18 ตุลาคม
ฉลองนักบุญลูกา ผู้นิพนธ์พระวรสาร

18 ตุลาคม ฉลองนักบุญลูกา ผู้นิพนธ์พระวรสาร

(St. Luke, Evangelist)

ท่านเกิดที่เมืองอันทิโอก เมืองหลวงของซีเรีย มีอาชีพเป็นแพทย์ (เทียบ คร 4:14) เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่นักบุญเปาโลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของท่านในระหว่างการเดินทางแพร่ธรรมใหญ่ครั้งที่ 2 เดิมเป็นคนต่างศาสนา ได้กลับใจมารับความเชื่อโดยนักบุญเปาโล ดังนั้น จึงได้ร่วมงานกับนักบุญเปาโล ผู้เป็นอัครสาวกแห่งคนต่างศาสนา

ในระหว่างที่นักบุญเปาโลเทศนาอยู่ที่เมืองเธสะโลนิกา เอเธนส์ และโครินทร์ และระหว่างอยู่ที่เมืองเอเฟซัส 3 ปี นักบุญลูกาได้รับมอบหมายให้ไปประกาศพระวรสารกับชาวฟิลิปปี

หลังจากนั้น ได้กลับไปกรุงเยรูซาเล็มกับนักบุญเปาโล และต่อมาได้ไปเยี่ยมนักบุญเปาโลบ่อยๆช่วงที่ท่านถูกคุมขังที่เมืองซีซารียา อาจเป็นช่วงนี้ที่นักบุญลูกาเขียนพระวรสารช่วงต่อขยาย ที่นักบุญเยโรมกับนักบุญยอห์น คริสซอสตอม เรียกว่า พระวรสารของนักบุญเปาโล (St. Paul’s Gospel)

กล่าวกันว่าในการเขียนท่านได้รับการส่องสว่างจากนักบุญเปาโล และท่านก็บันทึกและตีความจากเรื่องเล่าด้วยปากเปล่า และจากการสอนคำสอนของนักแพร่ธรรมผู้ยิ่งใหญ่อย่างซื่อสัตย์ ในขณะที่เขียนพระวรสารของท่านนั้น พระวรสารภาษาอาราเมอิกของนักบุญมัทธิวแพร่หลายไปในกลุ่มคริสตชนแล้ว และท่านก็มีพระวรสารของนักบุญมาระโกอยู่ต่อหน้าท่านด้วย

เนื้อหาพระวรสารของนักบุญลูกาให้คุณค่าโดยเฉพาะเรื่องการเน้นความบริสุทธิ์แบบคริสตชน ความยากจน และความชื่นชมยินดี ภาพบรรยายที่ชัดเจนเรื่องทูตสวรรค์แจ้งสารแด่แม่พระ การเสด็จเยี่ยมเยียน การบังเกิดมา และช่วงปฐมวัยของพระเยซูเจ้าเหล่านี้ ท่านใช้เวลามากทีเดียวในการรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะจาก “บรรดาพยานที่เห็นด้วยตาตนเองตั้งแต่แรก” บางทีอาจจะได้ข้อมูลจากพระแม่มารีย์ด้วย และท่านได้รับคำเชื่อถือว่าเป็นผู้วาดภาพพระนางมารีย์พรหมจารีเป็นคนแรกด้วย

เนื่องจากท่านได้รับการศึกษาขั้นสูง จึงสามารถเขียนเป็นภาษากรีกที่ชัดเจนและสละสลวย และท่านก็เชื่อมเหตุการณ์ต่างๆให้เข้ากับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มความพร้อมให้ชาวกรีกที่มีการศึกษาดีๆ กลับใจมาสู่พระศาสนจักรที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่

ท่านเน้นความจริงเรื่องพระเมตตาและการอภัยโทษของพระที่แผ่ไปสู่สากลทั้งชาวยิวและชาวต่างชาติที่มามีความเชื่อในพระองค์ เช่น นิทานเปรียบเทียบเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี กับเรื่องลูกล้างผลาญ เป็นเรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้แต่เพียงผู้เดียว ( น่าสังเกตอีกว่า ท่านเอาใจใส่คนต่างชาติต่างศาสนา เช่น ท่านเป็นผู้นิพนธ์พระธรรมใหม่เพียงคนเดียวที่เอ่ยชื่อ นาอามาน ชาวซีเรีย ที่ได้รับการรักษาให้หายจากโรคผิวหนังร้ายแรงจากประกาศกเอลีชา ทั้งๆที่มีคนเป็นโรคแบบนี้อีกมากมายในชาติอิสราเอล [เทียบ ลก 4:27] ผู้แปล )

ช่วงที่นักบุญเปาโลถูกคุมขังที่กรุงโรม 2 ปี นักบุญลูกาก็มาอยู่เคียงข้างท่านอีก น่าจะเป็นช่วงเวลานี้ที่ท่านเขียนประวัติพระศาสนจักรสมัยแรกๆ ในหนังสือกิจการอัครสาวก

หลังจากมรณสักขีของนักบุญเปาโล เชื่อว่าท่านได้ไปที่ ดาลมาเทีย (ยูโกสลาเวีย) และตายที่เมือง เบโอเทีย (Boeotia) ประเทศกรีก โดยคาดว่าท่านได้เป็นมรณสักขี ต่อมาพระธาตุของท่านถูกย้ายกลับมาที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ปี 360

นักบุญลูกา เป็นองค์อุปถัมภ์ของ แพทย์ ศิลปิน คนต้มเบียร์ (ไม่น่าจะรวมถึงนักดื่มเบียร์) คนขายเนื้อ คนทำเครื่องแก้ว และเสมียน (พนักงานเอกสาร)

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

บทเทศน์บทรำพึง
อาทิตย์ที่ 29 เทศกาลธรรมดาปี A

บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 29 เทศกาลธรรมดาปี A

"ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด"

หญิงสูงวัยคนหนึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการขายของเล็กๆน้อยๆ ในตลาด คนที่ซื้อของเธอนั้นเบียดบังเธอบ่อยๆ โดยการจ่ายเป็นเหรียญบุบๆ หรือเก่าๆ ซึ่งเธอก็จะรับไว้โดยไม่บ่น พยายามคิดว่าพวกเขาคงทำไปโดยไม่เจตนา ในตอนค่ำก่อนนอน เธอคุกเข่าภาวนาดังนี้ “ข้าแต่พระเจ้า ฉันได้รับเหรียญแย่ๆอย่างเงียบๆ โดยพยายามไม่ตัดสินพวกเขา ขอพระองค์โปรดรับฉันไว้โดยอย่าทรงตัดสินฉันเลย” พระเจ้าตรัสตอบว่า “เราจะตัดสินคนที่ไม่เคยตัดสินคนอื่นได้อย่างไร” พระวรสารของวันนี้ได้เล่าเรื่องพวกที่พยายามจับผิดพระเยซูเจ้า ด้วยเงินเหรียญที่ใช้เสียภาษี แต่กลับถูกทำให้เงียบเสียงลงด้วยเรื่องของเหรียญนั่นเอง (เรื่องเล่าจาก Sunday Seeds for Daily Deeds โดย Francis Gonsalves, S.J.)

ถ้าคุณเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ของเมืองแมนเชสเตอร์ ในประเทศอังกฤษ แล้วขอให้เขานำไปแผนกเหรียญโรมัน คุณจะพบเหรียญมันวาวที่ย้อนกลับไปถึงสมัยของพระเยซูเจ้า เหรียญนั้นใช้ในอิสราเอลสมัยของพระเยซูเจ้า ชื่อของเหรียญนั้นคือเหรียญเงิน เดนารีอุส (silver denarius) เมื่อเห็นเหรียญนั้นคุณจะระลึกถึงเรื่องอุปมาในพระวรสาร เช่น เรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี ที่นักบุญลูกาได้เล่าไว้ ว่าเขาให้เงินเจ้าของโรงเตี๊ยมไว้สองเหรียญเป็นค่าดูแลชายผู้เคราะห์ร้าย หรือเรื่องคนงานที่รับจ้างไปทำงานในสวนองุ่น ของนักบุญมัทธิวที่เล่าไว้ และเรื่องที่เกิดขึ้นในพระวรสารของวันนี้ นักบุญมัทธิวเล่าว่า พระเยซูเจ้าทรงขอดูเหรียญนั้น เพื่อจะทรงใช้ตอบโต้พวกเขาที่มีความประสงค์ร้ายต่อพระองค์ ถ้าดูเหรียญชัดๆ ด้านหน้าจะเห็นรูปของ ทีเบรีอัส ซีซาร์ (Tiberius Caesar) ซึ่งเป็นพระจักรพรรดิผู้ปกครองกรุงโรมในช่วงที่พระเยซูเจ้าทรงประกอบพระภารกิจต่อสาธารณชน และเป็นซีซาร์องค์เดียวกันที่นักบุญลูกาอ้างถึงในเหตุการณ์ที่ท่านยอห์น ผู้ทำพิธีล้างปรากฏตัวที่แม่น้ำจอร์แดนเพื่อทำพิธีล้าง (ลก 3:1) และด้านหลังของเหรียญเป็นรูปของพระนางลิเวีย (Livia) ผู้เป็นพระมารดาของทีเบรีอัส ซีซาร์ เป็นภาพพระนางประทับนั่ง พระหัตถ์ถือกิ่งมะกอกแห่งสันติภาพ (- เรื่องเล่าจาก Illustrated Sunday Homilies – Year A โดย Mark Link, SJ)

“ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด” นี่เป็นคำตอบที่แหลมคม เป็นคำตอบที่เฉียบขาดของพระเยซูเจ้าต่อพวกฟาริสี และพรรคพวกของกษัตริย์เฮโรดที่พากันมาถามเพื่อจับผิดพระองค์ว่า การเสียภาษีแก่พระจักรพรรดิซีซาร์เป็นการถูกต้องหรือไม่

อันที่จริง พวกฟาริสีกับพรรคพวกของกษัตริย์เฮโรดใช่ว่าจะสนิทกันก็หาไม่ เพราะทั้งคู่มีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน พรรคพวกของกษัตริย์เฮโรดเป็นพวกที่สนับสนุนอำนาจของจักรพรรดิโรมัน ดังนั้น พวกเขายินดีอย่างเต็มที่ที่จะเสียภาษีให้กับพระจักรพรรดิ แต่พวกฟาริสีเป็นชาวยิวที่เคร่งครัด พวกเขาถือว่าพระเจ้าแต่พระองค์เดียวที่ทรงเป็นกษัตริย์ ดังนั้น เขาจึงยินดีเสียภาษีให้แก่พระวิหารซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้ามากกว่า แต่เนื่องจากพวกเขาอยู่ใต้อำนาจการปกครองของจักรพรรดิโรมัน พวกเขาก็จำใจต้องเสียภาษีให้แก่พระจักรพรรดิเพื่อความอยู่รอด ส่วนสำหรับชาวโรมันนั้นการออกกฎให้ประเทศราชที่อยู่ใต้การปกครองเสียภาษีแก่ตนเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมเป็นเมืองขึ้นของประเทศนั้นๆ แต่ที่ทั้งสองพวกยอมร่วมมือกันโดยหยุดเป็นศัตรูกันชั่วคราว ก็เพื่อต้องการกำจัดพระเยซูเจ้าให้พ้นทางไปก่อน และโดยความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไม่ต้องการหาคำตอบจากพระองค์หรอก พวกเขามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

การเข้ามาหาพระเยซูเจ้าโดยแสดงความชื่นชมอย่างเสแสร้ง เรียกพระองค์ว่าเป็นพระอาจารย์ ชมพระองค์ว่าเป็นคนเที่ยงตรง สั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าตามความจริง โดยไม่ลำเอียง โดยไม่เห็นแก่หน้าใครนั้น เป็นเล่ห์เหลี่ยมประสามนุษย์ทั่วๆไปที่มักนำมาใช้กัน แต่พระเยซูเจ้ามิทรงหลงคารมนั้น ทรงรู้ดีรู้ลึกถึงจิตใจมนุษย์ รู้ถึงเจตนาร้ายของพวกเขาโดยสิ้นเชิง จึงทรงย้อนโดยไม่เห็นแก่หน้าพวกเขาว่า “พวกคนเจ้าเล่ห์ เจ้ามาทดลองเราทำไม จงนำเงินที่ใช้เสียภาษีมาให้ดูสักเหรียญหนึ่ง” พวกเขาก็นำเงินเหรียญที่มีรูปจักรพรรดิโรมันมาถวาย ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของเหรียญก็คือผู้ที่มีรูปใบหน้าอยู่ในที่นั้นนั่นเอง

ดังนั้น พระเยซูเจ้าก็ทรงให้พวกเขาตอบคำถามเอง เมื่อเขาตอบว่าเหรียญนั้นเป็นของใคร ก็จงไปคืนให้กับคนนั้น และทรงเสริมว่า “ของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้า” มนุษย์เราอย่าลืมว่า พระเจ้าทรงสร้างเรามาตามพระฉายาของพระองค์ และแม้แต่สิ่งสร้างทั้งหลายก็เป็นผลงานแห่งฝีพระหัตถ์ของพระองค์ มีตราประทับของพระองค์ในทุกสิ่งสร้าง ดังนั้น ตามลำดับความสำคัญที่ถูกต้องแล้ว พระเจ้าต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด ส่วนหน้าที่อื่นๆ เป็นหน้าที่ที่รองลงมา โดยปกติการทำหน้าที่ประชากรของพระกับประชากรของรัฐใดรัฐหนึ่งมักจะไปด้วยกันได้ แต่เมื่อไรที่มีการขัดแย้งหรือตรงข้ามกัน เราต้องถือกฎของพระมาก่อน เช่น รัฐที่ออกกฎหมายให้มีการทำแท้งเสรี เราต้องทำตามคำสั่งสอนของพระศาสนจักรคือ ให้เคารพชีวิตมนุษย์ เราไม่สามารถทำลายชีวิตมนุษย์คนใดคนหนึ่งได้ เราก็ต้องยืนหยัดหลักของพระเจ้าจนถึงที่สุด (Based on : Seasons of the Word โดย Denis McBride, C.SS.R.)

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เรียบเรียงใหม่ วันที่ 14 ตุลาคม 2020)

สมณลิขิต (Apostolic Letter) ของสันตะปาปาฟรานซิส โอกาสครบ 1600 ปีหลังการมรณภาพของนักบุญเจโรม

สมณลิขิต (Apostolic Letter) ของสันตะปาปาฟรานซิส
โอกาสครบ 1600 ปีหลังการมรณภาพของนักบุญเจโรม

นักบุญเจโจม - Gerolamo (Caravaggio) ผู้ศรัทธาต่อพระคัมภีร์

วันที่ 30 กันยายน 2020 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงออกสมณลิขิตชื่อ “Scriptula Sacrae Affectus” (ความศรัทธาต่อพระคัมภีร์) สมณลิขิตดังกล่าวอุทิศให้กับนักบุญเจโรมในโอกาสครบ 1600 ปีแห่งการมรณภาพของท่าน

สมณลิขิต
“SCRIPTURAE SACRAE AFFECTUS”
ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
โอกาสครบ 1600 ปี แห่งการมรณภาพของนักบุญเจโรม

ความศรัทธาต่อพระคัมภีร์เป็น “ความรักทรงชีวิตและอ่อนโยน” ต่อพระวาจาที่จารึกไว้ของพระเจ้า นี่เป็นมรดกที่นักบุญเจโรมฝากไว้กับพระศาสนจักรด้วยชีวิต และการทำงานของท่าน

        บัดนี้ในโอกาสครบรอบ 1600 ปีแห่งการมรณภาพของท่านนักบุญ คำบรรยายมากมายที่พวกเรานำมาสวดในจารีตพิธีรำลึกถึงท่าน [1] ทำให้พวกเรามองเห็นถึงภาพที่สวยงามในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร และความรักอันยิ่งใหญ่ของนักบุญเจโรมต่อพระเยซูคริสต์ “ความรักทรงชีวิตและอ่อนโยน” นั้นหลั่งไหลดุจสายน้ำที่หล่อเลี้ยงสายธารนับไม่ถ้วนอาศัยการทำงานที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในฐานะที่เป็นนักวิชาการ นักแปล นักตีความพระคัมภีร์ ความรอบรู้อย่างลึกซึ้งของนักบุญเจโรมเกี่ยวกับงพระคัมภีร์ ความร้อนรนของท่านที่จะให้ผู้คนรู้จักคำสอน ความเชี่ยวชาญของท่านในการตีความ การปกป้องความจริงแห่งพระศาสนจักรด้วยใจร้อนรนและบางทีถึงกับรุนแรง ชีวิตพรตและการถือวินัยพรตอย่างเคร่งรัด การให้คำแนะนำวิญญาณด้วยใจกว้างและเอาใจใส่ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้แม้แต่จะผ่านไปเป็นเวลาถึง 1600 ปี หลังการมรณภาพของท่านนักบุญ ภาพและแบบฉบับของท่านก็ยังเป็นสิ่งที่คู่ควรสำหรับพวกเราคริสตชนแห่งคริสตศตวรรษที่ 21

คำนำ

        วันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 420 นักบุญเจโรมมรณภาพที่ตำบลเบ็ธเลเฮมในชุมชนที่ท่านตั้งขึ้นใกล้กับถ้ำเลี้ยงสัตว์ที่พระกุมารบังเกิด ท่านจึงมอบตนให้กับพระเยซูคริสต์ ซึ่งท่านพยายามแสวงหาและรู้จักพระองค์โดยทางพระคัมภีร์ เป็นพระเจ้าพระองค์เดียวกันกับที่ท่านเห็น เป็นผู้พิพากษาที่ท่านได้พบในความฝันซึ่งน่าจะเป็นในเทศกาลมหาพรตในปี ค.ศ. 375 ความฝันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของท่าน เป็นโอกาสแห่งการกลับใจและเปลี่ยนพฤติกรรมของท่านทั้งหมด  ท่านพบว่าตนเองถูกฉุดชากลากถูไปไว้ต่อหน้าผู้พิพากษา ดังที่ท่านจำได้ว่า “เมื่อข้าพเจ้าถูกถามเกี่ยวกับสถานภาพของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตอบว่าข้าพเจ้าเป็นคริสตชน แต่ผู้พิพากษาตรัสพ้อว่า ‘แกโกหก! แกมันเป็นพวกนับถือลัทธิชิเชโร แกไม่ใช่คริสตชน’’ [2] ตั้งแต่เด็กเจโรมชอบความงามความอ่อนละมุนละไมของวรรณคดีลาติน ซึ่งข้อเขียนของพระคัมภีร์สร้างความประทับใจให้เจโรมตั้งแต่เด็กว่า เนื้อหาสาระเปิดเผยดีแบบตรงไปตรงมา และไม่มีไวยากรณ์ยุ่งยาก ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับเขาที่มีรสนิยมไปทางวรรณกรรมชั้นสูง

