด็จเยือนประเทศไทย สื่อมวชชนคาทอลิกประเทศได้จัดพิมพ์ มี 2 ภาษา คือไทย อังกฤษ รูป 75 ภาพสี่สี 160 หน้า

3. หนังสือ ติดตาม ไตร่ตรอง ตอบสนอง บทเทศน์สอนใจ กระแสพระสมณดำรัส พระสมณโอวาท และคำอวยพร ประทานโดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสฯ แปลเป็นภาษาไทย ภาพ 4 สี่ 41 ภาพ 106 หน้า มงซินญอร์วิษณุ ธัญญอนันต์ จัดพิมพ์

4. สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย กำลังจัดพิมพ์ หนังสือที่ระลึก กำหนดออกวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.2020

5. มิสซาบูชาของพระคุณ วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 เวลา 10.00 น. ณ อาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก กรุงเทพฯ โอกาสครบรอบปี และพิธีเปิดปีเยาวชนคาทอลิกประเทศไทย

6. บริษัทสยามกลการ กรุงเทพ จัดนิทรรศการครบรอบปีพระสันตะปาปาฟรังซิสเสด็จเยือนไทย ฝ่ายการศึกษาคาทอลิกฯ คุณพ่อเดชา อาภรณ์รัตน์ ประสานงานจัดนักเรียนไปชมนิทรรศการ จากคณะเซนต์คาเบรียล 500 คน วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน คณะซาเลเซียน 500 คน วันพฤหัส ที่ 26 พฤศจิกายน ฝ่ายการศึกษากรุงเทพฯ 500 คน วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน รวม 1500 คน

7. “ช่วงเวลาแห่งพระหรรษทาน แรงบันดาลใจแห่งความหวัง สมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิสเสด็จเยือนประเทศไทย” การแสดงคอนเสิร์ตและ อาหาร ใน วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 ที่อาคารสยามกลการ เวลาเย็น (เฉพาะผู้รับเชิญ)
.
8. บทเพลง “ให้รักเป็นสะพาน” (Let Love Be The Bridge) และบทเพลง “คำตอบในใจเรา” ที่รวมนักร้องคาทอลิกมากมาย มาร่วมร้องเพลงนี้ ให้ความเชื่อ ความรัก และความรู้สึกดีๆ

9. คลิปสมณพระดำรัส 8 ประการ ในประเทศไทย (6.42 นาที) สรุปที่พระองค์ตรัส 8 สถานที่และคลิปสรุปพระสมณดำรัสของโป๊ปฟรังซิส แก่ นักบวช ครูคำสอน ที่วัดนักบุญเปโตร สามพราน วันที่ 22 พฤศจิกายน 2019 ( 9.20 นาที )

10. หนังสือร่วมพิธีที่วัดนักบุญเปโตร สามพราน สนามศุภชลาศัย และอาสนวิหารอัสสัมชัญบางรัก ก็เป็นหนังสือที่เราจะนำมาอ่านไตร่ตรองได้

ช่วงเวลาดีๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จึงขอเชิญชวนท่านไตร่ตรองพระดำรัสของพระองค์อีกครั้ง “ให้รักเป็นสะพาน” ในทุกสถานการณ์ชีวิต

(ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์)

เอกสารสังคายานาวาติกันครั้งที่ 2 (ฉบับใช้ชั่วคราว)

เอกสารสังคายานาวาติกันครั้งที่ 2 (ฉบับใช้ชั่วคราว)

01_Lumen Gentium พระธรรมนูญด้านพระธรรม กล่าวถึงพระศาสนจักร
https://bit.ly/2I0zXsc

02_Dei Verbum สังฆธรรมนูญเรื่องการเผยความจริงของพระเจ้า
https://bit.ly/389U8Pj

03_Sacrosanctum Concilium สังฆธรรมนูญว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
https://bit.ly/366kPC3

04_Gaudium et Spes พระธรรมนูญว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกสมัยนี้
https://bit.ly/3mRoDxL

