ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา ปี A

“พระเจ้าข้า ถ้าพี่น้องทำผิดต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องยกโทษให้เขาสักกี่ครั้ง”

หัวข้อข้างบนนี้เป็นคำถามของเปโตรในพระวรสารของอาทิตย์นี้ และโดยที่ท่านก็รู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงสอนเรื่องการยกโทษให้ผู้อื่น จึงเสริมว่า “ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่”

คำตอบของพระเยซูเจ้า คงจะไม่นำความแปลกใจมาให้กับพวกเราคริสตชนแต่อย่างไร “ต้องยกโทษให้เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง” มันเป็นการยกโทษให้แบบไม่มีที่สิ้นสุด

กำลังจะยกตัวอย่างสุภาพสตรีผู้หนึ่งชื่อ คอรี่ (Corrie) เธออยู่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวของเธอมีร้านขายนาฬิกา เมื่อนาซีเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ได้ ครอบครัวของเธอได้เริ่มช่วยเหลือพวกยิวไม่ให้ถูกส่งตัวไปค่ายกักกันหรือค่ายมรณะ ต่อมามีคนไปฟ้องเจ้าหน้าที่ เธอและน้องสาวถูกส่งไปค่ายกักกันที่หนึ่งด้วย แต่เป็นค่ายที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง

หลังจากประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส คอรี่รอดตายมาได้ ส่วนน้องสาวไม่รอด หลังสงครามเธอได้เดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อพูดเรื่องเกี่ยวกับการให้อภัย และการกลับคืนดีกัน

ครั้งหนึ่งหลังจบคำปราศรัยของเธอที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ชายคนหนึ่งเข้ามาหาเธอเพื่อขอบคุณเธอสำหรับการพูดครั้งนั้น คอรี่แทบไม่เชื่อสายตาว่า ชายผู้นั้นคือยามคนหนึ่งของพวกนาซี ที่เคยยืนประจำหน้าที่ที่ห้องอาบน้ำของพวกผู้หญิงที่ค่ายราเวนสบรุค ที่เธอถูกกักกันอยู่

ห้องอาบน้ำคือห้องอะไร เขาแยกเป็นหญิงและชาย บังเอิญเพิ่งอ่านเรื่อง ยิว ที่เขียนโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายว่าดังนี้

“นาซีคนหนึ่งได้ทดลองแก๊สซึ่งผลิตได้ในราคาถูกอย่างหนึ่งมีชื่อว่า ไซคลอนบี เป็นส่วนผสมระหว่างไฮโดรเจนกับไซยาไนด์ ภายในเวลาไม่กี่นาที เชลย 600 คนก็ตายเรียบ ตั้งแต่นั้นมา วิธีการฆ่าคนเป็นล้านๆ อย่างสะดวกรวดเร็วและประหยัดก็เกิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้น…

ตามค่ายกักกันทั่วไปนั้นได้มีการสร้างห้องใหญ่ขึ้น พอที่จะบรรจุคนได้หลายร้อยคนในครั้งเดียวกัน ห้องเหล่านี้เรียกว่า ห้องอาบน้ำ พอยิวที่ถูกจับส่งตัวมาค่ายกักกันมาถึง ก็จะได้รับคำสั่งให้เปลื้องเสื้อผ้าออกทั้งหมด เพื่ออาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะเข้าสู่ค่ายกักกันต่อไป

ทุกคนถูกต้อนเข้าไปอยู่ใน “ห้องอาบน้ำ” อย่างเบียดเสียดกัน เด็กทารกตัวเล็กๆ ก็จะถูกโยนตัวตามเข้าไปด้วย ครั้งแล้วประตูเหล็กก็จะปิดเข้าหากัน ธาตุไซคลอนบีก็ร่วงลงมาจากบัวอาบน้ำเป็นเมล็ดเล็กๆ สีฟ้า พอหล่นถึงพื้นเมล็ดสีฟ้าก็จะปล่อยแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์ จึงจะค่อยๆ ลอยขึ้นสู่เพดาน คนที่อยู่ในห้องนั้นก็จะหายใจเอาแก๊สนั้นเข้าไป และจะชักดิ้นชักงอ อาเจียนจนตายไปช้าๆ และทรมานที่สุด ผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูจัด และมีจุดเขียวๆ ขึ้นตามตัวทั่วไป กว่าจะตายได้ก็ต้องชักกระตุกอยู่อีกนาน ตามผนังห้องนั้นมีรูบุกระจกใสสำหรับเจ้าหน้าที่นาซีมายืนดูยิวตายอย่างทรมาน…”

ย้อนกลับมาที่เรื่องของคุณคอรี่ ชายผู้นั้นยื่นมือมาจะขอจับมือเธอ แต่เธอกลับมือแข็งทื่อไม่สามารถยื่นออกมาได้ ความหวาดกลัวขณะที่อยู่ในค่ายและความตายของน้องสาวผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนในความทรงจำ เธอเต็มไปด้วยความขมขื่นใจและรังเกียจเขาอย่างรุนแรง คอรี่ไม่อยากเชื่อตัวเองเลย เธอเพิ่งพูดเรื่องการให้อภัยอย่างน่าจับใจ แต่บัดนี้เธอเองไม่สามารถให้อภัยคนๆหนึ่ง เหมือนกับความรู้สึกของเธอถูกปิดกั้นจนไม่สามารถยื่นมือออกไปให้เขาสัมผัสได้

สิ่งที่คอรี่ประสบก็เป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเราประสบเป็นช่วงๆ ในชีวิตของเรา เราพบว่าเราไม่อาจให้อภัยคนบางคน เรารู้สึกว่าอารมณ์เราถูกปิดกั้นต่อคนบางคนที่ทำร้ายต่อเรา

ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราจะทำอย่างไร เราจะสามารถถือตามคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าในพระวรสารของวันนี้ได้อย่างไร เราลองมาดูว่าคอรี่แก้ปัญหานี้เช่นไร

เธอเริ่มสวดวอนขอเงียบๆ ในใจ “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกไม่สามารถให้อภัยผู้ชายคนนี้ได้ โปรดให้อภัยแก่ลูกด้วยเทอญ” ในขณะนั้นเอง เธอรู้สึกว่ามีพลังที่มาจากนอกตัวเธอทำให้มือเธอยื่นไปจับชายคนนั้นด้วยการให้อภัยอย่างแท้จริง ในเวลานั้น เธอเองค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่

ดังนั้น ให้เราเชื่อและไว้วางใจในพระเยซูเจ้า เมื่อพระองค์ทรงสอนให้รักศัตรู พระองค์ก็จะทรงให้พระหรรษทาน ให้เราสามารถทำตามที่ทรงสั่งสอนนั้นจนได้

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2011
Based on : (1) Illustrated Sunday Homilies – Year A ; by Mark Link, SJ
(2) ยิว เขียนโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 24 เทศกาลธรรมดา ปี A

การสุมความโกรธไว้

อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกาคนที่ 16 ได้รับเลือกเข้ามาในตำแหน่งในช่วงต่อต้านการมีทาส ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งก่อนจะเกิดสงครามกลางเมือง (Civil War) ในปี 1863 ลินคอล์นออกคำประกาศให้บรรดาทาสที่อยู่ทางใต้เป็นอิสระ และในอีก 2 ปีต่อมาได้ห้ามการมีทาสทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ลินคอล์นได้ต่อต้านการเป็นทาสในทุกๆรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่การที่คนเรายอมเป็นทาสความโกรธแค้นและความขุ่นเคืองของตนเอง

เลขานุการด้านสงครามของลินคอล์น ชื่อ เอ็ดวิน สแตนตัน (Edwin Stanton) ได้รับความลำบากใจกับนายพลคนหนึ่ง ซึ่งกล่าวหาเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าเป็นคนขี้ประจบ สแตนตันบ่นเรื่องนี้กับลินคอล์น ท่านแนะนำให้เขียนจดหมายถึงนายพลคนนั้นด้วยถ้อยคำที่บาดใจ สแตนตันทำตามทันที และนำมาให้ประธานาธิบดีดูว่าใช้คำรุนแรงแค่ไหน ท่านปรบมือให้กับถ้อยคำภาษาที่ทรงพลัง พร้อมทั้งถามว่า “แล้วคุณจะทำอะไรต่อไป” สแตนตันแปลกใจเล็กน้อยกับคำถามนั้น จึงตอบไปทันทีว่า “ส่งไปให้เขาสิครับ” ลินคอล์นสั่นศีรษะแล้วพูดว่า “คุณไม่ต้องส่งจดหมายนั้นไปหรอก ทิ้งมันลงบนเตาเผานั่นแหละ นี่คือสิ่งที่ฉันทำในเวลาโกรธ ฉันจะเขียนระบายลงไปในจดหมาย แม้มันเป็นจดหมายที่ดีก็จริง ให้ถือว่าคุณมีเวลาที่ดีในการได้เขียนมันและก็รู้สึกดีขึ้น แล้วนั้น ก็จงเผามันทิ้ง และเขียนอันอื่นแทน”

ลินคอล์นอาจจะทำตามคำแนะนำของพระวาจาของพระเจ้าในบทอ่านที่ 1 ของวันอาทิตย์นี้ ที่เน้นถึงเรื่องการสุมความแค้นไว้ว่าดังนี้

“ถ้าผู้ใดสุมความโกรธต่อผู้อื่นไว้
เขาจะขอให้องค์พระผู้เจ้าเจ้าทรงรักษาเขาให้หายได้อย่างไร
ถ้าเขาไม่มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
เขาจะกล้าอธิษฐานภาวนาขออภัยบาปของตนได้อย่างไร”

การสุมความโกรธไว้ หรือการเพิ่มไฟแค้นไว้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตัวเราเอง จริงๆแล้วถึงตายเลยทีเดียว เพราะมันทำให้เราพิกลพิการและขาดเกราะกำบังเมื่อเราต้องการให้บาปของเราได้รับการอภัยนั่นเอง

การให้อภัยอย่างไม่มีขีดจำกัด

พระวรสารของนักบุญมัทธิววันนี้ยังพูดต่อเนื่องในเรื่องความสัมพันธ์ของคริสตชน เน้นถึงความจำเป็นของการให้อภัยระหว่างสมาชิกของประชาคม นักบุญเปโตรถามพระเยซูเจ้าว่า เราต้องยกโทษให้พี่น้องที่ทำผิดต่อเรากี่ครั้ง แล้วก็ชิงตอบเองด้วยคำถามว่า “ถึง 7 ครั้งไหม” ตามธรรมประเพณียิวสอนกันมาว่าพระเจ้าทรงให้อภัย 3 ครั้ง และจะทรงลงโทษครั้งที่ 4 (นำความคิดนี้มาจากหนังสือประกาศกอามอส 1 : 3.6.9.11.13; 2 : 1.4.6.) ไม่เชื่อกันว่าคนที่ถูกทำร้ายจะสามารถมีคุณธรรมสูงไปกว่าพระเจ้าได้ ดังนั้น การให้อภัยจึงถูกจำกัดอยู่แค่ 3 ครั้ง ถ้าดูตามมาตรฐานนั้นสิ่งที่นักบุญเปโตรเสนอไปถือว่าใจดีมากที่สุดแล้ว แต่สำหรับพระเยซูเจ้าเพียงเท่านี้ยังไม่พอ พระองค์ทรงตอบโดยให้คำตอบกลับกันกับเรื่องการแก้แค้นที่เคยเขียนไว้ในพันธสัญญาเดิม กล่าวคือ “ถ้ากาอินจะถูกแก้แค้นเป็นเจ็ดเท่า ลาเมคจะถูกแก้แค้นเป็นเจ็ดสิบเท่า” (ปฐก 4 : 24) เพียงเพราะว่าในยุคเก่าก่อนความเกลียดชังและการแก้แค้นเป็นเรื่องไม่มีข้อจำกัด ดังนั้น สำหรับคริสตชนก็ต้องไม่มีข้อจำกัดเรื่องความเมตตากรุณา และการให้อภัย

อุปมาเรื่องลูกหนี้ไร้เมตตาทรงมีจุดประสงค์เพื่อเน้นถึงความจำเป็นในการรู้จักให้อภัย เมื่อกษัตริย์ทรงประสงค์จะตรวจบัญชีหนี้สินของผู้รับใช้คนหนึ่ง ปรากฏว่าเขาเป็นหนี้อยู่พันล้านบาท จำนวนที่มากเช่นนี้เป็นการขยายความให้เยอะเข้าไว้ เพื่อจะเทียบให้เห็นความแตกต่างอย่างตรงกันข้ามกับจำนวนน้อยนิดที่เขานั้นได้เป็นเจ้าหนี้คนๆหนึ่ง เมื่อกษัตริย์สั่งให้ขายทั้งตัวเขา บุตรภรรยา และทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อใช้หนี้ เขาวิงวอนขอผัดผ่อนเงื่อนของเวลา กษัตริย์ทรงสงสารจึงปล่อยเขาไปและยกหนี้ให้ แต่ชายคนนี้กลับลืมบทเรียนที่ชีวิตเขาผ่านประสบการณ์นี้มา เขาปฏิเสธที่จะให้เพื่อนที่เป็นหนี้เขาผัดหนี้ไว้ก่อน และให้นำไปขังคุกไว้ เมื่อมีรายงานเรื่องความแล้งน้ำใจของชายผู้นี้ไปถึงกษัตริย์ สิ่งที่เขาเคยได้รับก็ถูกเรียกกลับคืน และเขาต้องไปทนทรมานจนกว่าจะชำระหนี้จนหมดสิ้น

จงจดจำไว้ถึงเรื่องของการให้อภัย

มากกว่านั้น ลูกหนี้ไร้เมตตาคนนั้นถูกประณาม เพราะเขาสูญเสียความจดจำ การลืมบาปของเราเองจะทำให้เราขาดความเมตตาต่อผู้อื่น จงจำไว้ว่าพระเจ้าทรงกรุณามิลงโทษบาปผิดของเราอย่างไร จงให้สิ่งนั้นนำทางเราให้อภัยแก่คนอื่นอย่างนั้นด้วย ถ้าเราไม่จดจำพระเมตตาของพระเจ้าไว้ สุดท้ายเราอาจจะเป็นคนใจร้ายต่อคนอื่น นี่แหละที่ทำไมตอนเริ่มต้นพิธีมิสซาเราได้รับการเชิญชวนให้สำนึกถึงบาปของเรา เพราะเมื่อเราทำเช่นนี้แล้ว เราจะสามารถสวดบท “ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” ได้เต็มที่ว่า “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น”

จุดประสงค์ที่ให้เราสำนึกว่าเป็นคนบาปไม่ใช่เพื่อทำให้เราเป็นอัมพาต แต่เพื่อเตือนใจว่าเราทุกคนต่างมีชีวิตในพระกรุณายิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผู้ทรงให้อภัยเรา

สรุป : อุปมาเรื่องลูกหนี้ไร้เมตตา ซึ่งมีเขียนไว้แต่นักบุญมัทธิวผู้เดียวเท่านั้น แม้ไม่ใช่เป็นตัวอย่างของการให้อภัยก็จริง แต่ทำให้เราทราบเหตุผลมากกว่า ว่าทำไมเราจึงควรให้อภัย ดังนี้ :

1) เราได้รับการให้อภัยมาก่อน

2) เราได้รับการให้อภัยมากอย่างยิ่ง มากกว่าที่เราเคยให้อภัยไป

3) ถ้าเราไม่รู้จักให้อภัย เราจะไม่ได้รับการอภัยด้วย

(เขียนโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 13 กันยายน 2017
Based on : 1) Seasons of the WORD โดย Denis McBride ;
2) Sunday Seeds for Daily Deeds โดย Francis Gonsalves, S.J.)