        ประสบการณ์นั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เจโรมอุทิศตนอย่างสิ้นเชิงให้กับพระเยซูคริสต์ และพระวาจาของพระองค์ โดยอาศัยการแปลและการวิเคราะห์ไตร่ตรอง ท่านทำให้พระวาจาที่เขียนไว้ของพระเจ้าเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับผู้อื่น ท่านปรับวิถีชีวิตของตนใหม่อย่างสิ้นเชิง ท่านกลายเป็นผู้รับใช้พระวาจาของพระเจ้าในความรักกับ “เนื้อหาของพระคัมภีร์” ดังนั้นในการแสวงหาความรู้ที่เป็นจุดเด่นแห่งชีวิตของท่าน ท่านได้ใช้เวลาเป็นอย่างดีในวัยรุ่นไปในการศึกษาโดยหันเข็มทิศไปในการรับใช้พระเจ้า และชุมชนพระศาสนจักร

        ผลที่ตามมาคือนักบุญเจโรมกลายเป็นบุคคลสำคัญของพระศาสนจักรโบราณในยุคที่เรียกกันว่ายุคทองแห่งบรรดาปิตาจารย์ ท่านทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก ท่านมีเพื่อนวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชื่อรูฟีนุสแห่งอากวีเลยา (Rufinus of Aquileia) ท่านรู้จักนักบุญอัมโบรส (Ambrose) และตอบโต้กันทางจดหมายบ่อยๆกับนักบุญออกัสติน (Augustine)  ทางตะวันออกท่านรู้จักนักบุญเกรโกรรี่แห่งนาซีอานซุส (Gregory of Nazianzus), ดิดีมุส (Didymus) ชายตาบอด และเอปีฟานิอุสแห่งซาลามิส (Epiphanius of Salamis) บรรดาคริสตชนถือว่าท่านอยู่ในระดับเดียวกันกับ นักบุญออกัสติน อัมโบรส และเกรโกรรี่ผู้ยิ่งใหญ่ (Augustine, Ambrose และ Gregory the Great) ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสี่ปราชญ์แห่งพระศาสนจักรตะวันตก

        สมเด็จพระสันตะปาปาผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าข้าพเจ้า ได้ยกย่องให้เกียรติแก่นักบุญเจโรมในโอกาสต่างๆ  เมื่อคริสตศตวรรษที่แล้วมา คือคริสตศศตวรรษที่ 15 หลังการมรณภาพของท่าน พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 ได้ออกสมณสาส์นชื่อ “Spiritus Paracliticus” (15 กันยายน ค.ศ. 1920) แก่เจโรมโดยมอบให้ท่านเป็น “doctor maximus esplanandis Scripturis” [3] เมื่อไม่นานมานี้พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ยกถวายหนังสือการสอนคำสอนทั้ง 2 ครั้งให้กับท่านนักบุญและผลงานของท่าน [4] บัดนี้ในโอกาสครบ 1600 ปีแห่งการมรณภาพของท่านนักบุญ  ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะรำลึกถึงท่านเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะเน้นอีกครั้งหนึ่งถึงสาส์นและคำสอนของท่านโดยเริ่มต้นที่ความรักอันยิ่งใหญ่ของท่านต่อพระคัมภีร์

        อันที่จริงในฐานะที่เป็นผู้แนะนำที่มีความแน่นอน และเป็นประจักษ์พยานที่แท้จริง เจโรมรู้สึกว่าจะเป็นแรงผลักดันทั้งการประชุมสมัชชาซีนอดพระสังฆราชครั้งที่ 12 ซึ่งอุทิศให้กับพระวาจาของพระเจ้า [5] และสมณสาส์นเตือนใจ “Verbum Domini” ของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ที่ตีพิมพ์ออกมาในวันฉลองนักบุญโจโรม คือวันที่ 30 กันยายน 2010 [6]

จากกรุงโรมสู่เบ็ธเลเฮม

        การเดินทางชีวิตของนักบุญเจโรมกอปรด้วยการเดินทางไปตามท้องถนนแห่งกรุงโรมระหว่างยุโรปกับซีกโลกตะวันออก ท่านถือกำเนิดราวปี ค.ศ. 345 ที่สตรีดอน (Stridon) ที่อยู่ตามชายแดนระหว่างดาลมาเทียและพานโนเนีย (Dalmatia และ Pannonia) ซึ่งปัจจุบันคือประเทศโครอาเชียและสโลเวเนีย (Croatia และ Slovenia) ท่านได้รับการอบรมเป็นอย่างดีในครอบครัวคาทอลิก  เนื่องจากเป็นธรรมเนียมของคนสมัยนั้น ท่านได้รับศีลล้างบาปเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 358-364 ในขณะที่เรียนวิชาวาทศิลป์ที่กรุงโรม ในช่วงที่เรียนอยู่ที่กรุงโรมเขาชอบอ่านบทกวีภาษาลาตินและเรียนวิชาวาทศิลป์กับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

        ในการศึกษาของท่าน ท่านเดินทางไกลไปทั่วประเทศฝรั่งเศสจนทะลุไปถึงเมือง ทริแอร์ (Trier) ซึ่งบัดนี้อยู่ในประเทศเยอรมานี ณ ที่นั้นท่านได้พบกับชีวิตพรตของคริสตชนจารีตตะวันออกที่เผยแพร่โดยนักบุญอาติมาซีอุส (Atimasius) ผลก็คือทำให้ท่านมีประสบการณ์อย่างล้ำลึก และสร้างแรงบันดาลใจให้อย่างมากทีเดียว ซึ่งนำท่านไปยังอากวีเลยา (Aquileia) ณ ที่ซึ่งพร้อมกับเพื่อนบางคนท่านได้กลายเป็น “กลุ่มนักร้องของผู้ที่มีบุญ” [7] ท่านเริ่มดำเนินชีวิตแบบสาธารณะชนทั่วไป

        ราวปี ค.ศ. 374 เมื่อเดินทางผ่านเมืองอันติโอก (Antioch) ท่านตัดสินใจที่จะเจริญชีวิตในทะเลทรายชาลซิส (Chalcis) เพื่อที่จะเรียนรู้ให้ลึกซึ้งถึงชีวิตพรตซึ่งจะมีเวลาว่างมากสำหรับการศึกษาภาษาของพระคัมภีร์ ภาษาแรกคือภาษากรีก ถัดมาเป็นภาษาฮีบรู  ท่านศึกษาภายใต้ชาวยิวคนหนึ่งที่กลับใจเป็นคริสตชนที่สอนท่านาภาษาฮีบรูและการออกเสียงซึ่งท่านพบว่า “ยากมาก แต่ท่านชอบ” [8]

        เจโรมจงใจเลือกทะเลทราย และชีวิตแบบฤษีเพื่อค้นหาความหมายอันล้ำลึกเป็นจุดแห่งการตัดสินใจพื้นฐานแห่งการมีชีวิต แห่งความใกล้ชิด และแห่งการพบปะกับพระเจ้า โดยอาศัยการดำเนินชีวิตพิศเพ่ง การล่อลวงภายใน และการดิ้นรนต่อสู้ฝ่ายจิต ท่านมีความเข้าใจดียิ่งขึ้นถึงความอ่อนแอของท่าน ขีดจำกัดของท่านและของผู้อื่น ตรงนี้ก็เช่นเดียวกันท่านพบความสำคัญแห่งน้ำตา [9] ทะเลทรายสอนให้เท่านเข้าใจถึงความรู้สึกไวต่อการประทับอยู่ของพระเจ้า ความจำเป็นที่พวกเราต้องขึ้นกับพระองค์ และความบรรเทาที่เกิดจากพระเมตตาของพระองค์ ตรงนี้ข้าพเจ้าได้รับการเตือนใจจากเรื่องราวในหนังสือวิวรณ์ซึ่งเจโรมถามพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงต้องการอะไรจากข้าพเจ้า?”  ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงตอบว่า “ท่านยังมิได้มอบให้เราทุกสิ่ง” “ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพเจ้าได้มอบให้กับพระองค์แทบทุกสิ่ง” “ยังมีสิ่งหนึ่งที่ท่านไม่ได้มอบให้เรา” “นั่นคืออะไรพระเจ้าข้า” “จงมอบบาปของท่านให้เรา เพื่อที่เราจะได้มีความชื่นชมยินดีที่จะอภัยให้ท่านอีกครั้งหนึ่ง” [10]

        แล้วพวกเราก็พบท่านที่เมืองอันทิโอก (Antioch) ณ ที่ซี่งท่านได้รับศีลบวชเป็นสมณบริกร (บาดหลวง) โดยบิชอปเปาลีนุส (Paulinus) แห่งเมืองนั้นประมาณ ค.ศ. 379 ที่นครคอนสตันติโนเปิ้ล ณ ที่ซึ่งท่านได้พบกับนักบุญเกรโกรรี่แห่งนาซีอานซุส (Gregory of Nazianzus) และทำการศึกษาต่อไป ท่านแปลงานที่สำคัญหลายชิ้นจากภาษากรีกเป็นภาษาลาติน (บทเทศน์ของออริเจน-Origen และเหตุการณ์ของ เอวเซบิอุส-Eusebius) ซึ่ง “มีการนำไปใช้ในสภาสังคายนาในปี ค.ศ. 381 หลายปีที่ท่านทำการศึกษาเผยให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของท่าน และความกระหายที่จะรู้ที่ทำให้ท่านไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและชื่นชอบกับการทำงาน เฉกเช่นที่ท่านบอกว่า “บางครั้งฉันรู้สึกหมดแรง บ่อยครั้งฉันบอกเลิกรา แต่ฉันก็เปลี่ยนใจและตั้งใจที่จะเรียนต่อ” อันเป็น “เมล็ดพันธุ์ขม” แห่งการศึกษาของท่านผลิต “ผลที่เผ็ดร้อนอย่างยิ่ง” {11]

        ในปี ค.ศ. 382 เจโรมเดินทางกลับกรุงโรมและมอบตนรับใช้พระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus) ซึ่งพอพระทัยในการรับใช้ของท่านจึงทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ที่ร่วมงานอย่างใกล้ชิดคนหนึ่ง  ณ ที่นี้เจโรมทุ่มเทอยู่กับการทำกิจกรรมอย่างไม่หยุดหย่อนแต่ก็ไม่เคยลืมเรื่องราวแห่งชีวิตจิต ในวัน “Aventine” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสตรีโรมันผู้มีศักดินาที่มีจุดประสงค์ในการดำเนินชีวิตตามพระวรสารเช่นมาร์เซลลา (Marcella), เปาลา (Paula) และบุตรสาวที่ชื่อเออุสโตกีอุม (Eustochium) ท่านได้สร้างห้องประชุมที่อุทิศให้กับการอ่านและการศึกษาพระคัมภีร์ เจโรมทำหน้าที่เป็นผู้อธิบายพระคัมภีร์ เป็นอาจารย์สอน และเป็นผู้นำวิญญาณ ณ เวลานี้ท่านทำการรื้อฟื้นการแปลพระคัมภีร์ภาษาลาตินที่ทำมาก่อน และอาจเป็นบางส่วนของพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาใหม่ด้วย ท่านยังคงแปลบทเทศน์ของออริเจน (Origen) และวิเคราะห์พระคัมภีร์ต่อไป ทุ่มเทอยู่กับการเขียนจดหมาย ปฏิเสธข้อเขียนของเฮเรติก ในเวลาที่มีการหลงผิด ซึ่งท่านมีความปรารถนาอย่างจริงใจที่จะปกป้องความเชื่อที่แท้จริงและพระคัมภีร์

        ช่วงเวลาที่ท่านมีความยุ่งยาก และผลงานที่ดีนี้ถูกขัดจังหวะด้วยการมรณภาพของพระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus) ท่านถูกบังคับให้ต้องจากกรุงโรมซึ่งติดตามโดยเพื่อนชายและสตรีบางคนที่อยากจะมีประสบการณ์ชีวิตฝ่ายจิตและศึกษาพระคัมภีร์ต่างเดินทางไปกับท่านยังประเทศอียิปต์ ณ ที่ซึ่งท่านได้พบกับนักเทวศาสตร์ชื่อดิดีมุส (Didymus) ซึ่งเป็นคนตาบอด  จากนั้นท่านเดินทางไปยังปาเลสไตน์ (Palestine) และในปี ค.ศ. 386 ได้ตั้งรกรากถาวรที่ตำบลเบ็ธเลเฮม ท่านหันกลับมาศึกษาพราะคัมภีร์อีกครั้ง ข้อความพระคัมภีร์ที่ท่านศึกษายังเก็บรักษาไว้ในสถานที่ท่านเล่าเรียน

        ความสำคัญที่ท่านมอบให้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจะพบได้ไม่ใช่แต่ในการตัดสินใจของท่านที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในปาเลสไตน์ (Palestine) เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้กับผู้แสวงบุญด้วย  เบ็ธเลเฮมสถานที่ท่านรักมากที่สุด ท่านสร้างในบรรยากาศแห่งถ้ำพระกุมาร ซึ่งเป็นอารามแฝดสำหรับชายและหญิงพร้อมที่พักสำหรับผู้ที่เดินทางแสวงบุญมายังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  นี่เป็นเครื่องหมายอีกประการหนึ่งถึงความใจกว้างของท่าน เพราะท่านสามารถทำให้เป็นไปได้สำหรับผู้อื่นหลายคนที่จะได้มาเห็นและสัมผัสกับสถานที่ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แห่งความรอดและพบกับความมั่งคั่งแห่งวัฒนธรรมและชีวิตฝ่ายจิต [12]

        ในการฟังพระคัมภีร์อย่างตั้งอกตั้งใจ เจโรมเข้าใจตนเองและพบกับพระพักตร์ของพระเจ้ าและของบรรดาพี่น้องชายหญิงของตน ท่านได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ที่รักชีวิตที่เป็นหมู่คณะ  ท่านปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับเพื่อนอย่างเช่นเมื่อท่านอยู่ที่ อากวีเลยา (Aquileia) จนทำให้ท่านต้องสถาปนาคณะฤษีเพื่อที่จะติดตามอุดมการณ์แห่งชีวิตนักพรต อารามฤษีถูกมองว่าเป็น “สถานที่” อบรมชายหญิง “ผู้ที่ถือว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้ใด เพื่อที่จะเป็นคนแรกในพวกเดียวกัน”  ในเรื่องของความยากจนท่านสามารถที่จะสอนผู้อื่นได้ด้วยรูปแบบชีวิตของตน  เจโรมถือว่านี่คือประสบการณ์ของการอบรมที่จะดำเนินชีวิต “ภายใต้การปกครองของผู้ใหญ่คนเดียวพร้อมกับอีกหลายคนในคณะ” เพื่อที่จะเรียนรู้ถึงความสุภาพ  ความเพียร การรักษาความเงียบ และความอ่อนโยนโดยรับรู้อย่างดีว่า “ความจริงไม่ชอบมุมมืดและไม่บ่น” [13] ท่านยังสารภาพด้วยว่าท่าน “อยากมีชีวิตในอารามปิด” และ “เป็นเหมือนปลวกที่ทำงานด้วยกัน ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของสิ่งใด และทุกสิ่งเป็นของทุกคน” [14]

         เจโรมมองการศึกษาของตนไม่ใช่การใช้เวลาว่างให้สนุก และไม่ใช่เป็นเป้าหมายในตัวเอง แต่เป็นการฝึกชีวิตฝ่ายจิตและเป็นวิธีที่จะเข้าใกล้พระเจ้า การฝึกฝนของท่านบัดนี้มุ่งไปยังการรับใช้ให้มากยิ่งขึ้นกับชุมชนพระศาสนจักร ให้พวกเราคิดถึงความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้กับพระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus) และการสอนบรรดาสตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาฮีบรูตั้งแต่ห้องเรียนแรกที่อาเวนตีเน (Aventine) ด้วยวิธีนี้ท่านสามารถทำให้เปาลา (Paula) และ เออุสโตกีอุม (Eustochium) เป็นผู้แปลได้ [15] และเป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน คือสามารถอ่าน และขับร้องบทเพลงสดุดีเป็นภาษาดั้งเดิม [16]

        ความรู้อันลึกซึ้งของท่านถูกนำมาใช้ในการรับใช้อันจำเป็นต่อผู้ที่ถูกเรียกร้องให้ต้องเทศน์เกี่ยวกับพระวรสาร ดังที่ท่านเตือนเพื่อนของท่านเนโปซีอานุส (Nepotianus) ว่า “การเทศน์ของสมณบริกร (บาดหลวง) ต้องมีรสชาดจากการอ่านพระคัมภีร์ ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านต้องรับผิดชอบ หรือเป็นคนเจ้าเล่ห์แห่งคำพูดของท่าน แต่เป็นผู้ที่เข้าใจข้อความเชื่อที่ศักดิ์สิทธิ์ (พระธรรมล้ำลึก) ถึงคำสอนของศีลศักดิ์สิทธ์ (sacramentorum) แห่งพระเจ้าของท่าน นี่เป็นคุณสมบัติของคนโง่ที่จะเล่นลิ้นเพื่อที่จะได้รับความสนใจจากคนที่ไม่ฉลาดด้วยการพูดอย่างรวดเร็ว คนที่ไม่รู้จักอายมักจะอธิบายสิ่งที่ตนไม่เข้าใจเหมือนว่าตนเชี่ยวชาญเพียงเพราะว่า เขาสามารถชวนผู้อื่นให้หลงได้” [17]

