วันที่ 23 กุมภาพันธ์
ระลึกถึง นักบุญ โปลีการ์ป พระสังฆราช มรณสักขี

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ระลึกถึง นักบุญ โปลีการ์ป พระสังฆราช มรณสักขี

(St. Polycarp, Bishop & Martyr, memorial)

นักบุญโปลีการ์ปได้เข้ามาเป็นคริสตชนและได้รับการสอนจากนักบุญยอห์น ผู้นิพนธ์พระวรสาร ประมาณว่าเมื่อท่านอายุ 37 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชของเมืองสเมอร์นา (Smyrna) ซึ่งอยู่ในตุรกีในปัจจุบันนี้ โดยนักบุญยอห์นซึ่งขณะนั้นชรามากแล้ว และไม่นานนักก่อนที่นักบุญยอห์นจะถูกเนรเทศไปอยู่เกาะปัทมอส(Patmos) เมื่อได้รับแต่งตั้งแล้วนักบุญโปลีการ์ปได้พิสูจน์ให้เห็นว่าท่านดำเนินชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์และสามารถบริหารงานได้อย่างดีในการเผชิญหน้ากับความยากจนและการเบียดเบียนตลอดเวลาจากพวกชาวยิวที่นั่น ในปี ค.ศ. 155 ซึ่งคาดว่าท่านคงจะมีอายุ 86 ปี ท่านได้เดินทางไปกรุงโรมเพื่อปรึกษาหารือกับพระสันตะปาปาอานิเซตุส (Pope St. Anicetus) เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งกันเรื่องกำหนดวันปัสกา การพบปะกันครั้งนี้แม้ไม่อาจแก้ปัญหาที่มีความเห็นแย้งกัน แต่พระสันตะปาปาก็ได้ทรงอนุมัติให้พระสังฆราชที่น่าเคารพนี้ยังคงถือตามธรรมประเพณีตะวันออกต่อไป คือถือเอาวันที่ 14 ของเดือนนิซาน (Nisan) เป็นวันที่พระคริสตเจ้าทรงกลับฟื้นคืนพระชนมชีพจากความตาย และจะเฉลิมฉลองตรงวันไม่ว่าจะตรงกับวันอาทิตย์หรือวันธรรมดาก็ตาม

นักบุญโปลีการ์ปแทบจะไม่ได้กลับไปยังสำนักของท่าน เพราะภายใต้การปกครองของจักรพรรดิมาร์คุส เอาเรลีอุส ในขณะนั้น มีการเบียดเบียนบรรดาคริสตชนอย่างโหดร้ายทีเดียว ด้วยการขอร้องของบรรดาคริสตชนท่านจึงยอมหลบซ่อนตัวแถบรอบนอกของเมือง แต่มีทาสคนหนึ่งถูกจับทรมานจึงยอมเผยที่ซ่อนของท่าน ท่านถูกนำไปอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ตัดสินของผู้ช่วยกงสุล ซึ่งสั่งให้ท่านสาบานจะยกย่องซีซาร์ว่าสูงส่ง และสาปแช่งพระคริสต์ แต่ท่านได้ให้คำตอบที่เลื่องลืออย่างสุขุมว่า “ฉันได้รับใช้พระคริสต์มา 86 ปีแล้ว และพระองค์ไม่ทรงทำให้ผิดหวังเลย แล้วจะให้ฉันกล่าวคำผรุสวาท ณ บัดนี้ต่อพระมหากษัตริย์และพระผู้ไถ่ของฉันได้อย่างไร ฉันเป็นคริสตชนคนหนึ่ง” ท่านจึงถูกตัดสินให้เผาทั้งเป็น ถูกผูกมือทั้งสองข้างไว้ข้างหลังในสนามกีฬาที่เมืองสเมอร์นา และในขณะที่ท่านภาวนาสรรเสริญพระตรีเอกภาพ และขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงยอมให้ท่านได้ดื่มถ้วยกาลิกษ์ของพระองค์ กองกิ่งไม้ก็สุมขึ้นรอบๆตัวท่าน ผู้สังหารท่านรอคอยด้วยความหวาดกลัวให้ท่านจบบทภาวนาก่อน เมื่อท่านกล่าวคำว่า “อาแมน” แล้วจึงจุดไฟขึ้นรอบตัวท่าน แต่ตามตำนานที่ลือกันทั่วพระศาสนจักรที่เมืองสเมอร์นาว่า ท่านไม่ได้รับอันตรายใดๆ จากไฟนั้น ดังนั้น เขาจึงฆ่าท่านด้วยหอกหรือแหลน

สิ่งที่ประจักษ์ในกิจการของท่านก็คือ ท่านเป็นพระสังฆราชผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเหมือนนายชุมพาผู้ใจดี ที่ยอมสละชีพของตนเพื่อฝูงแกะของท่านที่เมืองสเมอร์นา และในกรณีที่เกิดขึ้นกับท่านนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในการบันทึกอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเป็นมรณสักขีของคริสตชนที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆด้วย เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระศาสนจักรแต่โบราณรับรองและส่งเสริมการแสดงความเคารพต่อบรรดานักบุญและพระธาตุของพวกท่าน นักบุญโปลีการ์ปมักถูกวิงวอนขอให้ช่วยสำหรับคนที่เจ็บปวดในหู

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

11 กุมภาพันธ์
ระลึกถึงแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด

11 กุมภาพันธ์ ระลึกถึงแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด

(The memorial of Our Lady of Lourdes)

ในปี ค.ศ. 1858 ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ – 16 กรกฎาคม มีรายงานว่าแม่พระได้ประจักษ์มา 18 ครั้ง ให้กับเด็กอายุ 14 ปี มีชื่อว่า มารี แบร์นาแด๊ต สุบีรูส์ ที่ถ้ำชื่อ มัสซาเบรียล ใกล้กับเมืองลูร์ด ในฝรั่งเศสตอนใต้ ซึ่งตั้งอยู่ตีนเขาแห่งเทือกเขาปีรานีส และตั้งแต่นั้นมา ที่นี่ก็กลายเป็นหนึ่งในที่แสวงบุญที่มีชื่อเสียงของโลกที่ผนวกเข้าด้วยกับเรื่องราวอัศจรรย์ที่นับไม่ถ้วนทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต

มีการสร้างบาสิลิกาขึ้นบนหินเหนือถ้ำที่ประจักษ์ตามคำขอของแม่พระที่บอกกับนักบุญแบร์นาแด๊ต และเมื่อเห็นว่าเล็กเกินไป วัดแห่งลูกประคำ (the “Rosary Church”) ถูกสร้างเพิ่มเติมขึ้นในปี ค.ศ. 1901

ในปี ค.ศ.1907 พระสันตะปาปาปีโอที่ 10 ได้ขยายวันฉลองนี้ให้ไปสู่พระศาสนจักรสากล โดยมีบททำวัตรและบทมิสซาเป็นพิเศษ และมีผลบังคับใช้ในสมัยพระสันตะปาปาเลโอที่ 13

นักแสวงบุญผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายได้หลั่งไหลมาสู่สักการสถานแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ที่จัดอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนักแสวงบุญชาวฝรั่งเศสที่มีจำนวนถึง 25,000 คน เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1872 ปัจจุบันนี้คาดการณ์ว่ามีนักแสวงบุญเดินทางมาที่นี่ปีละไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคน

การรักษาให้หายอย่างอัศจรรย์ได้เริ่มขึ้นภายในไม่กี่วันจากการประจักษ์ครั้งแรก และดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่บัดนั้น และนี่ไม่ใช่จำกัดวงอยู่เฉพาะผู้ที่เชื่อเท่านั้น มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญแบบที่ขาดไปไม่ได้ คือ “คำภาวนา” และบ่อยๆ เป็นคำภาวนาจากญาติๆของชาวคาทอลิกผู้มีความเชื่อ หรือโดยผู้อื่น

ในบรรดาการรักษาที่มากมาย มีเพียงประมาณ 50 กรณี ที่หลังจากการไต่สวนอย่างรอบคอบตามกระบวนการทางกฎหมายของพระศาสนจักรได้ประกาศอย่างเป็นทางการโดยบรรดาพระสังฆราชว่าเป็นอัศจรรย์ นอกเหนือจากนี้ มีมากกว่า 4,000 กรณีที่วิทยาการทางแพทย์ไม่สามารถอธิบายได้โดยทางธรรมชาติ กรณีหนักๆ เช่น วัณโรค เนื้องอก มะเร็ง ตาบอด และหูหนวก ที่มีเป็นจำนวนมาก รวมถึงการป่วยทางจิตที่ได้รับการยืนยันหนักแน่นว่าได้รับการเยียวยาจากที่นี่ แต่อย่างหลังนี้ คือเรื่องการป่วยทางจิต เรานับแค่ 7% จากจำนวนคนไข้ทางจิตทั้งหมดเท่านั้นเอง

มีอาสาสมัครทั้งชายและหญิง คอยช่วยบรรดาคนเจ็บไข้ได้ป่วยที่มาแสวงบุญที่นี่ ตลอดเวลาพวกเขาจะสวดลูกประคำเสียงดัง บางทีภาพที่น่าจับใจ คือขบวนแห่ศีลมหาสนิทประจำวันรอบสถานที่แสวงบุญ เมื่อจบรอบขบวนแห่แล้วทุกคนจะมารวมอยู่หน้าจัตุรัสแห่งลูกประคำที่อยู่ด้านหน้าบาสิลิกา ผู้เป็นประธานจะอวยพรทุกคนโดยเฉพาะบรรดาผู้ป่วยที่อยู่ด้านหน้าๆ ผู้นำขับร้องจะวิงวอนขอแทนคนเจ็บป่วยด้วยความศรัทธา และนักแสวงบุญนับพันนับหมื่นจะประสานเสียงขับร้องว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า โอรสกษัตริย์ดาวิด โปรดทรงเมตตาข้าพเจ้าด้วยเทอญ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้ามองเห็น ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าได้ยิน ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าเดินได้” แล้วมีการอวยพรศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