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2020

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2020

เปโตรมีความเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ไถ่และเป็นพระบุตรของพระเจ้า

พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงไตร่ตรองพระวรสารของวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2020 ก่อนสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าว เที่ยงวันพร้อมกับผู้เข้าเฝ้าจำนวนจำกัด ณ ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน

        พระสันตะบิดรทรงเตือนใจผู้ฟังให้ทราบถึงความสำคัญแห่งพระวรสารตอนนี้ (มธ. 16: 13-20) ซึ่งเปโตรน้อมรับความเชื่อของตนว่าพระเยซูคริสต์คือพระผู้ไถ่ ทรงเป็นพระบุตรที่แท้จริงของพระเจ้า

        “ความสับสนของอัครสาวกถูกกระตุ้นโดยพระเยซูคริสต์เอง ซี่งปรารถนาที่จะนำศิษย์ของพระองค์ให้ตัดสินใจเด็ดขาดในการมีความสัมพันธ์กับพระองค์” พระสันตะปาปาย้ำอีกว่า “อันที่จริง การเดินทางของพระเยซูคริสต์พร้อมกันกับผู้ที่ติดตามพระองค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอัครสาวกทั้ง 12 องค์ล้วนแล้วแต่เป็นการสั่งสอนอบรมความเชื่อของพวกเขา”

สวัสดี ลูกๆและพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        บทอ่านของพระวรสารวันอาทิตย์ (ม. 16: 13-20) แสดงให้เห็นวินาทีที่เปโตรแสดงความเชื่อของตนเองในองค์พระเยซูคริสต์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่และเป็นพระบุตรของพระเจ้า ความเชื่อของอัครสาวกได้รับการกระตุ้นจากพระเยซูคริสต์เองผู้ทรงปรารถนาที่จะนำศิษย์ของพระองค์ให้ตัดสินใจเด็ดขาดในความสัมพันธ์กับพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอัครสาวก 12 องค์ อันที่จริงการเดินทางทั้งชีวิตของพระเยซูคริสต์กับผู้ที่ติดตามพระองค์ล้วนแต่เป็นการสอนอบรมความเชื่อของพวกเขา ประการแรกพระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “ประชาชนคิดว่าบุตรของพระเจ้าคือผู้ใด? (ข้อ13)  อัครสาวกชอบพูดเกี่ยวกับประชาชนก็เหมือนพวกเรา คือพวกเราชอบพูดซุบซิบนินทา การพูดถึงคนอื่นวิจารณ์ผู้อื่นเพราะพวกเราแลดูไม่ต้องเสียอะไร นี่คือเหตุผลที่พวกเราชอบพูดถึงคนอื่น แม้กระทั่งพูดให้คนอื่นเสียหาย ในกรณีเช่นนี้ความเชื่อจึงเป็นสิ่งจำเป็นแทนที่จะเป็นการซุบซิบนินทา พระองค์จึงถามย้ำว่า “ผู้คนเขาคิดว่าเราเป็นผู้ใด?”  บรรดาศิษย์ดูเหมือนจะชิงกันแสดงความคิดเห็นต่างๆ ซี่งส่วนใหญ่พวกเขามักจะแสดงความคิดเห็นร่วมกัน พระเยซูคริสต์แห่งนาซาเร็ธถูกถือว่าเป็นประกาศก (ข้อ 14)

        ด้วยคำถามที่สองพระเยซูคริสต์ทิ่มแทงถึงขั้วหัวใจพวกเขา “แล้วพวกท่านล่ะ? … พวกท่านคิดว่าเราเป็นใคร?” (ข้อ 15)  ตรงนี้พวกเราดูเหมือนจะเห็นความเงียบเนื่องจากแต่ละคนที่อยู่ ณ ที่นั้นถูกเรียกร้องให้ต้องหาคำตอบคำถาม ให้ต้องแสดงเหตุผลที่ทำไมพวกเขาจึงติดตามพระเยซูคริสต์ ดังนั้นการหยุดคิดสักครู่หนึ่งจึงเป็นความชอบธรรม หากพ่อจะถามพวกท่านเวลานี้ว่า “สำหรับท่านแล้ว ท่านคิดว่าพระเยซูคริสต์คือผู้ใด?”  ก็คงจะต้องมีการหยุดคิดเช่นกัน  ซีมอนช่วยแก้หน้าพวกเขาด้วยการประกาศอย่างเข้มแข็งว่า “ท่านเป็นพระผู้ไถ่ เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (ข้อ 16)  คำตอบที่ครบครันและจรรโลงใจไม่ได้มาจากความคิดของตนเอง แม้จะแสดงถึงความมีใจกว้างเพราะเปโตรเป็นคนที่มีใจกว้าง แต่นี่เพราะว่าผลแห่งพระหรรษทานพิเศษของพระบิดาเจ้าสวรรค์ ที่จริงพระเยซูคริสต์ตรัสว่า “การเปิดเผยความจริงนี้มิได้มาจากเนื้อหนังมังสาของท่าน” กล่าวคือ จากวัฒนธรรม จากการที่ท่านได้รับการศึกษา ไม่เลย สิ่งนี้ไม่ได้เผยอะไรให้ท่านทราบ ความจริงถูกเปิดเผยให้ท่านทราบโดยพระบิดาของเราในสรวงสวรรค์” (ข้อ 17)   การภักดีต่อพระเยซูคริสต์เป็นพระหรรษทานของพระบิดา การกล่าวว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระบิดาผู้ทรงชีวิต ผู้ทรงเป็นพระผู้ไถ่ เป็นพระหรรษทานที่พวกเราต้องพยายามขอ “ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานให้ลูกเชื่อในพระเยซูคริสต์”  ในขณะเดียวกันพระเยซูคริสต์ทรงยอมรับคำตอบโดยฉับพลันต่อแรงบันดาลใจแห่งพระหรรษทาน พระองค์จึงกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นว่า (ท่านเป็นศิลา และบนศิลานี้เราจะสร้างพระศาสนจักรของเรา และประตูนรกจะไม่มีวันที่จะเอาชนะได้” (ข้อ 18)  ด้วยการยืนยันนี้พระเยซูคริสต์ทรงทำให้ซีมอนรับรู้ถึงความหมายของชื่อใหม่ที่พระองค์ทรงประทานให้เขาว่า ชื่อ “เปโตร แปลว่า ศิลา” ความเชื่อที่เขาเพิ่งแสดงออกมาแสดงให้เห็นถึง “ศิลา” ที่ไม่มีวันสะเทือนหวั่นไหว ซึ่งพระบุตรของพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะตั้งพระศาสนจักรของพระองค์ ซึ่งได้แก่ชุมชน และพระศาสนจักรจะคงก้าวหน้าต่อไปบนพื้นฐานแห่งความเชื่อของเปโตร อันเป็นความเชื่อที่พระเยซูคริสต์ยอมรับในเปโตรและที่ทำให้เขาเป็นหัวหน้าของพระศาสนจักร

        วันนี้พวกเราได้ยินคำถามของพระเยซูคริสต์ต่อเราแต่ละคน “แล้วท่านล่ะ ท่านว่าเราเป็นผู้ใด?  และเราแต่ละคนจะต้องไม่ให้คำตอบแบบที่เป็นทฤษฎี แต่ต้องเป็นคำตอบที่เป็นความเชื่อซึ่งได้แก่ชีวิต เพราะความเชื่อคือชีวิต “สำหรับตัวฉัน พระองค์ทรงเป็น…” และแล้วพวกเราก็เชื่อในพระองค์ ต้องเป็นคำตอบที่เรียกร้องให้พวกเราฟังเสียงภายในกับเสียงของพระบิดาดุจศิษย์รุ่นแรก และตามสิ่งที่พระศาสนจักรซึ่งล้อมรอบเปโตรยังคงทำการประกาศสั่งสอน  ซึ่งเป็นเรื่องของความเข้าใจว่าพระเยซูคริสต์คือผู้ใดสำหรับพวกเรา หากพระองค์เป็นศูนย์ลางแห่งชีวิตของพวกเรา  หากพระองค์คือเป้าหมายแห่งหน้าที่ของพวกเราในพระศาสนจักร และหน้าที่ของพวกเราต่อสังคม พระเยซูคริสต์เป็นใครสำหรับตัวฉัน? พระเยซูคริสต์เป็นใครสำหรับท่าน สำหรับท่าน สำหรับท่าน …?  นี่เป็นคำถามที่พวกเราต้องตอบทุกวัน

        แต่เพราะว่าจะขาดเสียมิได้ และเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมที่การอภิบาลชุมชนของพวกเราจะต้องเปิดกว้างสู่หลายรูปแบบของความยากจนและวิกฤตต่างๆซึ่งมีอยู่ทั่วไป ความรักเมตตาที่เป็นทางหลวงแห่งการเดินทางของความเชื่อ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่งานต่างๆในความเอื้ออาทรและของเมตตากิจที่พวกเราทำจะต้องไม่ทำให้พวกเราไขว้เขวไปจากความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์  ความรักเมตตาของคริสตชนต้องไม่เป็นเพียงงานมนุษยธรรม แต่ในมุมมองหนึ่งเป็นการมองไปยังผู้อื่นด้วยสายพระเนตรของพระเยซูคริสต์เอง และในอีกมุมมองหนึ่งต้องมองเห็นใบหน้าของพระเยซูคริสต์ในคนยากจน นี่คือหนทางที่แท้จริงของคริสตชนที่มีความรักเมตตาโดยมีพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลางเสมอ ข้อให้พระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นความสุขแท้เพราะพระแม่ทรงเชื่อ  ขอให้พระแม่เป็นผู้ชี้นำทางและเป็นแบบฉบับบนหนทางแห่งความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พร้อมกับโปรดให้พวกเรารับรู้ว่าความวางใจในพระองค์ จะให้ความหมายที่แท้จริงต่อความรักเมตตาของพวกเราและต่อการมีชีวิตของพวกเรา

หลังการสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าวพระสันตะปาปายังทรงมีพระดำรัสดังนี้

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก

        เมื่อวานนี้พวกเรามีการฉลองวันสากลเพื่อรำลึกถึงผู้เคราะห์ร้าย (เหยื่อ) ของการใช้ความรุนแรงที่มีพื้นฐานอยู่บนศาสนาหรือความเชื่อ ขอให้พวกเราอธิษฐานภาวนาเพื่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา ขอให้พวกเราอธิษฐานภาวนา และมีความเอื้ออาทรต่อผู้คนอีกมากมายซึ่งทุกวันนี้ถูกเบียดเบียน เพราะควารมเชื่อแตกต่างหรืออคติทางศาสนา

        พรุ่งนี้วันที่ 24 สิงหาคม เป็นวันครบรอบ 10 ปีของวันสังหารหมู่ผู้อพยพย้ายถิ่น 72 คนที่ประเทศเม็กซิโก (San Fernando, Tamuaulipas, Mexico) ผู้เคราะห์ร้ายเป็นคนที่อพยพมาจากประเทศต่างๆ เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า พ่อปรงสงค์ขอแสดงความเอื้ออาทรกับครอบครัวของพวกที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเรียกร้องหาความจริง และความยุติธรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น พระเจ้าจะถือว่านี่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราต่อผู้อพยพย้ายถิ่นทุกคน ซึ่งสิ้นหวังในการเดินทางเพื่อความหวัง  พวกเขาเป็นเหยื่อของวัฒนธรรมแห่งการทิ้งขว้าง

        พรุ่งนี้ยังเป็นวันครบปีที่สี่ของการเกิดแผ่นดินไหวที่มีผลกระทบต่อประเทศอิตาลีภาคกลาง พ่อขอรื้อฟื้นการอธิษฐานภาวนาสำหรับครอบครัว และชุมชนที่ต้องรับทุกข์จากความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ซึ่งพวกเขาต้องการความเอื้ออาทรและความหวัง  และพ่อก็หวังว่าจะมีการฟื้นฟูกันอย่างรวดเร็วเพื่อเขาเหล่านั้นจะได้มีชีวิตอย่างสงบในดินแดนที่สวยงามนั้นตามเนินเขาอัปเปนนีเน (Appennine)

        พ่อปรงสงค์ที่จะเน้นถึงความใกล้ชิดห่วงใยของพ่อเองกับประชานแห่งกาโบ เดลกาโด (Cabo Delgado) ทางตอนเหนือของประเทศโมซัมบิค (Mozambique) ที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์เพราะการก่อการร้ายระดับสากล พ่อยังจำได้จนติดหูติดตาถึงการเยือนของพ่อไปยังประเทศนั้นในปีที่แล้ว

        พ่อขอต้อนรับทุกคนทั้งพี่น้องชาวกรุงโรม และผู้จาริกแสวงบุญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนแห่ง “Cernusco Sul Naviglio” ที่แต่งชุดสีเหลืองอยู่แถวโน้น  พวกเขาเดินทางจากเมื่องซีเอนา (Siena) โดยจักรยานและเดินทางมาตามเส้นทางฟรังชิเยนา (Francigena)  พวกเขาทำได้ดีมาก  และพ่อขอต้อนรับหลายครอบครัวที่มาจาก Carobbo Degli Angeli (จังหวัดแบร์กาโม)  ซึ่งเดินทางแสวงบุญเพื่อรำลึกถึงผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายของไวรัสโคโรนา และขอให้พวกเราอย่าลืมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของโควิด19 ด้วย  เมื่อเช้านี้พ่อได้ยินประจักษ์พยานของครอบครัวหนี่งที่สูญเสียเหลนไปหลายคนโดยที่ไม่มีโอกาสร่ำลากัน อันมีความทุกข์มากมาย มีคนจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิต พวกเขาตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย (เหยื่อ) ของเชื้อโรคนี้ ทั้งบรรดาอาสาสมัคร แพทย์ พยาบาล  ซิสเตอร์ บาดหลวง นักบวชก็พลอยเสียชีวิตไปด้วย ขอให้พวกเรารำลึกถึงครอบครัวที่ต้องเผชิญความทุกข์เพราะเรื่องนี้

        พ่อขอให้ทุกคนมีความสุขในวันอาทิตย์ โปรดอย่าลืมสวดภาวนาสำหรับพ่อด้วยขอให้ทานอาหารกลางวันด้วยความสุขทุกคน แล้วค่อยพบกันใหม่

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา ปี A

ภายใต้ "ศิลา" และ "กุญแจ"

ชายคนหนึ่งทำกุญแจตู้เซฟเก็บเงินหายไปตอนหัวค่ำ เขาจึงเริ่มมองหากุญแจอยู่ภายนอกบ้าน เพื่อนบ้านบางคนเห็นดังนั้นก็เลยมาช่วยกันหาด้วย เวลาผ่านไปนานพอควร ทุกคนเริ่มเหนื่อยและหมดแรง แต่ก็ยังหาไม่เจอ เพื่อนคนหนึ่งจึงถามขึ้นว่า “ทำกุญแจหายที่ไหนกันแน่” เขาตอบว่า “น่าจะเป็นภายในบ้าน” “อ้าว… แล้วทำไมพาเราออกมาหานอกบ้านล่ะ” เขาตอบว่า “ก็นอกบ้านมีแสงสว่างมากกว่าในบ้าน”

คนเรามักจะมองกุญแจผิดที่ผิดทางอยู่บ่อยๆ ใช่หรือไม่ ที่ตลกก็คือ กุญแจที่จะไขความเข้าใจเกี่ยวกับพระวาจาของพระเจ้าอาทิตย์นี้ก็คือเรื่องของ “กุญแจ” นั่นเอง ซึ่งในบทอ่านแรก หมายถึงกุญแจราชวังของกษัตริย์ดาวิด ส่วนในพระวรสารหมายถึง กุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์

ในโลกและภาษาของพระคัมภีร์ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบกุญแจ เป็นสัญลักษณ์หมายถึง เป็นผู้ดูแลทรัพย์สิน และยังหมายถึงอำนาจอีกด้วย ในบทอ่านแรกเล่าว่า อำนาจในการถือกุญแจของเชบนาถูกถอดออก และนำไปมอบให้แก่คนอื่น ส่วนในพระวรสาร สัญลักษณ์ของกุญแจปรากฏอีก คือการที่พระเยซูเจ้าได้ทรงมอบกุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์ให้แก่นักบุญเปโตร เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องกุญแจดีมากขึ้น ขอยกอีกสองตัวอย่างที่พูดถึงเรื่องนี้ที่ปรากฏอยู๋ในหนังสือวิวรณ์

” เราเป็นผู้มีชีวิต เราตายไปแล้ว แต่บัดนี้เรามีชีวิตอยู่ตลอดนิรันดร เรามีอำนาจเหนือความตาย และเหนือแดนผู้ตาย (= แปลตามตัวอักษรว่า “เราถือกุญแจแห่งความตาย และกุญแจแห่งแดนผู้ตาย”) ดังนั้น จึงเขียนสิ่งที่ท่านได้เห็น คือสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ” (วว 1:18-19)

” จงเขียนถึงทูตสวรรค์ของพระศาสนจักรที่เมืองฟิเลเดลเฟียว่า ‘พระองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทรงสัตย์ ผู้ทรงถือกุญแจของกษัตริย์ดาวิด เมื่อพระองค์ทรงเปิด ไม่มีผู้ใดปิดได้ และเมื่อพระองค์ทรงปิดก็ไม่มีผู้ใดเปิดได้’ ” (วว 3:7)

ขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องที่เป็นภูมิหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบทอ่านแรก เชบนาเป็นมหาเสนาบดี เป็นนายกรมราชวังของกษัตริย์เฮเซคียาห์ ถือเป็นตำแหน่งใหญ่รองจากกษัตริย์เท่านั้น เชบนาผู้นี้เป็นผู้ต่อต้านนโยบายของประกาศกอิสยาห์ ที่เน้นให้ไว้วางใจแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น พระเจ้าจึงทรงดึงเชบนาลงจากตำแหน่ง และให้เอลียาคิมได้ตำแหน่งนั้นแทน ตำแหน่งนี้โดยธรรมประเพณีแล้ว ทุกๆเช้าเขาจะต้องส่งคนไปเปิดประตูวัง เป็นคนคอยกำกับดูแลว่าจะให้ใครเข้ามา และคอยส่งคนกลับออกไป จึงเทียบเท่ากับผู้ที่ถือกุญแจ หรือมีอำนาจไขประตูวังให้ใครเข้า ใครออก