        เจโรมอยู่ที่เบ็ธเลเฮมหลายปีจนกระทั่งมรณภาพในปี ค.ศ. 420  ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่บังเกิดผล และมีความเข้มข้นที่สุดในชีวิตของท่าน ท่านอุทิศตนอย่างสิ้นเชิงให้กับการศึกษาพระคัมภีร์ และการแปลพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมทั้งเล่มจากภาษาฮีบรูที่เป็นภาษาดั้งเดิม ท่านวิเคราะห์เกี่ยวกับหนังสือประกาศกผู้พยากรณ์ บทเพลงสดุดี และจดหมายของนักบุญเปาโล ท่านเขียนคำแนะนำในการศึกษาพระคัมภีร์ การศึกษาอย่างลึกซึ้งที่ถ่ายทอดมาเป็นผลงานของท่านเป็นผลของความความพยายามร่วมมือกันโดยการคัดลอกและรวบรวมข้อเขียนต่างๆ เพื่อไตร่ตรองและอภิปรายกันต่อดังที่ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เคยไว้วางใจในอำนาจของข้าพเจ้าในการศึกษาหนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระเจ้า… ข้าพเจ้ามักติดนิสัยชอบถามเกี่ยวกับสิ่งข้าพเจ้าคิดว่ารู้แล้ว และยิ่งกว่านั้นเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ” [18} เมื่อทราบดีถึงข้อจำกัดของตนเอง ท่านอธิษฐานภาวนาเสมอวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าในงานแปลหนังสือศักดิ์สิทธิ์ “ในเจตนารมณ์เดียวกันกับที่เนื้อหาถูกเขียนขึ้น” [19] และท่านก็ไม่เคยพลาดที่จะแปลงานของผู้เขียนที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์เช่นของออริเจน (Origen) “เพื่อที่จะให้ทุกคนมีโอกาสอ่านที่อยากจะเรียนรู้เรื่องให้ได้ดีและเป็นระบบยิ่งขึ้น” [20]

        เนื่องจากเป็นเรื่องราวที่กระทำกันภายในชุมชน และเพื่อรับใช้ชุมชนกิจกรรมด้านวิชาการของเจโรมสามารถรับใช้สังคมเป็นแบบฉบับแห่งความเป็นสมัชชาซีน็อดสำหรับพวกเราในยุคสมัยนี้  ยังสามารถเป็นแบบฉบับในการรับใช้ในสถาบันวัฒนธรรมต่างๆของพระศาสนจักรที่ถูกเรียกร้องให้เป็น “สถานที่ซึ่งความรู้กลายเป็นการรับใช้ เพราะว่าไม่มีการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวมใดจะสามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากองค์ความรู้ซึ่งเป็นผลแห่งความร่วมมือกันอันจะนำไปสู่ความร่วมมือกันที่มากขึ้น” [21] พื้นฐานแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันดังกล่าวคือพระคัมภีร์ ซึ่งพวกเราไม่อาจที่จะอ่านแต่เพียงลำพัง “พระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นโดยประชากรของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระเจ้าภายใต้แรงดลใจของพระจิต มีแต่ความเป็นหนึ่งเดียวกันกับประชากรของพระเจ้าเท่านั้นที่พวกเราจะสามารถเข้าไปในฐานะที่เป็น “พวกเรา” ในหัวใจแห่งความจริงที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสื่อมายังพวกเรา” [22]

        ประสบการณ์ที่ชัดเจนซึ่งได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระวาจาพระเจ้าทำให้เจโรมอาศัยจดหมายมากมายที่ท่านเขียนกลายเป็นผู้นำวิญญาณ ท่านกลายเป็นเพื่อนร่วมเดินทางกับผู้คนมากมาย เพราะท่านเชื่อว่า “ไม่มีความเชี่ยวชาญใดจะเรียนรู้ได้หากปราศจากซึ่งอาจารย์” ดังนั้นท่านจึงเขียนถึงรุสติกุส (Rusticus) ว่า “นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านเข้าใจ คือจูงมือท่านดุจนักเดินเรือโบราณที่ช่วยไม่ให้เรือแตกด้วยการสอนกะลาสีหนุ่ม” [23] จากมุมที่มีสันติสุขของโลก ท่านเฝ้าติดตามกระแสเรื่องราวของมนุษย์ในยุคที่มีปัญหายุ่งยากซึ่งมีเหตุการณ์น่ากลัวเช่นการถล่มกรุงโรมในปี ค.ศ. 410 ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวท่านมาก

        ในจดหมายเหล่านั้นท่านพูดถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความเชื่อซึ่งท่านพยายามที่จะปกป้องความเชื่อที่ถูกต้องเสมอ จดหมายของท่านยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่ท่านให้ความสำคัญ นี่เป็นของขวัญ

เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเจโรมดูจะแข็งกร้าวแต่ก็จะแฝงด้วยความสุภาพอ่อนโยนซึ่งแสดงความห่วงใยอย่างจริงใจต่อผู้อื่น และเพราะ “ความรักมีคุณค่าที่คำนวณมิได้” [24] ท่านจึงกระตือรือร้นที่จะแสดงความรักอย่างแท้จริง ประเด็นนี้เราจะเห็นได้จากความจริงที่ว่าท่านได้มอบงานแปลและงานวิเคราะห์ของท่านเป็น “munus amicitiae” (ของขวัญคู่มือแห่งมิตรภาพ) เป็นของขวัญสำหรับมิตรสหาย ผู้ที่โต้ตอบจดหมายกับท่าน และผู้ที่ท่านอุทิศผลงานให้ ซึ่งท่านขอร้องให้ทุกคนอ่านแบบเป็นมิตรแทนที่จะเป็นแบบวิจารณ์ แต่ท่านยังเขียนเพื่อผู้อ่าน เพื่อผู้คนร่วมสมัย และผู้ที่จะมาภายหลัง [25]

        เจโรมใช้เวลาในปั้นปลายชีวิตในการอ่านพระคัมภีร์พร้อมกับการอธิษฐานทั้งเป็นการส่วนตัวและในคณะ ในการพิศเพ่ง และรับใช้บรรดาพี่น้องโดยการเขียน ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นที่เบ็ธเลเฮมใกล้ถ้ำพระกุมารซึ่งพระวจนาตถ์ สถานที่พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิด และทรงเสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงบังเกิดจากพระแม่มารีย์พรหมจารี เพราะท่านเชื่อว่า “ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีบุญที่เป็นประจักษ์พยานต่อไม้กางเขน การกลับคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ สถานที่พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิดและทรงเสด็จขึ้นสวรรค์! เป็นความสุขแท้ของผู้ที่มีเบ็ธเลเฮมอยู่ในหัวใจ ในหัวใจที่พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิดทุกวัน!

มิติ “ปรีชาญาณ” แห่งชีวิตของเจโรม

        เพื่อที่จะเข้าใจบุคลิกภาพอย่างสมบูรณ์ของเจโรม พวกเราจำเป็นต้องรวมสองมิติเข้าไว้ด้วยกันที่เป็นคุณสมบัติในชีวิตของท่านในฐานะที่เป็นผู้มีความเชื่อในมุมมองหนึ่งซึ่งเป็นการอุทิศตนอย่างเด็ดขาดและจริงจังต่อพระเจ้าโดยปฏิเสธความพอใจฝ่ายกายที่เป็นมนุษย์ทุกอย่างเพื่อเห็นแก่ความรักของพระเยซูคริสต์ผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน (เทียบ 1 ครา. 2: 2; ฟป. 3: 8, 10) และในอีกมุมมองหนึ่งนั้น ท่านปวารณาตนที่จำทำการศึกษาอย่างจริงจังโดยตั้งใจที่จะเข้าใจให้ลึกซึ้งถึงพระธรรมล้ำลึกของคริสตชน  การเป็นประจักษ์พยานสองด้านที่นักบุญเจโรมมอบให้อย่างน่าพิศวงนี้สามารถเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีสำหรับฤษีทุกคน เพราะทุกคนที่ต้องการดำเนินชีวิตพรต และในการอธิษฐานภาวนาถูกเรียกร้องให้ต้องอุทิศตนในการไขว่คว้าหาพร้อมกับการไตร่ตรอง ท่านยังเป็นแบบฉบับของนักวิชาการด้วย ซึ่งควรที่จะรำลึกเสมอว่าความรู้จะมีคุณค่าทางศาสนาได้หากว่ามีพื้นฐานอยู่ในความรักต่อพระเจ้าที่ไม่มีความทะเยอทะยานของมนุษย์และการหาเกียรติยศชื่อเสียงทางโลก

        มิติทั้งสองด้านแห่งชีวิตของท่านมีการแสดงออกในประวัติศาสตร์แห่งศิลปกรรม บ่อยครั้งศิลปินชาวยุโรปมักวาดภาพท่านนักบุญ ภาพหนึ่งมักจะเป็นภาพพจน์ของชีวิตพรตและการใช้โทษบาปที่แสดงให้เห็นถึงเจโรมมีร่างกายที่ผอมบางจากการจำศีลอดอาหาร มีชีวิตอยู่ในทะเลทราย คุกเข่าหรือนอนเหยียดยาวอยู่กับพื้น ในหลายภาพท่านกำก้อนหินแน่นไว้ทุบหน้าอก ตาของท่านเพ่งไปยังพระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน ในภาพเหล่านี้พวกเราเห็นภาพชิ้นโบว์แดงของศิลปินเลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน ในภาพอีกประเภทหนึ่งพวกเราจะเห็นนักบุญเจโรมในชุดนักวิชาการนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือเพ่งอยู่แต่กับการแปลและวิเคราะห์พระคัมภีร์ห้อมล้อมด้วยม้วนกระดาษอุทิศให้กับการปกป้องความเชื่อโดยอาศัยปัญญาและการเขียน เช่น Albrecht Durer วาดภาพของท่านมากกว่าหนึ่งภาพในบริบทนี้

        มิติสองด้านที่ถูกนำเอามารวมกันในภาพวาดโดยคาราวัคโจ (Caravaggio) ถูกนำมาแสดงที่หอศิลป์บอร์เกเซ (Borghese) ในกรุงโรม ซึ่งอันที่จริงเป็นภาพเดียวที่นักพรตผู้อาวุโสแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีแดง และมีกะโหลกมนุษย์บนโต๊ะทำงานของท่าน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอนิจจังแห่งความจริงฝ่ายโลก แต่ในขณะเดียวกันศิลปินก็วาดภาพให้เห็นว่าท่านเป็นนักวิชาการ ตาของท่านเพ่งไปยังหนังสือและมือของท่านจุ่มปากกาขนนกลงไปในขวดหมึกซึ่งเป็นพฤติกรรมของนักเขียน

        สองมิติแห่ง “ปรีชาญาณ” ของท่านมีความชัดเจนมากในชีวิตของเจโรม หากในฐานะที่เป็นสิงห์แห่งเบ็ธเลเฮม” ท่านสามารถใช้ภาษาที่ค่องข้างหนัก ท่านปวารณาตนเองโดยปราศจากเงื่อนไขในการรับใช้ความจริง  ดังที่ท่านอธิบายไว้ในหนังสือเล่มแรกของท่าน “Life of Saint Paul, Hermit of Thebes” สิงโตสามารถคำราม ขณะเดียวกันก็ร้องได้ด้วย [27] สิ่งที่พวกเรามองแบบผิวเผิน ดูเหมือนจะเป็นสองสิ่งที่แยกจากกัน แต่ในอุปนิสัยของนักบุญเจโรมนั้นได้ถูกหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยพระจิตโดยอาศัยกระบวนการแห่งการมีวุฒิภาวะชีวิตภายใน

การรักพระคัมภีร์

        รูปแบบชีวิตฝ่ายจิตของนักบุญเจโรมมีความชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นความรักอย่างหลงไหลต่อพระวาจาของพระเจ้าที่มอบให้ไว้กับพระศาสนจักรในพระคัมภีร์ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายของพระศาสนจักรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระศาสนจักรยุคแรกล้วนนำคำสอนของตนมาจากพระคัมภีร์ แต่เจโรมกระทำดังกล่าวอย่างมีระบบและในหนทางที่มีความชัดเจน

        ในยุคหลังๆนี้ นักตีความเริ่มที่จะชื่นชอบภูมิปัญญาในการเล่าและบทกวีของพระคัมภีร์และคุณภาพในการแสดงออกชั้นเลิศ แต่ตรงกันข้ามเจโรมกลับเน้นถึงถึงพระคัมภีร์ว่าเป็นคุณสมบัติที่สุภาพแห่งการไขแสดงของพระเจ้าที่เขียนขึ้นเป็นภาษาฮีบรูโบราณที่กระท่อนกระแท่นเมื่อเทียบกับภาษาลาตินยุคของนักปราชญ์ชิเชโร ท่านอุทิศตนศึกษาพระคัมภีร์ไม่ใช่เพราะความงดงามของเนื้อหา แต่เท่าที่ทราบกันเพราะว่าพระคัมภีร์ได้นำท่านให้ได้รู้จักกับพระเยซูคริสต์ อันที่จริงการไม่รู้จักพระคัมภีร์ก็คือการไม่รู้จักพระเยซูคริสต์ [28]

        เจโรมสอนพวกเราว่าพระวรสารและขนบธรรมเนียมของอัครสาวกดังที่ปรากฏในหนังสือกิจการอัครสาวก และในจดหมายเท่านั้นที่พวกเราควรจะต้องศึกษาและวิจารณ์ แต่พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมก็ขาดเสียมิได้ที่พวกเราต้องทำความเข้าใจถึงความจริงและความมั่งคั่งของพระเยซูคริสต์ [29]  พระวรสารเองก็ให้ความชัดเจนกับเรื่องนี้ ข่าวดีบอกพวกเราเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ในฐานะที่เป็นอาจารย์ตรัสกับโมเสส ประกาศก และในบทเพลงสดุดี (เทียบ ลก. 4: 16-21; 24: 27.44-47) เพื่อที่จะอธิบายถึงพระธรรมล้ำลึกของพระองค์) การเทศน์ของเปโตรและเปาโลในหนังสือกิจการอัครสาวกก็เช่นเดียวกันมีรากเหง้าอยู่ในพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิม ซึ่งพวกเราไม่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ถึงองค์พระบุตรของพระเจ้าว่าเป็นพระผู้ไถ่ และพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมก็ไม่ควรถือเป็นแค่ละครที่เป็นความสำเร็จแห่งคำพยากรณ์โบราณในพระบุคคลซึ่งได้แก่พระเยซูคริสต์แห่งนาซาเร็ธ  ตรงกันข้ามมีเพียงความสว่างแห่งการเปรียบพังเพยในคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมเท่านั้นที่ทำให้เป็นไปได้ที่พวกเราจะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นถึงความหมายของเหตุการณ์เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ดังที่เปิดเผยให้พวกเราทราบในการสิ้นพระชนม์และการเสด็จกลับคืนชีพของพระองค์ ทุกวันนี้พวกเราต้องค้นให้พบกับความจริงนี้เสียใหม่ในการสอนคำสอนในการเทศน์และในเทวศาสตร์ซึ่งความจริงแห่งพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมอันจะขาดเสียมิได้ซึ่งพวกเราควรที่จะอ่านและย่อยว่าเป็นอาหารอันหาคุณค่ามิได้แห่งการหล่อเลี้ยงชีวิตฝ่ายจิต (เทียบ อสค. 3: 1-11; วว. 10: 8-11) [30]

        การอุทิศตนเองอย่างสิ้นเชิงให้กับพระคัมภีร์ของโจโรมแสดงให้พวกเราเห็นจากวิธีที่ท่านเขียนและพูดเช่นเดียวกัประกาศกโบราณ ปราชญ์แห่งพระศาสนจักรท่านนี้ใช้ไฟภายในที่กลายเป็นคำพูดที่หนักหน่วงเหมือนแรงระเบิด (เทียบ ยรม. 5: 14; 20: 9; 23: 29; มลค. 3: 2; Sir. 48: 1; ทธ. 3: 11; ลก. 12: 49) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแสดงออกถึงความร้อนรนของผู้รับใช้เรื่องของพระเจ้าอย่างเช่นเอลียาห์ ยอห์น บัปติสต์และอัครสาวกเปาโล ซึ่งเกลียดการโกหก หน้าไหว้หลังหลอก และคำสอนเท็จเทียม ซึ่งทำให้คำพูดของเจโรมลุกเป็นไฟจนทำให้เห็นเหมือนเป็นการยั่วยุและก้าวร้าว  พวกเราคงจะเข้าใจได้ดีกว่าถึงมิติแห่งการติเตียนแห่งการเขียนของท่านหากพวกเราจะอ่านเนื้อหาในแสงสว่างแห่งขนบธรรมเนียมของบรรดาประกาศก เจโรมจึงเป็นต้นแบบแห่งการเป็นประจักษ์พยานที่ไม่ยอมออมชอมต่อความจริง ที่ใช้ไม้แข็งในการตำหนิเพื่อที่จะส่งเสริมให้มีการกลับใจ อาศัยความเข้มข้นแห่งการแสดงออกและภาพพจน์ของท่าน ท่านได้แสดงความกล้าหาญของผู้รับใช้ที่ปรารถนาไม่ใช่เพื่อเอาใจผู้อื่น นอกจากเจ้านายสูงสุดของท่านเท่านั้น (กท. 1: 10) ซึ่งท่านใช้พลังจิตทั้งหมดของท่านเพื่อพระองค์แต่ผู้เดียว