05_Inter Mirifica พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยสื่อมวลชน
https://bit.ly/34X1XpE

06_Unitatis Redintegratio พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยสากลสัมพันธภาพ
https://bit.ly/34Xr5fO

07_Orientalium Ecclesiarum พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยบรรดาคริสตจักรคาทอลิกตะวันออก
https://bit.ly/2U5AeNv

08_Christus Dominus พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยหน้าที่การอภิบาลสัตบุรุษของพระสังฆราชในพระศาสนจักร
https://bit.ly/3eqAZKn

09_Optatam Totius พระสมณกฤษฎีกาเรื่องการอบรมเพื่อเป็นพระสงฆ์
https://bit.ly/3p3OmFh

10_Apostolicam Actuositatem พระสมณกฤษฎีกา ว่าด้วยการแพร่ธรรมของฆราวาส
https://bit.ly/2TSTM7G

11_Nostra Aetate คำแถลงของสภาสังคายนาเรื่องความสัมพันธ์ของพระศาสนจักรกับศาสนาต่างๆ ที่มิใช่ศาสนาคริสต์
https://bit.ly/34W9o0f

12_Ad Gentes พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยงานธรรมทูตแห่งพระศาสนจักร
https://bit.ly/3k3uXR6

13_Gravissimum Educationis คำแถลงเรื่องการศึกษาแบบพระคริสต์
https://bit.ly/32dWjh3

14_Presbyterorum Ordinis พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยการปฏิบัติงานและชีวิตพระสงฆ์
https://bit.ly/2JBLTl2

15_Dignitatis Humanae คำแถลงของสภาสังคายนาว่าด้วยเสรีภาพในการถือศาสนา สิทธิของบุคคลและของคณะบุคคลที่จะมีเสรีภาพทางสังคมและบ้านเมืองในเรื่องศาสนา
https://bit.ly/3kS3GlE

16_Perfectae Caritatis พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยการปรับปรุงและฟื้นฟูชีวิตนักบวช
https://bit.ly/32bLpse

ข่าวสำนักงานวินิจฉัยคดีฝ่ายจิตออกกฤษฎีกาเกี่ยวกับพระคุณการุณย์สำหรับผู้ล่วงลับ

ข่าวสำนักงานวินิจฉัยคดีฝ่ายจิตออกกฤษฎีกาเกี่ยวกับพระคุณการุณย์สำหรับผู้ล่วงลับ

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2020 โอกาสระลึกถึงนักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา สำนักงานวินิจฉัยคดีฝ่ายจิต (Penitenzieria Apostolica) ได้ออกกฤษฎีกาเกี่ยวกับพระคุณการุณย์สำหรับผู้ล่วงลับในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ลงนามโดยคาร์ดินัล เมาโร ปิอาเซนซา (Mauro Piacenza) โดยมีเนื้อหาสรุปได้ ดังนี้

          พระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์อุทิศแก่วิญญาณในไฟชำระ มอบให้ในกรณีที่คริสตชนปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. จากเดิมที่กำหนดช่วงเวลารับพระคุณการรุณย์เพียง 8 วัน คือ วันที่ 1-8 พฤศจิกายน สำหรับปีนี้ขยายช่วงเวลาเป็นตลอดเดือนพฤศจิกายน เมื่อคริสตชนไปเยี่ยมสุสานและสวดภาวนาด้วยความศรัทธา (แม้สวดในใจก็ได้) อุทิศแก่ดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ
  2. จากเดิมที่ระบุว่าในวันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ (2 พฤศจิกายน) (หรือตามวินิจฉัยของพระสังฆราชท้องถิ่น, วันอาทิตย์ก่อนหรือหลังวันที่ 2 พฤศจิกายน หรือในวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย) เมื่อคริสตชนไปเยี่ยมวัด หรือ วัดน้อย (oratory) ด้วยความศรัทธา พร้อมทั้งสวดบทข้าแต่พระบิดาและบทข้าพเจ้าเชื่อ (creed) สำหรับปีนี้หากคริสตชนคนหนึ่งคนใดไม่สามารถปฏิบัติได้ในวันที่กล่าวข้างต้น เขายังรับพระการุณย์ครบบริบูรณ์อุทิศแก่ผู้ล่วงลับในวันใดวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนที่เขาสามารถปฏิบัติได้