จึงนำมาสู่การเปรียบเทียบเรื่องในพระวรสารของวันนี้ที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับนักบุญเปโตรว่า “เรามอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้ ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกบนแผ่นดินนี้ จะผูกไว้ในสวรรค์ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในแผ่นดินนี้ ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย” นักบุญมัทธิวผู้นิพนธ์พระวรสารวางนักบุญเปโตรในฐานะเป็นผู้นำ และเป็นโฆษกของบรรดาอัครสาวก เช่นใน มธ 14:28, 29 (นักบุญเปโตรขอเดินบนน้ำไปหาพระเยซูเจ้า และพระองค์ทรงอนุญาต) และใน มธ 15:15 (นักบุญเปโตรทูลพระองค์ว่า “โปรดอธิบายข้อความที่เป็นปริศนานี้เถิด”) ให้สังเกต ณ ที่นี้ว่า เมื่อพระเยซูเจ้าได้ตรัสถามบรรดาอัครสาวกว่า “ผู้คนเขาว่าบุตรแห่งมนุษย์เป็นใคร” พวกสาวกต่างตอบตามความหมายคำทำนายถึงพระเมสสิยาห์ที่เชื่อกันอย่างแพร่หลายทั่วไปว่า “เป็นยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง เป็นประกาศกเอลียาห์ เป็นประกาศกเยเรมีห์ หรือประกาศกองค์ใดองค์หนึ่ง” แต่นักบุญเปโตรกลับประกาศว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” พระเยซูเจ้าจึงตรัสตอบเขาว่า “ซีโมน บุตรของยอห์น ท่านเป็นสุข เพราะไม่ใช่มนุษย์ที่เปิดเผยให้ท่านรู้ แต่พระบิดาเจ้าของเราผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผย” แล้วพระองค์ได้ทรงแต่งตั้งนักบุญเปโตรให้เป็นหัวหน้าดูแลพระศาสนจักรด้วยคำว่า “ท่านคือศิลา และบนศิลานี้เราจะตั้งพระศาสนจักรของเรา ประตูนรกจะไม่มีวันชนะพระศาสนจักรได้…”

อย่างไรก็ตาม นักบุญเปโตรไม่ได้เป็นคนหนึ่งที่เคยประกาศว่าพระเยซูเจ้าคือใครเท่านั้น แต่ได้เคยปฏิเสธพระองค์ด้วย ท่านไม่ได้เป็นผู้ที่ยืนยันความเชื่อในพระองค์เท่านั้น แต่ยังเคยลังเลสงสัยในพระองค์ด้วย จะเห็นได้ว่า ท่านต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระเยซูเจ้าในกิจการต่างๆเสมอ แต่พระเยซูเจ้าก็ทรงเรียกท่านให้เป็นผู้นำ ให้ท่านเป็นผู้ที่ทำให้พี่น้องทุกคนเข้มแข็งขึ้น ให้ท่านเป็นผู้ปกครองพระศาสนจักร ทำให้พระศาสนจักรมีเอกภาพ ให้คอยดูแล คอยปกป้องความเชื่อ และการแพร่ธรรมต่างๆ นี่แหละ ถือเป็นภารกิจ “หิน” ที่ให้คนที่ชื่อ “หิน” เป็นผู้กระทำ

แต่แท้จริงแล้ว นักบุญเปโตรก็มีเคล็ดลับในการทำงาน การที่ท่านตระหนักว่าตนอ่อนแอ และเคยปฏิเสธพระเยซูเจ้ามาก่อน ทำให้ท่านไม่เย่อหยิ่ง แต่มีความถ่อมสุภาพ ท่านเข้าใจภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้กระทำเป็นอย่างดี ท่านกล่าวถึงท่านเองว่า “ซีโมน เปโตร ผู้รับใช้และอัครสาวกของพระเยซูเจ้า” (2ปต 1:1) และกล่าวด้วยว่า “แต่ละคนจงใช้พระพรที่ได้รับมาเพื่อรับใช้กันและกัน” (1ปต 4:10)

วันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 2005 เมื่อพระสันตะปาปากิตติคุณ เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้รับตำแหน่งพระสันตะปาปา ได้ทรงอธิบายพระองค์เองว่าเป็น “ผู้รับใช้ที่อ่อนแอของพระเจ้า” (= “weak servant of God”) แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งของการเป็น “ผู้รับใช้แห่งผู้รับใช้ทั้งหลาย” (servus servorum) ในขณะที่ถ้าย้อนกลับไปในเวลาที่นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา ในขณะที่เริ่มต้นสมณสมัยของพระองค์ ได้ตรัสว่า “จงเปิดประตูให้กว้างขวางเพื่อพระคริสตเจ้า” (“Open wide doors for Christ”) เหมือนกับทรงตระหนักทราบว่าพระองค์เป็นผู้ถือกุญแจ และทรงรู้ถึงความรับผิดชอบที่จะต้องรับใช้และเปิดประตูพระศาสนจักรให้กว้างไว้เพื่อกิจการของพระจิตเจ้า

คำว่า “ศิลา” หรือ “หิน” เตือนใจเราว่าพระศาสนจักรต้องมีความเข้มแข็ง ไม่ใช่ เข้มงวด คอยสนับสนุน ไม่ใช่จ้องลงโทษ ในขณะที่คำว่า “กุญแจ” หมายถึงแรงบันดาลใจในเรื่องของการเปิดออก และความเป็นมิตร อย่าลืมว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิป ซึ่งเป็นดินแดนของคนต่างศาสนา ภารกิจของพระศาสนจักรนั้นต้องมีความเป็นสากล นั่นคือ เป็นผู้รับใช้ให้กับชาวโลกนั่นเอง

(คุณพ่อวิชา หิรัญญการ เรียบเรียงใหม่ วันที่ 16 สิงหาคม 2020
Based on : Sunday Seeds For Daily Deeds ; by Francis Gonsalves, S.J.)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา ปี A

"ท่านคือศิลา และบนศิลานี้ เราจะตั้งพระศาสนจักรของเรา"

นักบุญเปโตรเป็นสานุศิษย์รุ่นแรกๆของพระเยซูเจ้า ชื่อเต็มของท่านคือ ซีมอนบุตรของยอห์น อาชีพของท่านก็คือชาวประมง สถานที่ทำงาน คือ ทะเลสาบกาลิลี ท่านมาจากหมู่บ้านเล็กๆของเมือง คาเปอรนาอุม ซีมอนได้รับการตั้งชื่อใหม่ซึ่งเปิดเผยเป็นนัยถึงสิ่งที่ท่านจะต้องเป็นในอนาคต ชื่อใหม่นั้นเท่มาก คือ เคฟาส หรือเชฟาส (Cephas) ในภาษาอาราเมอิค (ซึ่งเป็นภาษาพูดในสมัยของพระเยซูเจ้า) หรือตรงกับคำว่า เปตรอส (Petros) ในภาษากรีก ซึ่งเป็นที่มาหรือเป็นรากของคำว่า หิน(rock) นั่นเอง

นักบุญมัทธิวแสดงให้เราเห็นในพระวรสารของท่านในวันนี้ว่าชื่อใหม่เป็นพระเยซูเจ้าที่ทรงตั้งให้ และยังบอกอีกด้วยว่าพระศาสนจักรจะถูกวางรากฐานจากคำประกาศที่ได้รับการดลใจของซีมอน ซึ่งต่อจากนี้ไปจะเป็นที่รับรู้กันว่าชื่อเคฟาสหรือเปโตร

คราวนี้เรามาลองพิจารณาดูอำนาจของนักบุญเปโตรในสมัยพระศาสนจักรแรกเริ่มกัน อย่าลืมว่าพระวรสารทั้งสี่เล่มเขียนขึ้นหลังจากนักบุญเปโตรสิ้นชีพแล้ว แต่จดหมายทั้งหมดของนักบุญเปาโลเขียนขึ้นก่อนที่นักบุญเปโตรจะสิ้นชีพ ดังนั้น เราค้นดูได้จากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวกาลาเทีย โดยเล่าว่าหลังจากที่เปาโลกลับใจ ท่านได้ “ขึ้นไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อเยี่ยมเยียนเคฟาสและได้อาศัยอยู่กับเคฟาสสิบห้าวัน” (กท 1:18) หมายความว่าชื่อเคฟาสเป็นชื่อที่เรียกแทนอัครสาวกองค์แรกนี้ เคฟาสได้รับความเคารพในฐานะเป็นผู้นำพระศาสนจักร นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเปาโลจึงไปหาท่านเป็นคนแรก แม้ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันในเรื่องการรับคนต่างศาสนาเข้ามา โดยเคฟาสไม่ยอมไปกินอาหารร่วมกับคนต่างศาสนาอีกต่อไป เพราะถูกกดดันจากกลุ่มที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม เปาโลได้ไปต่อว่าต่อหน้าเคฟาสทีเดียวว่าทำไม่ถูกต้อง (กท 2:11) ถึงกระนั้นทั้งกลุ่มที่เยรูซาเล็มและกลุ่มของเปาโลก็ต้องการการสนับสนุนของเคฟาส และท่านก็เข้ามาโดยใช้อำนาจในการดึงสองกลุ่มให้เข้ามาปรองดองกัน และหลีกเลี่ยงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสมัยพระศาสนจักรแรกเริ่มได้สำเร็จ

สำหรับบทบาทอำนาจของซีมอน เปโตร ในพระวรสารทั้งสี่ฉบับเราจะพบว่า ชื่อของนักบุญเปโตรจะเป็นชื่อแรกเสมอในบรรดาอัครสาวก นอกจากนั้น พระภารกิจของพระเยซูเจ้าในแคว้นกาลิลีก็มีฐานของการทำงานอยู่ที่บ้านของนักบุญเปโตรในคาเปอรนาอุมนั่นเอง บ้านที่พระเยซูเจ้าทรงรักษาแม่ยายของท่านนั่นแหละ ท่านเป็นโฆษกของกลุ่มอัครสาวก เป็นที่ยอมรับกันว่าท่านเป็นหัวหน้า ชื่อของท่านถูกกล่าวไว้บ่อยมาก มากกว่าอัครสาวกองค์อื่นๆ เหมือนกับผู้เขียนพระวรสารต้องการบรรยายถึงความทรงจำของพวกเขาที่มีต่อท่านด้วย ท่านไม่ได้เป็นเพียงคนหนึ่งที่ประกาศว่าพระเยซูเจ้าคือใคร แต่ได้ปฏิเสธพระองค์ด้วย ท่านไม่ได้เป็นเพียงคนที่แสดงความเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าเท่านั้น ยังเป็นผู้ลังเลสงสัยในความเชื่อนั้นด้วย ท่านต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระเยซูเจ้าในทุกกิจการที่กระทำ แต่พระเยซูเจ้าก็ทรงเรียกท่านนี่แหละ ให้เป็นผู้นำกลุ่มคริสตชนในอนาคต ท่านเป็นผู้ที่จะกลับมาทำให้พี่น้องทุกคนเข้มแข็งขึ้น เพราะจริงๆแล้ว ท่านคือ “หิน”

นักบุญมัทธิวได้ชี้ให้เห็นว่า นักบุญเปโตรได้ถูกเลือกสรรจากพระเจ้าให้ได้รับความรู้แจ้งเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ด้วยเลือดเนื้อ ไม่ใช่มาจากมนุษย์ ดังนั้น พระเยซูเจ้าทรงสนองตอบพระประสงค์ของพระบิดา โดยทรงประทานกุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์ให้ท่าน ให้ท่านมีอำนาจจะเปิดหรือปิด จะอนุญาตหรือไม่อนุญาต นี่เป็นเครื่องหมายว่า นักบุญเปโตรจะเป็นผู้ปกครองพระศาสนจักร เป็นผู้ต่องานของพระเยซูเจ้า ต่อมานักบุญเปโตรกลายเป็นผู้ที่ทำให้พระศาสนจักรมีความเป็นเอกภาพ เป็นคนแรกที่คอยปกป้องผู้ที่ได้รับภารกิจให้ประกาศข่าวดีแห่งพระวรสาร นักบุญเปโตรได้ใช้ชีวิตในรูปแบบที่เป็นชื่อใหม่ของท่าน ท่านเป็น “หิน” จริงๆ

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2008
Based on : Seasons of the Word ; by Denis McBride.)

15 สิงหาคม สมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ

15 สิงหาคม สมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ

(The Assumption of the Blessed Virgin Mary, solemnity)

แม้ไม่มีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนถึงสิทธิพิเศษของการรับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ของแม่พระในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ แต่ทางธรรมประเพณีและดูเหมือนเหตุผลทางเทววิทยาก็ชี้ให้เห็นถึงการไขแสดงโดยปริยายในพระคัมภีร์ถึงเรื่องนี้

ในพันธสัญญาเดิม เอกลักษณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวของพระแม่มารีย์ถูกประกาศในฐานะเป็น “สตรี” ที่โดยผ่านทางเธอ การไถ่ให้รอดที่ทรงสัญญาไว้จะเป็นไปได้จริง (ปฐก 3:15)

ในพันธสัญญาใหม่ได้ประกาศความจริงเรื่องการไถ่ให้รอดนั้น (ลก 1:31-35; 1ยน 3:9) และพระนางพรหมจารีมารีย์เป็นผู้ “เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน” ซึ่งจะไม่สามารถทรงเป็นผู้ครบครันบริบูรณ์ดังที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสไว้ เว้นแต่ว่าพระนางจะทรงดำรงอยู่โดยไม่เสื่อมสลายไป (เทียบ 1คร 15:54-57)

จึงเป็นการถูกต้องแล้วที่ นักบุญเยอร์มานุส แห่งคอนสแตนติโนเปิล (ราวปี 733) ได้เขียนไว้ว่า “พระวรกายอันเป็นพรหมจรรย์ของพระนางมารีย์เป็นสิ่งที่รวมทั้งความศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์เข้าไว้ด้วยกันซึ่งดำรงอยู่เพื่อพระเจ้า และไม่มีวันจะเสื่อมสลายเป็นฝุ่นดินเลย”

ธรรมประเพณีเรื่องการรับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ได้ถูกประกาศมาแต่เนิ่นนานแล้วตั้งแต่ในปี ค.ศ.749 โดยนักบุญยอห์น ดามาซีน (St. John Damascene) ส่วนพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 3 (1159-1181) ได้เขียนไว้ว่า พระนางมารีย์ได้ให้บังเกิดโดยไม่มีความด่างพร้อยทางพรหมจรรย์ ทรงให้กำเนิดพระบุตรโดยปราศจากความเจ็บปวด ดังนั้น จึงเสด็จจากไปโดยไม่เน่าเปื่อย ตามคำของทูตสวรรค์ หรือโดยพระเจ้าตรัสผ่านทางทูตสวรรค์ว่า “พระนางจะทรงเป็นผู้ที่มีพระหรรษทานเต็มเปี่ยม ไม่ใช่แบบครึ่งๆกลางๆ” และในปี 1568 พระสันตะปาปาปีโอที่ 5 ได้ทรงประกาศให้วันสมโภชการรับเกียรติเข้าสู่สวรรค์เป็นวันศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งพระศาสนจักร

การพัฒนาของข้อความเชื่อนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับวันฉลองที่อุทิศแด่แม่พระที่กระทำในวันที่ 15 สิงหาคม เพื่อระลึกถึง “การบรรทมของพระนาง” (her dormition or “falling asleep”) เมื่อวันฉลองนี้ ซึ่งแต่เดิมเกิดขึ้นในสมัยจักรวรรดิไบเซนไทน์ – อาจจะในศตวรรษที่ 5 – เข้ามาสู่พระศาสนจักรตะวันตก คำว่า “บรรทม” (dormition) ก็ถูกแทนด้วยคำว่า “ได้รับยกขึ้นสวรรค์” (assumption) นี่เป็นผลมาจากการเน้นถึงความสำคัญทางเทววิทยาที่เพิ่มขึ้นในเรื่องพระสิริรุ่งโรจน์ของความเป็นบุคคลทั้งครบของพระนางมารีย์ ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของกายและวิญญาณของพระนาง ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นล่วงหน้าถึงสถานะที่ทรงสัญญาไว้กับมนุษยชาติทั้งมวลที่ยังมาไม่ถึง

อนึ่ง คริสตชนมักจะถือว่าพระนางมารีย์เป็นพระมารดาของพระเจ้า และนั่นหมายถึงตั้งแต่แรกที่พระนางปฏิสนธิเลยทีเดียว บาปไม่มีอำนาจใดๆเหนือพระนาง จึงทรงพร้อมเสมอที่จะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าในฐานะทาสีของพระองค์ พระนางทรงอยู่ในตำแหน่งที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งความรอด เป็นรองก็เพียงแต่พระบุตรของพระนางเท่านั้น และเพราะว่าพระคริสต์ทรงเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต พระองค์เองก็ได้ตรัสว่า “เราอยู่ที่ใด ผู้รับใช้ของเราก็จะอยู่ที่นั่นด้วย” (ยน 12:26) ถ้าเป็นเช่นนี้ ทำไมพระมารดาของพระองค์เองจะไม่มีส่วนร่วมในสถานที่พำนักของพระองค์เล่า ผลที่ตามมาก็คือ พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ภายหลังจากทรงสอบถามบรรดาพระสังฆราชทั่วโลกด้วยแบบประเมินอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความรู้สึกของคริสตชนจากทุกสังฆมณฑลและทรงได้รับคำตอบแล้ว จึงทรงประกาศอย่างเป็นทางการว่า “การรับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณของพระนางพรหมจารี” (the Assumption) เป็นข้อความเชื่อของพระศาสนจักร ในสมณลิขิตของพระองค์ที่มีชื่อว่า “Munificentissimus Deus,” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1950