การศึกษาพระคัมภีร์

        ความรักเสน่หาของนักบุญเจโรมต่อพระคัมภีร์นั้นมีรากลึกอยู่ในความนบนอบ ประการแรกเป็นความรักต่อพระเจ้าผู้ทรงแสดงพระองค์ในพระวาจาที่เรียกร้องให้ต้องมีการฟังด้วยความเคารพ [31]  และรักผู้ที่อยู่ในพระศาสนจักรที่เป็นผู้แทนขนบธรรมเนียมทรงชีวิตซึ่งตีความสาส์นที่พระเจ้าทรงเผยแสดง แต่ “การนบนอบต่อความเชื่อ”  (รม. 1: 5’ 16: 26) ต้องไม่เป็นเพียงแต่ยอมรับบางสิ่งที่เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วเฉยๆ ทว่าเรียกร้องความพยายามส่วนตัวอย่างจริงจังที่ต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่พูดออกมา พวกเราอาจคิดถึงนักบุญเจโรมดุจเป็นผู้รับใช้ แห่งพระวาจาผู้ซื่อสัตย์และจริงจังพร้อมกับอุทิศตนอย่างสิ้นเชิง เพื่อที่จะส่งเสริมความเชื่อให้กับบรรดาพี่น้องชายหญิงให้ได้มีความเข้าใจอย่างเพียงพอต่อข้อความเชื่อที่มอบให้กับพวกเขา (เทียบ 1 ทธ. 6: 20; 2 ทธ. 1: 14) หากไม่เข้าใจในสิ่งที่เขียนไว้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้เขียน พระวาจาของพระเจ้าก็จะขาดประสิทธิภาพ (เทียบ มธ. 13: 19) และจะไม่ก่อให้เกิดความรักต่อพระเจ้าได้

        ใช่ว่าพวกเราจะเข้าใจข้อความในพระคัมภีร์โดยทันทีทันใดก็หาไม่ ดังที่ประกาศกอิสยาห์กล่าว (อสย. 29: 11) สำหรับผู้ที่รู้ว่าต้อง “อ่าน” พระคัมภีร์อย่างไร กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับการอบรมทางปัญญาอย่างเพียงพอ พระคัมภีร์ดูเหมือนจะถูกประทับตรา “ปกปิด” มิให้มีการตีความ ต้องการประจักษ์พยานเพื่อที่จะแทรกแซงและให้กุญแจเพื่อที่จะเข้าใจสาส์นที่ช่วยให้พวกเราเป็นไทซึ่งได้แก่พระเยซูคริสต์ มีแต่พระองค์เท่านั้นที่จะสามารถทำลายตราดังกล่าวเพื่อที่จะเปิดหนังสือพระคัมภีร์ (เทียบ วว. 5: 1-10) จากนั้นพระหรรษทานจึงจะหลั่งไหลมา (ลก. 4: 17-21) หลายคนแม้กระทั่งคริสตชนใจศรัทธาพูดอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะอ่านพระคัมภีร์ (เทียบ อสย. 29: 12) ไม่ใช่เพราะว่าเขาอ่านหนังสือไม่ออก แต่เป็นเพราะเขาไม่ได้มีการเตรียมตัวสำหรับภาษาพระคัมภีร์ วิธีการแสดงออก และประเพณีวัฒนธรรมโบราณ ผลก็คือข้อความพระคัมภีร์กลายเป็นภาษาที่ถอดความไม่ได้ ราวกับว่าเนื้อหาถูกเขียนขึ้นด้วยอักษรที่ไม่มีผู้ใดรู้จักและลึกลับ

        นี่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีนักตีความ  ซึ่งสามารถทำหน้าที่ของสังฆานุกรแทนคนที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายของสาส์นที่เป็นแบบพยากรณ์ ตรงนี้พวกเราคิดถึงสังฆานุกรฟีลิปที่พระเยซูคริสต์ทรงส่งไปยังราชรถของขันทีซึ่งกำลังอ่านข้อความของประกาศกอิสยาห์ (อสย. 53: 7-8) ที่เขาไม่สามารถทราบความหมาย “ท่านเข้าใจความหมายสิ่งที่ท่านกำลังอ่านอยู่ไหม?” ฟีลิปถามและคำตอบคือ “ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร นอกจากจะมีใครมาแนะนำ” (กจ. 8: 30-31) [32]

        เจโรมสามารถรับใช้เป็นผู้นำวิญญาณแก่พวกเราได้เฉกเช่นฟีลิป (เทียบ กจ. 8: 35) ท่านนำผู้อ่านทุกคนให้เข้าถึงพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสต์ในขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตีความและข้อมูลเชิงวัฒนธรรมด้วยความรับผิดชอบและอย่างเป็นระบบที่จำเป็นสำหรับการอ่านพระคัมภีร์ ที่ถูกต้องและที่จะเป็นประโยชน์ [33]  ด้วยวิธีที่เชี่ยวชาญและครบถ้วนท่านใช้ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ทุกอย่างที่มีอยู่รวมถึงความรู้ทุกชนิดที่มีอยู่ในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาซึ่งพระวาจาของพระเจ้าถูกถ่ายทอดมา มีการวิจัยอย่างระมัดระวังและมีการตรวจสอบต้นฉบับที่พบได้ในการค้นคว้าเกี่ยวกับโบราณวัตถุ รวมถึงความรู้ในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการแปล เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่ได้รับการดลใจจากพระจิต

        กิจกรรมอันโดดเด่นของนักบุญเจโรมมีความสำคัญมากต่อพระศาสนจักรในยุคสมัยของพวกเรา อย่างที่ธรรมนูญ “Dei Verbum” ระบุไว้ พระคัมภีร์เป็น “วิญญาณของเทวศาสตร์” [34] และเป็นการส่งเสริมฝ่ายจิตแห่งชีวิตพระศาสนจักร [35] การตีความพระคัมภีร์จึงจำเป็นต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ

        วันนี้ พวกเรามีศูนย์กลางที่เป็นเลิศสำหรับการวิจัยพระคัมภีร์ เช่น “Pontifical Biblical Institute” ที่กรุงโรม และ “Ecole Biblique” และ “Studium Biblicum Franciscanum” ที่กรุงเยรูซาเล็ม รวมถึงการค้นคว้าวิจัยของปิตาจารย์เช่น “Augustinianum” ที่กรุงโรมซึ่งรับใช้เรื่องนี้  ทว่าทุกคณะเทวศาสตร์ควรสร้างหลักประกันว่าการสอนพระคัมภีร์จะต้องดำเนินไปในทำนองที่นักศึกษาได้รับการอบรมที่จำเป็นในด้านการตีความพระคัมภีร์ทั่งในด้านการอธิบาย และเทวศาสตร์ของพระคัมภีร์โดยทั่วไป  น่าเสียดายว่าความมั่งคั่งของพระคัมภีร์ถูกมองข้ามหรือถูกลดค่าลงจากหลายคน เพราะพวกเขาใม่มีพื้นฐานเพียงพอเกี่ยวกับประเด็นนี้  พร้อมกับการเน้นให้มีการศึกษาพระคัมภีร์มากขึ้นในโครงการอบรมของพระศาสนจักรสำหรับสมณบริกรและครูสอนคำสอน ควรใช้ความพยายามหาทรัพยากรให้สัตบุรุษสามารถเปิดหนังสือศักดิ์สิทธิ์และได้รับผลแห่งปรีชาญาณอันหาคุณค่ามิได้ อีกทั้งความหวังและชีวิต [36]

        ณ จุดนี้ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทบทวนข้อสังเกตของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ในสมณสาส์นเตือนใจ ชื่อ “Verbum Domini” ระบุว่า “ธรรมชาติแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระวาจาสามารถเข้าใจได้ด้วยการเปรียบเทียบกับการประทับอยู่อย่างแท้จริงของพระเยซูคริสต์ภายใต้แผ่นปังและเหล้าองุ่น… นักบุญเจโรมพูดถึงวิธีที่พวกเราจะเข้าถึงศีลมหาสนิทและพระวาจาของพระเจ้าว่า “พวกเราอ่านพระคัมภีร์ สำหรับข้าพเจ้าพระวรสารคือพระกายของพระเยซูคริสต์ สำหรับข้าพเจ้าพระคัมภีร์คือคำสอนของพระองค์ และเมื่อพระองค์ตรัสว่า ผู้ใดไม่รับกายและดื่มโลหิตของเรา (ยน. 6: 53) แม้ว่าคำพูดนี้สามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระธรรมล้ำลึกแห่งศีลมหาสนิท พระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสต์อันที่จริงก็คือพระวาจาแห่งพระวรสารซึ่งเป็นคำสอนของพระเจ้า” [37]

        น่าเสียดายว่าครอบครัวคริสตชนหลายครอบครัวดูเหมือนจะไม่สามารถ ดังที่ระบุไว้ในคัมภีร์โตราห์ (Torah) (cf. ฉธบ. 6:6) ในการแนะนำลูกหลานให้เข้าใจถึงพระวาจาของพระเจ้าในความสวยงามและอำนาจฝ่ายจิตของเนื้อหาพระคัมภีร์ นี่ทำให้ข้าพเจ้าต้องสถาปนาวันอาทิตย์แห่งพระวาจาของพระเจ้า [38] ดังนั้นการแสดงความศรัทธาต่างๆจะต้องทำให้มันมั่งคั่งด้วยความหมาย ทำอย่างถูกต้อง และให้พระวาจาพระเจ้านำไปสู่ความเชื่อที่ครบครันในการยึดมั่นอยู่ในพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสต์

พระคัมภีร์ฉบับประชาชน

        “ผลยอดเยี่ยมที่สุดแห่งการเพาะปลูกอันเร่าร้อน” [40] ของการศึกษาภาษากรีกและลาตินของเจโรมคือการแปลพราะคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมของท่านเป็นภาษาลาตินจากต้นฉบับภาษาฮีบรู  จนถึงสมัยนั้นคริสตชนแห่งอาณาจักรโรมันไม่สามารถอ่านพระคัมภีร์ได้ทั้งครบ ถ้าจะอ่านได้ทั้งครบต้องอ่านฉบับภาษากรีก พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เขียนเป็นภาษากรีก พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมฉบับครบที่เป็นภาษากรีกมีอยู่แล้วซี่งเรียกกันว่าฉบับเซปตูอาจิน (Septuagint) ซึ่งชาวยิวแห่งเมื่ออาเลซซานเรีย (Alexandria) เป็นผู้แปลในศตวรรษที่สองก่อนคริสตกาล แต่สำหรับผู้อ่านได้แต่ภาษาลาตินยังไม่มีคัมภีร์ที่สมบูรณ์เป็นภาษาของเขา มีแต่การแปลเป็นบางส่วนและยังไม่ครบจากภาษากรีก สำหรับเจโรมและผู้ที่ดำเนินงานต่อของท่านต่างช่วยกันปรับและแปลพระคัมภีร์ทั้งเล่มขึ้นใหม่โดยเริ่มต้นจากพระวรสารและบทเพลงสดุดีที่กรุงโรมโดยได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากพระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus)  แล้วเจโรมจากอาศรมของท่านที่เบ็ธเลเฮมก็เริ่มแปลพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมจากภาษาฮีบรู ท่านใช้เวลาหลายปีสำหรับงานชิ้นนี้

        เพื่อให้การแปลสำเร็จเจโรมต้องหันไปพึ่งภาษากรีกและภาษาฮีบรูที่ท่านมีความเชี่ยวชาญรวมทั้งภาษลาตินที่ท่านก็เก่งกาจด้วยโดยใช้เครื่องมือภาษาศาสตร์ที่ท่านร่ำเรียนมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “Hexapla” (หนังสือ) ของออริเจน (Origen) เล่มแรกใช้สูตรทั่วไปในแนวฮีบรูแต่ก็ไม่ทิ้งความงดงามแห่งภาษาลาติน ผลของการแปลกลายเป็นอนุสาวรีย์ที่แท้จริงแห่งประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรมของซีกโลกตะวันตกด้วยการสร้างภาษาเทวศาสตร์ การแปลของเจโรมหลังจากที่มีการต่อต้านกันบ้างในช่วงแรกทว่าในไม่ช้าก็กลายเป็นที่อ้างอิงของนักวิชาการและผู้ที่มีความเชื่อทั่วไปจนได้ชื่อว่า “ฉบับประชาชน หรือ Vulgate” [41]  ชาวยุโรปในคริสตศตวรรษกลางต่างเรียนรู้ที่จะอ่าน สวด และคิดจากหน้าพระคัมภีร์ที่แปลโดยเจโรม  อาศัยวิธีนี้ “พระคัมภีร์จึงกลายเป็นบ่อเกิดแห่ง ‘ตำราที่ยิ่งใหญ่’ (Paul Claudel) และ ‘แผนที่ประติมานวิทยา’ – iconographic atlas – (Marc Chagall) ซึ่งทั้งวัฒนธรรมคริสตชนและศิลป์ ซึ่งสามารถนำมาใช้” [42] วรรณคดี ศิลป์ และแม้กระทั่งภาษานิยมจึงค่อยๆ ถูกหล่อหลอมโดยการแปลพระคัมภีร์ของเจโรมโดยทิ้งมรดกยิ่งใหญ่แห่งความงดงามและความศรัทธาไว้ให้พวกเรา

        นี่เป็นความจริงที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสภาสังคายนาเตรนต์ในสมณกฤษฎีกา “Insuper” ได้ยืนยันถึงคุณสมบัติ “ที่ถูกต้องถ่องแท้” แห่งพระคัมภีร์ฉบับประชานิยม จึงเท่ากับเป็นการอนุมิติให้มีการใช้ในพระศาสนจักรตลอดเวลาหลายศตวรรษ และเป็นประจักษ์พยานถึงคุณค่าของพระคัมภีร์ และเป็นเครื่องมือสำหรับเป้าหมายของการศึกษา การเทศน์ และการอภิปรายโต้แย้งสาธารณะ [43] แต่สภาสังคายนาก็มิได้ลดความสำคัญของภาษาที่เป็นต้นฉบับเช่นเดียวกับที่เจโรมไม่เคยพลาดที่จะยืนยัน แล้วก็ไม่เคยห้ามที่จะให้มีการแปลกันต่อไปในอนาคต  นักบุญพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ซึ่งติดตามการชี้แนะของบรรดาปิตาจารย์แห่งสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ประสงค์ที่จะเห็นการปรับปรุงพระคัมภีร์ฉบับประชานิยมให้สมบูรณ์เพื่อรับใช้พระศาสนจักรทั้งมวล ดังนั้นในปี ค.ศ. 1979 นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ในธรรมนูญชื่อ “Scripturam Thesaurus” [44] จึงออกพระคัมภีร์ฉบับพิเศษทื่ชื่อว่า “ฉบับประชานิยมใหม่” (Neo-Vulgate)

การแปลและการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรม

        โดยอาศัยการแปล เจโรมประสบกับความสำเร็จในการ “ปรับ” พระคัมภีร์ให้สอดคล้องกับภาษาลาตินและวัฒนธรรม งานแปลของท่านกลายเป็นความจริงถาวรสำหรับกิจกรรมธรรมทูตของพระศาสนจักร  “ทุกครั้งที่ชุมชนรับสาส์นแห่งความรอดพระจิตจะทรงทำให้วัฒนธรรมมีความมั่งคั่งด้วยพลังอำนาจการเปลี่ยนแห่งพระวรสาร” [45] ณ จุดนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นวัฎจักรเกิดขึ้น เฉกเช่นที่การแปลของเจโรมเป็นหนี้ต่อภาษาและวัฒนธรรมของภาษาลาตินคลาสสิค ซึ่งมีอิทธิพลที่เห็นชัดมาก ดังนั้นการแปลของท่านทั้งในด้านภาษาและสัญลักษณ์ และเนื้อหาที่มีจินตนาการชั้นสูงจึงกลายเป็นตัวกระตุ้นให้มีการสร้างวัฒนธรรมใหม่

        งานแปลของเจโรมสอนพวกเราว่าคุณค่าและรูปแบบเชิงบวกของทุกวัฒนธรรมล้วนเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้กับพระศาสนจักร  วิธีต่างๆที่พระวาจาของพระเจ้าได้รับการประกาศ เป็นที่เข้าใจ และมีประสบการณ์ในการแปลแต่ละครั้งนั้นล้วนแต่ทำให้พระคัมภีร์เองมีความมั่งคั่ง เพราะว่าการแสดงออกที่ทราบกันดีของนักบุญเกรโกรี่ผู้ยิ่งใหญ่ พระคัมภีร์จะเจริญเติบโตพร้อมกันกับผู้อ่าน [46] โดยที่พระวาจาพระเจ้าจะทำให้เกิดมิติใหม่และเสียงก้องกังวานใหม่ที่ดังสะท้อนไปจนทุกศตวรรษ การที่พระคัมภีร์และพระวรสารเข้าไปสู่วัฒนธรรมต่างๆ ยิ่งจะทำให้พระศาสนจักร “เป็นเจ้าสาวที่ประดับเต็มไปด้วยเพชรพลอย” มากยิ่งขึ้น” (อสย. 61: 10) ในขณะเดียวกันนี่จะเป็นประจักษ์พยานต่อความจริงว่าพระคัมภีร์จำเป็นต้องมีการแปลเสมอตามภาษา ความคิด วัฒนธรรม และยุคสมัย รวมถึงวัฒนธรรมสากลของโลกแห่งยุคสมัยของพวกเรา [47]

        การชี้นำให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการเปรียบเทียบระหว่างการแปลในฐานะที่เป็นเรื่องของ “ภาษา” พื้นบ้าน และรูปแบบอื่นๆที่เป็นของพื้นบ้าน [48] นี่คือเหตุผลที่เพราะเหตุใดการแปลจึงไม่คำนึงแต่จำเพาะภาษาเท่านั้น แต่จะต้องสะท้อนให้เห็นอย่างแท้จริงถึงจริยธรรมในวงกว้างที่เกี่ยวกับชีวิตทั้งครบของมนุษย์ หากปราศจากซึ่งการแปลภาษาต่างๆ พวกเราก็คงจะไม่สามารถที่จะสื่อระหว่างกัน พวกเราคงจะต้องปิดประตูประวัติศาสตร์ให้แก่กันและกันพร้อมกับปฏิเสธที่จะสร้างวัฒนธรรมแห่งการพบปะกัน [49] ผลร้ายแห่งการไม่มีการแปลคือจะไม่มีการให้การต้อนรับกัน ซึ่งอันที่จริงแล้วการต้อนรับขับสู้กันน่าที่จะเพิ่มขึ้น นักแปลเป็นผู้สร้างสะพาน มีการตตัดสินใจเร่งด่วนมากน้อยเท่าไร มีการประณามและมีความขัดแย้งกี่มากน้อยที่เกิดจากความจริงว่าพวกเราไม่เข้าใจภาษาของผู้อื่น หรือไม่สนใจกับการแสดงความรักมากมายที่การแปลชี้นำ