          และเพิ่มเติมคือ

  1. สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ไม่สามารถออกจากบ้านได้ด้วยเหตุผลที่หนักแน่นสามารถรับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์เพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ โดย การภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับต่อหน้าพระรูปพระเยซูเจ้า หรือ พระรูปแม่พระ และร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกับคริสตชนอื่น ๆ และมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของการรับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ คือ การรับศีลอภัยบาป การรับศีลมหาสนิท และการสวดตามพระประสงค์ของพระสันตะปาปา ทันทีที่สามารถปฏิบัติได้ กฤษฎีกาฉบับนี้ยังได้ให้ตัวอย่างของการสวดภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น การสวดทำวัตรเช้าและทำวัตรเย็นอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ การสวดสายประคำ การสวดสายประคำพระเมตตา การรำพึงบทอ่านจากพระวรสารของพิธีกรรมสำหรับผู้ล่วงลับ หรือ ปฏิบัติงานเมตตาจิตโดยถวายความเจ็บป่วยและความยากลำบากของพวกเขาแด่พระเจ้า

          กฤษฎีกาฉบับนี้ยังเชิญชวนให้พระสงฆ์ถวายมิสซา 3 มิสซาในวันภาวนาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ เนื่องจากมิสซาเป็นคำภาวนาที่ดีที่สุดเพื่ออุทิศแก่วิญญาณของผู้ล่วงลับ ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้สัตบุรุษได้มาร่วมมิสซาอุทิศแก่ผู้ล่วงลับได้อย่างทั่วถึง (เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้หลายประเทศต้องกำหนดจำนวนของผู้เข้าร่วมมิสซาในแต่ละรอบ) นอกจากนั้น ยังเชิญชวนพระสงฆ์ให้มุ่งอภิบาลด้วยความเมตตาต่อการโปรดศีลอภัยบาป และการส่งศีลมหาสนิทแก่ผู้ป่วย

เงื่อนไขการขอพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์อุทิศแก่วิญญาณผู้ล่วงลับ

1. มีเจตนาที่จะขอรับพระคุณการุณย์อุทิศแก่วิญญาณผู้ล่วงลับ

2. ปฏิบัติตามกิจกรรมดังที่กล่าวไว้ข้างต้นอย่างศรัทธาเพื่อที่จะขอพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ดังกล่าว

3. ปฏิบัติศาสนกิจ ดังนี้

– รับศีลอภัยบาป (สามารถรับศีลอภัยบาปภายหลังในช่วงเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์)

– รับศีลมหาสนิท (สามารถรับศีลมหาสนิทภายหลังในช่วงเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์)

4. สวดเพื่อพระสันตะปาปาและตามพระประสงค์ของพระสันตะปาปา

          หมายเหตุ

คริสตชนสามารถขอรับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ได้วันละ 1 ครั้ง

พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า “Fratelli tutti”

พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า "Fratelli tutti"

ณ อัสซีซี เช้าวันที่ 3 ตุลาคม 2020 ที่หน้าหลุมฝังศพของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี
 
พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า “Fratelli tutti” (เราทั้งผอง พี่น้องกัน) และวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งตรงกับ #วันฉลองนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี เวลาเที่ยงที่อิตาลี ( เวลาห้าโมงเย็นบ้านเรา) สมณลิขิตฉบับนี้
จะได้รับการเผยแพร่เป็นทางการ
 