บัดนี้ ผู้ที่เป็นเสมือนหีบพันธสัญญาใหม่อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทรงให้กำเนิดองค์พระผู้สร้างในครรภ์ของพระนาง ได้เสด็จมาพักผ่อนในพระวิหารของพระเจ้าเอง วันนี้ พระศาสนจักรปลื้มปิติในการเทิดเกียรติทาสีผู้ต่ำต้อยขององค์พระผู้เป็นเจ้า แท้จริงแล้ว องค์พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพผู้ได้ “ทรงทำสิ่งยิ่งใหญ่” สำหรับพระนางมารีย์ ดังที่พระนางได้ทรงประกาศไว้ในบท “สรรเสริญของพระนาง” (Magnificat) มาบัดนี้ได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกว่าทุกสิ่งเพื่อพระนาง แท้จริงแล้วเรื่องการเข้าสู่สวรรค์ของพระนาง (Assumption) อาจจะอธิบายได้เป็นอย่างดีในฐานะว่าเป็นปัสกาของพระมารดาของเรา (as Our Lady’s Easter) เพราะในวันนี้ เราสมโภชไม่เพียงเฉพาะพระนางเสด็จผ่านจากชีวิตบนโลกนี้เท่านั้น แต่สมโภชการกลับคืนชีพของพระนาง และการเสด็จสู่สวรรค์ที่เต็มไปด้วยพระสิริรุ่งโรจน์ด้วย ณ ที่นั้น พระนางทรงมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่กับชัยชนะขององค์พระผู้ทรงกลับฟื้นคืนพระชนมชีพ

ภายใต้จิตสำนึกเช่นนี้ บท Magnificat อาจจะเข้าใจได้ดีที่สุดว่าเป็น พันธสัญญาแห่งความเชื่อของพระนางมารีย์เอง (as Mary’s own Testament of Faith) – เป็น “พันธสัญญา” ที่ทำให้เรากล้าจะแสดงความเชื่อในส่วนลึกของเราออกมา เป็นความเชื่อที่ท้าทายเราให้พิจารณาเข้าไปภายใน ดังเช่นที่นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา ได้ตรัสไว้ว่า “เราแต่ละคนต้องพิจารณาชีวิตของตนเองด้วยสายตาของพระแม่มารีย์ – ทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำต่อพระแม่ พระองค์ได้ทรงกระทำเพื่อเรา และดังนั้นได้ทรงกระทำในเรา” ดังนั้น ในวันสมโภชนี้ ซึ่งเป็นวันสมโภชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวันสมโภชทั้งหลายของพระนางมารีย์ พระศาสนจักรทั่วสากลร่วมเสียงเป็นหนึ่งเดียวกับพระนางสรรเสริญพระเจ้าว่า “พระนามของพระองค์ทรงศักดิ์สิทธิ์”

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

ข้อคิดข้อรำพึง สมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ

หลายๆปีมาแล้ว มีละครไทยที่น่าประทับใจเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง “คือ…หัตถาครองพิภพ” ซึ่งเนื้อเรื่องพูดถึงบทบาทของผู้หญิงที่ใช้มือแกว่งไกวลูก แต่มือนี้แหละที่ครองโลก

อันที่จริงถ้อยคำเหล่านี้มาจากสุภาษิตเก่าแก่ที่ต้องการจะบอกว่า อิทธิพลของผู้เป็นแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่กว่าอิทธิพลใดๆ

แม่หลายๆ คนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไร เมื่อคิดถึงบทบาทที่สูงส่งนี้ แม่หลายๆ คนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไรในความขาดตกบกพร่องของตัวเอง แม่หลายๆ คนสงสัยว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรกับการรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้

ให้เราพิจารณาดูผู้ที่เราสมโภชในวันนี้ คือ พระนางมารีย์ พระมารดาของพระเยซูเจ้า เพื่อเป็นคำตอบและแรงบันดาลใจของผู้ที่เป็นแม่ทุกคน และเป็นแบบอย่างและความหวังสำหรับเราทุกคนด้วย

พระแม่มารีย์ ผู้ประทับในสวรรค์ ณ เวลานี้ พระศาสนจักรเฉลิมฉลองการยกขึ้นสวรรค์ในแบบพิเศษสำหรับพระแม่ เพราะว่าพระแม่ทรงปราศจากบาป พระกายของพระแม่จึงเหมือนของพระเยซูเจ้า ที่ไม่ต้องเปื่อยเน่าไป แต่ตรงดิ่งจากสถานภาพแบบโลกนี้สู่สถานภาพแห่งสวรรค์

การที่พระแม่ประทับในสวรรค์ ณ บัดนี้ เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาให้กับพวกเราว่าสักวันหนึ่งจะได้ไปอยู่กับพระแม่ด้วย เพียงแต่เราต้องผ่านการเน่าเปื่อยของร่างกายเสียก่อน เพราะเราเป็นคนบาปมาก่อน เราเป็นเหมือนเมล็ดข้าวที่ตกลงไปในดิน ดังที่พระอาจารย์เจ้าทรงสอนไว้ เน่าเปื่อยไปและตายไป พอถึงช่วงเวลาแห่งการกลับคืนชีพ ก็จะงอกเป็นต้นใหม่ขึ้นมาอย่างงดงาม

แต่การมาสมโภชพระแม่ในวันนี้ ไม่เพียงแต่มายึดมั่นในคำสัญญาว่าสักวันเราจะอยู่กับพระแม่ในสวรรค์ เราได้รับมากกว่านั้น กล่าวคือ จะได้รับความช่วยเหลือจากพระแม่อย่างเป็นรูปธรรม ในการต่อสู้เพื่อไปสู่ชัยชนะ ดังที่พระแม่ทรงได้รับอยู่ ณ บัดนี้ พูดง่ายๆ เราสามารถเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพระแม่ได้

ยกตัวอย่างหนึ่งในบรรดาตัวอย่างที่มิอาจนับได้ถ้วน เรื่องนี้เกิดกับ นาย ดักลาส ไฮด์ เขาเคยเป็นนักหนังสือพิมพ์คอมมิวนิสต์ของอังกฤษ ที่อุทิศตนอย่างจริงจังกับงานนี้ และในฐานะที่เคยเป็นบรรณาธิการ เขาต้องอ่านเรื่องที่เกี่ยวกับพระศาสนจักรคาทอลิกเพื่อนำมาเขียนโจมตี

แต่ในระหว่างการอ่านนั้น มีบางสิ่งเกิดขึ้น ยิ่งอ่านมากเขาก็ยิ่งมั่นใจในความจริงทางสติปัญญาที่ได้ค้นพบ แต่เขายังไม่ถึงกับรับความเชื่อเข้ามาในจิตใจ เพราะยังมีบางสิ่งหน่วงเหนี่ยวใจเขาเอาไว้

วันหนึ่ง เขาเดินทางไปทำงานในกรุงลอนดอนโดยใช้บริการรถไฟมหาชน เมื่อรถไฟจอดที่สถานีหนึ่ง เขาเห็นป้ายชื่อวัดคาทอลิกแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเคยเห็นป้ายนี้มาเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว เขาตัดสินใจลงจากรถไฟเพื่อไปที่วัดนี้

เมื่อไปถึง เขาเลือกที่นั่งแถวสุดท้าย กำลังสงสัยว่าอำนาจลึกลับอะไรพาเขามาที่นี่ ทันใดนั้น เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งเดินเข้ามาตรงกลางทางเดินของวัด เธอเดินตรงไปที่รูปปั้นของพระแม่มารีย์ ขณะที่เธอเดินผ่านไป เขาสังเกตว่า หน้าเธอมีความกังวลมาก

เด็กหญิงคนนั้นคุกเข่าแทบพระบาทพระแม่มารีย์เป็นเวลายาวนาน แล้วนั้นก็ลุกขึ้น เดินออกจากวัดไป เขาสังเกตว่าใบหน้าที่กังวลของเธอมลายหายไป เธอมีสันติสุขอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเธอไปแล้ว เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่เธอทำ เขาตั้งใจจะพูดปัญหาของเขากับพระแม่มารีย์ ในขณะที่เขาคุกเข่า เขาไม่รู้จะใช้ถ้อยคำอย่างไรดีจึงจะเหมาะที่ใช้ได้กับพระแม่ เขาไม่รู้วิธีสวดภาวนา พอเขาเริ่มพูด ก็รีบถอนคำพูด เพราะคิดว่าใช้คำไม่ค่อยเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม เขารู้ว่าทำไมเขาจึงมาอยู่ต่อหน้าพระรูปนั้น เขารู้ว่าได้พบสิ่งที่เขาแสวงหาในใจแล้ว

ออกมานอกวัดแล้ว เขาพยายามคิดถึงคำที่เขาใช้สื่อสารกับพระแม่ เขาต้องหัวเราะออกมา เพราะเป็นคำที่คล้ายๆ กับเสียงจังหวะเต้นรำ ที่บอกว่า

“โอ้สุภาพสตรีที่อ่อนหวานและน่ารัก โปรดดีต่อผมเถิด โปรดดีต่อผมด้วย”

ให้เราพร้อมใจกันสรรเสริญพระแม่มารีย์ พระมารดาของพระเจ้า ในวันสมโภชที่น่ายินดีนี้ โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลายผู้เป็นคนบาป บัดนี้และเมื่อจะตาย อาแมน

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2011
Based on : Illustrated Sunday Homilies – Year A ; by Mark Link, SJ)

บทรำพึงวันสมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ (ลก 1:39-56) พระมารดาผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า พระมารดาผู้ทรงได้รับพระพรของเรา

ช่างคนหนึ่งกำลังทำงานบนนั่งร้านที่อยู่ขึ้นไปบนเพดานตรงช่องกลางของอาสนวิหารแห่งหนึ่ง เขามองลงมาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังภาวนาอยู่หน้าพระรูปปั้นของพระแม่มารีย์ แน่นอนว่าหญิงคนนี้มองไม่เห็นและไม่รู้ว่ามีคนอยู่ข้างบน ช่างคนนี้นึกสนุกจึงทำเสียงเบาๆออกไปว่า “หญิงเอ๋ย เราคือพระเยซู” หญิงนั้นดูเหมือนไม่สนใจอะไรกับเสียงนั้น เขาจึงทำเสียงก้องๆให้ดังกว่าครั้งแรก “หญิงเอ๋ย เราคือพระเยซู” หญิงนั้นก็ไม่นำพาต่อเสียงนั้น ยังคงคุกเข่าสวดเฉยอยู่ ที่สุด ชายนั้นตะโกนว่า “หญิงเอ๋ย เจ้าไม่ได้ยินเราหรือ นี่คือพระเยซูนะ” ถึงตรงนั้น หญิงนั้นมองไปที่กางเขนกลางวัด แล้วพูดว่า “ตอนนี้อยู่เฉยๆเถอะพระเยซู ฉันกำลังสนทนากับพระมารดาของท่าน”

วันสมโภชนี้ เราระลึกถึงการเข้าสู่สวรรค์ของพระแม่มารีย์ และการได้รับมงกุฎแห่งพระราชินี แม้พระศาสนจักรมีความเชื่อในเรื่องนี้เสมอมาแต่เนิ่นนานแล้ว แต่การประกาศเป็นข้อความเชื่อก็เพิ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในสมณลิขิตที่ชื่อว่า Munificentissimus Deus โดยพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1950 นี้เอง – น่าสังเกตว่า พระแม่มารีย์ได้รับการยกเข้าสู่สวรรค์ (was assumed into heaven) – โดยพระฤทธานุภาพขององค์พระผู้เป็นเจ้า เหมือนประกาศกเอลียาห์และเอโนค (Enoch) – ในขณะที่พระคริสต์เสด็จสู่สวรรค์ (while Christ ascented into heaven) ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์เอง

เราชาวคาทอลิกเทิดเกียรติแม่พระ และมีความศรัทธาต่อพระนาง ในประเทศอิตาลีและในทุกๆที่ที่มีชุมชนชาวอิตาเลียนอาศัยอยู่ ไม่ว่าที่ใดในโลก พวกเขาจะฉลองวันที่พระแม่ได้รับการยกเข้าสู่สวรรค์ด้วยขบวนแห่หลากสีสัน และมีการจุดพลุดอกไม้ไฟ ในกรุงซานเปาโลและในส่วนอื่นๆของประเทศแถบลาตินอเมริกา จะตกแต่งเรือแคนูด้วยสีสันลอยไปตามแม่น้ำผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องเชียร์

โดยแท้จริงแล้ว ประชาสัตบุรุษทุกหนแห่งจะถือว่าการที่แม่พระได้รับเกียรติเข้าสู่สวรรค์นี้เป็นจุดสูงสุดของชีวิตที่เปี่ยมด้วยความเชื่อของพระนาง ที่กล่าวกับคำเชื้อเชิญเทวทูตว่า “fiat” หรือ “yes” หรือ “ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาทะของท่านเถิด” (ลก 1:38) ซึ่งนั่นก็คือ การที่ทำให้พระแม่ได้กลายเป็นพระมารดาของพระเจ้านั่นเอง พระนางเองทรงตัดสินใจที่จะให้พระเยซูเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางชีวิต ในขณะเดียวกันก็ทรงท้าทายเราทุกคนให้มีพระเยซูเจ้าเป็นศูนย์กลางชีวิตของเราด้วย

“พระนางมารีย์ทรงรีบออกเดินทางไปยังเมืองหนึ่งในแถบภูเขาแคว้นยูเดีย…” (ลก 1 : 39) เราจะสัมผัสได้ถึงเรื่องของการเดินทาง พระนางไม่ได้เสด็จไปท่องเที่ยวหรือพักร้อน พระนางเพิ่งจะทรงได้รับการแจ้งว่าจะได้เป็นพระมารดาของพระเจ้า และแทนที่จะทรงเก็บข่าวนี้ไว้สำหรับตนเอง หรือมัวแต่อัศจรรย์ใจว่าเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร พระนางกลับทรงเดินทางไปเยี่ยมญาติ คือนางเอลีซาเบธ และเราก็เห็นภาพเป็นฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่เราเรียกว่า “การเสด็จเยี่ยมเยียน” (The Visitation) บางครั้งหรือบ่อยครั้ง เราคิดว่าพระแม่มารีย์ผู้ได้รับพระพรของเราเป็นผู้สงบเงียบ นิ่งๆ เฉยๆ และเป็นเพียงผู้ตาม แต่ ณ ที่นี้ เราเห็นพระนางทรงเป็นสตรีนักกิจกรรม ทรงเป็นบุคคลที่เคลื่อนไหวตลอด พระนางจะเสด็จไปในที่ต่างๆ ทรงเป็นสตรีที่ต้องเดินทางตลอดและทรงมีความจำเป็นที่ต้องเป็นเช่นนั้นด้วย

หลังจากเสด็จเยี่ยมเยียนนางเอลีซาเบธ เราจะเห็นว่าพระนางมารีย์ต้องเสด็จไปเมืองเบธเลเฮมขณะที่ทรงครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางที่อันตราย ต่อจากนั้น ทรงเดินทางอีกด้วยการหนีไปอียิปต์ เพื่อหลบให้พ้นจากการขู่ฆ่าให้ตายที่ใกล้จะมาถึง

เราพบพระนางอีก ในการเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อเวลาที่พระบุตรทรงหายตัวไป และทรงกลับไปตามหาที่พระวิหาร แล้วจึงทรงเดินทางกลับนาซาเร็ธ และสุดท้ายที่เราไม่สามารถลืมได้ลง ซึ่งเป็นการเดินทางที่ยากลำบากที่สุดมากกว่าครั้งใดๆ นั่นคือการเดินตามพระบุตรของพระนางไปตามภูเขากัลวารีโอ ณ ที่ซึ่งมีการตรึงกางเขนพระบุตรของพระนาง และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์

พระนางมารีย์ นับเป็นสานุศิษย์องค์แรก และทรงเป็นรูปแบบในหลายๆทางให้กับสานุศิษย์ทุกๆคนที่ติดตามมา การเดินทางเพื่อเผยแผ่พระวรสารและการประกาศข่าวดี พระนางมารีย์ทรงเป็นสตรีนักกิจกรรม เราอาจกล่าวได้ว่า ทรงเป็นมิชชันนารีคนแรก ทรงเป็นผู้ที่นำพระคริสต์มาให้แก่โลกของเรา

วันนี้ ในวันสมโภชนี้ เราเฉลิมฉลองการเดินทางที่เป็นจุดสูงสุดของพระนาง คือการได้รับเกียรติเข้าไปสู่สวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ สตรีผู้ได้ใช้ชีวิตในการเดินทางที่มากมาย – ทั้งการเดินทางอย่างรีบเร่ง การเดินทางเพื่อแสวงหา การเดินทางเพื่อหนีภัย ในที่สุดได้รับการกำหนดให้อยู่ในสถานแห่งการพักผ่อน สถานที่ซึ่ง “ได้รับการจัดเตรียมไว้โดยพระเจ้า” ดังที่ในหนังสือวิวรณ์ได้เขียนไว้ วันนี้ เราจึงเทิดเกียรติประการนั้น และเทิดเกียรติในสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำด้วย ในการที่พระองค์ “ทอดพระเนตรผู้รับใช้ต่ำต้อยของพระองค์” (ลก 1:48)

(ถอดความโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Ignite Your Spirit โดย Fr. John Pichappilly)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา ปี A

"ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย"

จากบทอ่านแรก เราได้ทราบช่วงหนึ่งของประวัติชีวิตของประกาศกเอลียาห์

ประกาศกเอลียาห์ในปีประมาณ 860 ปีก่อนคริสตกาล ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อาหับ ซึ่งกษัตริย์อาหับนั้น ทรงถูกปกครองด้วยพระมเหสีเยซาเบลอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ไม่ใช่หญิงอิสราเอล พระมเหสีนำพระบาอัลเข้ามา นำเอาประกาศกของพระบาอัลซึ่งมีจำนวนมากเข้ามา ภายใต้อิทธิพลของพระมเหสีมีการสร้างวิหารมากมายให้แก่พระของคนต่างชาติ ดูเหมือนพระของคนต่างชาติจะเข้ามาแทนที่พระยาเวห์ ประกาศกเท็จเทียมจะมาแทนที่ประกาศกจริงของพระยาเวห์