        เจโรมก็เช่นเดียวกันที่ต้องเผชิญกับความคิดที่ครอบงำในสมัยนั้นหากความรู้ภาษากรีกเป็นเรื่องที่ค่อนข้างธรรมดาในยุคต้นๆแห่งอาณาจักรโรมัน พอถึงสมัยของท่านกลับกลายเป็นภาษาที่แทบจะไม่มีผู้ใดรู้จัก ท่านเป็นผู้หนี่งที่มีความเชียวชาญมากที่สุดในภาษากรีกลาตินและวรรณคดี นอกจากนั้นท่านยังเดินทางมากมายในขณะที่ท่านเรียนภาษาฮีบรู หากเป็นอย่างที่มีคนพูดกัน “ข้อจำกัดภาษาของข้าพเจ้าคือข้อจำกัดแห่งโลกของข้าพเจ้า” [50] พวกเราอาจกล่าวได้ว่า พวกเราเป็นหนี้ความรู้ของเจโรมในเรื่องภาษาเกี่ยวกับความเข้าใจสากลของคริสตศาสนา และเรื่องราวล้ำลึกเกี่ยวกับทรัพยากรของคริสตศาสนา

        พร้อมกับการฉลองครบรอบปีแห่งการมรณภาพของนักบุญเจโรม พวกเราควรมองไปยังความมีชีวิตชีวาในงานธรรมทูตที่ถูกแสดงออกในความจริงที่ว่าพระวาจาของพระเจ้าได้ถูกแปลออกเป็นกว่า 3 พันภาษา พวกเราเป็นหนี้ต่อธรรมทูตกี่คนสำหรับการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ พจนานุกรม และเครื่องไม้เครื่องมือทางภาษาที่ทำให้พวกเราสามารถสื่อติดต่อกันและกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ธรรมทูตเข้าถึงทุกคนได้” [51] พวกพวกเราจำเป็นต้องให้การสนับสนุนงานนี้และร่วมลงทุนเพื่อช่วยเอาชนะกับข้อจำกัดในการสื่อและการเสียโอกาสที่จะได้พบกับผู้อื่น ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย มีการกล่าวกันว่าหากปราศจากซึ่งการแปลก็จะไม่มีความเข้าใจ [52] พวกเราจะไม่เข้าใจทั้งตัวเราเองและผู้อื่น

เจโรมและบัลลังก์ของเปโตร

        เจโรมมีความสัมพันธ์พิเศษกับกรุงโรมเสมอ กรุงโรมคือที่พำนักฝ่ายจิตที่ท่านนักบุญกลับมาเยือนเป็นประจำ ในกรุงโรมท่านได้รับการอบรมด้านมานุษยวิทยาและถูกหล่อหลอมให้เป็นคริสตชน  เจโรมเป็น “homo Romanus” (ชาวโรมัน) ความผูกพันกันนี้เกิดขึ้นแบบพิเศษจากภาษาลาตินที่ท่านเป็นปราชญ์และเป็นภาษาที่ท่านรักชื่นชอบ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือจากพระศาสนจักรแห่งกรุงโรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบัลลังก์ของนักบุญเปโตร

        สำหรับเจโรมพระศาสนจักรแห่งกรุงโรมเป็นผืนดินอุดมซึ่งเมล็ดพันธุ์ของพระเยซูคริสต์บังเกิดผลอย่างบริบูรณ์ [53] ในเวลาที่มีความยุ่งยากซึ่งอาภรณ์ของพระศาสนจักรอันปราศจากตะเข็บฉีกขาดเพราะการแตกแยกของคริสตชน เจโรมจะมองไปยังบัลลังก์ของอัครสาวกเปโตรเป็นจุดอ้างอิง “เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ติดตามผู้นำใดนอกจากพระเยซูคริสต์ ดังนั้นข้าพเจ้าจะไม่สื่อกับผู้ใดนอกจากพระสันตะปาปา กล่าวคือ กับผู้ที่ครองบัลลังก์ของเปโตร เพราะข้าพเจ้าทราบว่านี่คือศิลาที่พระศาสนจักรถูกสร้างขึ้นมาบนศิลานี้” ในขณะที่มีการโต้แย้งกันอย่างรุนแรงกับงพวก “Arians” ท่านเขียนจดหมายถึงพระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus) ว่า “ใครที่ไม่อยู่ข้างพระองค์ก็จะระเหระหนไป ใครที่ไม่ใช่คนของพระเยซูคริสต์ก็เป็นคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์” [54] ในที่สุดเจโรมอาจอ้างได้ด้วยว่า “ใครที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกับพระบัลลังก์ของเปโตรก็ไม่ใช่พวกของข้าพเจ้า” [55]

        บ่อยครั้งเจโรมจะมีส่วนร่วมในการโต้เถียงเรื่องข้อความเชื่อ ความรักของท่านต่อความจริง และการปกป้องพระเยซูคริสต์ด้วยความร้อนรนบางทีก็ทำให้ท่านเขียนโต้ด้วยภาษาและอารมณ์ที่รุนแรง แต่ท่านก็ดำเนินชีวิตในสันติสุข “ข้าพเจ้าปรารถนาสันติสุขเท่าๆกับผู้อื่น แล้วข้าพเจ้าก็ไม่เพียงต่ปรารถนาเท่านั้น ข้าพเจ้ายังภาวนาขอด้วย  แต่สันติสุขที่ข้าพเจ้าต้องการเป็นสันติสุขของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นสันติสุขที่แท้จริง เป็นสันติสุขที่ปราศจากความขมขื่น เป็นสันติสุขที่ปราศจากสงคราม เป็นสันติสุขที่ที่จะไม่ไปลดคุณค่าของคู่อริ แต่เป็นนสันติสุขที่สร้างกัลยาณมิตร” [56]

        ยุคสมัยนี้ยิ่งกว่ายุคไหนในโลก พวกเราต้องการประจักษ์พยาแห่งความเมตตาและความเป็นหนึ่งเดียวกัน ณ จุดนี้ข้าพเจ้าประสงค์ที่จะกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ขอให้พวกเรามอบการเป็นประจักษ์พยานที่น่าชื่นชมและโดดเด่นแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันฉันพี่น้อง [57]  “ด้วยวิธีนี้ทุกคนจะได้รู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา ถ้าท่านรักซึ่งกันและกัน” (ยน. 13: 35) นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ขอต่อพระบิดาด้วยการอธิษฐานร้อนรน “เพื่อที่ทุกคนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน… ในเรา… เพื่อที่โลกจะได้เชื่อ” (ยน. 17: 21)

รักสิ่งที่เจโรมรัก

        ก่อนจบจดหมายฉบับนี้ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะขอร้องทุกคน ท่ามกลางความดีงามหลายอย่างที่พวกเรามอบให้กับนักบุญเจโรมโดยชนรุ่นหลัง ความดีงามอย่างหนึ่งก็คือท่านมิได้เป็นเพียงแค่นักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งใน “หอสมุด” ที่ทำให้คริสต์ศาสนามั่งคั่งในกาลสมัยหนึ่งเท่านั้นโดยเริ่มจากการทำคุณให้กับพระคัมภีร์ พวกเราอาจกล่าวได้ดังที่ท่านพูดถึงเนโปติอานุส (Nepotianus) ว่า “โดยอาศัยการอ่านด้วยใจร้อนรนและรำพึงอย่างสม่ำเสมอ  ท่านทำให้หัวใจของท่าน กลายเป็นห้องสมุดทรงคุณค่าของพระเยซูคริสต์” [58]  เจโรมพยายามทุกวิถีทางที่จะขยายห้องสมุดของท่านซึ่งท่านคิดเสมอว่านี่เป็นแหล่งที่จะขาดเสียมิได้ในการที่จะเข้าใจความเชื่อและชีวิตฝ่ายจิต  โดยอาศัยวิธีนี้ท่านยังเป็นแบบฉบับที่ดีสำหรับปัจจุบันนี้ด้วย  แต่ท่านยังไม่หยุด สำหรับท่านแล้วการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่ที่การอบรมศึกษาในวัยรุ่นเท่านั้น แต่เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำตลอดไป ต้องเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำประจำวัน  อาจกล่าวได้ว่าท่านเองกลายเป็นห้องสมุดและแหล่งแห่งความรู้สำหรับผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน  โปสตูมิอานุส (Postumianus) ซึ่งเดินทางไปทั่วตะวันออกในคริสตศตวรรษที่สี่เพื่อแสวงหาการเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิตพรตและได้ใช้เวลาหลายเดือนอยู่กับเจโรม ได้เห็นเป็นประจักษ์เรื่องนี้ด้วยตาตนเอง และเขาเขียนไว้ว่า “เจโรมจะติดอยู่กับการอ่านหนังสือเสมอ ท่านไม่ยอมพักผ่อนทั้งกลางวันหรือกลางคืน ตลอดวันท่านจะต้องกำลังอ่านหรือกำลังเขียนบางอย่างอยู่เสมอ” [59]

        สำหรับเรื่องนี้บ่อยครั้งข้าพเจ้าคิดถึงประสบการณ์ที่เยาวชนของวันนี้ก็สามารถที่จะเดินเข้าไปในร้านขายหนังสือในเมือง หรือเข้าไปในอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาหนังสือที่เกี่ยวกับศาสนาได้  ส่วนใหญ่แล้วหนังสือแผนกนี้มักจะไม่ค่อยมีหรือถ้ามีก็น้อยมากกับหนังสือที่เป็นแก่นสาร เมื่อพวกเรามองไปที่ชั้นหนังสือหรือที่เว็บไซต์เป็นการยากที่เยาวชนจะเข้าใจว่าการแสวงหาความจริงทางศาสนาสามารถเป็นการผจญภัยที่น่าสนใจที่จะทำให้หัวใจและจิตใจของพวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ความกระหายหาพระเจ้านั้นจะจุดประกายไฟให้กับจิตใจตลอดทุกศตวรรษจนถึงปัจจุบันนี้อย่างไร การเจริญพัฒนาฝ่ายจิตมีอิทธิพลต่อนักเทวศาสตร์และนักปรัชญาศาสตร์ ศิลปิน นักกวี นักประวัติศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์อย่างไร ปัญหาประการหนึ่งที่พวกเรากำลังเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่แต่เรื่องศาสนาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความไม่รู้หนังสือด้วย  ประสบการณ์ชีวิตฝ่ายจิตที่ทำให้พวกเราเป็นผู้แปลและตีความขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรมของพวกเรานั้นมีน้อยมาก ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะท้าทายเยาวชนเป็นพิเศษขอให้ทุกคนจงได้สำรวจมรดกตกทอดของพวกเธอ จงชื่นชอบกับประวัติศาสตร์นี้ที่เป็นของพวกเธอ จงกล้าที่จะพิศเพ่งไปยังหนุ่มเจโรมซึ่งคล้ายกับพ่อค้าในนิทานเปรียบเทียบของพระเยซูคริสต์ขายทุกสิ่งที่เขามีเพื่อซื้อ “ไข่มุกที่มีค่ามหาศาล” (มธ. 13: 46)

        พวกเราสามารถเรียกเจโรมได้ว่าเป็น “ห้องสมุดของพระเยซูคริสต์” เป็นห้องสมุดถาวร นับด้วยระยะเวลาถึง 16 ศตวรรษซึ่งยังคงสอนพวกเราให้ทราบถึงความหมายแห่งความรักของพระเยซูคริสต์ เป็นความรักที่ไม่สามารถแยกออกจากการพบกับพระวาจาของพระองค์  นี่คือเหตุผลที่เพราะเหตุใดการครบรอบ 1600 ปี จึงสามารถมองได้ว่าเป็นการเรียกร้องให้พวกเรารักผู้ที่เจโรมรัก เป็นการพบกับสิ่งที่ท่านเขียน และที่จะสัมผัสกับชีวิตฝ่ายจิตของท่านซึ่งสามารถอธิบายโดยย่อๆ ว่าเป็นความปรารถนาอย่างลึกซึ้งที่ไม่รู้จักหยุดหย่อนเพื่อที่จะได้รู้จักพระเจ้าให้ดียิ่งขึ้นผู้ทรงเลือกที่จะแสดงพระองค์ ในยุคสมัยของพวกเรา ทำไมพวกเราจะไม่ยอมฟังคำแนะนำของเจโรมที่ให้ไว้กับเพื่อนร่วมยุคสมัยของท่าน “จงอ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้พระคัมภีร์ห่างจากมือของท่าน” [60]

        แบบฉบับที่สง่างามแห่งประเด็นนี้คือพระแม่มารีย์พรหมจารีซึ่งเจโรมขานพระนามว่าเป็นพรหมจารีและมารดา แต่ยังเป็นผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ด้วยใจศรัทธาอีกด้วย  พระแม่มารีย์รำพึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ในใจ” (เทียบ ลก. 2: 19.51)  “เพราะพระนางเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระนางอ่านพระคัมภีร์ รู้จักบรรดาประกาศก และจดจำสิ่งที่อัครทูตคาเบรียลกล่าวกับพระนางสิ่งเดียวกันกับที่ประกาศกทำนายไว้… พระนางพิศเพ่งไปยังพระกุมารบุตรของพระนางที่นอนอยู่ในรางหญ้าและกำลังร่ำไห้ ความจริงสิ่งที่พระนางเห็นคือพระบุตรของพระเจ้า พระนางเปรียบสิ่งที่พระนางเห็นกับทุกคนที่พระนางอ่านและได้ยินได้ฟังมา” [61] จึงขอให้พวกเรามอบตัวของเราไว้กับพระแม่ของพวกเราซึ่งยิ่งกว่าผู้ใดสามารถสอนพวกเราให้รู้จักอ่าน รำพึง พิศเพ่ง และอธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้า ผู้ทรงประทับอยู่ในชีวิตของพวกเรา

        ให้ไว้ ณ มหาวิหารนักบุญยอห์นาเตรัน วันที่ 30 กันยายน วันฉลองนักบุญเจโรม ในปี 2020 อันเป็นปีที่แปดแห่งสมณสมัยของข้าพเจ้า

                                                    ฟรันซิสกุส 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บสมณลิขิตของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

[1]“Deus qui beato Hieronymo presbitero suavem et vivum Scripturae Sacrae affectum tribuisti, da, ut populus tuus verbo tuo uberius alatur et in eo fontem vitae inveniet”. Collecta Missae Sanctae Hieronymi, Missale Romanum, editio typica tertia, Civitas Vaticana, 2002.

[2] Epistula (hereafter Ep.) 22, 30: CSEL 54, 190.

[3] AAS 12 (1920), 385-423.

[4] Cf. General Audiences of 7 and 14 November 2007Insegnamenti, III, 2 (2007), 553-556; 586-591.

[5] SYNOD OF BISHOPSTwelfth Ordinary General Assembly, Message to the People of God (24 October 2008).

[6] Cf. AAS 102 (2010), 681-787.

[7] Chronicum 374: PL 27, 697-698.

[8] Ep. 125, 12: CSEL 56, 131.

[9] Cf. Ep. 122, 3: CSEL 56, 63.

[10] Cf. Morning Meditation, 10 December 2015. The anecdote is related in A. LOUF, Sotto la guida dello Spirito, Qiqaion, Mangano (BI), 1990, 154-155.

[11] Cf. Ep. 125, 12: CSEL 56, 131.

[12] Cf. Apostolic Exhortation Verbum Domini, 89: AAS 102 (2010), 761-762.

[13] Cf. Ep. 125, 9.15.19: CSEL 56, 128.133-134.139.

[14] Vita Malchi monachi captivi, 7, 3: PL 23, 59-60.

[15] Praefatio in Librum Esther, 2: PL 28, 1505.

[16] Cf. Ep. 108, 26: CSEL 55, 344-345.

[17] Ep. 52, 8: CSEL 54, 428-429; cf. Verbum Domini, 60: AAS 102 (2010), 739.

[18] Praefatio in Librum Paralipomenon LXX, 1.10-15: Sources Chrétiennes 592, 340.

[19] Praefatio in Pentateuchum: PL 28, 184.

[20] Ep. 80, 3: CSEL 55, 105.

[21] Message on the Occasion of the Twenty-fourth Public Session of the Pontifical Academies, 4 December 2019: L’Osservatore Romano, 6 December 2019, p. 8.

[22] Verbum Domini, 30: AAS 102 (2010), 709.

[23] Ep. 125, 15.2: CSEL 56, 133.120.

[24] Ep. 3, 6: CSEL 54, 18.

[25] Cf. Praefatio in Librum Iosue, 1, 9-12: SCh 592, 316.

[26] Homilia in Psalmum 95: PL 26, 1181.

[27] Cf. Vita S. Pauli primi eremitae, 16, 2: PL 23, 28.

[28] Cf. In Isaiam Prologus: PL 24, 17.

[29] Cf. SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Dogmatic Constitution on Divine Revelation Dei Verbum, 14.

[30] Cf. ibid.

[31] Cf. ibid., 7.

[32] Cf. SAINT JEROME, Ep. 53, 5: CSEL 54, 451.

[33] Cf. SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Dogmatic Constitution on Divine Revelation Dei Verbum, 12.

[34] Ibid., 24.

[35] Cf. ibid., 25.

[36] Cf. ibid., 21.

[37] N. 56; cf. In Psalmum 147: CCL 78, 337-338.

[38] Cf. Apostolic Letter Motu Proprio Aperuit Illis, 30 September 2019.

[39] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 152.175: AAS 105 (2013), 1083-1084.1093.

[40] Cf. Ep. 52, 3: CSEL 54, 417.

[41] Cf. Apostolic Exhortation Verbum Domini, 72: AAS 102 (2010), 746-747.

[42] SAINT JOHN PAUL II, Letter to Artists (4 April 1999), 5: AAS 91 (1999), 1159-1160.

[43] Cf. DENZIGER-SCHÖNMETZER, Enchiridion Symbolorum, ed. 43, 1506.

[44] 25 April 1979: AAS 71 (1979), 557-559.

[45] Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 116: AAS 105 (2013), 1068.

[46] Homilia in Ezechielem I, 7: PL 76, 843D.

[47] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 116: AAS 105 (2013), 1068.

[48] Cf. P. RICOEUR, Sur la traduction, Paris, 2004.

[49] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 24: AAS 105 (2013), 1029-1030.

[50] L. WITTGENSTEIN, Tractatus Logico-Philosophicus, 5.6.