อัศจรรย์ของแม่พระแห่งเมืองลูร์ด เป็นการปฏิเสธอย่างน่าพิศวงถึงความหลงผิดในยุควัตถุนิยมของเรา และในผู้ที่ไม่เชื่อถึงพระเจ้าในสมัยปัจจุบัน เป็นการนำให้พระศาสนจักรกล้าประกาศวันฉลองของตนเอง ว่าเป็นวันของ “การเยียวยา”

บทสำหรับรำพึง : “จงกลับใจใช้โทษบาป! จงกลับใจใช้โทษบาป! จงกลับใจใช้โทษบาป!” (Our Lady, to Bernadette)

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

6 กุมภาพันธ์
ระลึกถึง นักบุญเปาโล มีกิ พระสงฆ์ และเพื่อนมรณสักขี

6 กุมภาพันธ์ ระลึกถึง นักบุญเปาโล มีกิ พระสงฆ์ และเพื่อนมรณสักขี

(SS Paul Miki and Companions, Martyrs, memorial)

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พระศาสนจักรคาทอลิกเทิดเกียรติมรณสักขีแห่งเมืองนางาซากิจำนวน 26 ท่าน ซึ่งประกอบไปด้วยพวกคาทอลิกที่เป็นคนพื้นเมืองชาวญี่ปุ่น และพวกมิชชันนารีชาวต่างประเทศที่ถูกฆ่าตายเพื่อยืนยันความเชื่อในปี ค.ศ. 1597

ในช่วงศตวรรษที่ 16 ความเชื่อคาทอลิกได้ไปถึงญี่ปุ่นโดยความพยายามของมิชชันนารีคณะเยสุอิต คือนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ (1506-1552) แม้หลังความตายของท่านนักบุญ คณะเยสุอิตก็ยังดำเนินงานแพร่ธรรมต่อไป ประมาณว่ามีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในพระศาสนจักร 200,000 คน ในปี ค.ศ. 1587

ต่อมาเกิดความตึงเครียดเรื่องศาสนาจนนำไปสู่ช่วงเวลาแห่งการเบียดเบียนในปีนั้นเอง มีวัดมากมายถูกทำลาย และพวกมิชชันนารีต้องแอบแพร่ธรรมอย่างลับๆ มีการยอมตายเป็นมรณสักขีเกิดขึ้นในช่วงเวลาเหล่านี้บ้าง 2-3 ครั้ง แต่ภายในเวลา 10 ปีกลับมีคริสตชนชาวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100,000 คน แม้ถูกแทรกแซงห้ามปราม

ในช่วงปี ค.ศ. 1593 มีมิชชันนารีคณะฟรังซิสกันจำนวนหนึ่งจากประเทศฟิลิปปินส์เข้าไปในญี่ปุ่นตามคำสั่งของกษัตริย์แห่งสเปน คือพระเจ้าฟิลิปที่ 2 พวกที่เข้าไปใหม่นี้มีความกระตือรือร้นในงานสงเคราะห์และการเผยแผ่พระวรสาร แต่การไปปรากฏตัวที่นั่นกลับสร้างความยุ่งยากให้กับสถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้วระหว่างพระศาสนจักรกับผู้มีอำนาจของญี่ปุ่น

ความสงสัยและเกลียดชังต่อบรรดามิชชันนารีเพิ่มมากขึ้น เมื่อเรือของชาวสเปนถูกยึดที่ชายฝั่งในประเทศญี่ปุ่น และพบว่าบรรทุกปืนใหญ่อยู่ในนั้น ผู้แทนของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจในเวลานั้นชื่อว่า โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) เป็นผู้ออกคำสั่งลงโทษคาทอลิก 26 คนให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งประกอบด้วยชาวญี่ปุ่นที่เข้าคณะเยสุอิต 3 คน ชาวต่างชาติคณะฟรังซิสกัน 6 คน และที่เหลือเป็นฆราวาสคาทอลิกซึ่งมีเด็กๆรวมอยู่ด้วย พวกเขาถูกลงโทษให้ตายโดยการตรึงกางเขนและแทงด้วยหอกหรือแหลน แต่ก่อนอื่นพวกเขาถูกบังคับให้เดินเป็นระยะ 600 ไมล์ (1 ไมล์ = 1.609 กิโลเมตร) ไปยังเมืองนางาซากิ ระหว่างเดินทางพวกเขาจะถูกทรมานเพื่อให้ชาวญี่ปุ่นที่เป็นคริสต์ตกใจกลัว แต่ทั้ง 26 คนมีความกล้าหาญอย่างยิ่ง พวกเขาขับร้องบทสดุดีสรรเสริญพระเจ้า (“Te Deum”) เมื่อไปถึงเนินเขาที่พวกเขาจะถูกตรึงกางเขน

หนึ่งในมรณสักขีที่รู้จักกันดีคือ เปาโล มีกิ ชาวพื้นเมืองญี่ปุ่นที่เป็นพระสงฆ์เยสุอิต ท่านได้เป็นพยานที่เข้มแข็งทางความเชื่อตั้งแต่ทางกลุ่มถูกจับให้ร่วมการเดินทางมาที่เมืองนางาซากิ ท่านได้ร่วมมือกับสงฆ์ฟรังซิสกันอีกคนที่ถูกจับประกาศเทศน์สอนความเชื่อให้กับฝูงชนที่พากันมาเยาะเย้ยพวกนักโทษระหว่างการเดินทางไปแดนประหาร ท่านเป็นลูกของนายทหารชั้นหัวหน้าที่มั่งคั่ง ท่านเกิดมาเมื่อปี ค.ศ.1562 และได้เข้ามาในพระศาสนจักรทั้งครอบครัว ท่านได้เข้าคณะเยสุอิตตั้งแต่ยังหนุ่ม และช่วยให้ชาวพุทธมากมายหันมานับถือคริสต์ ภารกิจสุดท้ายในการประกาศพระวรสารของท่านเกิดขึ้นตอนที่ท่านถูกแขวนไว้บนไม้กางเขน ท่านเทศน์สอนว่า

“เหตุผลประการเดียวที่ฉันจะถูกฆ่าก็เพราะฉันได้สอนข้อคำสอนของพระคริสต์ ขอขอบคุณพระเจ้าสำหรับเหตุผลนี้ที่ฉันจะต้องตาย ฉันเชื่อว่าฉันกำลังบอกข้อความจริงแก่พวกท่านก่อนที่ฉันจะตาย” และ “ตามแบบอย่างของพระคริสตเจ้า ฉันให้อภัยผู้ที่ฆ่าฉัน ฉันไม่เกลียดพวกเขา ฉันขอพระเจ้าให้ทรงเมตตาต่อทุกคน และฉันหวังว่าเลือดของฉันจะตกลงบนเพื่อนพี่น้องของฉันประดุจฝนที่ก่อให้เกิดผล”

นักบุญเปาโล มีกิ และเพื่อนมรณสักขีอีก 25 คน ถูกแทงด้วยหอกหรือแหลนจนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1597 ณ สถานที่ที่ทุกวันนี้เรียกว่า “เนินเขามรณสักขี” พระสันตะปาปาปีโอที่ 9 ได้ทรงประกาศแต่งตั้งบรรดามรณสักขีของเมืองนางาซากิเหล่านี้ให้เป็นนักบุญ ในปี ค.ศ. 1862

(ถอดความโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ จาก catholicnewsagency)

วันที่ 31 มกราคม
ระลึกถึงนักบุญยอห์น บอสโก พระสงฆ์

วันที่ 31 มกราคม ระลึกถึงนักบุญยอห์น บอสโก พระสงฆ์

(St John Bosco, Priest, memorial)

นักบุญยอห์น บอสโก เกิดที่ Piedmont ในเขตสังฆมณฑลตุริน ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1815 ตั้งแต่วัยเด็กมาแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระแม่มารีย์ได้ดลใจนักบุญยอห์น ซึ่งเป็นเด็กชายชาวนายากจนทางภาคเหนือของอิตาลี ในรูปแบบที่ท่านให้คำนิยามว่า “เป็นความฝันที่จะช่วยเยาวชนจากหนทางแห่งความชั่ว และฝึกอบรมพวกเขาให้ทำงานอย่างซื่อสัตย์ แต่ต้องทำด้วยความนุ่มนวลและความรักเมตตา” ดังนั้น หลังจากได้รับศีลบวชที่เมืองตุรินแล้ว ท่านก็ตั้งใจที่จะหาทุกๆ วิถีทางเพื่อชนะใจพวกเยาวชน ทำให้พวกเขาไว้วางใจและเป็นมิตร ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกล โยนบอล ไต่เชือก เล่นไวโอลิน ร้องเพลง เล่านิทาน เล่นละคร เล่นเกมส์ พาเที่ยว โดยจะมีการสอนคำสอนง่ายๆ ตอนเริ่มต้นกับตอนจบของแต่ละกิจกรรม หรือมีการสวดสายประคำ และการอธิบายพระวรสารประจำวัน ความลำบากต่างๆ ที่ท่านต้องพานพบคือการพยายามหาสถานที่ให้บรรดาเด็กๆ มาประชุมกันทุกวันอาทิตย์ในช่วงฤดูหนาว ลองจินตนาการสิว่า ภายในปี ค.ศ. 1845 พวกเด็กๆ เยาวชนของท่านมีจำนวนมากกว่า 800 คน