สถานการณ์เช่นนี้แหละที่ทำให้ประกาศกเอลียาห์ลุกขึ้นมาสู้ วันหนึ่งมเหสีเยซาเบลเสด็จไปท่องเที่ยว ประกาศกเอลียาห์ก็เลยเข้ามาท้าดวลกับประกาศกของพระบาอัลหมู่ใหญ่ที่ภูเขาคาร์เมล เพื่อพิสูจน์ว่าพระเจ้าของฝ่ายใดจะเที่ยงแท้กว่ากัน โดยผ่าสัตว์วางไว้เป็นเครื่องถวายบูชา และให้วิงวอนขอให้ไฟมาจากฟ้าเผาสัตว์บูชานั้นจากพระของตน ผู้คนมากมายมาดูการต่อสู้ครั้งนี้ ปรากฏว่าประกาศกของพระบาอัลทำไม่สำเร็จ แต่เอลียาห์ทำได้สำเร็จ ท่านจึงใช้มวลชนที่พากันมาดูนั้น ช่วยกันสำเร็จโทษโดยฆ่าทิ้งประกาศกของพระเท็จเทียมทั้ง 450 คน

แต่เมื่อมเหสีเยซาเบลผู้ทรงอิทธิพลเสด็จกลับมาและทรงทราบเรื่อง ก็ขู่เอาชีวิตของเอลียาห์ ท่านหนีหัวซุกหัวซุน ต้องผ่านถิ่นทุรกันดาร จนถึงภูเขาซีนาย ที่พระเจ้าเคยประทานพระบัญญัติให้กับโมเสส ถึงบัดนี้ เอลียาห์หมดกะจิตกะใจทำงานแล้ว ท่านเห็นว่าการต่อสู้เพื่อเอาชนะความอธรรมช่างลำบากแสนเข็ญ และดูเหมือนไม่มีทางเอาชนะ คนที่เคยกล้าหาญอย่างท่านกลับขอให้พระเจ้าทรงเอาชีวิตของท่านไปเถิด ท่านยอมแพ้แล้ว

แต่พระเจ้าเสด็จมาหาท่าน ไม่ใช่ด้วยไฟที่ลุกโชติช่วง ไม่ใช่ด้วยแผ่นดินไหว ไม่ใช่ลมพายุ แต่เป็นเสียงกระซิบเบาๆ เอลียาห์เอาเสื้อคลุมปิดหน้าไว้ ท่านกลับไปต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง ต่อไปนี้ไม่ใช่ด้วยความรุนแรงร้อนลุกดังเปลวไฟแล้ว แต่ด้วยความสงบสุขุมคัมภีรภาพ

ตัดกลับมาเรื่องที่เกิดขึ้นในพระวรสารของอาทิตย์นี้ บรรดาศิษย์ของพระเยซูเจ้ากำลังอยู่ในเรือที่แล่นอยู่ในทะเลสาบ และกำลังเจอพายุลมมีกำลังแรงมาก เรือไม่ถึงฝั่งสักที มีแต่ทำท่าจะจมลงไปในทะเล ขณะที่กำลังอกสั่นขวัญแขวน ขณะที่กำลังรู้สึกอันตรายถึงชีวิต พระเยซูเจ้าเสด็จมาบนผิวน้ำมุ่งหน้ามาทางพวกเขา แรกๆพวกเขาร้องกันเอ็ดอึง เพราะคิดว่าเห็นผี ก็ใครจะไปคิดว่ามีมนุษย์ธรรมดาคนใดคนหนึ่งมาเดินเล่นบนผิวน้ำที่เต็มไปด้วยระลอกคลื่นที่รุนแรงอย่างนั้นได้ แต่พระองค์ตรัสว่า “ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย”

เมื่อบอกว่าไม่ต้องกลัว และเป็นพระอาจารย์เอง พวกสานุศิษย์ก็ใจชื้นขึ้นมามาก เปโตรอยากลองเดินบนคลื่นดูบ้าง พระองค์ก็ทรงอนุญาต เปโตรก็เริ่มต้นได้สวย สายตาจ้องเป๋งไปที่พระเยซูเจ้า แต่เมื่อเห็นว่าลมแรงและเขาละสายตาไปจากพระองค์ เขารู้สึกเริ่มจมลง จึงขอให้ทรงช่วย “พระเจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย” พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์มาจับเขา และพาเขามาในเรือ ลมก็สงบ

บางครั้งเราพบพายุแห่งชีวิต
บางครั้งเราพบพายุแห่งความเชื่อ
บางครั้งเราละสายตาไปจากพระเยซูเจ้า
บางครั้งเราท้อแท้อย่างถึงที่สุด

ขอให้เราภาวนาร้องขอต่อพระเยซูเจ้าด้วยคำของนักบุญเปโตรที่ว่า “พระเจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย” แล้วเราจะพบว่าพระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์มาให้เรา ถ้าเรายังมีความเชื่อน้อยเกินไป ก็ให้เราสวดภาวนามากขึ้น แล้วเราจะได้ยินเสียงว่า “ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวไปเลย”

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2008
Based on : Seasons of the Word ; by Denis McBride, C.SS.R.)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 19 เทศกาลธรรมดา ปี A

จงอย่าละสายตาไปจากพระเยซูเจ้า

มีเรื่องเล่าไว้โดย นาย เดล คาร์เนกี ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาชื่อว่า “ทำอย่างไรจะหยุดความกังวลและเริ่มต้นชีวิตใหม่” โดยพูดถึงชายคนหนึ่งชื่อว่า จอห์น อาร์ แอนโทนี (John R Antony) เขามีอาชีพเป็นนักขายหนังสือกฎหมายให้กับบรรดาทนายความทั้งหลาย แน่นอนเขามีความสามารถและรู้งานของเขาเป็นอย่างดี แต่จะอย่างไรก็ตาม กลับไม่สามารถทำยอดขายได้เท่าที่ควร ยิ่งนานวัน เขาก็เกิดความไม่มั่นใจและหมดความกล้าไปเลย เขาสงสัยตัวเขาเองว่าได้พยายามเต็มที่หรือยัง ก็พบว่าพยายามเต็มที่แล้ว แต่ความพยายามของเขาไม่มีผลตอบรับ ความรู้สึกกลัวและหวั่นวิตกเข้ามาครอบงำเขา เขากลายเป็นคนกลัวที่จะเข้าไปหาคนอื่น บางครั้งเมื่อนัดพบจะขายหนังสือ เขาก็เดินไปเดินมาอยู่ที่ประตูไม่ค่อยกล้าเข้าไป แม้บางครั้งเขาเดินเข้าไปในห้องแล้ว บางทีเขาแอบหวังว่าลูกค้าของเขาจะไม่อยู่ในห้องนั้น

ผู้จัดการแผนกขายขู่ว่า ถ้าเขาไม่สามารถเพิ่มยอดขายได้ ก็ไม่สามารถก้าวหน้าทางนี้ได้ต่อไป ภรรยาเขาเริ่มบ่นว่า เธอไม่มีปัญญาจะจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในบ้าน และเธอยังต้องดูแลลูกๆ อีก 3 คน เขากลุ้มใจอย่างใหญ่หลวง และด้วยยอดขายที่ลดลงไปเรื่อยๆ แอนโทนีไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าโรงแรมและไม่มีเงินกลับบ้านด้วย เขาอยู่ในสภาพจิตตกที่สุด และไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ที่เขาไม่ฆ่าตัวตาย เพราะไม่กล้าจะทำเช่นนั้น

เนื่องจากเขาไม่รู้จะหันไปหาใคร เขาจึงหันเข้าพึ่งพระเจ้า เขาเริ่มภาวนาขอพระองค์ประทานความสว่าง ความเข้าใจ และนำทางเขาจากสภาพที่มืดมิด ที่ว่างเปล่า และที่หมดหวังเช่นนี้

หลังจากภาวนาเขาลืมตาขึ้น และเห็นหนังสือพระคัมภีร์ที่อยู่ในลิ้นชักของโต๊ะในโรงแรม เขาหยิบพระคัมภีร์มาอ่าน พบข้อความที่พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า

“ฉะนั้น อย่ากังวลถึงชีวิตของท่านจะกินอะไร อย่ากังวลถึงร่างกายของท่านว่าจะนุ่งห่มอะไร จงดูนกในอากาศเถิด มันมิได้หว่าน มิได้เก็บเกี่ยว มิได้สะสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงมัน ท่านทั้งหลายมิได้มีค่ากว่านกหรือ”

ในขณะที่อ่านและภาวนาจากถ้อยคำของพระเยซูเจ้า เขารู้สึกว่าอัศจรรย์เกิดขึ้น ความตึงเครียดประสาทของเขาหายไป ความกังวล ความกระวนกระวาย และความกลัวแปรเปลี่ยนไปเป็นความกล้าหาญ ความหวัง และความเชื่อในชัยชนะเข้ามาสู่เขาอย่างอบอุ่นหัวใจ คืนนั้นเขานอนหลับสนิท

รุ่งเช้า เขาลุกขึ้นแต่งตัวอย่างดี และตรงไปหาลูกค้าด้วยความกล้าหาญและความคิดเชิงบวก เขายืดตัวตรงและแนะนำตัวเองอย่างมั่นใจ และวันนั้นเขาก็เริ่มขายหนังสือได้ ขายได้มากกว่าที่เขาเคยขายมาตลอดทั้งสัปดาห์ด้วยซ้ำ

แต่นั้นมา เขาก็ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ 22 ปีต่อมา เขาสารภาพความจริงนี้ว่า

“ในคืนนั้น ผมตระหนักได้ทันทีถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้า มนุษย์เพียงคนเดียวย่อมจะพ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดาย แต่มนุษย์ที่อาศัยพลังของพระเจ้าที่อยู่ในตัวเขา จะไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ได้ ผมรู้ข้อนี้ดี ผมเห็นการทำงานนี้ในชีวิตของผมเอง”

ในพระวรสารของอาทิตย์นี้เล่าเรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงส่งบรรดาศิษย์ลงเรือ แล้วพระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขา เพื่อภาวนาตามลำพัง ทรงภาวนาไปจนกระทั่งถึงยามที่สี่ แล้วทรงดำเนินบนทะเลไปหาบรรดาศิษย์ ขณะนั้นเรือกำลังอยู่ในน้ำลึกและกำลังโต้คลื่นอย่างหนัก เมื่อบรรดาศิษย์เห็นพระองค์ทรงดำเนินอยู่บนทะเลดังนั้น ต่างตกใจมากกล่าวว่า “ผีมา” และส่งเสียงอื้ออึงด้วยความกลัว ทันใดนั้นพระเยซูเจ้าตรัสแก่เขาว่า “ทำใจให้ดี เราเอง อย่ากลัวเลย” เราจะเห็นว่าพระเยซูเจ้าเสด็จมาในเวลาทันท่วงทีในขณะที่บรรดาศิษย์กำลังเสียขวัญ และต่อสู้กับพายุอย่างหนักหน่วง พระองค์ทรงทำให้พวกเขาสงบลง และไม่ต้องกลัวอีกต่อไป

นักบุญเปโตรอยากจะเดินบนน้ำเหมือนพระองค์บ้าง จึงร้องขอ พระองค์ทรงอนุญาต และเปโตรก็เดินไปหาพระองค์ ตอนแรกตาเขาจับจ้องไปที่พระเยซูเจ้า แต่พอละสายตาไปจากพระองค์ หันไปมองคลื่นและน้ำ ก็รู้สึกตัวว่ากำลังจมลง จึงร้องขอให้ทรงช่วย พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์จับเขา ตรัสว่า
“ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง”

ที่จริงการที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินบนน้ำในเวลากลางคืนมีความหมายเป็นสัญลักษณ์หลายอย่างเช่น หมายความว่าพระองค์ทรงมีอำนาจเหนืออำนาจของความชั่วและความมืดทั้งปวง เพราะว่าทะเลนั้นตามที่ธรรมประเพณีเชื่อกันมาว่าเป็นบ้านของจิตชั่ว (เทียบ วว 13:1) พระองค์ทรงมีอำนาจเหนือความชั่วและทรงมอบอำนาจนั้นให้กับบรรดาศิษย์ด้วย

แต่ที่สำคัญก็คือพระองค์ทรงช่วยเหลือทุกคนที่เข้ามาพึ่งพระองค์ พระศาสนจักรก็เปรียบเหมือนเรือที่พวกสาวกนั่งอยู่ จะมีคลื่นลมแรง จะต้องต่อสู้กับอำนาจของความชั่ว และความมืด ถ้าเมื่อไรพระศาสนจักรละสายตาไปจากพระเยซูเจ้า จะพบวิกฤติอย่างยิ่ง แต่เมื่อร้องหาพระองค์ให้ทรงช่วย ดังเช่นนักบุญเปโตรที่กำลังจะจมน้ำ ก็จะทรงยื่นพระหัตถ์มาช่วยทันที และพายุก็จะสงบ เหมือนแอนโทนีในตอนต้นเรื่องที่เมื่อไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว ก็ภาวนาขอพระองค์ให้ทรงช่วย ก็ทรงช่วยฉุดเขาขึ้นมาจากชีวิตที่กำลังจมดิ่งลง

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 2011
Based on : John’s Sunday Homilies – Cycle A ; by John Rose)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 17 เทศกาลธรรมดา ปี A

“อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา”

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1947 มีคนเลี้ยงแพะ/แกะ ชาวเบดูอินคนหนึ่งชื่อ มูฮัมเหม็ด เดอะ วูล๊ฟ ได้พาฝูงแพะของเขาไปเลี้ยงแถวชายฝั่งตะวันตกของทะเลตาย (Dead Sea) แต่มีแพะตัวหนึ่งหายไป เขาต้องปีนหน้าผาสูงชันเพื่อไปตามหามัน เขาผ่านถ้ำแห่งหนึ่งมีหินก้อนใหญ่อยู่บริเวณด้านหน้า จึงขว้างก้อนหินเข้าไปข้างใน ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงของแตกกระจาย เขาตกใจและกลัว จึงวิ่งไปเรียกเพื่อนอีกคนหนึ่งมา และเข้าไปดูด้วยกัน ปรากฏว่าเขาพบหม้อไหที่ทำด้วยดินเหนียวเผาหลายใบ ข้างในนั้นพบว่ามีผ้าลินินห่อของที่มีลักษณะเป็นม้วนๆ และนี่ก็คือ การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งทางโบราณคดี มันคือ ม้วนหนังสือแห่งทะเลตาย

เด็กทั้งสองที่พบขุมทรัพย์โดยบังเอิญนี้ไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เขาพยายามนำม้วนหนังสือไปเร่ขายให้พ่อค้าที่เมืองเบธเลเฮม ด้วยราคาเพียง 20 ปอนด์ แต่พ่อค้าก็ไม่ยอมซื้อ จนกระทั่งต่อมาม้วนหนังสือ 4 ม้วนตกไปอยู่ในมือของปาตริอาร์คชาวซีเรียที่อยู่ในเยรูซาเล็ม และอีก 3 ม้วนถูกลักลอบออกนอกประเทศไปที่สหรัฐอเมริกา นั่นเอง ความจริงที่ว่าของเหล่านี้มีคุณค่ามหาศาลจึงเป็นที่ปรากฏออกมา ในจำนวนม้วนหนังสือ มีอักษรจารึกโบราณเขียนด้วยลายมือเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของกลุ่มสมาชิกกุมรานที่อยู่ด้วยกัน (the Qumran community) และชิ้นส่วนต่างๆ ของพระคัมภีร์ (fragments of scripture) เมื่อพิสูจน์ด้วยวิธีคาร์บอน 14 กับผ้าลินินที่ห่อม้วนนี้ไว้ทำให้ทราบว่ามันอยู่ในช่วงกลางปี ค.ศ. 33

ช่วงเวลาประมาณนี้ ไม่ห่างจากสถานที่เก็บซ่อนม้วนหนังสือ แต่ต้องขึ้นไปทางเหนือของกุมราน พระเยซูเจ้าแห่งนาซาเร็ธกำลังเทศน์สอนเรื่องชาวนาที่พบขุมทรัพย์ในทุ่งนา แล้วก็ไปขายสมบัติทุกสิ่งที่มีมาซื้อนาแปลงนั้น หรือเหมือนกับพ่อค้าที่พบไข่มุกเม็ดงามที่มีค่ามากที่สุด ก็ไปขายทุกสิ่งที่มีเพื่อมาซื้อไข่มุกเม็ดนั้น

พระเยซูเจ้า ทรงต้องการให้เรามองดูอาณาจักรแห่งพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด เพื่อเราจะได้สละทุกสิ่งที่มี มาแลกกับการได้ครอบครองพระอาณาจักรแห่งพระเจ้า

กษัตริย์โซโลมอนในบทอ่านแรกไม่ได้เห็นว่าความมั่งคั่ง หรืออายุที่ยืนยาว หรืออำนาจที่จะทำลายศัตรูเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สำหรับพระองค์แล้วความรู้ความเข้าใจและปรีชาญาณในการตัดสินและปกครองประชากรของพระเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงวอนขอพระพรจากพระเจ้าเช่นนี้ และเป็นการขอที่พระเจ้าทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง

สำหรับพระเยซูเจ้าแล้ว สมบัติที่มีค่าอย่างยิ่งของพระองค์ คือ พระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์จึงทรงยอมสละทุกสิ่งที่มี เช่น ครอบครัว บ้านของพระองค์ ความปลอดภัยของพระองค์ เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระบิดาในการประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า ที่สุด ทรงยอมสละแม้กระทั่งชีวิต ซึ่งคนอื่นๆ และรวมทั้งบรรดาสาวกด้วยในตอนนั้นที่ไม่เข้าใจการกระทำของพระองค์ แต่ถ้าเราดูให้ดีๆ จะเห็นชัดในจุดประสงค์ของพระองค์ที่ทรงทำเช่นนี้ นั่นคือ แม้ในความตายพระเยซูก็ยังคงยึดสมบัติล้ำค่านี้ไว้ คือ ทำตามพระประสงค์ของพระบิดา

แล้วเราแต่ละคนเป็นอย่างไร เรามองชีวิตของเราอย่างไร เราเห็นคุณค่าของพระอาณาจักรพระเจ้าในแบบที่พระเยซูเจ้าทรงนำเสนอหรือไม่ คือพระอาณาจักรพระเจ้าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด เราต้องยอมสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งพระอาณาจักรนั้น ความจริงของที่มีคุณค่ามากที่สุด เช่น พระอาณาจักรนี้ก็อยู่ปลายจมูกเรา ที่เราสามารถค้นพบได้ ไม่เหมือนลอตเตอรี่ รางวัลที่ 1 ที่มีน้อยคนเท่านั้นที่จะถูก ไม่เหมือนทุ่งนาที่พบว่ามีสายแร่ทองอยู่ข้างในนั้น ซึ่งน้อยคนจะได้พบเช่นนี้ แต่พระอาณาจักรของพระเจ้าสำหรับเรา อยู่กับบรรดาผู้คนที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนี่แหละ ต้องถือเป็นโอกาสที่เราพบหน้าค่าตากันทุกๆ วัน เพื่อกระทำให้คุณค่าที่พระเยซูเจ้าทรงนำเสนอเป็นความจริงขึ้นมา สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่เปล่งแสงออกมาจากตัวมันเอง แต่ภายในหัวใจของคนธรรมดาสามัญเหล่านี้แหละ ที่เราพบการสถิตอยู่ของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ทรงคุณค่าสูงสุด ทรงซ่อนเร้นพระองค์ในสถานที่ธรรมดาๆ หวังว่าเราจะพบความเป็นจริงนี้ได้โดยไม่ต้องรอคอยให้ยืดยาวออกไป

เราคงไม่เป็นเหมือนคนเลี้ยงแพะ/แกะ ชาวเบดูอิน 2 คนนั้น ที่ไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่ได้พบโดยบังเอิญ เพียงเพราะมันถูกหุ้มห่อด้วยสิ่งของธรรมดาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2011
Based on : Seasons of the Word ; by : Denis McBride, C.SS.R.)

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดข้อรำพึง อาทิตย์ที่ 16 เทศกาลธรรมดา ปี A

จงปล่อยให้การตัดสินครั้งสุดท้ายเป็นของพระเจ้า

การตัดสินโดยทันที (Instant judgement)

Ibn Saud กษัตริย์องค์แรกของซาอุดิ อาราเบีย ทรงต้องเผชิญหน้ากับปัญหาของการตัดสิน เรื่องมีอยู่ว่า หญิงคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์และทูลเรียกร้องให้ตัดสินลงโทษชายคนหนึ่งที่ฆ่าสามีของเธอ ให้ตายตกไปตามกัน ขณะเกิดเหตุ ผู้ชายคนนี้อยู่บนต้นปาล์มกำลังเก็บผลอินทผาลัม แต่เกิดพลาดและตกลงมา บังเอิญลงมาทับร่างชายคนที่เป็นสามีของหญิงนั้นที่อยู่ใต้ต้นปาล์มถึงแก่ความตาย กษัตริย์ Ibn Saud ทรงถามหญิงนั้นว่า “ชายคนนั้นตั้งใจจะตกลงมาไหม” “ชายสองคนนี้เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนหรือไม่” หญิงนั้นทูลตอบว่าไม่เคยรู้จักชายคนนี้เลย และไม่รู้ว่าทำไมถึงตกลงมา แต่ตามกฎหมายแล้วเธอมีสิทธิเรียกร้องให้เลือดตกไปตามกัน กษัตริย์ทรงกล่าวต่อไปว่า “จะให้ชดใช้ในรูปแบบอื่นไหม” แต่หญิงคนนั้นขอแต่ศีรษะของฝ่ายที่ทำผิด กษัตริย์ทรงพยายามโน้มน้าวชักจูงเธอ ทรงชี้ให้เห็นว่า เธออาจจะต้องการเงิน และการลงโทษชายคนนี้ให้ตายไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งต่อตัวเธอและลูกของเธอ แต่หญิงนั้นยังยืนกรานโดยโต้เถียงว่า ไม่เป็นการถูกต้องที่ชายคนที่ฆ่าสามีเธอ จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในกลุ่มคนที่เป็นคนดี เขาควรถูกขุดรากถอนโคนทิ้งไปในทันที ที่สุด กษัตริย์จึงตรัสว่า “เป็นสิทธิ์ของเธอตามกฎหมายที่จะเรียกร้องการลงโทษ และเป็นสิทธิ์ของเธอตามกฎหมายที่จะร้องขอให้เอาชีวิตของชายคนนี้ แต่เป็นสิทธิ์ของฉันตามกฎหมายด้วย ที่จะกำหนดว่าเขาควรจะตายอย่างไร เอาเถอะ ขอให้นำชายคนนี้เข้ามาพร้อมกับเธอ และให้เขาถูกผูกไว้ใต้ต้นปาล์ม ส่วนเธอขอให้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้นั้นให้สูงที่สุด แล้วปล่อยตัวลงมาจากความสูงให้ลงมาทับร่างของเขา ด้วยวิธีนี้เธอจะสามารถฆ่าเขาให้ตายเหมือนที่เขาทำกับสามีเธอ” พระองค์ทรงหยุดเล็กน้อยแล้วตรัสเสริมว่า “หรือบางที เธออาจจะรับเงินเป็นค่าไถ่เลือดมากกว่า” สรุป หญิงนั้นขอรับเงินแทน

ความหวังที่เต็มเปี่ยม (The good hope)

การเรียกร้องให้มีการตัดสินโดยฉับพลัน เพื่อถอนรากถอนโคนผู้ที่ทำผิดคิดร้ายต่อปวงชน เพื่อนำเอาการพิพากษาครั้งสุดท้าย (last judgement) มาเป็นปัจจุบันกาล (present tense) เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากในพระวาจาของพระประจำอาทิตย์นี้ จากบทอ่านแรกของหนังสือปรีชาญาณได้พยายามตอบคำถามที่กดดันอย่างหนักในข้อที่ว่า ทำไมพระเจ้าทรงปล่อยให้คนชั่วเจริญรุ่งเรือง ทำไมพระเจ้าจึงทรงอดทนและอดกลั้นต่อศัตรูของชาวอิสราเอล ผู้แต่งตอบโต้ว่าความอดทนอดกลั้นของพระเจ้านั้นไม่ได้เป็นผลมาจากความอ่อนแอของพระองค์ พระยุติธรรมแท้จริงมาจากต้นกำเนิดที่ทรงพลัง ขึ้นกับว่าพระองค์จะทรงใช้ความเข้มแข็งที่ทรงพลังอย่างไรเท่านั้น คำตอบคือว่า พระองค์ทรงจัดการกับสิ่งนี้โดยให้น้ำหนักกับ “ความกรุณาปรานีที่ยิ่งใหญ่” (great lenience) เราจะพบจากในพระคัมภีร์ว่า พระเมตตามากล้นของพระองค์ทรงมีให้กับทุกคนอย่างเห็นได้ชัด แม้คนที่ทำตนเป็นศัตรู การกระทำเช่นนี้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของพระองค์ที่ว่า “พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้ เพื่อสอนประชากรของพระองค์ว่า ผู้ชอบธรรมต้องรักเพื่อนมนุษย์ พระองค์ประทานความหวังเต็มเปี่ยมแก่บรรดาบุตรของพระองค์ว่า เมื่อเขาทำบาปแล้ว พระองค์ก็ประทานโอกาสให้เขากลับใจ” (ปชญ 12:16-19)

และดังนี้ประชากรก็ถูกขอให้มีส่วนร่วมในจิตตารมณ์เดียวกันนั้น พวกเขาต้องปฏิบัติอย่างใจดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การเผยแสดงว่าพระเจ้าทรงพระเมตตาที่ยิ่งใหญ่ จะช่วยให้ชาวอิสราเอลมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม (The good hope) ในมุมมองที่ว่าเมื่อพวกเขาทำผิดต่อพระเจ้า ก็จะได้รับการยกโทษให้จากพระองค์ด้วยเช่นกัน ความหวังเช่นนี้ได้รับการยกย่องเชิดชูให้สูงขึ้น เมื่อเราสวดบทข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้าให้อภัยแก่ผู้อื่น”

เรื่องที่สะกิดใจเราในพระเมตตาของพระเจ้าที่ทรงอดทนต่อคนผิด ปรากฏอีกครั้งในพระวรสารของวันนี้ อาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือนชาวนาที่ต้องเผชิญปัญหาน่าหนักใจ ทุ่งนาของเขามีทั้งข้าวสาลีและข้าวละมานเติบโตมาด้วยกัน ซึ่งการจะแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นชนิดไหน ก็ต้องรอให้มันโตกว่านี้เสียก่อน คนใช้ต้องการถอนข้าวละมานทิ้งไป แต่ชาวนาบอกให้ปล่อยไว้ก่อน เขาหวั่นเกรงว่าการถอนรากถอนโคนข้าวละมาน อาจทำให้ข้าวสาลีได้รับอันตรายไปด้วย เขาสั่งว่า ไม่ต้องพยายามก่อนเวลาที่จะแยกแยะออกจากกัน ดังนั้นข้าวทั้งสองชนิดถูกอนุญาตให้โตขึ้นจนถึงวันเก็บเกี่ยวสุดท้าย แล้วจึงจะทำการแยกออกไป

ชุมชนที่ผสมปนเปกัน (A mixed community)

อันที่จริง ข่าวสารที่พระเยซูเจ้าทรงมอบให้เมื่อเล่าอุปมาเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พระองค์เองทรงเผชิญหน้ากับมันตลอดพระราชกิจของพระองค์ กล่าวคือพระองค์ทรงเข้าไปหาคนทุกชนิด ผสมปนเปไปด้วยโสเภณี พวกพระสงฆ์ ขโมยขโจร คัมภีราจารย์ นักการเมือง เด็กๆ คนเก็บภาษี ฟารีสี ฯลฯ การจะทำให้ศาสนาต้องแปลกแยกออกไปต่างหากเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงทำ ตรงกันข้ามกลับทรงแสวงหา และช่วยผู้ที่หลงทางไปให้ได้กลับมา พวก “ฟาริสี” ชื่อของเขาหมายถึง “พวกที่แยกออกไปต่างหาก” (= ไม่ปนกับคนอื่นๆ เป็นกลุ่มคนพิเศษที่ดีเหนือกว่าคนอื่นๆ) พวกนี้วิจารณ์พระเยซูเจ้าที่ไปคบหากับกลุ่มคนผิดๆทั้งหลาย แต่พระเยซูเจ้าทรงทราบดีว่า ทุกๆสังคมมีทั้งคนดีและคนเลว และไกลกว่านั้น เรายังไม่ควรแยกแยะเวลานี้ ควรรอจนถึงวาระสุดท้าย

เรื่องนี้สอนเราว่า ในฐานะคริสตชนเราไม่มีอำนาจจะประกาศคำตัดสินสุดท้ายสำหรับใครก็ตาม คำสุดท้ายไม่ควรพูดออกมาถึงใครเลย จนกว่าความตายของเขาจะมาถึง แล้วนั้น ให้พระเจ้าทรงทำในส่วนของพระองค์ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา นักบุญเปาโลสอนเราอย่างดีทีเดียวในเรื่องนี้ “ดังนั้น จงอย่าตัดสินเรื่องใดๆ ก่อนถึงเวลา จงคอยจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา” (1คร 4:5) ที่นักบุญเปาโลพูดเรื่องนี้ เพราะท่านเองก็ตระหนักดีว่า ถ้าตัดสินอะไรให้เด็ดขาดไปเลยในเวลานี้ อาจจะเป็นเหมือนหนังคนละเรื่อง เช่นว่า แต่ก่อนนักบุญเปาโลคิดผิดๆเกี่ยวกับผู้ติดตามพระเยซูเจ้า ท่านพยายามไปถอนรากถอนโคนกลุ่มคริสตชนใหม่ เพราะคิดว่าเป็นวัชพืช ต้องถอนทิ้งไป แต่ภายหลังเมื่อท่านได้เห็นภาพนิมิตและกลับใจ ท่านก็ต้องยอมรับว่าตัดสินผิดพลาดไป หรือถ้าพระเจ้าทรงตัดสินเซาโลในขณะที่เขากำลังเบียดเบียนคริสตชนอยู่ เขาก็คงไม่ได้มาเป็น “อัครสาวกของคนต่างศาสนา” ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเป็นแน่

หรือนักบุญมารีย์ ชาวมักดาลา ที่มีวันระลึกถึงท่านใกล้ๆช่วงเวลานี้ (= 22 กรกฎาคม) ซึ่งผู้นิพนธ์พระวรสารองค์หนึ่งบอกว่า เธอเคยถูกปีศาจเจ็ดตนสิงอยู่ และพระเยซูเจ้าทรงขับไล่ผีเจ็ดตนออกไปจากนาง ต่อมาเธอกลายมาเป็นผู้ติดตามพระเยซูเจ้า และเป็นคนแรกที่ทรงแสดงองค์ให้เห็นหลังการกลับฟื้นคืนพระชนมชีพด้วย เห็นไหมครับ ถ้าให้คำตัดสินสุดท้ายตั้งแต่เธอยังโดนหมู่ปีศาจสิงอยู่ ผลจะออกมาแตกต่างกันมากแค่ไหน จึงขอสรุปดังนี้

"พระเจ้าต่างหากจะทรงเป็นผู้แยกแยะว่าใครดีและไม่ดี และเวลาสุดท้ายต่างหากที่เป็นเวลาสำหรับการตัดสิน"

(ถอดความโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ เรียบเรียงใหม่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 2020
Based on : Season of the Word ; by Denis McBride, C.SS.R.)

“จงปล่อยให้ข้าวสองชนิดงอกงามขึ้นด้วยกันจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว”

บางคนเปรียบเทียบว่าอยู่ในโลกนี้ บางทีก็เหมือนอยู่ในรถ บางครั้งอยากจะให้รถจอด
จะได้ออกไปจากรถคันนี้ ถ้าหยุดโลกได้ และออกไปจากโลกได้ คงมีหลายๆ คนทำกัน

ทั้งนี้ เพราะในโลกมิได้มีแต่สิ่งสวยงามเสมอไป
มิได้มีแต่คนที่มีจิตใจดีงามเสมอไป
มิได้มีอะไรๆ เป็นไปตามฝันเสมอไป

ตรงข้าม บางคนเห็นแต่สิ่งชั่วร้ายในโลกนี้
ผู้คนมากมายเป็นโรคจิต และกระทำสิ่งชั่วร้าย
มีสงคราม จลาจล ความเกลียดชังไปทุกหย่อมหญ้า
เด็กๆ และสตรีอาจไม่ปลอดภัย เพราะเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์
ผู้ชายก็อาจตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงนานาชนิด

แต่ความดี ความจริง ความรัก ความเมตตาปรานี การเห็นอกเห็นใจกัน สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ด้วยเช่นกันในโลกใบนี้ ดังนั้น ในโลกของเรานี้ มีทั้งความดีและความไม่ดีอยู่ปะปนกันไป

เหมือนในพระวรสารของอาทิตย์นี้ที่พูดถึงข้าวสาลีที่งอกงามขึ้นมา แต่ในเวลาเดียวกันก็มีข้าวละมานงอกงามขึ้นมาด้วย ผู้รับใช้จึงถามนายว่า “นายต้องการให้เราไปถอนมัน(ข้าวละมาน)ไหม” นายห้ามไม่ให้ถอน เพราะกลัวจะติดข้าวสาลีออกไปด้วย ให้รอไว้จนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว

ฟังอุปมาเรื่องนี้ของพระเยซูเจ้าแล้ว เราต้องยั้งปากเอาไว้ ไม่ไปขอพระองค์ให้ทำลายคนชั่วให้สิ้นไป คงเหลือไว้แต่คนดีๆ เท่านั้น จะได้แช่มชื่นใจ เพราะว่าถ้าเราเผลอไปขอเช่นนั้นจริง และพระองค์โปรดประทานให้ตามที่ขอนั้น พวกเราอาจจะเป็นพวกแรกๆ ที่ถูกถอนทิ้ง และก็คงจะไล่ถอนไปเรื่อยๆ จนเกือบหมดโลก

ทั้งนี้ เพราะเรามนุษย์ทุกคนมีทั้งความดีและความชั่วอยู่ในตัวเรา พระเจ้าทรงมีความอดทนอย่างยิ่ง เพื่อให้เรามีโอกาสค่อยๆ ปราบความชั่วให้หมดไป และหันเข้าหาฝ่ายความดี ดังนั้น การที่พระองค์ทรงปล่อยให้โลกมีทั้งคนดีและไม่ดี ก็เพื่อให้คนดีได้มีความดีเพิ่มมากขึ้น และให้โอกาสคนที่ไม่ดีได้กลับตัวกลับใจมาเป็นคนดี เพื่อจะได้มาสู่หนทางแห่งความรอดพ้น

ลองพิจารณาดูพระเยซูเจ้า เมื่อครั้งที่ทรงพระชนม์อยู่ในโลกนี้ ตลอดเวลาที่ทรงประกาศข่าวดี ทรงเข้าถึงผู้คนทุกชนิด ทรงพบปะผู้คนมากมายหลายอาชีพ มีทั้งโสเภณี พระสงฆ์ ฟาริสี คัมภีราจารย์ คนฉ้อโกง นักการเมือง เด็กๆ และคนเก็บภาษี พระองค์ทรงปรารถนาจะให้ทุกๆ คนได้รับข่าวดีแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า

สรุปว่า พระวรสารของสัปดาห์นี้สอนให้เรามุ่งมั่นทำงานให้หนัก เพื่อมุ่งไปสู่หนทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าทรงรอคอยเราด้วยความเพียรอดทน ทรงรอจนถึงที่สุด อย่างน้อยจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวเพื่อให้โอกาสเราได้รอดมากขึ้น

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2011)

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (Angelus) วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020 ความเป็นไปได้ของนิทานเปรียบเทียบเรื่อง “ผู้หว่าน”

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (Angelus) วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020

ความเป็นไปได้ของนิทานเปรียบเทียบเรื่อง “ผู้หว่าน”

นี่เป็นแม่บทของนิทานเปรียบเทียบ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในคำปราศรัยช่วงสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวของวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020 ทรงไตร่ตรองถึงนิทานเปรียบเทียบที่พวกเราทราบกันดีเรื่อง “ผู้หว่าน” พระสันตะบิดรตรัสว่านี่อาจเป็น “แม่บท” ของบรรดานิทานเปรียบเทียบทั้งมวลในพระวรสาร

        พระสันตะปาปาตรัสกับฝูงชนที่รักษา “ระยะห่างทางสังคม” ณ ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร พระองค์ทรงกล่าวถึงดินชนิดต่างๆ เมื่อเมล็ดพืชพันธุ์ถูกหว่านลงไป และทรงอธิบายว่าประชาชนที่ได้ฟังได้รับพระวาจาของพระเจ้าอย่างไร พวกเราเป็นดินประเภทใด เป็นดินที่มีแต่หิน เป็นดินบางๆ เป็นดินที่มีแต่หนาม หรือว่าเป็นดินดี?