น่าจะเข้ากับสถานการณ์บ้านเราได้ดี เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อวานนี้พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ให้จดหมายเวียนหรือสมณลิขิต (Encyclical Letter) ฉบับใหม่ ชื่อว่า Fratelli Tutti (ทุกคนหรือเราทั้งผองเป็นพี่น้องกัน) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมณสาสน์เกี่ยวกับสังคมฉบับล่าสุดของพระศาสนจักร
 
ขอแบ่งปันสิ่งที่ได้อ่านคร่าวๆ (เป็นคำแปลแบบไม่เป็นทางการ) เฉพาะข้อ 13-14 ซึ่งพระสันตะปาปาฟรันซิสได้พูดถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ที่สำคัญเข้ากับสถานการณ์ในบ้านเมืองเรา ณ เวลานี้เลยทีเดียว

13. ด้วยเหตุนี้เอง เขาสนับสนุนการทำลายความหมายของประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้เกิดการทำลายรากฐาน การตระหนักถึงการแทรกซึมทางวัฒนธรรมของสิ่งที่เรียกว่า “ทำลายนิยม” ซึ่งให้ทำให้เสรีภาพของมนุษย์แสร้งทำเป็นสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใหม่โดยเริ่มจากศูนย์ เหลือไว้เพียงแค่ความปรารถนาที่จะบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัดและการเพิ่มรูปแบบของปัจเจกนิยมที่หลากหลายมากขึ้นอย่างไร้กรอบกำกับ ในสถานการณ์เช่นนี้เราขอเสนอคำแนะนำที่เราได้เคยให้ไว้กับบรรดาเยาวชนว่า “ถ้าหากคนคนหนึ่งยื่นข้อเสนอประการหนึ่งแก่พวกเธอ และบอกพวกเธอให้เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ ให้มองข้ามประสบการณ์ของผู้อาวุโส ให้ละเลยต่อทุกสิ่งในอดีตและมองเพียงแค่อนาคตที่เขาจะมอบให้แก่พวกเธอ นี่อาจจะไม่ใช่วิธีง่ายๆที่จะดึงดูดพวกเธอด้วยข้อเสนอของเขาเพื่อทำให้พวกเธอปฏิบัติตามในสิ่งที่เขาบอกพวกเธอหรือ? คนๆนั้นต้องการให้พวกเธอว่างเปล่า ไร้รากยึดเหนี่ยว ไม่เชื่อมั่นในสิ่งใดเลย เพื่อพวกเธอจะได้มั่นใจที่จะทำตามคำสัญญาของเขาและตกอยู่ภายใต้แผนการของเขาเท่านั้น อุดมคติของสิ่งที่ต่างกันทำงานในรูปแบบนี้ ซึ่งทำลาย (หรือ ล้มล้าง) ทุกสิ่งที่ต่างจากพวกของตนและด้วยวิธีการนี้เอง เขาสามารถครอบงำได้โดยไม่มีการต่อต้าน และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ พวกเขาจึงต้องการเยาวชนที่เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ เยาวชนที่ปฏิเสธความร่ำรวยทางจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการส่งผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่น เยาวชนที่เมินเฉยต่อทุกสิ่งที่ล่วงหน้าเขามาก่อน

14. มันคือการล่าอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ เราต้องไม่ลืมว่า “กลุ่มชนผู้แปลกแยกตัวเองออกจากวัฒนธรรมของตนเอง และ (โดยความบ้าคลั่งเชิงการเลียนแบบ, ความรุนแรงที่ถูกยัดเยียดให้, ความไม่ใส่ใจและความเฉื่อยชาที่เกินอภัยได้) ยอมทนให้วิญญาณถูกฉีกทิ้งนั้น ได้สูญเสียอัตลักษณ์ฝ่ายจิตวิญญาณ รวมทั้งรากฐานทางศีลธรรม และในที่สุดสูญเสียเสรีภาพทางอุดมคติ เศรษฐกิจ และการเมือง” วิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำลายมโนธรรมทางประวัติศาสตร์ ความคิดวิเคราะห์ และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและกระบวนการรวมกลุ่มก็คือ การทำให้ความหมายว่างเปล่า และเปลี่ยนคำต่างๆเสียใหม่ ทุกวันนี้ คำว่า ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว หมายความว่าอะไร? คำเหล่านี้ถูกครอบงำและเปลี่ยนรูปเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการครอบครอง ถูกทำให้เป็นชื่อที่ว่างเปล่าไร้เนื้อหา เพื่อจะได้ถูกนำไปใช้สร้างความชอบธรรมให้กับอะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ

(คุณพ่อบุญธรรม จากอิตาลี)

วาติกันประกาศ แผน 7 ปีส่งเสริมเลาดาโต ซี

วาติกันประกาศ แผน 7 ปีส่งเสริมเลาดาโต ซี

บาทหลวง  โจสตรม  ไอแซค   คูรีธาดัม  ผู้ประสานงานแผนกสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ  ของรัฐวาติกัน  เพื่อส่งเสริมการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม  ได้กล่าวถึงแผน  7 ปีเพื่อส่งเสริมพระสมณสาส์น  เลาดาโตซี  (ขอสรรเสริญองค์พระผู้เจ้า)  เกี่ยวกับการดูแลรักษาโลก  บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

            โครงการนี้จะมีกิจกรรม  และเหตุการณ์ฉลองต่างๆ ที่ชุมชนพระศาสนจักรท้องถิ่น  และกลุ่มต่างๆ ในชุมชนสามารถร่วมมือกัน

            เป้าหมายผู้ร่วมกิจกรรมทั้งชาวคาทอลิก  นักบวช  กลุ่ม – หน่วยงานรัฐ  และสถาบันเอกชนต่างๆ

โครงการพิเศษ  เริ่มปี 2020 นี้  จะมีคลิปวีดีโอสารคดีเกี่ยวกับเลาดาโตซี  ที่เน้นกิจกรรมเด่นๆ  ที่ พิทักษ์สิ่งแวดล้อม

            การสร้างวัดน้อย  และสวนในประเทศต่างๆ   การสร้างเครือข่ายพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

            โครงการ 7 ปี  จะมีเป้าหมาย 7 ประการ  วันที่ 18 มิถุนายน 2020  วาติกันพิมพ์เอกสาร  200 หน้า เป็นแนวปฏิบัติ  ส่งเสริมนิเวศ  และดูแลสิ่งสร้าง  หัวข้อคือ  การก้าวเดินร่วมกันเพื่อรักษาบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน”

พระศาสนจักรคาทอลิก  กำลังสร้างเครือข่ายของ “เลาดาโตซี” ขยายงานทุกปี เพื่อรักษาธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม  ตามที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้กล่าวในสมณสาส์น   ทรงต้องการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสิ่งแวดล้อมและนิเวศด้านสังคม   ทรงเชิญทุกคนให้เป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งดูแลพี่น้องร่วมโลก คือความยุติธรรมสังคม

ภาวะขาดอาหาร  อากาศเสีย  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ  และความไม่เสมอภาค  กำลังฆ่าประชาชนทุกวัน  ทุกคนจำเป็นต้องกลับใจด้านนิเวศของโลก  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

พระองค์ทรงตั้งกลุ่มทำงาน 7 กลุ่ม  ทำงานใน 7 ปีนี้  เช่นครอบครัว  โรงเรียน  มหาวิทยาลัย  สังฆมณฑล  นักบวช  แผนกสุขภาพอานามัย  และหน่วยงานเกษตรกรรม

โดยรวม  เราจะศึกษาคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร  และความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียว  สมเด็จพระสันตะปาปาต้องการเชื่อมหน่วยงานธุรกิจ  และรัฐบาล  เพื่อร่วมมือกันสร้างเครือข่าย  ส่งเสริมสนับสนุนวิสัยทัศน์  เลาดาโตซี

ฟ.วีระ   อาภรณ์รัตน์
แปลจาก  LaCroix International
11/6/2020