แต่งานของนักบุญยอห์น บอสโก ก็ได้รับการรับรู้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ และมี “ผู้ร่วมงาน” หลายคนคอยสนับสนุน จนกระทั่งท่านสามารถตั้งโรงเรียนที่สอนตอนกลางคืนขึ้นมาได้ และได้วางรากฐานที่ถาวรในการก่อตั้งสถาบันซาเลเซียนของท่านในเมืองตุริน และมอบให้อยู่ในความปกป้องคุ้มครองพระแม่มารีย์องค์อุปถัมภ์ของคริสตัง และนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์ มีโรงเรียนอาชีวะเต็มเวลาเกิดขึ้นมาเพื่อฝึกงานและหอพักนักเรียนซึ่งได้สร้างขึ้นมา ทำให้เด็กๆ ของท่านได้เรียนเรื่องศาสนา การอ่าน การเขียน และการค้าภายใต้ระบบการศึกษาที่โดดเด่น โดยวางรากฐานให้มีการแก้บาปเป็นประจำและมีมิสซาประจำวัน

Don Bosco ซึ่งเป็นชื่อที่รู้จักกันดี สามารถอ่านใจของนักเรียนของท่านได้ ในทางกลับกันพวกเด็กมองท่านว่าเป็นนักบุญ อิทธิพลที่พิเศษของท่านที่มีต่อคนอื่นๆ เห็นได้อย่างชัดเจน เช่นในโอกาสหนึ่งท่านได้รับอนุมัติให้นำนักโทษจำนวน 300 คนจากคุกในเมืองออกมาข้างนอกในวันหยุด โดยไม่ต้องมีผู้คุมมาดูแล และเพื่อขยายงานช่วยเหลือไปยังเด็กผู้หญิงด้วย ท่านนักบุญได้ร่วมมือกับนักบุญมารีย์ มาซซาเร็ลโล (St. Mary Mazzarello) ก่อตั้งคณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ของคริสตังขึ้นมาในปี ค.ศ. 1872 คณะซาเลเซียนเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนสมาชิกและเป็นที่ชื่นชอบ ในขณะที่นักบุญยอห์น บอสโก สิ้นชีพเมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1888 ก็มีบ้านของคณะอยู่แล้ว 200 หลัง และได้ผลิตพระสงฆ์มากกว่า 2,500 องค์

ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1929 โดยพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 และได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1934 โดยพระสันตะปาปาพระองค์เดิม

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

ข้อมูล “นักบุญยอแซฟ” ในสังฆมณฑลเชียงใหม่

ข้อมูล “นักบุญยอแซฟ” ในสังฆมณฑลเชียงใหม่

ในสังฆมณฑลของเรา มีบรรดาพระสงฆ์ที่มีนามนักบุญยอแซฟเป็นองค์อุปถัมภ์  9 คน คือ คุณพ่อดุรงค์ฤทธิ์  คุณพ่อณรงค์ชัย  คุณพ่อจตุพงษ์  คุณพ่อศราวุธ  คุณพ่อศตวรรษ  คุณพ่อศรชัย  คุณพ่อชูพงษ์  คุณพ่อประทีป  และ คุณพ่อไวยากรณ์

            วัด  2 เขตวัด คือ         

– วัดนักบุญยอแซฟกรรมกร  อ. แม่ริม  ( เขต 1 )

– วัดนักบุญยอแซฟ   อ.สะเมิง  ( เขต 3 )

            วัดสาขา  24 แห่ง คือ

  1. อาสนวิหาร มีวัดสาขานักบุญยอแซฟ  ดอยสะเก็ด
  2. วัดพระมหาไถ่ (ศูนย์ม้งคาทอลิก) 2 แห่ง คือ บ้านห้วยกว้าง และบ้านปง
  3. แม่ปอน  –  บ้านเมืองอาง
  4. ห้วยตอง –  บ้านห้วยข้าวลีบ  ตำบลแม่วิน
  5. อมก๋อย (2 แห่ง) –  บ้านแพะ    – บ้านห้วยน้ำผึ้ง  ต.สบโขง
  6. ขุนแปะ (2 แห่ง) –  บ้านส้มป่อย  ตำบลดอยแก้ว   –  บ้านผาขาว  ต.บ้านแปะ
  7. เชียงดาว –  บ้านแม่กอนใน  ตำบลทุ่งข้าวพวง
  8. สะเมิง  (5 แห่ง)
    –  บ้านสันป่าตุ๊  ตำบลบ่อแก้ว
    – บ้านขุนสานอก  ตำบลโป่งสา
    –  บ้านห้วยเฒ่า  ตำบลบ่อแก้ว
    – บ้านสนามกีฬา  ตำบลบ่อแก้ว
    –   บ้านห้วยเต่า  ตำบลบ่อแก้ว
  9. ฝาง –  บ้านบาหลา
  10. แม่โถ – บ้านแม่อุมพายเหนือ
  11. แม่สะเรียง – บ้านฮากไม้ใต้
  12. แม่เหาะ  (2 แห่ง)  – บ้านแม่ลิดน้อย –  บ้านดอกแดง
  13. แม่ลาน้อย ( 4 แห่ง ) – บ้านห้วยกองเป๊าะ –  บ้านแม่ลางิ้ว – บ้านแม่แป –  บ้านดูลอเปอ

โรงเรียนเซนต์โยเซฟ  แม่แจ่ม  และซิสเตอร์คณะนักบุญยอแซฟแห่งการประจักษ์  ตำบลช่างเคิ่ง  อำเภอแม่แจ่ม

            เด็กและเยาวชนสัตบุรุษที่มีนักบุญยอแซฟเป็นองค์อุปถัมภ์มีใครบ้าง  จำนวนเท่าไหร่ต้องขอคุณพ่อตอบกันเองนะครับ   ที่พ่อค้นคว้ามา เป็นข้อมูลเพื่อจัดกิจกรรมใน ปีนักบุญโยเซฟ

(ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์  21/01/2021)

ประกาศ ที่ ชม.226/2020 ปีนักบุญโยเซฟ

ประกาศ ที่ ชม.226/2020 ปีนักบุญโยเซฟ

ที่ ชม.226/2020

ปีนักบุญโยเซฟ

           เนื่องจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ทรงประกาศ “ปีนักบุญโยเซฟ” ระหว่างวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.2020 ถึง 8 ธันวาคม ค.ศ.2021 ในสมณลิขิต ชื่อ ด้วยหัวใจของบิดา (Patris Corde) เพื่อระลึกถึงการครบรอบ 150 ปี ที่สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 9 (วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1870) ได้ ประกาศให้ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรสากล สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 12 ได้เสนอให้ท่าน เป็นผู้อุปถัมภ์คนงาน และนักบุญสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น พอลที่ 2 เสนอให้เป็น ผู้ปกป้องดูแล พระผู้ไถ่

           ในประเพณีของเรามีการฉลองนักบุญดังนี้
1. วันที่ 19 มีนาคม สมโภชนักบุญโยเซฟ ภัสดาของพระนางมารีย์
2. วันที่ 1 พฤษภาคม นักบุญโยเซฟ กรรมกร
3. ฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า ในวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2021
4. ธรรมเนียมระลึกถึงนักบุญโยเซฟ ทุกวันพุธ มีบทวิงวอนต่อนักบุญโยเซฟ บทภาวนาต่อนักบุญโย เซฟ บทเยซู มารีย์ โยเซฟ

           ดังนั้น พ่อจึงขอพี่น้องพระสงฆ์ นักบวช ครูคําสอน และสภาภิบาลดําเนินการฉลองปีนักบุญ โยเซฟ ในเขตต่างๆ เช่น

1. จัดอบรม พ่อบ้าน เยาวชน ผู้มีนามนักบุญโยเซฟเป็นองค์อุปถัมภ์ และผู้สนใจให้รู้จักประวัติ และ คุณธรรมของนักบุญโยเซฟ ในครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ จากสมณลิขิตของสมเด็จพระสันตะปาปา
2. จัดฉลองนักบุญโยเซฟในเขตวัด ตามโอกาสที่สมควร
3. เชิญชวนให้เยี่ยมเยียน ให้กําลังใจ และช่วยเหลือครอบครัวที่มีความยากลําบากมากที่สุดในชุมชน

           หวังในความร่วมมือร่วมใจของเราในโอกาสพิเศษนี้ ทั้ง “ปีเยาวชนของพระศาสนจักรไทย และปีนักบุญโยเซฟของพระศาสนจักรสากล” ให้เป็นช่วงเวลาแห่งพระพรแก่เรา

“จงไปหาโยเซฟเถิด และทําตามที่เขาสั่ง” (ปฐก. 41:55 )

ประกาศ ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2020
(ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์)
บิชอปสังฆมณฑลเชียงใหม่

(บาทหลวงศราวุธ แฮทู )
เลขาธิการสังฆมณฑลเชียงใหม่

สมณลิขิต “ด้วยหัวใจของบิดา – PATRIS CORDE”
การประกาศ ปีแห่งเฉลิมฉลองนักบุญยอแซฟ

สมณลิขิต “ด้วยหัวใจของบิดา - PATRIS CORDE” การประกาศ ปีแห่งเฉลิมฉลองนักบุญยอแซฟ

วันที่ 8 ธันวาคม 2020

ในวันสมโภชพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงประกาศ อุทิศตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2020 – 8 ธันวาคม 2021 ให้เป็น ปีแห่งพระภัสดาแห่งพระแม่มารีย์

วันที่ 8 ธันวาคม 2020

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงประกาศ “ปีแห่งนักบุญยอแซฟ” ซึ่งทำให้สัตบุรุษปลื้มปีติด้วยความประหลาดใจเป็นครั้งที่สองในวันสมโภชแม่พระปฏิสนธินิรมลหลังจากการประหลาดใจครั้งแรก เมื่อเวลา 7.00 น. ขณะที่พระองค์เสด็จไปยัง “บันไดสเปน – Spanish Steps” แห่งกรุงโรม เพื่อมอบทั้ง “ชาวเมืองและชาวโลก” แด่พระแม่มารีย์พรหมจารีย์ หลังจากนั้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สำนักข่าวแห่งสันตะสำนักก็พิมพ์สมณลิขิตชื่อ “ด้วยหัวใจของบิดา  Patris Corde” เพื่อรำลึกครบรอบ 150 ปีแห่งการประกาศว่า “นักบุญยอแซฟเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรสากล”