[51] Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 31: AAS 105 (2013), 1033.

[52] Cf. G. STEINER, After Babel. Aspects of Language and Translation, New York, 1975.

[53] Cf. Ep. 15, 1: CSEL 54, 63.

[54] Ibid., 15, 2: CSEL 54, 62-64.

[55] Ibid., 16, 2: CSEL 54, 69.

[56] Ibid., 82, 2: CSEL 55, 109.

[57] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 99: AAS 105 (2013), 1061.

[58] Ep. 60, 10; CSEL 54, 561.

[59] SULPICIUS SEVERUS, Dialogus I, 9, 5: SCh 510, 136-138.

[60] Ep. 52, 7: CSEL 54, 426.

[61] Homilia de Nativitate Domini IV: PL Suppl. 2, 191.

15 ตุลาคม
ระลึกถึง นักบุญเทเรซา แห่งอาวีลา พรหมจารีและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

15 ตุลาคม
ระลึกถึง นักบุญเทเรซา แห่งอาวีลา พรหมจารีและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

( St Teresa of Jesus, Virgin & Doctor, memorial )

นักบุญเทเรซาองค์ใหญ่ หรือนักบุญเทเรซา แห่งอาวีลา หรือนักบุญเทเรซา แห่งพระเยซูเจ้า มีนามเดิมว่า Teresa Cepeda de Ahumada เกิดที่เมืองอาวีลา ประเทศสเปน เมื่อปี ค.ศ. 1515 เมื่ออายุ 20 ปี ท่านได้อ่านจดหมายต่างๆ ของนักบุญเยโรม จึงตัดสินใจเข้าอารามของคณะคาร์เมไลท์ โดยมีความคิดว่านี่เป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดไปสู่ความรอดพ้น แม้ว่าพ่อของท่านจะไม่ยินยอมก็ตาม “การภาวนาเป็นประตูนำไปสู่พระหรรษทานที่ยิ่งใหญ่ ถ้าประตูนี้ปิดเสียแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าจะทรงให้พระหรรษทานต่างๆได้อย่างไร” ท่านมีสุขภาพที่ไม่สู้ดีนัก จึงใช้เวลาช่วงเจ็บป่วยนี้ฝึกจิตภาวนา เมื่อได้อ่านหนังสือ “คำสารภาพ” (Confessions) ของนักบุญออกัสติน ก็ได้รับแรงบันดาลใจให้ถวายมอบตัวท่านเองแด่พระเจ้าโดยไม่สงวนสิ่งใดไว้เลย ในสมัยของท่านนั้นบ้านหรืออารามนักบวชมากมายมีระเบียบวินัยที่หย่อนยาน มีผู้ที่ไปเยี่ยมเยียนบ้านนักบวชหรืออารามเหล่านี้บ่อยๆ ทำให้สมาชิกของคณะหันไปติดจิตตารมณ์ทางโลก “การภาวนาและการปล่อยตนตามความปรารถนาไปด้วยกันไม่ได้” ท่านมักจะกล่าวเช่นนี้เสมอๆ

ต่อมา ท่านค่อยๆ มีชีวิตภายในเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เห็นภาพนิมิต ได้เข้าฌาณ ตัวลอยขึ้นจากพื้น และพระหรรษทานพิเศษอื่นๆอีก องค์พระผู้เป็นเจ้าเองได้ตรัสกับท่าน มีเรื่องรายงานว่าทูตสวรรค์องค์หนึ่ง (a seraph = เซราฟิม) ใช้หอกหรือดาบแทงเข้าไปในดวงใจของท่าน (ในปี ค.ศ.1559) และท่านได้รับแรงสนับสนุนในด้านฝ่ายจิต เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อท่านเป็นเวลาหลายปีที่คนอื่นๆเข้าใจผิดในตัวท่าน และต่างพากันเย้ยหยัน แม้บรรดาคุณพ่อที่ฟังท่านสารภาพบาปในช่วงแรกๆ ยังออกความเห็นว่า ภาพนิมิตที่ท่านเห็นเป็นการล่อลวงจากปีศาจ แต่โดยธรรมชาติที่ไม่คิดถึงตนเองและอุปนิสัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก นักบุญเทเรซามีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับผู้คนทุกชนิด ทุกสถานที่ และทุกสภาพแวดล้อมได้อย่างง่ายดาย ตลอดระยะเวลา 20 ปีของการต้องต่อสู้ทางฝ่ายจิตวิญญาณ ท่านค่อยๆเรียนรู้อย่างช้าๆที่จะไม่ติดใจในสิ่งสร้าง รู้จักสละละตนเอง และติดตามพระคริสตเจ้าอย่างครบสมบูรณ์มากขึ้น “คำภาวนาที่พระเจ้าทรงพึงพอใจมากที่สุด คือสิ่งที่นำไปสู่การปรับปรุงตนเอง และนำไปสู่การกระทำที่ดี มากกว่าความสุขอันเกิดจากความพึงพอใจของตนเอง”

ในที่สุด นักบุญเปโตร แห่ง อัลคันตารา (St Peter of Alcantara) ซึ่งเป็นผู้แนะนำวิญญาณให้ท่าน และนักบุญ ฟรังซิส บอร์เจีย (St Francis Borgia) ก็สามารถสังเกตเห็นและเข้าใจพลังอำนาจของพระที่ทำงานในตัวท่าน และในปี ค.ศ.1561 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสั่งท่านให้ปฏิรูปคณะคาร์เมไลท์ ขณะนั้นท่านมีอายุ 46 ปี และในอีก 21 ปีที่ท่านดำเนินชีวิตสืบต่อมา ท่านก็สามารถก่อตั้งคอนแวนต์ของซิสเตอร์คาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้าได้ 17 แห่ง และอารามฤาษีของบรรดาภราดา 15 แห่ง ภายใต้กฎเกณฑ์ของคณะที่เที่ยงแท้และเข้มงวด แม้จะมีการคัดค้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม “อย่าให้สิ่งใดทำให้ท่านเดือดเนื้อร้อนใจ ทุกสิ่งจะผ่านพ้นไป มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเลย ความอดทนจะทำให้ได้รับทุกสิ่ง พระเจ้าผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว”

ภายใต้ความนบนอบอย่างเคร่งครัดต่ออธิการ นักบุญเทเรซาได้เขียนถึงเรื่องราวชีวิตของท่านในหนังสือ “หนทางสู่ความครบครัน” (“The Way of Perfection”) “ประสาทภายใน” (“The Interior Castle”) และ “ความเข้าใจเรื่องความรักของพระเจ้า” (“Conception of the Love of God”) ท่านสิ้นใจเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.1582 ถูกฝังไว้ที่ Alba de Tomes ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญในปี ค.ศ. 1662 โดยพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 และได้รับการประกาศเป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร ในปี ค.ศ.1970 โดยนักบุญปอลที่ 6 พระสันตะปาปา

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

บทเทศน์บทรำพึง
อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดาปี A

บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดาปี A

พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องอุปมาว่า "อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งทรงจัดงานอภิเษกสมรสให้พระโอรส ทรงส่งผู้รับใช้ไปเรียกผู้รับเชิญให้มาในงานวิวาห์ แต่พวกเขาไม่ต้องการมา"

ชาวอิสราเอลมักจะจินตนาการ หรือใช้ภาพเปรียบเทียบอาณาจักรสวรรค์เหมือนกับการจัดงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าเองทรงเป็นผู้จัดงานเลี้ยงนั้น เหตุเพราะภาพของงานเลี้ยงเป็นภาพของความชื่นชมยินดีและความสุข เช่นในบทอ่านแรกจากหนังสือประกาศกอิสยาห์ เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนในเรื่องนี้ “องค์พระผู้เป็นเจ้าจอมจักรวาลทรงจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองสำหรับประชากรทุกชาติบนภูเขานี้ เป็นงานเลี้ยงที่มีเหล้าองุ่นชั้นดี……….องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาจากใบหน้าของทุกคน”

ย้อนกลับมาดูเรื่องคำอุปมาของพระเยซูเจ้า เราสามารถตีความได้ดังนี้ ผู้ที่จัดงานเลี้ยงก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง ทรงส่งผู้รับใช้พวกแรกซึ่งก็คือบรรดาประกาศกทั้งหลาย ส่วนผู้ถูกรับเชิญก็คือชาวอิสราเอลทั้งหลาย แต่พวกเขาไม่สนใจเข้าร่วมงานนั้น ทรงส่งผู้รับใช้อื่นไปอีก เพื่อบอกว่า “บัดนี้เราได้เตรียมการเลี้ยงไว้พร้อมแล้ว ได้ฆ่าวัวและสัตว์อ้วนพีแล้ว ทุกสิ่งพร้อมสรรพ เชิญมาในงานวิวาห์เถิด”

ผู้รับใช้อื่นๆ ซึ่งเป็นพวกที่สองนี้ ก็หมายถึงบรรดาอัครสาวกของพระเยซูเจ้ารุ่นแรกๆ ที่ทำการประกาศข่าวดีให้กับชาวอิสราเอลในสมัยพระศาสนจักรยุคแรกๆ นั่นเอง แต่ชาวอิสราเอลในสมัยอัครสาวกก็ไม่สนใจ เขาคิดว่าเขาไปทำงานในทุ่งนาจะดีกว่า ไปทำธุรกิจอื่นๆจะดีกว่า ฯลฯ

เมื่อไม่ตอบรับคำเชิญ กษัตริย์จึงทรงส่งกองทหารไปทำลายเขาเหล่านั้น และเผาเมืองของเขาด้วย นักบุญมัทธิวที่บันทึกพระวรสารตอนนี้ไว้คงจะมองเห็นภาพการทำลายนี้ด้วยตาของท่านเอง ว่านี่เป็นผลจากการตอบปฏิเสธคำเชื้อเชิญของชาวอิสราเอล นั่นคือ กองทัพของอาณาจักรโรมันได้เข้ามายึดกรุงเยรูซาเล็ม ในปี ค.ศ.70 และได้ทำลายพระวิหารและเผาเมืองเสียสิ้น

เมื่อผู้รับเชิญไม่ยอมมา จึงทรงส่งคนใช้ไปตามทางแยก พบผู้ใดก็เชิญมาในงานวิวาห์นั้น นี่ก็หมายความว่า มีการขยายขอบเขตออกไปในการประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ไปสู่ชนต่างชาติ เพราะผู้คนชาติอิสราเอลปฏิเสธข่าวดีนั้น

เรื่องการจัดงานเลี้ยงและการเชื้อเชิญแขกนั้น แสดงให้เห็นถึงความรักที่น่าเทิดทูน ที่พระเจ้าทรงมีต่อชาวเรา ทรงเชื้อเชิญเราด้วยความอดทน เพื่อให้เราได้พบกับความดีงามสูงสุด แต่เราปฏิเสธพระองค์บ่อยๆ เราเห็นเรื่องขี้ปะติ๋วของโลกนี้มีความสำคัญกว่าพระองค์ เราสนใจเรือกสวนไร่นา การทำธุรกิจ หรือแม้แต่งานอดิเรกว่าสำคัญกว่าเรื่องพระอาณาจักร เราเป็นผู้รับเชิญคนหนึ่งหรือเปล่า ที่ปฏิเสธไม่ขอเข้าร่วมงานเลี้ยงนั้น ขอให้เราตอบคำถามนี้อย่างจริงใจ และขอให้ย้อนดูกิจปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่เรากระทำก่อนที่จะตอบด้วย

มีเรื่องห้อยท้ายในพระวรสารตอนนี้ที่ทำให้เข้าใจยากเล็กน้อย คือที่จริงแล้วพระวรสารตอนนี้น่าจะมีคำอุปมาสองเรื่องด้วยกัน คือ เรื่องอุปมาเกี่ยวกับงานเลี้ยงฉลอง และเรื่องอุปมาเกี่ยวกับชุดแต่งกายที่เหมาะสมกับงานเลี้ยง แต่ท่านมัทธิวนำมารวมไว้เรื่องเดียวกัน โดยบรรยายไว้ท้ายเรื่องว่า เมื่อมีคนเข้ามางานเลี้ยงเต็มไปหมด กษัตริย์เสด็จมาทอดพระเนตรแขกรับเชิญ ทรงเห็นคนหนึ่งไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ จึงทรงสั่งให้จับโยนออกไปข้างนอก เรื่องนี้คล้ายๆกับอุปมาเรื่องหนึ่งของรับบีชาวยิวคนหนึ่ง นามว่า Johanan ben Zakkai ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ในสมัยที่นักบุญมัทธิวเขียนพระวรสาร เนื้อเรื่องโดยสรุปคือ กษัตริย์ทรงเชิญบรรดาคนใช้ทั้งหลายให้ไปในงานเลี้ยง พวกที่ฉลาดก็ตระเตรียมเสื้อผ้าและคอยเฝ้าหน้าประตูวัง เพราะคิดว่าการจัดเตรียมงานคงจะไม่ช้า พวกที่ไม่ฉลาดก็คิดว่ากว่าจะเตรียมงานเสร็จคงอีกนาน จึงไม่ได้จัดเตรียมชุด เขาก็ไปทำงานของเขา แต่การเลี้ยงมาถึงเร็วกว่าที่คาดคิด เขาจึงไม่มีเวลาแล้ว จึงต้องสวมผ้าสกปรกเข้าไป แล้วก็ถูกไล่ออกมา ขอสรุปเรื่องนี้ว่า ต้องเตรียมตัวให้พร้อม และอาภรณ์ที่เหมาะสมที่สุด คือ ความรัก (เทียบ คส 3:12-15)

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2008
Based on : Seasons of the Word ; by Denis McBride, C.SS.R.)

บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดาปี A

ในสมัยโบราณ บรรดากษัตริย์ได้ทรงประกาศการจัดงานอภิเษกสมรสล่วงหน้าโดยกำหนดเวลาคร่าวๆเอาไว้ ส่วนวันที่ทรงจัดงานเลี้ยงจริงจะมีการประกาศในเวลาต่อมา การตอบรับคำเชิญล่วงหน้าไว้แล้ว แต่มาปฏิเสธในภายหลัง ถือเป็นการหมิ่นเกียรติ

ถ้ายกตัวอย่างนี้ให้เป็นปัจจุบัน สมมุติลูกชายคุณกำลังจะกลับมาบ้าน หลังจากที่ไปศึกษามาเป็นเวลาห้าปี กำหนดวันกลับของเขาจะเป็นวันใดวันหนึ่งในอาทิตย์หน้านี้ แต่เขายังไม่แน่ใจว่าจะเป็นวันศุกร์หรือวันเสาร์ คุณได้โทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิทของลูกชายสามสี่คน เพื่อเชิญให้พวกเขามางานเลี้ยงต้อนรับลูกชาย โดยที่คุณเล่าสถานการณ์ให้พวกเขาฟัง และขอให้ทำตัวให้ว่างในสองวันนี้ พวกเขาก็ตอบรับอย่างกระตือรือร้น เมื่อข่าวมาแน่ชัดแล้วว่าลูกของคุณจะมาถึงในวันเสาร์ คุณคงจะตกใจและแปลกใจถ้าพวกเขาพากันตอบว่า “เสียใจครับ เราวางแผนทำสิ่งอื่นแล้วในวันนั้น”

นี่เป็นสถานการณ์แบบเดียวกันกับอุปมาที่พระเยซูเจ้าทรงเล่าไว้ในพระวรสารวันนี้ พระองค์ทรงต้องการบอกผู้ที่มาฟัง ซึ่งเป็นชาวยิวในสมัยของพระองค์ว่า ในสมัยก่อนโน้น พวกเขา(ชาวยิว)ได้ตอบรับคำเชิญขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าจะเป็นประชากรเลือกสรรของพระองค์ จะเป็นแขกพิเศษในงานเลี้ยงของพระอาณาจักรของพระองค์ แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาประกาศถึงงานเลี้ยงนั้น พวกเขาพากันปฏิเสธคำเชื้อเชิญของพระองค์

จะเห็นได้ชัดแจ้งว่าอุปมาของพระเยซูเจ้าหมายถึงชาวยิวในสมัยของพระองค์ แต่เราจะนำมาประยุกต์ใช้กับเราในทุกวันนี้ได้อย่างไร อะไรคือเนื้อหาที่สื่อมาถึงเราในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเราผ่านทางเรื่องนี้

ชาวยิวได้เคยยอมรับคำเชื้อเชิญของพระตั้งแต่แรก แต่ต่อมาบางคนได้เปลี่ยนใจ ในอุปมาเล่าว่าคนหนึ่งไปที่ทุ่งนา อีกคนหนึ่งไปทำธุรกิจ คนเหล่านี้ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น และกินดื่มเมามาย ไม่ได้ตัดสินใจประกอบอาชญากรรม พวกเขาเพียงตัดสินใจไปทำสิ่งอื่นแทนเท่านั้น ดังนั้น บทเรียนสำหรับชาวเราก็คือ พวกเราก็ได้ตอบรับคำเชื้อเชิญของพระ คือตอนที่เรารับศีลล้างบาป และศีลกำลัง เราตอบรับคำเชื้อเชิญของพระว่าจะไปเป็นแขกในงานเลี้ยงนิรันดร แต่การตอบรับต่อคำเชื้อเชิญของพระ ไม่ใช่การอุทิศตนเพียงครั้งเดียว แท้จริงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือเมื่อตอบรับคำเชิญแล้ว เรายังคงต้องอุทิศตนอย่างคงที่สม่ำเสมอ และทำให้เป็นปัจจุบันอยู่ตลอด เป็นสิ่งที่ง่ายมากที่เราหันเหความสนใจไปในเรื่องต่างๆของชีวิตประจำวัน จนลืมเรื่องของชีวิตนิรันดร เป็นการง่ายมากที่เราจะเผลอเติมอาหารขยะ(junk food)ลงไปจนเต็มกระเพราะ จนหลงลืมงานเลี้ยงนิรันดร