        “บ่อยครั้งพวกเราหลงอยู่กับผลประโยชน์ต่างๆมากมาย กับสิ่งที่ล่อตาล่อใจอันหลากหลาย จึงยากที่จะทำการแยกความชั่วและพระวาจาของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเราเป็นไท” สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเตือนใจ “นี่คือเหตุผลที่ทำไมจึงมีความสำคัญที่พวกเราจะต้องทำตนให้คุ้นเคยในการฟังพระวาจาของพระเจ้าและอ่านพระวาจาของพระองค์  พ่อขอแนะนำอีกครั้งหนึ่ง: พวกท่านต้องมีหนังสือพระคัมภีร์หรือพระวรสารติดตัว ซึ่งเป็นฉบับกระเป๋าที่ติดตัวเสมอ… แล้วอ่านข้อความเพียงสั้นๆทุกวัน เพื่อที่ท่านจะได้คุ้นเคยกับการอ่านพระวาจาของพระเจ้า โดยเข้าใจดีถึงเมล็ดพันธุ์ที่พระเจ้าทรงมอบให้กับท่าน แล้วคิดถึงผืนดินที่รับเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านั้น”

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาที่เผยแพร่โดยสำนักข่าววาติกัน

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

อรุณสวัสดิ์ทุกคน!

        ในข้อความพระวรสารของวันอาทิตย์นี้ (เทียบ มธ. 13: 1-23) พระเยซูคริสต์ทรงเล่านิทานเปรียบเทียบให้ฝูงชนฟัง ซึ่งพวกเราต่างก็ทราบกันดี นั่นคือเรื่องผู้หว่านที่หว่านเมล็ดพันธุ์พืชลงไปในดิน 4 ชนิด พระวาจาของพระเจ้าเป็นสัญลักษณ์ของเมล็ดพันธ์ของพระวาจาที่เป็นนามธรรม แต่เป็นพระเยซูคริสต์เอง เป็นพระวาจาของพระบิดาซึ่งกลายเป็นพระบุตรในครรภ์ของพระแม่มารีย์ เพราะฉะนั้นการยอมรับพระวาจาของพระเจ้าหมายถึงการรับพระเยซูคริสต์เอง

        มีหลายวิธีด้วยกันที่จะรับพระวาจาของพระเจ้า พวกเราอาจเป็นเสมือนถนนหนทางซึ่งนกจะมากินเมล็ดพันธุ์ นี่อาจเป็นเพราะความว้าวุ่นใจ ซึ่งเป็นอันตรายยิ่งในยุคสมัยของพวกเรา เพราะมัวแต่สาละวนอยู่กันการพูดจาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องกับนักฝันอุดมการ์ต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายใจไม่ขาดสายทั้งภายในและภายนอกบ้าน พวกเราอาจจะสูญเสียความสนใจที่จะรักษาความเงียบ สำหรับการไตร่ตรอง สำหรับการเสวนากับพระเจ้า จนกระทั่งเสี่ยงที่จะเสียความเชื่อ ไม่ได้รับพระวาจาของพระเจ้าเนื่องจากพวกเราสนใจมองทุกสิ่ง วุ่นวายกับทุกสิ่ง โดยเฉพาะกับสิ่งที่เป็นโลกียวิสัย

        ความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งคือ พวกเราอาจรับพระวาจาของพระเจ้าดุจดินที่มีแต่หินมีดินปนนิดหน่อย เมล็ดพันธุ์งอกขึ้นมาทันที แต่ไม่ช้าก็เหี่ยวแห้งไป เพราะไม่อาจหยั่งรากลงลึกได้ นี่เป็นภาพของผู้ที่ได้รับพระวาจาของพระเจ้าด้วยความกระตือรือล้นเพียงชั่วคราว อยู่ได้เพียงผิวเผิน ไม่ได้ย่อยพระวาจาของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้พอพบกับความทุกข์ยากลำบากเพียงครั้งแรก เช่นความไม่สะดวกสบายหรือความกระวยกระวายใจของชีวิตแม้เพียงเล็กน้อย ความเชื่อของเขาก็จะมลายไปดุจเมล็ดพันธุ์ที่เหี่ยวแห้งตายไปเพราะตกไปบนหิน

        แล้วยังมีความเป็นไปได้ประการที่สามที่พระเยซูคริสต์กล่าวไว้ในนิทานเปรียบเทียบ พวกเราอาจรับพระวาจาของพระเจ้าดุจดินที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้ที่เป็นกอหนาม หนามคือการหลอกลวงแห่งความร่ำรวย ความสำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องของโลกียวิสัย ณ ดินเช่นนี้เมล็ดพันธุ์จะเติบโตได้นิดหน่อย ลำต้นจะไม่แข็งแรง แล้วก็ตายไปโดยไม่บังเกิดผล

        สุดท้าย ความเป็นไปได้ประการที่สี่ พวกเราอาจได้รับพระวาจาในดินที่ดี ตรงนี้และตรงนี้เท่านั้นที่เมล็ดพันธุ์จะออกรากและเกิดดอกออกผล เมล็ดพันธุ์ตกไปในดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งหมายถึงคนที่ฟังพระวาจา รับพระวาจาไว้ ปกป้องพระวาจาไว้ในหัวใจพร้อมกับนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

        นิทานเปรียบเทียบผู้หว่านนี้เป็นสิ่งที่คล้ายกับ “แม่บท” แห่งนิทานเปรียบเทียบทั้งปวง เพราะพูดถึงการฟังพระวาจาของพระเจ้า เตือนใจพวกเราว่าพระวาจาของพระเจ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ ซึ่งในตัวเองจะบังเกิดผลและมีประสิทธิภาพ พระเจ้าทรงหว่านไว้ทุกแห่ง พระองค์ไม่ทรงต้องการที่จะให้ผู้ใดทำให้พระวาจาเสียหาย นี่คือดวงพระทัยของพระเจ้า  พวกเราแต่ละคนเป็นดินที่เมล็ดพันธุ์แห่งพระวาจาจะถูกหว่านลงมาโดยไม่ยกเว้นผู้ใด พระวาจาทรงมอบให้แก่พวกเราทุกคน พวกเราอาจถามตัวเราเองว่า ฉันเป็นดินประเภทไหน?  ฉันเป็นเพียงทางเดิน เป็นหิน เป็นพุ่มหนามหรือเปล่า?  แต่หากพวกเราต้องการจริงๆ พวกเราสามารถเป็นดินที่ดีได้ ผืนดินที่พวกเราไถและหว่านพืชพันธุ์พร้อมกับการดูแลเอาใจใส่ เพื่อที่จะให้เมล็ดพันธุ์แห่งพระวาจาเจริญงอกงาม ซึ่งมีแล้วอยู่ในหัวใจของพวกเรา แต่การทำให้เล็ดพันธุ์บังเกิดผลขึ้นอยู่กับตัวพวกเรา นั่นต้องขึ้นอยู่กับการรักษาพระวาจาไว้เหมือนกับที่พวกเราเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์

        บ่อยครั้งพวกเรามักจะวุ่นวายกับผลประโยชน์ และสิ่งล่อลวงต่างๆมากมาย จึงทำให้ยากที่จะแยกแยะเสียงต่างๆ และพระวาจาของพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเราเป็นไท นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราทำตัวเราเองให้คุ้นเคยกับการฟังพระวาจาของพระเจ้าโดยการอ่านพระคัมภีร์บ่อยๆ พ่อขอแนะนำอีกครั้งหนึ่งให้มีคู่มือเล่มเล็กๆแห่งพระวรสารที่เป็นฉบับกระเป๋าติดตัวได้ง่าย แล้วอ่านพระวาจาเพียงสั้นๆทุกวัน จนเคยชินกับพระวาจาพร้อมกับเข้าใจดีถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่ท่านและคิดถึงดินที่รับพระวาจา

        ขอให้พระแม่มารีย์ผู้ทรงเป็นแบบฉบับแห่งดินดี และอุดมสมบูรณ์ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยคำภาวนาของพระแม่ ขอให้พวกเราพร้อมที่จะเป็นดินดีที่ปราศจากหนามและกรวดหิน เพื่อว่าพวกเราจะได้บังเกิดผลสำหรับตัวเราเอง และสำหรับลูกๆ และบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา

หลังสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว สมเด็จพระสันตะปาปาปราศรัยต่อไป

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก

        วันทะเลสากล เป็นวันอาทิตย์ที่สองในเดือนกรกฎาคม พ่อขอส่งความปรารถนาดีไปยังทุกคนที่ทำงานในท้องทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่อยู่ห่างไกลจากบุคคลที่ตนรักและจากประเทศของตน ขอแสดงความปรารถนาดีต่อทุกคนเช้านี้ ผู้อยู่ที่ท่าเรือ ชีวิลตา-ตาร์กูจีนีอา (Civiltavecchia-Targujinia) ประเทศอิตาลี เพื่อเฉลิมฉลองมหกรรมศีลมหาสนิท

        ทะเลทำให้ความคิดของพ่อมุ่งไปไกลเลยไปถึงอิสตันบุล พ่อคิดถึงอากีอา โซฟีอา  (Hagia Sophia) พ่อรู้สึกเศร้าใจมาก (รัฐบาลตุรกีประกาศให้เปลี่ยนเป็นสุเหร่า เดิมทีอาสนวิหารนักบุญโซเฟีย เป็นของชาวคริสต์ ต่อมาเป็นพิพิธภัณฑ์ เวลานี้จะเปลี่ยนเป็นสุเหร่า ซึ่งจะมีผลให้ชาวมุสลิมไปละหมาด ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฏาคม นี้ ผมจะนำข่าวนี้มานำเสนอภาคภาษาไทยต่อไป)

        พ่อขอแสดงความปรารถนาดีต่อประชาสัตบุรุษแห่งกรุงโรม และผู้แสวงบุญจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวของกระบวนการโฟโกลาเร พ่อรู้สึกกตัญญูต่อผู้แทนพันธกิจอภิบาลจากสังฆมณฑลกรุงโรม พ่อคิดถึงพระสงฆ์จำนวนมาก นักบวชชายหญิง ตลอดจนบรรดาฆราวาสที่อยู่เคียงข้างกับผู้ป่วยตลอดเวลาในยามที่เกิดโรคระบาดโควิด19 ขอขอบคุณสำหรับสิ่งที่ท่านได้ทำไปแล้ว และสำหรับสิ่งที่ท่านกำลังกระทำอยู่ ขอบคุณทุกคน!

        ขอให้ท่านทุกคนมีความสุขอยู่กับวันอาทิตย์ โปรดอย่าลืมภาวนาสำหรับพ่อด้วย ขอให้รับประทานอาหารด้วยความสุข แล้วค่อยพบกันใหม่

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่ แนวคำสอนใหม่คือ “เหตุการณ์น่าชื่นชมในชีวิตพระศาสนจักร”

สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่ แนวคำสอนใหม่คือ “เหตุการณ์น่าชื่นชมในชีวิตพระศาสนจักร”

สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารแบบใหม่เปิดเผยคำแนะนำในการสอนคำสอนยุคใหม่ต่อผู้สื่อข่าวที่วาติกัน

คู่มือการสอนคำสอนเป็นเหตุการณ์น่าชื่นชมยินดีในชีวิตของพระศาสนจักร”  นี่เป็นคำพูดของอาร์ชบิชอป ริโน ฟิสิเกลล่า (Rino Fisichella) ประธานสมณสภาเพื่อส่งเสริมการประกาศพระวรสารใหม่ ในช่วงของการให้สัมภาษณ์นักข่าวในโอกาสของการแถลงข่าวคู่มือในการสอนคำสอนเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2020  ในการแถลงข่าวอาร์ชบิชอปฟิสิเกลล่า กล่าวว่าคู่มือฉบับใหม่นี้เป็นฉบับที่สามตั้งแต่สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 นั้น เป็นผลจากการปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก  คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้ออกต้นฉบับเป็นภาษาอิตาเลียน แต่จะพิมพ์เป็นภาษาสำคัญอื่นๆด้วย  ผู้แถลงข่าวร่วมอื่นๆ ได้แก่ อาร์ชบิชอปอ็อคตาวิโอ รูอิซ อาเรนาส (Octavio Ruiz Arenas) และบิชอปฟรานซ์ ปีเตอร์ เตบาร์ทซ์ (Franz-Peter Tebartz-van Elst) เลขาธิการแห่งสมณสภาเพื่อส่งเสริมการประกาศพระวรสารใหม่

ภูมิหลัง

        อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา ตั้งข้อสังเกตว่า “ความจำเป็นสำหรับคู่มือฉบับใหม่เกิดขึ้นจากกระบวนการปรับวัฒนธรรม ซึ่งทำให้การสอนคำสอนมีคุณสมบัติจำเพาะ โดยเฉพาะสำหรับสมัยนี้ที่เรียกร้องให้ต้องมีการตั้งเป้าเป็นพิเศษ”

        ท่านยกตัวอย่างแห่งปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ของวัฒนธรรมดิจิตอลโดยชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือที่มีการสร้างขึ้นมาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นถึง “การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนแห่งพฤติกรรม” ซึ่งมีอิทธิพลต่อ “การอบรมความเป็นอัตลักษณ์แห่งบุคคลและความสัมพันธ์ระหว่างกัน”  ระบบใหม่แห่งการสื่อสารข้อมูล “ยังมีผลกระทบต่อพระศาสนจักรในโลกที่มีความยุ่งยากสลับทับซ้อนแห่งการศึกษาอีกด้วย”

        เหตุผลเชิงเทวศาสตร์และพระศาสนจักรก็มีส่วนในการเตรียมคู่มือฉบับใหม่ด้วย อาร์ชบิชอปฟิสิเกลล่า กล่าวว่า ณ ที่ประชุมสภาซีน็อดหลายครั้งได้มีการพูดกันเกี่ยวกับการประกาศพระวรสาร และการเรียนคำสอนเสมอ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเองก็ทรงนำเรื่องนี้ไปลงในสมณสาส์นเตือนใจ “ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร” (Evangelii Gaudium) ในโอกาสครบ 25 ปีของการพิมพ์หนังสือคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก

        “เพราะฉะนั้นการสอนคำสอนต้องเป็นหนึ่งเดียวกันภายในกับงานประกาศพระวรสาร และไม่สามารถที่จะแยกออกจากกัน” อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลายืนยันว่า  “การประกาศพระวรสารเป็นพันธกิจที่พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ มอบให้กับพระศาสนจักรของพระองค์ เพื่อในทุกยุคทุกสมัยจะทำการประกาศประวรสารของพระองค์ด้วยความซื่อสัตย์”

 

“การสอนคำสอนเพื่อการประกาศพระวรสาร”

        “หัวใจของการสอนคำสอนคือการประกาศพระเยซูคริสต์” อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา กล่าวว่า  พระเยซูคริสต์ “ก้าวข้ามเวหาและกาลเวลาเพื่อเผยพระองค์แก่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ในฐานะที่เป็นข่าวดีที่ทรงประทานให้ถึงความหมายแห่งชีวิต”