        ในโอกาสประกาศ “ปีแห่งนักบุญยอแซฟ” อันเป็นเวลาพระพรสุดพิเศษ พวกเราจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ 8 ธันวาคม 2020 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2021

        ต่อไปนี้เป็นสมณลิขิตที่เผยแพร่โดยสำนักข่าววาติกัน

()

สมณลิขิต ด้วยหัวใจของบิดา
“Patris Corde”
ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
ในโอกาสครบ 150 ปี
แห่งการประกาศ นักบุญยอแซฟฐานะองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรสากล

ด้วยหัวใจของบิดา: นั่นคือการที่ยอแซฟรักพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระวรสารทั้งสี่ฉบับกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ว่าเป็น “บุตรของยอแซฟ” [1]

มัทธิวและลูกา ผู้นิพนธ์พระวรสาร ท่านทั้งสองกล่าวถึงยอแซฟมากที่สุด แม้แลดูเล็กน้อยที่กล่าวแก่พวกเรา แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเราชื่นชมได้ว่า ยอแซฟเป็นบิดาเช่นใด รวมถึงพันธกิจที่พระญาณสอดส่องของพระเจ้าทรงมอบให้กับท่าน

        พวกเราทราบว่ายอแซฟเป็นช่างไม้ธรรมดาคนหนึ่ง (เทียบ มธ. 13: 55) เป็นคู่หมั้นของมารีย์ (เทียบ มธ. 1: 18; ลก. 1: 27) ท่านเป็น “ผู้ชอบธรรม” (มธ. 1: 19) พร้อมเสมอที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า ตามที่ปรากฎในธรรมบัญญัติ (เทียบ ลก. 2: 22, 27, 39) และโดยอาศัยการฝัน 4 ครั้ง (เทียบ มธ. 1: 20; 2: 13, 19, 22) หลังการเดินทางที่ยืดยาวและเหน็ดเหนื่อยจากตำบลนาซาเร็ธไปยังตำบลเบ็ธเลเฮ็ม ท่านได้เห็นการประสูติของพระผู้ไถ่ในรางหญ้า เพราะว่า ณ ที่นั่น “ไม่มีสถานที่พักพิงสำหรับพวกเขา” (เทียบ ลก. 2: 7) ท่านยังเห็นประจักษ์ถึงการเข้ามากราบนมัสการของคนเลี้ยงแกะและนักปราชญ์สามท่าน (เทียบ มธ. 2: 1-12) ซึ่งเป็นตัวแทนของประชากรอิสราเอล และคนต่างชาติต่างความเชื่อ

        ยอแซฟกล้าหาญที่ยอมเป็นบิดาตามกฎหมายของพระเยซูคริสต์ ซึ่งท่านตั้งชื่อพระองค์ว่า “เยซู” ดังที่ทูตสวรรค์แจ้งให้ท่านทราบ “ท่านจะตั้งชื่อเขาว่าเยซู เพราะเขาจะช่วยประชากรของเขาจากบาป” (มธ. 1: 21) ดังที่พวกเราทราบสำหรับประชากรโบราณการตั้งชื่อบุคคล หรือสิ่งเฉกเช่นที่อาดัมกระทำในเรื่องเล่าของพระคัมภีร์ฉบับปฐมกาล (เทียบ 2: 19-20) ก็เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์

        ในพระวิหารหลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิดได้ 40 วัน ยอแซฟและมารีย์ถวายบุตรของตนแด่พระเจ้า และได้ฟังคำทำนายของผู้อาวุโสซีเมออนด้วยความตกใจเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และพระมารดาของพระองค์ (เทียบ ลก: 2: 22-35)  เพื่อปกป้องพระเยซูคริสต์จากเงื้อมมือของเฮร็อด ยอแซฟจึงได้เดินทางไปอาศัยอยู่ในอียิปต์ในฐานะคนต่างด้าว (เทียบ ลก. 2: 13-18) หลังจากกลับไปยังประเทศของตน ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างซ่อนเร้นเงียบ ๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ณ ตำบลนาซาเร็ธแห่งแคว้นกาลิลี ที่อยู่ห่างไกลจากตำบลเบ็ธเลเฮม ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตระกูลและห่างไกลจากกรุงเยรูซาเล็ม และวิหาร มีการกล่าวถึงนาซาเร็ธว่า “จะไม่มีประกาศกคนใดลุกขึ้นมา” (เทียบ ยน. 1: 46) ในช่วงที่เดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ยอแซฟและมารีย์ ตามหาบุตรที่มีอายุ 12 ปีไม่พบ ท่านทั้งสองตามหาพระองค์ด้วยความร้อนอกร้อนใจ ในที่สุดก็ได้พบพระองค์ในพระวิหาร พระเยซูคริสต์ผู้วัยเยาว์กำลังถกเถียงกับบรรดานักกฎหมายอยู่ (เทียบ ลก. 2: 41-50)

        ในคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ก่อน ๆ ถัดจากมารีย์มารดาพระเจ้าแล้ว ไม่มีนักบุญองค์ใดที่จะถูกกล่าวขานยิ่งไปกว่ายอแซฟภัสดาของพระแม่  ข้าพเจ้าได้ทำการไตร่ตรองถึงสาส์นนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลจำกัดที่พระวรสารถ่ายทอดมาเพื่อที่จะเข้าใจได้ดีขึ้นถึงบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้ บุญราศีปีโอที่ 9 ประกาศให้ท่านเป็น “องค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรคาทอลิก” [2] ผู้น่าเคารพยกย่องปีโอที่ 12 เสนอให้ท่านนักบุญยอแซฟเป็น “ผู้อุปถัมภ์คนงาน” และพระสันตะปาปานักบุญจอห์น พอลที่ 2 เสนอให้ท่านเป็น “ผู้ปกป้องดูแลพระผู้ไถ่” [4] นักบุญยอแซฟได้ชื่อว่าเป็น “องค์อุปถัมภ์ของผู้กำลังสิ้นใจอย่างมีความสุข” [5]

        บัดนี้เป็นเวลา 150 ปีแล้วที่มีการประกาศให้ท่านเป็น องค์อุปถัมภ์พระศาสนจักรสากล โดยพระสันตะปาปาบุญราศีปีโอที่ 9 (วันที่ 8 ธันวาคม 1870) ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะแบ่งปันการไตร่ตรองส่วนตัวเกี่ยวกับท่านนักบุญยอแซฟเป็นพิเศษ  ท่านนักบุญมีประสบการณ์ชีวิตที่ใกล้เคียงกับพวกเรามาก เพราะดังที่พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวไว้ว่า “จากหัวใจที่เปี่ยมล้น ปากจึงต้องเปล่งออกมา” (มธ. 12: 34) ความปรารถนาที่จะกระทำดังกล่าวเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนมานี้ที่พวกเรากำลังเผชิญกับโรคระบาดซึ่งท่ามกลางวิกฤตนี้พวกเรามีประสบการณ์ว่า “ชีวิตของพวกเรานั้นถูกสานทอเข้าไว้ด้วยกัน และได้รับการทำนุบำรุงจากคนธรรมดา คนที่บ่อยครั้งถูกมองข้าม คนที่ไม่เคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ในวันเหล่านี้เป็นผู้หล่อหลอมเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ พวกเขาเป็นแพทย์ พยาบาล พนักงานขนของในโกดัง คนงานในห้างสรรพสินค้า พนักงานทำความสสะอาด  ผู้ดูแลคนป่วย พนักงานขับยานพาหนะ ชายหญิงที่บริการสิ่งที่จำเป็นต่างๆ ผู้รักษาความปลอดภัย อาสาสมัคร บาดหลวง นักบวช นักพรต ฯลฯ  พวกเขาเข้าใจว่าไม่มีใครสามารถเอาตัวรอดได้คนเดียว ยังมีกี่คนที่ต้องอดทนทุกวันเพื่อมอบความหวังโดยไม่พยายามแพร่ความกลัว แต่ร่วมกันรับผิดชอบ ยังมีพ่อ แม่ ปู่ยาตายายสักกี่คนที่สอนเด็ก ๆ ทุกวันให้รู้จักยอมรับ และจัดการกับวิกฤตด้วยการปรับวิถีการใช้ชีวิตประจำวันแล้วให้มองไปข้างหน้าด้วยความหวังด้วยการอธิษฐานภาวนา ยังมีบุคคลอีกเท่าไรที่กำลังอธิษฐานภาวนาโดยมองไปในอนาคต และชักชวนผู้อื่นให้อธิษฐานภาวนา ทำพลีกรรม และวิงวอนเพื่อความดีงามประโยชน์สุขของทุกคน [6] พวกเราทุกคนสามารถค้นพบคำตอบได้ในนักบุญยอแซฟบุรุษผู้ดำเนินชีวิตอย่างเงียบๆ ไม่มีผู้ใดรู้จัก ขอให้ท่านเป็นผู้เสนอวิงวอนให้การสนับสนุนพวกเรา และชี้นำพวกเราในยามที่เกิดความทุกข์ยุ่งยากลำบาก  นักบุญยอแซฟเตือนใจพวกเราว่าผู้ที่ดูเหมือนเป็นคนซ่อนเร้นในร่มเงาก็สามารถมีบทบาทที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้ได้ พวกเราทุกคนควรรับทราบและกตัญญูต่อท่าน

  1. ท่านเป็นบิดาที่น่ารัก

        ผู้ยิ่งใหญ่ของนักบุญยอแซฟคือมารีย์คู่ชีวิต และเป็นบิดาของพระเยซูคริสต์ ดังนั้นตามคำพูดของนักบุญจอห์น คริสโซสโตม ท่านนักบุญยอแซฟจึงเป็น “ผู้รับใช้แผนการของการไถ่กู้ทั้งสิ้น” [7]

        นักบุญพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ชี้ให้เห็นว่า ยอแซฟแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมถึงการเป็นบิดาที่แท้จริงของตน “โดยการมอบชีวิตของท่านเป็นเครื่องบูชารับใช้พระธรรมล้ำลึกแห่งการประสูติของพระเยซูคริสต์ และเป้าหมายแห่งการไถ่กู้ของพระองค์ ท่านใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อดูแลครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ด้วยการอุทิศตนเองอย่างสิ้นเชิงให้กับพระมารดาและพระบุตรตลอดทั้งชีวิต และในการทำงาน ท่านเปลี่ยนกระแสเรียกชีวิตครอบครัวเป็นการบูชาเหนือธรรมชาติแห่งตัวของท่าน หัวใจของท่าน และความสามารถทุกอย่างของท่านเปลี่ยนให้เป็นความรักที่คอยรับใช้พระผู้ไถ่ผู้ที่ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในบ้านของท่าน” [8]

        ดังนั้น ต้องขอบคุณต่อบทบาทของท่านในประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้ นักบุญยอแซฟเป็นผู้ที่น่าเคารพเสมอในฐานะบิดาจากพวกเราชาวคาทอลิก นี่แสดงให้เห็นได้จากวัดจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยกถวายให้กับท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ทั่วโลก รวมทั้งสถาบันของพระศาสนจักร และกลุ่มคริสตชนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจิตของท่าน อีกทั้งยังมีธรรมเนียมกิจศรัทธามากมายต่อท่าน มีผู้คนทั้งชายและหญิงจำนวนนับไม่ถ้วนที่ศรัทธาอย่างหลงไหลในท่าน ที่สำคัญนักบุญเทเรซาแห่งอาวีลาซึ่งเลือกท่านให้เป็นผู้วิงวอนสำหรับตนเอง เธออธิษฐานต่อท่านและบ่อยครั้งมักจะได้รับไม่ว่าพระหรรษทานใดที่เธอขอจากนักบุญยอแซฟ เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ เทเรซาจึงชักชวนคนอื่นๆ ให้มีความศรัทธาต่องนักบุญยอแซฟ [9]

        หนังสือภาวนาทุกเล่มจะมีบทภาวนาต่อนักบุญยอแซฟ มีการสวดภาวนาเป็นพิเศษต่อท่านทุกวันพุธในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ยกถวายกับท่านเป็นพิเศษ [10]

        ความไว้วางใจต่อนักบุญยอแซฟมีการแสดงออกด้วยคำพูดที่ว่า “จงไปหายอแซฟ” ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงตอนที่เกิดข้าวยากหมากแพงที่ประเทศอียิปต์ เมื่อชาวอียิปต์ไปขอข้าวกินจากฟาโรห์ ฟาโรห์อตอบว่า “จงไปหายอแซฟ เขาว่าอย่างไร พวกท่านก็ทำไปตามนั้น” (ปฐก. 41: 41-55) ฟาโรห์หมายถึงยอแซฟบุตรของยาก็อบที่ถูกขายไปเป็นทาส เพราะความอิจฉาของพวกพี่ชาย (เทียบ ปฐก. 37: 11-28) และตามคำบอกเล่าของพระคัมภีร์ในที่สุดเขากลายเป็นบุคคลหมายเลขสองของประเทศอียิปต์ (เทียบ ปฐก. 41: 41-44)

        ในฐานะที่เป็นผู้ที่สืบทอดมาจากตระกูลของดาวิด (เทียบ มธ. 1: 16-20) ซึ่งจากตระกูลนี้พระเยซูคริสต์ทรงถือกำเนิดตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับดาวิด โดยประกาศกนาทาน (เทียบ 2 ซมอ. 7) และในฐานะที่เป็นคู่ชีวิตของมารีย์แห่งนาซาเร็ธ นักบุยยอแซฟจึงเป็นผู้ที่ยืนอยู่ ณ ทางสองแพ่งระหว่างพระคัมภีร์เก่า และพระคัมภีร์ใหม่

2. ท่านเป็นบิดาที่อ่อนโยนน่ารัก

        ยอแซฟเห็นพระเยซูคริสต์เติบโตทีละเล็กทีละน้อย “ในปรีชาญาณและในความโปรดปรานของทั้งพระเจ้าและมนุษย์” (ลก. 2: 52) พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อชนชาติอิสราเอลเช่นไร ยอแซฟก็ปฏิบัติต่อพระเยซูคริสต์เช่นนั้น “เขาจูงมือสอนให้พระเยซูคริสต์เดิน เขาเป็นบิดาที่เลี้ยงลูกด้วยความรักก้มตัวลงป้อนข้าวเขา” (ฮซย. 11: 3-4)

        พระเยซูคริสต์ทรงเห็นความรักอ่อนโยนของพระเจ้าในยอแซฟ “ดุจบิดาที่เมตตาบุตรของตน พระเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อผู้ที่เคารพยำเกรงพระองค์” (สดด. 103: 13)

        ในโรงสวดในขณะที่มีการสวดเพลงสดุดี ซึ่งแน่นอนว่ายอแซฟคงจะได้ยินได้ฟังครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระเจ้าแห่งชนชาติอิสราเอลทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรักที่อ่อนโยน [11] พระองค์ทรงพระทัยดีต่อทุกคนซึ่ง “ความเมตตาของพระองค์ทรงมีต่อทุกคน ผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา” (สดด. 145: 9)

        ประวัติศาสตร์แห่งความรอดสำเร็จลุล่วงไป “ในความหวังแล้วความหวังเล่า” (รม. 4: 18) ท่ามกลางความอ่อนแอของพวกเรา ซึ่งบ่อยครั้งพวกเราคิดว่าพระเจ้ากระทำการโดยอาศัยส่วนที่ดีที่มีอยู่ในตัวของพวกเรา ทว่าแผนการส่วนใหญ่ของพระองค์จะสำเร็จลุล่วงไปแม้ท่ามกลางความอ่อนแอล้มเหลวของพวกเรา ดังนั้นนักบุญเปาโลจึงกล้ากล่าวว่า “เพื่อมิให้การเปิดเผยที่ยิ่งใหญ่นี้ทำให้ข้าพเจ้ายกตนเกินไป พระเจ้าทรงทรงให้มีหนามทิ่มแทงเนื้อหนังของข้าพเจ้า ดุจทูตของซาตานที่คอยตบตีข้าพเจ้ามิให้ข้าพเจ้ายกตนเกินไป เรื่องนี้ข้าพเจ้าวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้ง ขอให้มันผ่านพ้นไปจากข้าพเจ้า แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า  ‘พระหรรษทานของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพราะพระอานุภาพแสดงออกเต็มที่เมื่อมนุษย์มีความอ่อนแอ’” (2 คร. 12: 7-9)

        เนื่องจากนี่เป็นส่วนหนึ่งแห่งแผนการแห่งการไถ่กู้จากบาป พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะมองดูความอ่อนแอของพวกเราด้วยความเมตตาที่อ่อนโยน [12]

        ซาตานทำให้พวกเราได้เห็นและประณามความอ่อนแอของพวกเราเอง ขณะที่พระจิตเจ้าทรงนำพวกเราไปสู่ความสว่างด้วยความรักที่อ่อนโยน ความอ่อนโยนเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสัมผัสกับความอ่อนแอภายในตัวพวกเรา การชี้นิ้วตัดสินผู้อื่น ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเครื่องหมายถึงความไม่สามารถในการยอมรับความอ่อนแอของพวกเราเอง มีแต่ความรักอ่อนโยนเท่านั้นที่จะช่วยให้พวกเราพ้นจากกับดักของผู้ที่กล่าวหาพวกเรา (เทียบ วว. 12: 10) นี่เป็นเหตุผลทำไม สิ่งนี้จึงมีความสำคัญที่ต้องพบกับพระเมตตาของพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องหมายแห่งการคืนดีกัน ซึ่งพวกเราจะมีประสบการณ์กับความจริงและความอ่อนโยนของพระองค์ แต่ก็น่าแปลกใจที่เจ้าซาตานก็อาจพูดความจริงกับพวกเราได้ ที่มันทำเช่นนั้นก็เพื่อที่จะสาปแช่งพวกเรา  พวกเราทราบดีว่าความจริงของพระเจ้ามิได้สาปแช่งผู้ใด ตรงกันข้ามจะต้องสวมกอด ทำนุบำรุง และให้อภัยพวกเรา ความจริงดังกล่าวจะถูกมอบให้พวกเราดุจบิดาผู้ทรงเมตตา ในนิทานเปรียบเทียบของพระเยซูคริสต์ (เทียบ ลก. 15: 11-32) ความเมตตาจะมาหาพวกเรา ฟื้นฟูศักดิ์ศรีของพวกเรา ทำให้พวกเราลุกขึ้นยืนและแสดงความชื่นชมยินดีกับพวกเรา เพราะดังที่บิดากล่าวว่า “ลูกชายของเราคนนี้ได้ตายไปแล้ว และเขาก็กลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ เขาหายตัวไปแล้ว และเราก็ได้พบกับเขาอีก” (ข้อ 24)

        แม้ยอแซฟจะมีความกลัว ทว่าประวัติศาสตร์และแผนการของพระเจ้าก็ยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้นยอแซฟจึงสอนพวกเราว่า ความเชื่อในพระเจ้ารวมถึงการเชื่อว่าแม้พวกเราจะมีความกลัว พระองค์ก็ยังคงสามารถกระทำการได้ แม้กระทั่งท่ามกลางความกลัวและความอ่อนแอของพวกเรา ท่านนักบุญยังสอนพวกเราด้วยว่าท่ามกลางมรสุมแห่งชีวิตพวกเราต้องไม่กลัวที่จะให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้ถือหางเสือให้พวกเรา บางครั้งพวกเราต้องการที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พระเจ้าจะมองเห็นภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าเสมอ