การอุทิศตนของเราต่อพระเจ้าจะต้องทำให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มิฉะนั้น จะฝ่อ และสูญหายไปในที่สุด เหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้นั่นเอง เช่นขณะที่เรามาร่วมในพิธีมิสซาขณะนี้ ลองพิจารณาว่ามีความหมายมากกว่าเมื่อปีที่แล้วหรือไม่ ถ้าไม่ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ หรือเปรียบกับการฟังพระวาจา เราได้พยายามฟังอย่างตั้งใจ และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราหรือไม่ หรือเราฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ปล่อยให้พระวาจาบินหายไปจากใจเรา และลืมหมดสิ้นเมื่อจบมิสซา

ศาสนาจารย์คนหนึ่งเล่าเรื่องประสบการณ์ครั้งหนึ่งของตนเองดังนี้ คืนหนึ่งเขากำลังจะไปปิดประตูวัด ก็พบเด็กชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่ม้านั่งแถวหลังสุด เขาปลุกเด็กชายอย่างเกรงใจ และบอกว่าวัดกำลังจะปิดแล้ว เด็กชายอธิบายว่าเขาไม่มีที่ไปในคืนนั้น และหวังจะพักพิงที่ในวัดหนึ่งคืน ศาสนาจารย์พูดว่าเขาหวังว่าเด็กนั้นจะเข้าใจ แต่เขาไม่คิดว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง จึงเชิญเด็กชายคนนั้นไปห้องทำงานของวัด และเขาก็โทรศัพท์ไปหาศูนย์พักพิงในเมืองนั้นเพื่อให้เด็กชายไปค้างคืนที่นั่น แต่โชคไม่ดีทั้งสองแห่งไม่มีที่ว่างเลยในคืนนั้น ศาสนาจารย์ขอโทษเด็กชายนั้น เด็กชายบอกว่าเขาเข้าใจ และจับมือบอกลาศาสนาจารย์ แล้วเขาก็จากไป เมื่อศาสนาจารย์กลับไปบ้าน ได้เล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาเขาฟัง เธอมองหน้าเขาและพูดว่า “ทำไมไม่นำเด็กชายคนนั้นมาที่บ้านของเรา เขาสามารถนอนในห้องรับแขกของบ้านเราได้” ศาสนาจารย์จึงคิดได้ และได้กล่าวอย่างเศร้าสร้อยว่า “ตอนนี้ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะเขาไปที่ไหนแล้วก็ไม่รู้” ต่อจากนั้น เขานั่งลง เปิดพระคัมภีร์ และเริ่มอ่านบทที่กำหนดว่าจะต้องอ่านในวันนั้น ก็พบว่า เป็นอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี ทันใดนั้น ศาสนาจารย์ตระหนักได้ว่า เด็กชายที่เขาปล่อยให้จากไปนั้น เป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บในเรื่องอุปมานั้น เขาคงต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างมากจากใครก็ได้ เขาเห็นว่าตนเองเป็นเหมือนพระสงฆ์ในเรื่องอุปมา คือเดินผ่านชายคนนั้นไปโดยไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ศาสนาจารย์ปิดพระคัมภีร์ลง เขาคิดถึงเรื่องหนึ่งที่เคยได้ยินมา ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นสามเณร เรื่องมีอยู่ว่า ชายชราชาวยิวคนหนึ่งไปหารับบี และพูดว่า “ท่านรับบี ฉันเพิ่งจะอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลครบทั้งหมดเป็นครั้งที่ห้าแล้วในชีวิตของฉัน” รับบีมองไปที่ชายชราชาวยิวนั้น และพูดว่า “สิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่อยู่ที่คุณอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่มครบมากเท่าไร แต่อยู่ที่คุณยอมให้พระคัมภีร์ทำงานผ่านทางตัวของคุณ มากเท่าไรต่างหาก”

บทอ่านพระวรสารของวันนี้เป็นการเชื้อเชิญให้เราพิจารณายาวๆและเอาจริงเอาจัง และให้เราถามตัวเองว่า เราอาจจะเป็นเหมือนศาสนาจารย์คนนั้นหรือเปล่า คือเราได้ฟังพระวาจาของพระในมิสซาอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ล้มเหลวที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือว่าเราเป็นเหมือนชายสองคนในเรื่องอุปมานี้ ที่สาละวนกับการกินเลี้ยงในโลกนี้ จนหลงลืมงานเลี้ยงนิรันดร

เป็นเราเท่านั้นที่สามารถให้คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ได้

(คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2020
Based on : Illustrated Sunday Homilies – Year A ;
by : Mark Link, SJ)

7 ตุลาคม
ระลึกถึงแม่พระแห่งลูกประคำ

7 ตุลาคม ระลึกถึงแม่พระแห่งลูกประคำ

(Our Lady of the Rosary)

วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1571 มีการรบทางเรือครั้งใหญ่ที่เมือง เลปานโต (Lepanto) เป็นการต่อสู้กับผู้รุกรานชาวเติร์ก ชัยชนะของพวกยุโรปในการรบที่มีชื่อเสียงครั้งนี้ได้ช่วยรักษาอารยธรรมแบบคริสตชนไว้ได้ เพื่อระลึกอย่างรู้คุณต่อบทบาทของพระแม่มารีย์ในชัยชนะนี้ พระสันตะปาปาปีโอที่ 5 จึงได้ตั้งวันนี้เป็นวันฉลองแม่พระแห่งชัยชนะ (The Feast of Our Lady of Victory) แต่บรรดาพระสันตะปาปาองค์ต่อๆมา ต่างก็ทรงตระหนักถึงความจริงของชัยชนะนี้ว่าเป็นผลมาจากลูกประคำ จึงให้คำศัพท์ใหม่ว่า วันฉลองแม่พระแห่งลูกประคำ

– กำเนิดของลูกประคำเองต้องย้อนไปถึงวันที่นักบุญโดมินิกได้รับการเผยแสดงจากแม่พระในภาพนิมิต ในสมัยศตวรรษที่ 13 นักบุญโดมินิกเป็นผู้ตั้งคณะผู้เทศน์ (ดอมินิกัน) ความศรัทธาต่อลูกประคำค่อยๆแพร่หลายโดยบรรดานักเทศน์ดอมินิกันก่อน ต่อมาแพร่ไปตอนเหนือของฝรั่งเศสและแถบทุ่งริมฝั่งทะเลส่วนเหนือของฝรั่งเศสกับส่วนใต้ของเบลเยี่ยม (Flanders) จากนั้นจึงเผยแพร่ไปสู่ยุโรปที่เหลือ

– พระสันตะปาปาเลโอที่ 10 ทรงเห็นชอบให้เรื่องลูกประคำได้รับรองอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1520 และทรงประกาศให้เดือนตุลาคมเป็นเดือนแห่งแม่พระลูกประคำ

– วันฉลองได้ถูกกำหนดไว้เป็นการถาวรในปฏิทินพิธีกรรมของพระศาสนจักรสากลในปี ค.ศ.1716 – เมื่อเจ้าชายยูยีน (Prince Eugene) ได้รับชัยชนะครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งเหนือศัตรูพวกเดิมในฮังการี

– คำศัพท์ที่ว่า “ลูกประคำ” เป็นคำที่มาจากภาษาลาตินว่า “rosarium” ซึ่งมีนัยหมายถึง “สวนกุหลาบ”, (a rose garden) “แปลงกุหลาบ” (a bed of rose), “มาลัยดอกไม้” (a garland of flowers)

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า “Fratelli tutti”

พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า "Fratelli tutti"

ณ อัสซีซี เช้าวันที่ 3 ตุลาคม 2020 ที่หน้าหลุมฝังศพของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี
 
พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า “Fratelli tutti” (เราทั้งผอง พี่น้องกัน) และวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งตรงกับ #วันฉลองนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี เวลาเที่ยงที่อิตาลี ( เวลาห้าโมงเย็นบ้านเรา) สมณลิขิตฉบับนี้
จะได้รับการเผยแพร่เป็นทางการ
 
น่าจะเข้ากับสถานการณ์บ้านเราได้ดี เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อวานนี้พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ให้จดหมายเวียนหรือสมณลิขิต (Encyclical Letter) ฉบับใหม่ ชื่อว่า Fratelli Tutti (ทุกคนหรือเราทั้งผองเป็นพี่น้องกัน) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมณสาสน์เกี่ยวกับสังคมฉบับล่าสุดของพระศาสนจักร
 
ขอแบ่งปันสิ่งที่ได้อ่านคร่าวๆ (เป็นคำแปลแบบไม่เป็นทางการ) เฉพาะข้อ 13-14 ซึ่งพระสันตะปาปาฟรันซิสได้พูดถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ที่สำคัญเข้ากับสถานการณ์ในบ้านเมืองเรา ณ เวลานี้เลยทีเดียว

13. ด้วยเหตุนี้เอง เขาสนับสนุนการทำลายความหมายของประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้เกิดการทำลายรากฐาน การตระหนักถึงการแทรกซึมทางวัฒนธรรมของสิ่งที่เรียกว่า “ทำลายนิยม” ซึ่งให้ทำให้เสรีภาพของมนุษย์แสร้งทำเป็นสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใหม่โดยเริ่มจากศูนย์ เหลือไว้เพียงแค่ความปรารถนาที่จะบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัดและการเพิ่มรูปแบบของปัจเจกนิยมที่หลากหลายมากขึ้นอย่างไร้กรอบกำกับ ในสถานการณ์เช่นนี้เราขอเสนอคำแนะนำที่เราได้เคยให้ไว้กับบรรดาเยาวชนว่า “ถ้าหากคนคนหนึ่งยื่นข้อเสนอประการหนึ่งแก่พวกเธอ และบอกพวกเธอให้เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ ให้มองข้ามประสบการณ์ของผู้อาวุโส ให้ละเลยต่อทุกสิ่งในอดีตและมองเพียงแค่อนาคตที่เขาจะมอบให้แก่พวกเธอ นี่อาจจะไม่ใช่วิธีง่ายๆที่จะดึงดูดพวกเธอด้วยข้อเสนอของเขาเพื่อทำให้พวกเธอปฏิบัติตามในสิ่งที่เขาบอกพวกเธอหรือ? คนๆนั้นต้องการให้พวกเธอว่างเปล่า ไร้รากยึดเหนี่ยว ไม่เชื่อมั่นในสิ่งใดเลย เพื่อพวกเธอจะได้มั่นใจที่จะทำตามคำสัญญาของเขาและตกอยู่ภายใต้แผนการของเขาเท่านั้น อุดมคติของสิ่งที่ต่างกันทำงานในรูปแบบนี้ ซึ่งทำลาย (หรือ ล้มล้าง) ทุกสิ่งที่ต่างจากพวกของตนและด้วยวิธีการนี้เอง เขาสามารถครอบงำได้โดยไม่มีการต่อต้าน และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ พวกเขาจึงต้องการเยาวชนที่เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ เยาวชนที่ปฏิเสธความร่ำรวยทางจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการส่งผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่น เยาวชนที่เมินเฉยต่อทุกสิ่งที่ล่วงหน้าเขามาก่อน

14. มันคือการล่าอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ เราต้องไม่ลืมว่า “กลุ่มชนผู้แปลกแยกตัวเองออกจากวัฒนธรรมของตนเอง และ (โดยความบ้าคลั่งเชิงการเลียนแบบ, ความรุนแรงที่ถูกยัดเยียดให้, ความไม่ใส่ใจและความเฉื่อยชาที่เกินอภัยได้) ยอมทนให้วิญญาณถูกฉีกทิ้งนั้น ได้สูญเสียอัตลักษณ์ฝ่ายจิตวิญญาณ รวมทั้งรากฐานทางศีลธรรม และในที่สุดสูญเสียเสรีภาพทางอุดมคติ เศรษฐกิจ และการเมือง” วิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำลายมโนธรรมทางประวัติศาสตร์ ความคิดวิเคราะห์ และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและกระบวนการรวมกลุ่มก็คือ การทำให้ความหมายว่างเปล่า และเปลี่ยนคำต่างๆเสียใหม่ ทุกวันนี้ คำว่า ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว หมายความว่าอะไร? คำเหล่านี้ถูกครอบงำและเปลี่ยนรูปเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการครอบครอง ถูกทำให้เป็นชื่อที่ว่างเปล่าไร้เนื้อหา เพื่อจะได้ถูกนำไปใช้สร้างความชอบธรรมให้กับอะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ

(คุณพ่อบุญธรรม จากอิตาลี)

บทเทศน์บทรำพึง
อาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดาปี A

บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดาปี A

“พระอาณาจักรของพระเจ้าจะถูกยกจากท่านทั้งหลาย ไปมอบให้กับชนชาติอื่นที่จะทำให้บังเกิดผล”

ประกาศกอิสยาห์เป็นคนแรกที่เปรียบเทียบอิสราเอลเป็นสวนองุ่น และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นเจ้าของสวน

สวนองุ่นนั้นเจ้าของเลือกที่ตั้งบนผืนดินที่อุดมดี เขาขุดดิน เก็บก้อนหินออกจนหมด แล้วปลูกองุ่นชนิดดีไว้ เขาสร้างหอเฝ้าไว้กลางสวน สกัดบ่อย่ำองุ่นไว้ที่นั้นด้วย เขารอคอยให้สวนผลิตผลองุ่น แต่สวนนั้นผลิตผลองุ่นเปรี้ยว

ฟังดูแล้วน่าใจหาย เมื่อเห็นความเพียรพยายามของเจ้าของสวนที่ได้ทุ่มเทแรงกายอย่างเต็มที่ เติมแรงใจด้วยความรักลงไปอย่างหมดหัวใจ แต่ผลที่ได้รับกลับมาเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เป็นความรักที่ยื่นให้ไป แต่ไม่มีความรักตอบกลับมา

ดังนั้น สวนองุ่นนั้นก็จะถูกทอดทิ้งไป จะพบกับความหายนะ เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจที่สุด

พระเยซูเจ้าทรงเล่าอุปมาด้วยฉากในเรื่องสวนองุ่นที่ใกล้เคียงกับของประกาศกอิสยาห์ แต่ทรงต่อเติมให้ชัดขึ้นว่า อิสราเอลเป็นชาวสวนที่เช่าสวนนั้น เมื่อเจ้าของสวนส่งคนใช้ไปรับส่วนแบ่งผลผลิต ผู้เช่าก็จับคนของเจ้าของสวนทุบตีบ้าง ฆ่าให้ตายบ้าง ส่งมาอีกพวกหนึ่ง ก็โดนเช่นเดียวกัน ที่สุด ส่งลูกของตนมา นึกว่าพวกนี้จะเกรงกลัวบ้าง แต่พวกเขากลับจับลูกเจ้าของสวนฆ่าเสีย ที่สุด เจ้าของสวนก็ต้องจัดการกับผู้เช่าสวนนี้อย่างโหดเหี้ยม และยึดสวนคืนไปให้คนใหม่เช่า

พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้พวกหัวหน้าสมณะและผู้อาวุโสของประชาชนเข้าใจว่า พระอาณาจักรของพระเจ้าที่ทรงมอบหมายให้ชาวอิสราเอลดูแลนั้นมีปัญหาเกิดขึ้น ทรงส่งประกาศกมาตักเตือนคนแล้วคนเล่า ก็ไม่ได้ผล ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูเจ้ามา พวกเขาก็จับฆ่าเสีย ดังนั้น พระอาณาจักรนี้ก็จะถูกยึดคืนไปให้ผู้เช่าใหม่ ซึ่งได้แก่บรรดาอัครสาวกและผู้สืบตำแหน่งต่อมา และศาลาธรรมของพวกเขาก็จะถูกแทนที่ด้วยพระศาสนจักร

ฟังอุปมาเรื่องนี้ของพระเยซูเจ้าแล้วสะท้อนใจนะครับ เราจะเห็นว่าพระเป็นเจ้าทรงงานอย่างหนักเพื่อเรามนุษย์ และทรงความรักต่อเราอย่างยิ่ง หลายครั้งที่มนุษย์ไม่เข้าใจในความรักยิ่งใหญ่ที่พระทรงมีต่อเรา และทรงมอบความรักนี้ให้กับเราก่อน หลายคนคิดว่าเราต้องทำอะไรมากๆ เพื่อให้พระองค์ทรงรักเรา คือคิดเรื่องกฎของการตอบแทน แต่ความรักของพระที่มีต่อมนุษย์ไม่ได้เป็นไปในรูปนั้น ทรงจัดเต็มให้แก่เราตั้งแต่แรก ตั้งแต่เรายังทำอะไรไม่เป็นเลย พวกนักบุญหลายๆ องค์ทราบเรื่องนี้ดี อาทิเช่น

นักบุญยอห์น เวียนเนย์ เคยพูดว่า “เหมือนอย่างที่แม่ช้อนหน้าลูกขึ้นมาด้วยมือ และจูบลูก พระเจ้าทรงช้อนหน้าเราขึ้นมาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เช่นกัน”

ประกาศกอิสยาห์ เคยว่า “แม่จะลืมลูกของเธอ จะไม่อ่อนโยนต่อลูกที่เกิดจากครรภ์เธอได้หรือ แม้ว่าอาจจะลืมได้จริง แต่เราจะไม่มีวันลืมเจ้าดอก”

นักบุญเทเรซา แห่งลีซีเออซ์ ทราบมาว่ามีบางคนไม่ยอม (อนุญาต) ให้พระรักพวกเขา เธอภาวนาว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดถ่ายเทความรักที่ดวงวิญญาณเหล่านั้นปฏิเสธจะรับมาให้ข้าพเจ้าเถิด”

นักบุญเทเรซาแห่งกัลกัตตา ได้พูดไว้ดีมาก “จงยอมอนุญาตให้พระรักคุณ”

ในบทภาวนาของประธานในวันอาทิตย์นี้มีว่า “ข้าแต่พระบิดาเจ้า ความรักของพระองค์ต่อชาวเรานั้นมากล้นเกินความหวังและความปรารถนาทั้งหมดของข้าพเจ้าทั้งหลาย”

ขอส่งท้ายดังนี้นะครับ มีผู้คนมากมายพยายามทำสิ่งโน้นสิ่งนี้เพื่อพระเจ้า แต่ไม่อนุญาตให้พระทรงทำสิ่งต่างๆ เพื่อพวกเขา ที่จริงสิ่งที่พระเจ้าทรงขอจากเราก็คือ “ขออนุญาตรักเรา”

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 2011)

บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดาปี A

การฆาตกรรมพระเมสสิยาห์

วันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 2005 ภราดาโรเจอร์ (Brother Roger) ผู้ก่อตั้งกลุ่มภาวนาเทเซ่ (Taizé) ในประเทศฝรั่งเศส ถูกแทงต่ายในวัย 90 ปี โดย Luminita Solcana หญิงสติไม่ดีชาวโรมาเนียวัย 36 ปี มหาตมะ คานธี เคยเขียนไว้ว่า “ผู้คงแก่เรียนเรียกพวกเราว่านักเดินทาง และก็เป็นเช่นนั้นจริง เรามาอยู่ในโลกนี้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ต่อจากนั้น เราจะไม่ตาย แต่เราเพียงกลับบ้านเท่านั้น” ในขณะที่พระเมสสิยาห์ผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งมามิทรงเกรงกลัวความตาย และรวมทั้งมหาตม คานธี และอีกหลายๆคนก็ไม่กลัวความตาย เราจึงควรหาความหมายของชีวิตและความตายของพวกเขาตามบริบทของพระวรสารของวันนี้ ที่กล่าวถึงคนเช่าสวนที่เป็นฆาตกร

สัญลักษณ์ที่เชื่อมบทอ่านแรก บทสดุดี และบทพระวรสารของวันนี้ไว้ด้วยกัน คือเรื่องของ “สวนองุ่น” สำหรับชาวอิสราเอลแล้วสวนองุ่นเป็นสัญลักษณ์หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองและความเติบโต ดังนั้น ในภาษาของพระคัมภีร์ต้นองุ่นและสวนองุ่นถูกนำมาใช้เพื่อหมายถึงประชากรอิสราเอล จึงมีเขียนไว้ไม่เพียงแต่บทสดุดีที่ 80 ของวันนี้เท่านั้น ยังพบในที่อื่นๆอีกด้วย (เช่นใน ฮชย 10:1 ; อสค 17:6-10) ในขณะที่เจ้าของสวนได้ลงทุนลงแรงไปอย่างมากมาย ก็ย่อมจะคาดหวังว่าสวนองุ่นจะให้ผลิตผลอุดมดี แต่สวนนั้นกลับผลิตผลองุ่นเปรี้ยว

บทอ่านแรกเป็นบทเพลงที่งดงามที่อิสยาห์อาจจะประพันธ์ไว้ในช่วงต้นของภารกิจของท่าน แต่บทเพลงที่เปี่ยมด้วยความสุขที่พรรณนาถึงชีวิตชนบท ต้นองุ่น และผลองุ่น ทันใดก็กลับกลายเป็นผลเปรี้ยว ท่านประกาศกได้เปรียบเทียบสวนองุ่นกับชาวอิสราเอล และการพิพากษาลงโทษของพระเจ้าต่อมวลประชากร เพราะ “พระองค์ทรงคาดหวังความยุติธรรม แล้วทรงพบแต่การนองเลือด ทรงหวังความชอบธรรม กลับทรงพบเสียงร้องให้ช่วย”

เรื่องอุปมาต่างๆของพระเยซูเจ้าจำแนกเป็นสองประเภทกว้างๆ ประเภทที่หนึ่งคือ “อุปมาที่เป็นเหมือนบานหน้าต่าง” (window parables) ซึ่งจะทำให้เราสามารถเหลือบมองเข้าไปเพื่อเห็นหรือเข้าใจเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับพระอาณาจักร หรือคุณลักษณะต่างๆของพระองค์ได้บ้าง ประเภทที่สองคือ “อุปมาที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อน” (mirror parables) ซึ่งหมายถึง ผู้ฟังจะได้เห็นภาพสะท้อนถึงตนเอง เหมือนเราส่องกระจกดูตนเอง อุปมาของพระวรสารในวันนี้เป็นประเภทที่สอง ที่ต้องการบอกว่าพวกบรรดาหัวหน้าสมณะ พวกฟาริสี และพวกผู้อาวุโสของประชาชนจะเป็นพวกที่ปฏิเสธพระเมสสิยาห์ และจะฆ่าพระองค์

เมื่อฟังอุปมาเรื่องนี้แล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าสวนองุ่นเปรียบเทียบเท่ากับประชากรของพระเจ้า ผู้เช่าสวนคือบรรดาหัวหน้าสมณะ บรรดาคนใช้ที่เจ้าของสวนส่งมาคือบรรดาประกาศก บุตรชายเจ้าของสวนสื่อความหมายถึงพระเยซูเจ้า และการฆ่าบุตรชายเจ้าของสวนก็คือการปฏิเสธต่อข่าวสารนั้นโดยสิ้นเชิง โดยประชากรผู้ได้รับเลือกสรร และบรรดาหัวหน้าสมณะนั่นเอง นักบุญมัทธิวยังสรุปตอนท้ายว่า “เจ้าของสวนจะกำจัดพวกใจอำมหิตอย่างโหดเหี้ยม และจะยกสวนให้คนอื่นเช่า” เราอาจได้ข้อสรุปในที่นี้ว่า ผู้เช่าสวนรายใหม่ก็คือ บรรดาคริสตชนนั่นเอง ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ทำให้เกิดผลผลิตที่ดี

ถ้าเราไปดูคำสอนในตอนอื่นของพระเยซูเจ้า โดยเฉพาะตอนที่ทรงสอนเรื่องต้นไม้ที่บังเกิดผล กับต้นไม้ที่ไม่บังเกิดผลเลย เราจะได้กุญแจไขความเข้าใจว่าพระเยซูเจ้าทรงคาดหวังอะไรจากเรา เพราะว่าในตอนจบของพระวรสารวันนี้กล่าวว่า “พระอาณาจักรของพระเจ้าจะถูกยกจากท่านทั้งหลาย ไปมอบให้แก่ชนชาติอื่นที่จะทำให้บังเกิดผล” เช่นเดียวกับที่ในบทอ่านแรกที่บอกว่าเจ้าของสวนรอคอยให้สวนผลิตผลองุ่น พระองค์ทรงหวังความยุติธรรม แล้วทรงพบแต่การนองเลือด ทรงหวังความชอบธรรม กลับทรงพบเสียงร้องให้ช่วย

ประกาศกอิสยาห์ ก็เหมือนประกาศกคนอื่นๆในพันธสัญญาเดิม เรียกร้องให้ชาวอิสราเอลผลิตผลของความยุติธรรมและความชอบธรรม พระเยซูเจ้าก็ทรงเป็นเช่นเดียวกัน การพิพากษาครั้งสุดท้ายจะมีผลขึ้นอยู่กับพื้นฐานแห่งการเอาใจใส่ของเราต่อผู้ที่เล็กน้อยที่สุด และผู้ที่ยากจนที่สุด สำหรับเราคริสตชนที่เชื่อว่าเราเป็นผู้เช่าสวนรายใหม่ลองสำรวจดูว่า เราได้ผลิตผลของความยุติธรรมและความชอบธรรมหรือไม่

เมื่อเราอ่านเรื่องที่ประชาชนได้ปฏิเสธพระเยซูเจ้า และได้ลงมือฆ่าพระองค์ มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ประกาศกคนใด ที่ประชาชนไม่ต้องการต่อต้านและฆ่าทิ้งเสีย ก็ต้องไม่เป็นประกาศกแน่นอน” ดังนั้น เมื่อพระเมสสิยาห์ทรงเทศน์สอนเรื่องความรัก ฉันก็ตรึงกางเขนพระองค์ เมื่อมหาตมะ คานธี รับรองทฤษฎี “อหิงสา” ฉันก็ยิงเขาทิ้ง เมื่อภราดาโรเจอร์ตั้งกลุ่มภาวนาแบบเทเซ่ ฉันก็แทงเขาตาย หรือว่าพวกบรรดาหัวหน้าสมณะผู้อาวุโสของประชาชนชาวยิว หรือว่านาถูราม โคทเส (ผู้ฆ่าคานธี) หรือว่า Solcana เป็นสัญลักษณ์ในเงามืดของตัวฉันเองที่ต้องการฆ่าพระเมสสิยาห์ ฆ่ามหาตมะ คานธี และฆ่าภราดาโรเจอร์ มากกว่าที่จะติดตามรอยเท้าของบุคคลเหล่านั้น และทำให้บังเกิดผล

(คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2020
Based on : Sunday Seeds for Daily Deeds ;
By : Francis Gonsalves, S.J.)

1 ตุลาคม
ระลึกถึงนักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซู

1 ตุลาคม ระลึกถึงนักบุญเทเรซา แห่งพระกุมารเยซู

พรหมจารี และนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร (St Thérèse of the Child Jesus, Virgin & Doctor, memorial)

มารี ฟร็องซัวส์ เทแรส (Marie Francoise Thérèse) เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1873 เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนทั้งหมด 9 คน จากครอบครัวที่ศรัทธาแห่งอะลังซอง (Alencon) ประเทศฝรั่งเศส ทั้งคุณพ่อ Louis และคุณแม่ Zelie Martin ของท่านนักบุญเคยคิดที่จะเจริญชีวิตเป็นนักบวชมาก่อน แต่พระเจ้าทรงทดแทนให้ท่านทั้งสองโดยรับลูกๆของพวกท่านถึง 5 คนให้ได้ไปเป็นนักบวช หนูน้อยเทเรซาตั้งแต่อายุ 9 ขวบเป็นต้นมาได้พยายามตามบรรดาพี่ๆของเธอไปที่อารามคณะคาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้าที่เมือง ลีซีเออซ์ (Lisieux) ขณะที่เธอมีอายุได้ 14 ปี พระสังฆราชก็ยังพิจารณาเห็นว่าเธอยังเด็กไปที่จะเข้าอาราม ดังนั้นในปีศักดิ์สิทธิ์เธอได้เดินทางไปที่กรุงโรม และได้ร้องขอเป็นการส่วนตัวต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 ให้อนุมัติแก่เธอเป็นพิเศษเพื่อจะได้เข้าอาราม ในที่สุด ท่านก็ได้รับการต้อนรับให้เข้าอารามได้จาก Mother Prioress ในขณะที่อายุเพียง 15 ปีเท่านั้น

ซิสเตอร์เทเรซา แห่งพระกุมารเยซู ซึ่งใครๆก็เรียกเธอด้วยชื่อนี้ ได้รับคำชื่นชมโดยเห็นได้ชัดว่าเป็นผลิตผลแห่งพระหรรษทาน เธอได้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและรวดเร็วในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งเมื่ออายุ 22 ปีก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนวกจารย์ – ความซื่อแบบเด็กๆ ความสุภาพที่ปรากฏออกมาภายนอก การเสียสละอุทิศตนอย่างสม่ำเสมอ และความรักต่อพระเจ้าอย่างไม่มีขอบเขต รวมถึงความไว้วางใจในพระองค์โดยสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้คือคุณธรรมที่โดดเด่นในชีวิตของเธอ “ไม่มีใครจะวอนขอมากเกินไปจากพระเจ้า ผู้ทรงฤทธานุภาพและทรงเมตตาสงสาร เขาจะได้รับจากพระองค์จริงๆตามสัดส่วนของความไว้วางใจที่เขามีต่อพระองค์” แต่โดยผ่านทาง “หนทางเล็กๆ” (Little Way) ของเธอ ในการกระทำหน้าที่เล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันอย่างครบครันด้วยความรักต่อพระเจ้า ก็ได้กลายเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจสำหรับคนธรรมดาอย่างมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเธอได้เปิดเผยในหนังสืออัตชีวประวัติที่มีชื่อเสียงของเธอที่ชื่อว่า “เรื่องเล่าของวิญญาณดวงหนึ่ง” (The Story of a Soul) ซึ่งเธอได้เขียนเพราะความนบนอบ “อย่าทำตนให้เด่นในทุกสิ่ง อย่าบ่นว่า อย่าบอกว่าตนไม่สบาย จงแสดงความเป็นมิตรอย่างพิเศษกับคนเหล่านั้นที่ใจจืดใจดำกับเรา จงให้คำตอบอย่างหลักแหลมด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ” – เหล่านี้คือ สิ่งที่เธอปฏิบัติจริง

ในช่วงระยะเวลาเก้าปีครึ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในอารามเธอไม่ได้ทำตัวโดดเด่น แต่กลับวางตัวเป็นธรรมชาติมากจนว่าเธอสามารถผ่านเวลานี้ไปโดยไม่เป็นที่สังเกต สิ่งที่เธอตั้งใจทำเป็นพิเศษ คือเธอรู้สึกว่าจะต้องช่วยบรรดาพระสงฆ์และบรรดามิชชันนารีของพระศาสนจักร ดังนั้น เธอจึงสวดภาวนาและทำพลีกรรมเพื่อพวกเขา และหลังจากการตายต่อตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ (เธอเคยใฝ่ฝันจะเป็นมรณสักขีตั้งแต่วัยเด็ก) เธอได้มอบถวายตนด้วยความอ่อนหวานและความอดทนขั้นวีรกรรม ให้เป็นเสมือนเชลยของความรักเปี่ยมเมตตาของพระเจ้า เธอได้สิ้นชีพเพราะวัณโรคเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ.1897 เมื่อมีอายุ 24 ปี “มีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องทำเมื่อเราอยู่ในโลกข้างล่างนี้ คือรักพระเยซูเจ้า และช่วยวิญญาณต่างๆ ให้รอด เพื่อพระองค์จะทรงได้รับความรักมากขึ้น”

ได้รับแต่งตั้งเป็นบุญราศี ในปี ค.ศ. 1923 และได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นนักบุญเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1925 โดยพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ชื่อของท่านนักบุญที่ว่า “ดอกไม้น้อยๆ” (the Little Flower) กลายเป็นชื่อที่คนรู้จักกันอย่างกว้างขวาง ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ของบรรดานักบิน ของประเทศรัสเซีย และพร้อมกับนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ของประเทศมิสซังทั้งหลาย และท่านยังได้รับการประกาศเป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักรในปี ค.ศ.1997 โดย นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา

(ถอดความโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ
จากหนังสือ Saint Companions For Each Day
เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

A Letter to Our Brothers and Sisters
(25th September 2020)

A Letter to Our Brothers and Sisters (25th September 2020)

The video clip of the Rainbow Church for all Genders in Chiang Mai (All Saints Chiang Mai) published by Spectrum showed that their community has a priest and a married deacon, both British who came to stay in Chiang Mai. The priest and the deacon are shown wearing ceremonial garments and the images of the church are similar to what we have in our Catholic churches. This church welcomes Christians of all denominations and people of different religions and gender identities (LGBT). The interview in one section of the video clip was shot in a spot in front of the Sacred Heart Cathedral, Chiang Mai, which may mislead some people to think that we, Catholics, support this view or concept. For this reason we would like to clarify that:

1. This church does not belong to the Catholics.
2. The Catechism of the Catholic Church teaches that “homosexual acts are contrary to natural law. They close the sexual act to the gift of life…Under no circumstances can they be approved.” (CCC 2357)
3. People with homosexual tendencies “must be accepted with respect, compassion and sensitivity.” (CCC 2358)
4. “Homosexual persons are called to chastity. By the virtues of self-mastery that teach them inner freedom, at times by the support of disinterested friendship, by prayer and sacramental grace, they can and should gradually and resolutely approach Christian perfection.” (CCC 2359)

We, Catholics, welcome homosexual people who come to church with respect and sympathy. However, we refuse to accept matters that pertain to “same-sex life partners”, which signifies that we do not accept such form of sexual activity and that same-sex wedding ceremonies are not allowed.

Please be informed accordingly.

Bishop Francis Xavier Vira Arpondratana
Chiang Mai Diocese

จดหมายถึงพี่น้อง (25 กันยายน 2020)

เนื่องจาก โบสถ์สีรุ้งสําหรับคนทุกเพศ…เชียงใหม่ (AII Saints Chiang Mai) ได้ออกคลิปเผยแพร่ โดย SPECTRUM ว่ามีบาทหลวง 1 คน และสังฆานุกร (แต่งงาน) ชาวอังกฤษ 1 คน มาอยู่ที่เชียงใหม่ บาทหลวงและสังฆานุกรใส่ชุดในพิธี และภาพในโบสถ์เหมือนของเรา ต้อนรับชาวคริสต์ ทุกนิกาย ทุกศาสนา ทุกเพศ (LGBT) บทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งได้ใช้บริเวณหน้าอาสนวิหารพระหฤทัยเชียงใหม่ด้วย ซึ่งอาจทําให้บางคนเข้าใจผิด คิดว่าเราคาทอลิก สนับสนุน แนวความคิดนี้ เราจึงขอชี้แจงว่า


1. โบสถ์นี้ไม่ใช่ของชาวคริสต์คาทอลิก
2. ในหนังสือคําสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก สอนว่า “ พฤติกรรมความใคร่ต่อเพศเดียวกัน เป็นพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติ ไม่ยอมให้กิจกรรมทางเพศเป็นการให้ชีวิต…พฤติกรรมนี้จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ” (CCC 2357)
3. “บุคคลเหล่านี้จึงควรได้รับความเคารพ ความเห็นใจ และความอ่อนโยน” (CCC 2358)
4. “บุคคลที่มีความใคร่เพศเดียวกัน ก็ได้รับเรียกให้มีความบริสุทธิ์ด้วย… อาศัยคุณธรรม การควบคุมตนเอง ซึ่งสอนเขาให้มีอิสรภาพภายใน และบางครั้งอาศัยความช่วยเหลือของมิตรภาพที่ไม่เห็นแก่ตัว อาศัยการอธิษฐานภาวนา และพระหรรษทานของศีลศักดิ์สิทธิ์ก็อาจ และต้องตั้งใจจริง ค่อยๆเข้ามาถึงความครบครันแบบคริสตชนให้ได้ด้วย (CCC 2359)

เราคาทอลิกยินดีต้อนรับบุคคลที่มีความรักใคร่เพศเดียวกันเข้าวัด ด้วยความเคารพ เห็นใจ แต่ไม่ยอมรับเรื่อง”คู่ชีวิต” คือไม่ยอมรับกิจการทางเพศเช่นนี้ และไม่สามารถประกอบพิธีแต่งงานให้ได้

จึงเรียนมาเพื่อทราบ


บิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์
สังฆมณฑลเชียงใหม่