        ท่านชี้ให้เห็นว่าในแสงสว่างแห่งสมณสาส์นเตือนใจ “Evangelii Gaudium” คู่มือเล่มนี้สนับสนุน “การสอนคำสอนเพื่อการประกาศพระวรสาร” เพราะว่า “ความสำคัญสุดยอดคือการประกาศพระวรสารไม่ใช่เพื่อการเรียนคำสอน” ดังนั้นการประกาศพระเยซูคริสต์ (ผู้เป็น kerygma) จึงจำต้องเป็นการประกาศพระเมตตาของพระเจ้าที่มุ่งไปยังคนบาปด้วย ผู้ซึ่งที่ไม่ถูกตัดออกไป แต่เป็นแขกรับเชิญผู้มีอภิสิทธิ์ ณ โต๊ะการเลี้ยงแห่งความรอด

เนื้อหาต่างๆ

อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา (Fisishella) อธิบายว่าคู่มือเล่มนี้จะพูดถึงเนื้อหาที่มีความหลากหลายด้วยกัน ประการแรกคือ “mystagogs” (การสอนก่อนที่จะรับศีลศักดิ์สิทธิ์) จะมีการชี้นำด้วย 2 ปัจจัย: ฟื้นฟูการประเมินเครื่องหมายด้านพิธีกรรมแห่งการรับสมาชิกคริสตชนใหม่ และวุฒิภาวะที่เจริญขึ้นในกระบวนการอบรมซึ่งรวมถึงทั้งชุมชนด้วย

        เนื้อหาอีกประการหนึ่งคือการเชื่อมโยงระหว่างการประกาศพระวรสารกับผู้ที่เรียนคำสอน นี่ชี้ให้เห็นถึงความเร่งด่วนของการ “กลับใจเชิงอภิบาล” เพื่อทำให้การสอนคำสอนเป็นอิสระจากปัจจัยอื่นที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพ

        เมื่ออธิบายพระกระแสดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในสมณสาส์นเตือนใจ “ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร” (Evangelii Gaudium) พระองค์สนับสนุนการสอนและอบรมโดยใช้ “วิธีแห่งความสวยงาม” (via pulchritudinis) อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา (Fisishella) ชี้ให้เห็นว่าคู่มือดังกล่าว “ได้ใช้วิธีแห่งความสวยงามเป็นแหล่งสำคัญประการหนึ่งแห่งการสอนคำสอน”

        อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา (Fisishella) ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าคู่มือเล่มนี้พยายามที่จะ ค่อยๆแทรกให้พวกเราเข้าไปในพระธรรมล้ำแห่งความเชื่อ”  ท่านบอกว่าคุณสมบัตินี้ไม่อาจที่จะจำกัดอยู่แค่มิติเดียว ตรงกันข้าการสอนคำสอนสามารถชี้นำพวกเราให้ยอมรับและดำเนินชีวิตในพระธรรมล้ำลึก “อย่างสิ้นเชิงในความเป็นอยู่ประจำวันของพวกเรา”

        ในการเสริมแทรกดังกล่าวบิชอปฟรานซ์ ปีเตอร์ เตบาร์ทซ์ (Franz-Peter Tebartz-van Elst) กล่าวว่า หนังสือคู่มือเล่มนี้ใส่ใจเป็นพิเศษถึงเครื่องหมายของกาลเวลาและตีความไปตามแสงสว่างแห่งพระวรสาร ท่านชี้ให้เห็นว่านี่เป็นกำลังใจให้กับความเชื่อพร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสอนคำสอนในกระบวนการที่กว้างขึ้นแห่งการประกาศพระวรสาร ท่านยังหวังด้วยว่าคู่มือเล่มใหม่จะเป็นแรงบันดาลใจให้พระศาสนจักรท้องถิ่นพัฒนาคู่มือของตนเองขึ้นมาโดยยึดเอาคู่มือใหม่นี้เป็นแนวทาง

        อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา (Fisishella) กล่าวสรุปว่า ท่านหวังว่าคู่มือใหม่นี้จะช่วยให้มี “การฟื้นฟูการสอนคำสอนเพื่อกระบวนการประกาศพระวรสาร ซึ่งพระศาสนจักรไม่เคยหยุดยั้งที่จะปฏิบัติ”

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บข่าวนี้มาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ช่วงการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2020

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
ช่วงการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล

“ข้าพเจ้าขอสวมกอดสมเด็จพระอัยกาบาร์โธโลมิว พี่น้องของข้าพเจ้าด้วยดวงจิต”

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2020

ต่อไปนี้เป็นคำปราศรัยของพระสันตะบิดรฟรานซิส ในช่วงสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวเมื่อในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2020 ในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโลองค์อุปถัมภ์แห่งกรุงโรม

        ในโอกาสนี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเสนอความคิดบางประการด้วยความเคารพต่อสมเด็จพระอัยกาบาร์โธโลมิว

        “ในโอกาสนี้เป็นธรรมเนียมที่สำนักพระอัยกาแห่งนครคอนสตันติโนเปิ้ล (นครอิสตันลุล ประเทศตุรกี) ส่งคณะผู้แทนมายังกรุงโรม  แต่ปีนี้เป็นไปไม่ได้เนื่องจากโรคระบาดโควิด19 ดังนั้นข้าพเจ้าขอสวมกอดสมเด็จพระอัยกาบาร์โธโลมิวพี่น้องที่รักของข้าพเจ้าด้วยจิต โดยหวังว่าการเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกันจะกลับมาใหม่ในไม่ช้านี้”

คำปราศรัยเต็มที่เผยแพร่โดยสำนักข่าววาติกัน

อรุณสวัสดิ์ ลูกๆและพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        วันนี้พวกเราเฉลิมฉลองอัครสาวกเปโตรและเปาโล องค์อุปถัมภ์แห่งกรุงโรม นี่เป็นของขวัญที่พวกเรามีโอกาสมาสวดภาวนาที่นี่ใกล้กับสถานที่ซึ่งเปโตรตายเป็นมรณะสักขี แล้วร่างกายถูกฝังไว้ที่นี่ ทว่าจารีตพิธีในวันนี้รำลึกถึงเรื่องราวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบอกพวกเราว่าก่อนหน้านั้นหลายปี เปโตรเป็นอิสระรอดพ้นจากความตาย  ท่านถูกจับ ถูกขังคุก และกลุ่มคริสตชนของพระศาสนจักรเริ่มแรกต่างก็หวั่นใจ หวั่นกลัวว่าท่านจะต้องตาย ดังนั้นบรรดาคริสตชนพากันสวดภาวนาโดยไม่หยุดหย่อนสำหรับเปโตร ครั้นแล้วทูตสวรรค์ก็ลงมานำท่านออกจากคุก (เทียบ กจ. 12: 1-11) แล้วต่อมาอีกหลายปีก็เช่นเดียวกันเมื่อเปโตรเป็นนักโทษคนหนึ่งในกรุงโรม พระศาสนจักรคงจะสวดสำหรับเขาเช่นเดียวกัน แต่ในโอกาสหลังนี้เปโตรเอาชีวิตไม่รอด เป็นไปได้อย่างไรเมื่อครั้งแรกสวรรค์ช่วยให้ท่านรอด แต่ครั้งที่สองกลับไม่รอด?

        เนื่องจากว่าการเดินทางในชีวิตของเปโตร ที่สามารถให้ความสว่างแก่หนทางเดินของพวกเรา  พระเจ้าประทานพระหรรษทานหลายประการให้แก่เปโตรและทำให้ท่านพ้นภัยจากความชั่วร้ายทั้งปวง พระองค์ทรงกระทำกับพวกเราแบบนี้เช่นเดียวกัน  อันที่จริงบ่อยครั้งพวกเราพึ่งพาพระองค์ในยามที่พวกเรามีความทุกข์เดือดร้อนเท่านั้น เพื่อขอความช่วยเหลือ  แต่พระเจ้ามองไกลกว่านั้น พระองค์เชื้อเชิญพวกเราให้ไปไกลกว่านั้น โดยให้พวกเราไม่เพียงแต่จะขอของขวัญของพระองค์ แต่ขอให้แสวงหาพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแห่งของขวัญทุกชนิด เพื่อให้พวกเรามอบความไว้วางในในพระองค์ไม่จำเพาะแต่ปัญหาของพวกเราเท่านั้น แต่มอบชีวิตของพวกเราให้พระองค์  โดยอาศัยวิธีนี้ ในที่สุดพระองค์จะทรงประทานของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่พวกเรา นั่นคือ “ชีวิต” ใช่แล้ว พระองค์จะทรงประทานชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือทำชีวิตให้เป็นของขวัญพิเศษ นี่เป็นเรื่องจริงสำหรับทุกคน สำหรับบิดามารดาต่อบุตรของตน ต่อพ่อแม่ที่ชราของตน ตรงนี้พวกเราจะรำลึกถึงคนชราที่ถูกครอบครัวทิ้งให้อยู่ตามลำพัง พ่อกล้าพูดได้ว่า ราวกับว่าบุคคลผู้ชราเป็นสิ่งของที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจ นี่คือวิบัติในยุคของพวกเราซึ่งได้แก่การอยู่อย่างสันโดษของคนชรา  ชีวิตของลูกหลานมิได้ถูกมอบให้เป็นของขวัญสำหรับคนชรา การมอบตัวเราให้กับผู้ที่แต่งงานแล้ว และผู้ที่ถวายตัวฐานะนักบวช  เป็นความจริงทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงานต่อทุกคนที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะให้พวกเราเจริญเติบโตขึ้นในการไห้  มีแต่ด้วยวิธีนี้เท่านั้นพวกเราจึงจะสามารถกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้  พวกเราเติบโตขึ้นหากพวกเรามอบตัวเราให้กับผู้อื่น จงมองไปยังนักบุญเปโตร ท่านไม่ได้เป็นวีรบุรุษเพราะท่านเป็นอิสระจากคุก แต่เป็นเพราะว่าท่านได้เขามอบชีวิตไว้ที่นี่ ของขวัญของท่านได้เปลี่ยนแปลงสถานที่จากลานประหารเป็นสถานที่สวยงามแห่งความหวัง  ซึ่งพวกเราเป็นผู้โชคดีที่ได้อยู่และมาเยือน ณ ที่นี้

        นี่คือสิ่งที่พวกเราควรขอจากพระเจ้า:  ไม่เพียงแต่พระหรรษทานในยามที่พวกเราถูกทดลองเท่านั้น แต่ต้องเป็นพระหรรษทานแห่งชีวิต  พระวรสารของวันนี้แสดงให้พวกเราเห็นถึงการเสวนาที่ท้าทายชีวิตของเปโตร ท่านได้ยินพระเยซูคริสต์ถามว่า “ท่านคิดว่าเราเป็นผู้ใด?”  เปโตรตอบว่า “พระองค์เป็นพระผู้ไถ่ เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” แล้วพระเยซูคริสต์กล่าวต่อไปว่า “ท่านเป็นผู้มีบุญ ซีมอนบุตรแห่งโยนาห์” (มธ.16: 16-17)  พระเยซูคริสต์ตรัสคำว่า “มีบุญ” ซึ่งตามลายลักษณ์อักษรแปลว่ามีความสุข ท่านมีความสุขแท้เพราะพูดเช่นนี้ ให้สังเกตว่า: พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ท่านเป็นผู้มีบุญ” กับเปโตร เพราะเปโตรกล่าวกับพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” มีความลับอะไรสำหรับชีวิตที่มีบุญ และอะไรเป็นความลับของชีวิตที่เป็นสุข?  การรู้จักกับพระเยซูคริสต์ต้องอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าผู้ทรงชีวิต ไม่ใช่ในฐานะที่เป็นรูปปั้น รูปวาด เพราะนั่นไม่มีความสำคัญที่รู้ว่าพระเยซูคริสต์เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์  ไม่สำคัญว่าจะชอบสิ่งที่พระองค์พูดหรือกระทำ สิ่งสำคัญคือพื้นที่ที่พวกเราให้พระองค์ประทับอยู่ในชีวิตของพวกเรา  สถานที่ที่พวกเราให้พระเยซูคริสต์ประทับอยู่ในหัวใจของพวกเรา  ณ จุดนี้เองที่เปโตรได้ยินพระเยซูคริสต์ตรัส “ท่านคือศิลา และบนศิลานี้ เราจะสร้างพระศาสนจักรของเรา” (ข้อ 18) ท่านถูกเรียกว่า “เปโตร” แปลว่า “ศิลา” เพราะท่านเป็นคนที่เข้มแข็ง และไว้วางใจได้ จริงๆหรือ? เปล่าเลย ท่านทำผิดหลายประการในภายหลัง ท่านเป็นคนที่เชื่อใจไม่ค่อยได้ ท่านจะทำผิดหลายอย่าง ถึงขั้นปฏิเสธพระอาจารย์ แต่ท่านก็เลือกที่จะสร้างชีวิตในพระเยซูคริสต์ผู้เป็นศิลาแท้จริง ไม่ใช่อย่างที่พระคัมภีร์บอกว่า “บนเนื้อและเลือด” กล่าวคือบนตนเอง บนความสามารถของตนเอง แต่บนพระเยซูคริสต์ (เทียบ ข้อ 17)  ผู้ทรงเป็นศิลา  และพระเยซูคริสต์ก็ทรงเป็นศิลาที่ซีมอนกลายเป็นศิลา พวกเราอาจกล่าวได้เช่นเดียวกันกับอัครสาวกเปาโลซึ่งมอบตนเองอย่างสิ้นเชิงให้กับพระวรสาร โดยถือว่าสิ่งอื่นๆทุกสิ่งล้วนไร้ค่าเพื่อที่ท่านจะได้พระเยซูคริสต์มาเป็นกรรมสิทธิ์

        วันนี้ต่อหน้าอัครสาวกทั้งสองท่าน พวกเราอาจถามตัวเราเองว่า “แล้วฉันเล่า ฉันเตรียมชีวิตอย่างไร? ฉันมัวแต่คิดถึงเรื่องความต้องการในปัจจุบัน หรือฉันเชื่อว่าความต้องการแท้จริงของชีวิตฉันคือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงทำให้ฉันเป็นของขวัญล้ำค่า?  แล้วฉันสร้างชีวิตอย่างไร ตามความสามารถของฉันเองหรือกับพระเจ้าผู้ทรงชีวิต?”  ขอให้พระแม่มารีย์ ผู้ทรงมอบทุกสิ่งไว้กับพระเจ้าโปรดช่วยให้พวกเรายึดมั่นในพระองค์เป็นฐานของการเจริญชีวิตทุกวัน และขอพระแม่มารีย์ทรงเสนอวิงวอนให้พวกเรา โดยอาศัยพระหรรทานของพระเจ้าจะได้สามารถทำให้ชีวิตของพวกเราเป็นของขวัญอันประเสริฐ

คำปราศรัยหลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว สมเด็จพระสันตะปาปาทรงตรัสต่อไป

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        พ่อขอต้อนรับพี่น้องชาวโรมทุกคน และผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ในนครหลวงแห่งนี้ ในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโลอัครสาวกองค์อุปถัมภ์แห่งกรุงโรม โดยอาศัยการวิงวอนของท่านนักบุญ พ่ออธิษฐานภาวนาให้ทุกคนที่อยู่ในกรุงโรมจงดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และขอให้ได้พบการเป็นประจักษ์พยานแห่งพระวรสาร

โอกาสนี้เป็นธรรมเนียมที่สำนักพระอัยกาแห่งนครคอนสตันติโนเปิ้ล จะส่งคณะผู้แทนมายังกรุงโรม  แต่ในปีนี้สถานการณ์เป็นไปไม่ได้เพราะโรคระบาด เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอส่งการกอดทางจิตไปยังสมเด็จพระอัยกาบาร์โธโลมิว พี่น้องที่รักของข้าพเจ้าโดยหวังว่าการเยือนกันและกันของเราทั้งสองจะมีขึ้นอีกภายในไม่ช้านี้

ในขณะที่พวกเราทำการเฉลิมฉลองนักบุญเปโตรและเปาโล  พ่อปรารถนาที่จะรำลึกถึงมรณะสักขีมากมายผู้ที่ถูกตัดศีรษะ ถูกเผาทั้งเป็น และถูกประหารชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของจักรพรรดิเนโร บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ซึ่งท่านกำลังยืนอยู่ในขณะนี้ นี่เป็นแผ่นดินที่เปื้อนเลือดแห่งบรรดาพี่น้องคริสตชนชนของพวกเรา พรุ่งนี้พวกเราจะระลึกถึงบรรดาปฐมมรณสักขีแห่งกรุงโรม (30 มิถุนายน)

ขอต้อนรับผู้แสวงบุญทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ พ่อมองเห็นธงชาติของประเทศแคนาดา เวนีซูเอลลา โคลัมเบีย ฯลฯ ขอต้อนรับอีกครั้ง ขอให้การเยือนหลุมศพของอัครสาวกเปโตรสร้างความเข้มแข็งให้กับความเชื่อของพวกท่านและการเป็นประจักษ์พยานของท่าน

พ่อขอส่งความปรารถนาดีมายังทุกคนในวันสมโภชนี้ โปรดอย่าลืมอธิษฐานภาวนาเพื่อพ่อด้วย ขอให้ทุกคนรับประทานอาหารเที่ยงด้วยความสุข แล้วพวกเราจะพบกันใหม่โอกาสต่อไป

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)