3. ท่านเป็นบิดาที่นบนอบ

        ดังที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อมารีย์ พระองค์ทรงเผยแผนการการไถ่กู้ของพระองค์กับยอแซฟ พระองค์ทรงกระทำดังกล่าวโดยการฝัน ซึ่งในพระคัมภีร์และประชากรโบราณถือว่าเป็นวิธีที่พระเจ้าจะทรงทำให้พวกเราทราบถึงพระประสงค์ของพระองค์ [13]

        ยอแซฟร้อนใจมากถึงการตั้งครรภ์อย่างเร้นลับของมารีย์ ท่านไม่ใต้องการที่จะ “ประณามเธอให้เป็นที่อับอายต่อสาธารณะชน” [14]   ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจที่จะ “ให้มารีย์จากไปอย่างเงียบๆ” (มธ. 1: 19)

        ในความฝันครั้งแรกทูตสวรรค์ช่วยให้ท่านแก้ปัญหาที่ทำให้ท่านหนักอกหนักใจ “จงอย่าได้กลัวที่จะรับมารีย์เป็นภรรยา เพราะทารกที่จะเกิดในมารีย์นั้นจะด้วยเดชะอำนาจของพระจิต เธอจะคลอดบุตรชาย แล้วท่านจะตั้งชื่อบุตรว่าเยซู เพราะพระองค์จะช่วยประชาการของพระองค์ให้พ้นจากบาป” (มธ. 1: 20-21) คำตอบของยอแซฟนั้นเกิดขึ้นทันที “เมื่อยอแซฟตื่นขึ้น เขาได้ทำสิ่งที่ทูตสวรรค์แห่งพระเจ้าสั่งเขา” (มธ. 1: 24) ความบนอบทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับท่านที่จะยินยอมรับความทุกข์ยากลำบากและปล่อยให้มารีย์เป็นอิสระ

        ในความฝันครั้งที่สองทูตสวรรค์แจ้งให้ยอแซฟทราบ “จงลุกขึ้นแล้วพาบุตรกับมารดาหนีไปยังประเทศอียิปต์ จงอยู่ที่นั่นจนกว่าข้าพเจ้าจะบอก เพราะว่าเฮร็อดกำลังตามหาเด็กเพื่อที่จะทำลาย” (มธ. 2: 13) ยอแซฟไม่รีรอที่จะนบนอบ ท่านไม่สนใจว่าจะเผชิญความยุ่งยากลำบากเพียงใด “เขาตื่นขึ้นนำบุตรและมารดาตอนกลางคืนหนีไปยังประเทศอียิปต์ และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเฮร็อดสิ้นพระชนม์” (มธ. 2: 14-15)

        ในประเทศอียิปต์ยอแซฟรอด้วยความไว้ใจอย่างอดทนต่อการแจ้งของทูตสวรรค์ว่าท่านจะกลับบ้านด้วยความปลอดภัยเมื่อใด ในความฝันครั้งที่สามทูตสวรรค์มาแจ้งว่าผู้ที่จะเฝ้าสังหารเด็กนั้นได้ตายไปแล้ว พร้อมกับสั่งให้ยอแซฟพาพระกุมารและมารดากลับประเทศอิสราเอลได้แล้ว (เทียบ มธ. 2: 21) ยอแซฟนบนอบโดยทันทีอีกครั้งหนึ่ง “เขาลุกขึ้นนำพระกุมาร และมารดาเดินทางไปยังประเทศอิสราเอล” (มธ. 2: 21)

        ในช่วงที่กำลังเดินทางกลับ “เมื่อยอแซฟได้ข่าวว่า อาร์เคลาอุสขึ้นครองยูเดียแทนเฮร็อด เขาจึงเดินทางไปยังแคว้นกาลิลี สร้างบ้านที่นั้นในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่านาซาเร็ธ” (มธ. 2: 22-23)

        ในส่วนของลูกาผู้นิพนธ์พระวรสาร ได้บอกพวกเราว่ายอแซฟเดินทางไกลที่ยากลำบากจากนาซาเร็ธไปยังเบ็ธเลเฮม เพื่อลงทะเบียนในเมืองของครอบครัวที่ตนเองเกิดในการสำรวจสำมะโนครัวของจักรพรรดิซีซ่าร์ออกัสตัส พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิดที่นั้น (เทียบ ลก. 2: 7) และการลงทะเบียนของพระองค์ก็เหมือนเด็กทั่วไป ต้องบันทึกในหอทะเบียนของจักรภพ นักบุญลูกาห่วงใยเป็นพิเศษที่บอกเล่าพวกเราว่าพ่อแม่ของพระเยซูคริสต์ปฏิบัติตามบัญญัติแห่งกฎหมาย นั่นคือพิธีรับสุหนัดของพระเยซูคริสต์ การชำระล้างมลทินของมารีย์หลังการคลอดบุตร การถวายบุตรหัวปีแด่พระเจ้า (เทียบ 2: 21-24) [15]

        ในทุกเหตุการณ์ยอแซฟประกาศ “การตอบรับพระประสงค์ของพระเจ้า – ฟีอัต” ของตนเองเฉกเช่นมารีย์ในการแจ้งข่าวของทูตสวรรค์และในสวนมะกอก

        ในบทบาทของตนฐานะที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ยอแซฟสอนพระเยซูคริสต์ให้นบนอบต่อบิดามารดา (เทียบ ลก. 2: 51) ตามพระบัญชาของพระเจ้า (เทียบ ปฐก. 20: 12)

        ในช่วงแห่งชีวิตซ่อนเร้นที่ตำบลนาซาเร็ธพระเยซุผู้วัยเยาว์ทรงเรียนรู้จากโรงเรียนของยอแซฟในการทำตามพระประสงค์ของพระบิดา  อันพระประสงค์นั้นนั้นเป็นอาหารประจำวันของพระเยซูคริสต์ (เทียบ ยน. 4: 34) แม้ในยามยุ่งยากลำบากที่สุดแห่งชีวิต ในสวนมะกอก พระเยซูคริสต์ทรงเลือกที่จะทำตามพระประสงค์ของพระบิดาแทนน้ำใจตนเอง [16] โดยการ “นบนอบจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ และเป็นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน” (ฟป. 2: 8) ผู้ลิขิตจดหมายถึงชาวฮีบรูสรุปว่าพระเยซูคริสต์ “ทรงเรียนรู้ความนบนอบโดยอาศัยสิ่งที่พระองค์ทนทุกข์” (ฮบ. 5: 8)  

        สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความชัดเจนว่า “ในนักบุญยอแซฟ พระเจ้าทรงเรียกให้รับใช้บุคคลและพันธกิจของพระเยซูคริสต์โดยตรง ด้วยการปฏิบัติหน้าที่เป็นบิดา”  และด้วยวิธีนี้ “ท่านก็ร่วมมืออย่างเต็มที่ในพระธรรมล้ำลึกแห่งการไถ่กู้ และเป็นศาสนบริกรแห่งการไถ่กู้อย่างแท้จริง” [17]

4. ท่านเป็นบิดาที่ยอมรับ

        ยอแซฟยอมรับมารีย์โดยปราศจากเงื่อนไข ท่านไว้วางใจในคำพูดของทูตสวรรค์ ความยิ่งใหญ่แห่งดวงใจของยอแซฟ คือสิ่งที่ท่านเรียนรู้จากธรรมบัญญัติ ท่านทำให้ดวงใจขึ้นอยู่กับความรักเมตตา ในโลกของพวกเราทุกวันนี้ การใช้ความรุนแรงต่อบรรดาสตรีทั้งด้านจิตวิทยา วาจา การกระทำต่อร่างกายมีความชัดเจนมาก แต่ยอแซฟซึ่งเป็นบุคคลที่ให้ความเคารพและมีความรู้สึกไว  แม้ว่าท่านจะไม่เข้าใจภาพที่ใหญ่กว่า ท่านก็ตัดสินใจที่จะปกป้องชื่อเสียงของมารีย์ ศักดิ์ศรีและชีวิตของพระนาง ในการรีรอว่าท่านจะทำอย่างไรดี พระเจ้าทรงช่วยท่านด้วยแสงสว่างในการตัดสินใจ” [18]

        บ่อยครั้งในชีวิต สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นโดยที่พวกเราไม่ทราบความหมาย ปฏิกิริยาแรกเริ่มของพวกเราบ่อยครั้งมักจะมีความผิดหวัง หรือไม่ชอบ ยอแซฟตัดความคิดของตนเองออกไป เพื่อที่จะไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่แม้ดูเหมือนเร้นลับแต่ท่านก็ยอมรับ เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบ และทำให้เป็นส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของตนเอง นอกจากว่าพวกเราจะคืนดีกันกับประวัติศาสตร์ของพวกเราเอง พวกเราจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว เพราะว่าพวกเราจะกลายเป็นเชลยแห่งความคาดหวังของพวกเราพร้อมกับความผิดหวังที่กำลังจะตามมา

        วิถีชีวิตฝ่ายจิตทียอแซฟปูทางไว้ให้พวกเราเดิน ไม่ใช่หนทางแห่งการอธิบาย แต่เป็นหนทางแห่งการยอมรับ  อันมีแต่ผลแห่งการยอมรับนี้เท่านั้น การคืนดีกันนี้เท่านั้น ที่พวกเราจะสามารถเริ่มเห็นประวัติศาสตร์ที่กว้างไกลกว่า และความหมายที่ลึกซึ้งกว่า พวกเราแทบจะได้ยินเสียงสะท้อนของคำตอบของมหาบุรุษโยบต่อภรรยาของเขาที่ขอร้องให้เขาเป็นกบถต่อความชั่วที่เขาได้รับ “เราจะรับความดีจากพระหัตถ์ของพระเจ้าแทนที่จะรับแต่ความชั่วร้ายได้ไหม?” (โยบ 2: 10)

        แน่นอนว่ายอแซฟไม่ได้เป็นคนนิ่งเฉยปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามชะตากรรม แต่ท่านเป็นบุคคลกล้าหาญจริงจังและไม่นิ่งเฉย ในชีวิตของพวกเราการยอมรับและการให้การต้อนรับเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงของขวัญของพระจิตในเรื่องของความกล้าหาญ อันมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ประทานความเข้มแข็งให้พวกเรา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะยอมรับชีวิตอย่างที่ต้องเป็นไป พร้อมกับความขัดแย้ง ความอ้างว้าง และความผิดหวัง

        การประทับอยู่ของพระเยซูคริสต์ท่ามกลางพวกเราเป็นของขวัญยิ่งใหญ่จากพระบิดาเจ้า ซึ่งทำให้เป็นไปได้สำหรับพวกเราแต่ละคนที่จะคืนดีกับความเป็นตัวตนของพวกเราในประวัติศาสตร์ แม้ว่าพวกเราจะไม่เข้าใจเรื่องราวอย่างครบถ้วน

        เฉกเช่นที่พระเจ้าบอกยอแซฟ “บุตรแห่งดาวิด จงอย่ากลัว” (มธ. 1: 20) ดังนั้นดูเหมือนจะบอกกับพวกเราเช่นเดียวกันว่า “จงอย่าได้กลัว”  พวกเราควรที่จะทิ้งความโกรธและความผิดหวังไว้เบื้องหลังแล้วยอมรับสิ่งต่างๆอย่างที่ควรจะเป็น  แม้ว่าจะไม่เป็นไปดังที่พวกเราคาดหวัง ไม่ใช่เพียงยอมจำนน แต่ต้องมีความหวัง และความกล้าหาญด้วย  โดยอาศัยวิธีนี้พวกเราจะเปิดใจกว้างสู่ความหมายที่ล้ำลึกกว่า ชีวิตของพวกเราอาจมีการเกิดใหม่อย่างน่าอัศจรรย์ หากพวกเรามีความกล้าหาญที่จะดำเนินชีวิตตามพระวรสาร ไม่มีปัญหาอะไรเลย หากทุกอย่างอาจจะะผิดพลาดไปหมด หรือบางอย่างไม่อาจที่จะแก้ไขซ่อมแซมได้ พระเจ้าสามารถทำให้ดอกไม้เจริญเติบโตขึ้นจากดินที่มีแต่หินได้ แม้ภายในใจจะตำหนิเรา “พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าหัวใจของเรา และพระองค์ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่าง” (2 ยน. 3: 20)

        ณ จุดนี้พวกเราจะพบกับความจริงแห่งคริสต์ศาสนาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ปฏิเสธสิ่งใดที่มีอยุ่ ความจริงในความสลับซับซ้อนที่เร้นลับและเปลี่ยนไม่ได้ คือความหมายของการที่พวกเราเจริญชีวิตอยู่ในที่ที่มีทั้งแสงสว่างและร่มเงา ดังนั้นอัครสาวกเปาโลจึงสามารถกล่าวว่า “เรารู้ว่าพระเจ้าทรงบันดาลให้ทุกสิ่งกลับเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่ทรงเรียกมาตามพระประสงค์ของพระองค์” (รม. 8: 28) ซึ่งนักบุญออกัสตินกล่าวเสริมเพิ่มว่า “แม้กระทั่งสิ่งนั้นที่เรียกว่าความชั่วร้าย (etiam illud quod malum dicitur)” [19] ในมุมมองกว้างๆ นี้ความเชื่อจะให้ความหมายกับทุกเหตุการณ์ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือร้าย

        และ พวกเราก็ไม่ควรที่จะคิดว่า ความเชื่อหมายถึงการหาทางออกแบบง่าย ๆ และสะดวก ความเชื่อที่พระเยซูคริสต์สอนพวกเราเป็นสิ่งที่พวกเราเห็น และพบได้ในนักบุญยอแซฟ ท่านไม่มองหาหนทางลัด แต่ท่านจะเผชิญหน้ากับความจริงด้วยสายตาที่เปิดกว้าง และมีความรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว

        ทัศนคติมุมมองของยอแซฟสนับสนุนให้พวกเรายอมรับผู้อื่นอย่างที่ท่านเป็น  โดยไม่มีการยกเว้นและห่วงใยเป็นพิเศษต่อบุคคลที่อ่อนแอ เพราะพระเจ้าทรงเลือกสิ่งที่ดูเหมือนอ่อนแอ (เทียบ 1 คร. 1: 27) พระองค์ทรงเป็น “บิดาของผู้กำพร้า และเป็นผู้ปกป้องหญิงม่าย” (สดด. 68: 6) พระองค์ทรงสั่งให้พวกเรารักคนแปลกหน้าที่อยู่ท่ามกลางพวกเรา [20] ข้าพเจ้าชอบคิดไตร่ตรอง จากนักบุญยอแซฟนี่เองที่พระเยซูคริสต์ได้รับบันดาลใจสำหรับนิทานเปรียบเทียบเรื่องลูกผู้ล้างผลาญและบิดาผู้มีใจเปี่ยมด้วยความเมตตา (เทียบ ลก. 15: 11-32)

  1. ท่านเป็นบิดาผู้กล้าหาญและมีความคิดสร้างสรรค์

        หากขั้นแรกของการเยียวยารักษาภายในที่แท้จริงทุกอย่างคือการยอมรับประวัติศาสตร์ส่วนตัวของพวกเรา และยอมรับแม้สิ่งต่างๆ ในชีวิตที่พวกเราไม่ได้เลือก บัดนี้พวกเราต้องเพิ่มอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ: ความกล้าหาญที่สร้างสรรค์ ซึ่งจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่พวกเราจัดการกับปัญหาความยุ่งยากลำบาก ท่ามกลางความยุ่งยากต่าง ๆ พวกเราจะสามารถยอมแพ้แล้วเดินหนีไปหรือต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค บางครั้งความยุ่งยากลำบากทำให้เกิดทรัพยากรที่พวกเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าพวกเรามีอย่างมากล้น

        เมื่อพวกเราพิจารณากันถึงสมัยที่พวกเรายังเป็นเด็ก บางครั้งพวกเราอาจไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงไม่ทรงกระทำด้วยวิธีการที่ตรงไปตรงมา และอย่างชัดเจนมากกว่านี้ แต่พระเจ้าทรงกระทำการโดยใช้เหตุการณ์ต่าง ๆ และประชากรหรือผู้คน   ยอแซฟเป็นบุคคลที่พระเจ้าทรงเลือกเพื่อชี้นำจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์แห่งการไถ่กู้  ท่านเป็น “อัศจรรย์” ที่แท้จริง ที่พระเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือช่วยพระกุมารและมารีย์ พระเจ้าทรงกระทำการโดยวางใจในความกล้าหาญที่สร้างสรรค์ของยอแซฟ เมื่อเดินทางไปถึงตำบลเบ็ธเลเฮ็มและเสาะหาที่พักพิงไม่ได้สำหรับมารีย์เพื่อที่จะคลอดบุตร ทว่า ยอแซฟเลือกเอาคอกสัตว์ ซึ่งดีที่สุดที่ท่านพอจะหาได้ ณ เวลานั้น  แล้วปรับให้สถานที่นั้นเป็นบ้านต้อนรับพระบุตรของพระเจ้าที่จะเสด็จมาในโลกนี้ (เทียบ ลก. 2: 6-7) เมื่อต้องเผชิญภัยที่กำลังจะมาถึงจากเฮร็อดที่ต้องการจะสังหารเด็กน้อย ยอแซฟได้รับการเตือนอีกครั้งหนึ่งในความฝันให้ปกป้องทารก ท่านตื่นขึ้นกลางดึกเพื่อเตรียมตัวหนีไปยังประเทศอียิปต์ (เทียบ มธ. 2: 13-14)

        เมื่ออ่านเรื่องราวเหล่านี้อย่างผิวเผิน บ่อยครั้งอาจทำให้คิดไปว่าโลกของพวกเรานี้อยู่ในกำมือของผู้ที่แข็งแรงและมีอำนาจ แต่ “ข่าวดี” แห่งพระวรสารอยู่ที่การแสดงว่าสำหรับความหยิ่งจองหองและการใช้ความรุนแรงทั้งหลายแห่งอำนาจแบบชาวโลก พระเจ้าจะทรงพบหนทางที่จะดำเนินแผนการไถ่กู้ของพระองค์ต่อไปได้เสมอ เช่นเดียวกันบางครั้งชีวิตของพวกเราดูเหมือนจะอยู่ในกำมือของผู้ที่มีอำนาจ แต่พระวรสารบอกพวกเราว่าสิ่งใดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  พระเจ้าทรงมีวิธีที่จะช่วยให้พวกเรารอดเสมอ ขอเพียงแต่ว่าพวกเราต้องแสดงความกล้าหาญที่สร้างสรรค์เฉกเช่นช่างไม้แห่งนาซาเร็ธ ผู้ที่สามารถเปลี่ยนปัญหาให้เป็นความเป็นไปได้ด้วยการไว้วางใจในพระญาณสอดส่องของพระเจ้าเสมอ

        หากบางครั้งพระเจ้าดูเหมือนจะไม่ช่วยพวกเรา แน่นอนนี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราถูกทอดทิ้ง แต่ตรงกันข้าม พวกเราได้รับการไว้วางใจให้วางแผน ให้มีความคิดสร้างสรรค์ และให้หาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวของพวกเราเอง

        ความกล้าหาญที่สร้างสรรค์ประเภทนี้จากเพื่อนๆ ของคนง่อยที่หย่อนเขาลงมาจากหลังคาบ้านเพื่อที่จะให้เขาได้พบกับพระเยซูคริสต์ (เทียบ ลก. 5: 17-26) ความยากลำบากไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความกล้าหาญ และความพยายามของเพื่อนเหล่านั้น พวกเขามั่นใจว่าพระเยซูคริสต์สามารถรักษาคนง่อยนั้นได้ และ เมื่อ “ไม่มีทางที่จะนำเขาเข้าไปข้างในได้เพราะฝูงชนแน่นหนา พวกเขาจึงปีนขึ้นไปบนหลังคาแล้วหย่อนเตียงคนง่อยลงมาท่ามกลางผู้คนที่อยู่ข้างหน้าพระเยซูคริสต์ เมื่อพระองค์ทรงเห็นความเชื่อของพวกเขา จึงตรัสว่า “มิตรเอ๋ย บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” (ลก. 5: 19-20) พระเยซูคริสต์ทรงทราบถึงความเชื่อที่สร้างสรรค์ที่พวกเขาพยายามนำเพื่อนผู้ป่วยมายังพระองค์

        พระวรสารไม่ได้บอกพวกเราว่ามารีย์ยอแซฟ และพระกุมารอยู่ในประเทศอียิปต์นานเท่าใด แต่แน่นอนว่าพวกเขาต้องกิน ต้องมีบ้าน และต้องทำงาน คงต้องใช้จินตนาการมากเท่าไรในการพูดถึงรายละเอียดเหล่านั้น  ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ต้องเผชิญกับปัญหาที่เป็นรูปธรรมเช่นเดียวกับครอบครัวอื่นๆ เฉกเช่นบรรดาผู้อพยพในทุกวันนี้ ต้องเสี่ยงชีวิตในการหนี กับเคราะห์ร้ายและความหิว สำหรับประเด็นนี้ ข้าพเจ้าถือว่านักบุญยอแซฟเป็นผู้อุปถัมภ์พิเศษของทุกคนที่ถูกบังคับให้ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนเนื่องจากสงคราม ความเกลียดชัง การเบียดเบียน และความยากจน

        ในตอนจบของทุกเรื่องที่ยอแซฟมีบทบาทพระวรสารบอกพวกเราว่า ท่านลุกขึ้นพาพระกุมารและมารียพร้อมกับปฏิบัติตามที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชากับท่าน (เทียบ มธ. 1: 24; 2: 24, 21) อันที่จริงแล้วพระเยซูคริสต์และพระมารดาของพระองค์เป็นขุมทรัพย์ที่ประเสริฐที่สุดแห่งความเชื่อของพวกเรา [21]

        ในแผนการไถ่กู้ของพระเจ้าพระบุตรจะแยกจากพระมารดของพระองค์ไม่ได้ ผู้ทรง “เจริญก้าวหน้าในการเดินทางแห่งความเชื่อและยืนหยัดด้วยความซื่อสัตย์ในความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระบุตรของพระนางจนกระทั่งพระแม่ยืนอยู่ ณ แทบเชิงไม้กางเขน” [22]

        พวกเราควรพิจารณาเสมอว่า พวกเราเองควรที่จะปกป้องพระเยซูคริสต์และพระมารดาอย่างไร เพราะพระองค์ก็ถูกมอบให้อยู่ในความรับผิดชอบ การดูแล และการปกป้องคุ้มครองของพวกเราด้วยอย่างเร้นลับ พระบุตรของพระเจ้าทรงเสด็จมาในโลกในสภาพที่มีความเปราะบางที่สุด พระองค์จำเป็นต้องได้รับการป้องกัน พิทักษ์คุ้มครอง ดูแล และได้รับการเลี้ยงดูโดยยอแซฟ พระเจ้าทรงไว้วางใจในยอแซฟเช่นเดียวกับมารีย์ผู้ที่พบว่าท่านไม่เพียงแต่จะช่วยชุบชีวิตพระนางเท่านั้น แต่ยังเฝ้าดูแลพระนางและพระกุมาร ในความหมายนี้นักบุญยอแซฟจึงไม่อาจที่จะเป็นอื่นไปได้นอกจากจะเป็นผู้พิทักษ์พระศาสนจักร เพราะพระศาสนจักรเป็นการสืบเนื่องต่อจากพระวรกายของพระเยซูคริสต์ในประวัติศาสตร์ดุจดังความเป็นมารดาของพระแม่มารีย์สะท้อนให้เห็นความเป็นมารดาของพระศาสนจักร [23]  ในการปกปองพระศาสนจักรอย่างต่อเนื่องยอแซฟยังคงปกป้อง พระกุมารและพระมารดาของพระองค์ และพวกเราก็เช่นเดียวกันด้วยความรักของพวกเราต่อพระศาสนจักร ซึ่งพวกเราก็รัก พระกุมารและพระมารดาของพระองค์ด้วย

        พระกุมารนั้นยังคงตรัสต่อไป “เฉกเช่นท่านปฏิบัติต่อคนหนึ่งที่ต่ำต้อยที่สุดในคนเหล่านี้ที่เป็นพี่น้องของเรา ท่านก็ปฏิบัติต่อเราเอง” (มธ. 25: 40) ผลที่ตามมาคือ   คนยากจน คนที่เดือดร้อน คนที่มีทุกข์ คนที่ใกล้ตาย คนแปลกหน้า นักโทษ คนที่อ่อนแอทุกคนเช่น “พระกุมาร” ที่ยอแซฟพยายามปกป้อง ด้วยเหตุนี้นักบุญยอแซฟจึงขึ้นชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองคนที่โชคร้าย คนที่เดือดร้อน คนที่ถูกเนรเทศ คนที่มีทุกข์ คนยากจน และคนที่กำลังจะตาย พระศาสนจักรจึงไม่สามารถที่จะพลาดในการแสดงความรักเป้นพิเศษต่อพี่น้องของพวกเราที่ต่ำต้อยที่สุด เพราะนักบุญยอแซฟแสดงความห่วงใยเป็นพิเศษต่อพวกเขาเป็นการส่วนตัวและถือว่าตนเป็นพวกเดียวกัน พวกเราต้องเรียนรู้จากนักบุญยอแซฟด้วยการเอาใจใส่ดูแล และด้วยความรับผิดชอบเดียวกัน พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะรักพระกุมารและพระมารดาของพระองค์ ที่จะรักศีลศักดิ์สิทธิ์และความเมตตา ที่จะรักพระศาสนจักรและคนยากจน  ความจริงแต่ละประการเหล่านี้คือ พระกุมารแลพะพระมารดาของพระองค์

  1. ท่านเป็นบิดาที่ทำงาน

        แง่มุมหนึ่งของนักบุญยอแซฟที่มีการเน้นจากเวลาที่มีสมณสาส์นฉบับแรกเกี่ยวกับสังคม สมณสาส์นเวียน “Rerum Novarum” ของพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 คือความสัมพันธ์ของท่านกับการทำงาน  นักบุญยอแซฟเป็นช่างไม้ที่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สำหรับครอบครัว พระเยซูคริสต์ทรงเรียนรู้คุณค่า ศักดิ์ศรี และความชื่นชมยินดีว่า นี่หมายถึงอะไรในการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นผลแห่งการทำงานจากท่าน

        ในยุคสมัยของพวกเราเมื่อการจ้างงานกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมอีกครั้งหนึ่ง และการตกงาน บางครั้งตกอยู่สถิติต่ำสุดแม้ในบางประเทศที่ตลอดเวลาหลายทศวรรษมีความเจริญกันพอสมควร จึงมีความสำคัญที่จะต้องฟื้นฟูความสำคัญแห่งการทำงานที่มีศักดิ์ศรี ซึ่งนักบุญยอแซฟเป็นองค์อุปถัมภ์ที่เป็นแบบอย่าง

        การทำงานหมายถึงการมีส่วนร่วมในงานแห่งการไถ่กู้ เป็นโอกาสที่จะเร่งการมาถึงแห่งพระอาณาจักร เพื่อที่จะพัฒนาปัญญาและความสามารถของพวกเรา และนำมารับใช้สังคมและความเป็นหนึ่งเดียวกันฉันพี่น้อง นี่เป็นโอกาสที่ไม่เพียงแต่จะเพื่อความสำเร็จของตนเองเท่านั้น แต่ยังเพื่อเซลส์แรกของสังคมซึ่งได้แก่ครอบครัว  ครอบครัวที่ปราศจากซึ่งการทำงานจะมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อความทุกข์ยาก ความตึงเครียด  การเหินห่าง และการแตกแยก  พวกเราจะพูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร หากปราศจากซึ่งการทำงานเพื่อสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถที่จะหาเลี้ยงชีพอย่างเหมาะสมได้

        บุคคลที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นงานอะไร กำลังร่วมมือกับพระเจ้าเอง และในวิธีใดวิธีหนึ่งก็กลายเป็นผู้สร้างโลกรอบตัวเรา วิกฤตในยุคของพวกเราซึ่งได้แก่เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและชีวิตจิตสามารถช่วยให้พวกเราทุกคนต้องค้นให้พบคุณค่าที่แท้จริง ความสำคัญและความจำเป็นของการทำงานที่จะก่อให้เกิด “วิถีความเป็นปกติ” แบบใหม่ ซึ่งไม่มีผู้ใดที่จะถูกตัดทิ้งไป งานของนักบุญยอแซฟเตือนใจพวกเราว่าพระเจ้าในการประสูติมาเป็นมนุษย์ก็ไม่รังเกียจการทำงาน การตกงานที่มีผลกระทบต่อผู้คนเป็นอันมาก และมีผลทำให้โรคระบาดโควิดขยายตัวมากขึ้นควรที่ทำให้พวกเราต้องหันกลับมาทบทวนลำดับความสำคัญกันใหม่ ขอให้พวกเราวอนขอนักบุญยอแซฟกรรมกรได้โปรดช่วยให้พวกเราแสดงความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีคนหนุ่มสาว จะไม่มีผู้ใด หรือครอบครัวใดที่ตกงาน

  1. บิดาที่อยู่ในร่มเงา

        นักเขียนญาน โดบราซินสกี (Jan Dobraczynski) ชาวโปแลนด์ในหนังสือ “ร่มเงาแห่งบิดา (The Shadow of the Father) [24] ได้เล่าเรื่องชีวิตของนักบุญยอแซฟในรูปแบบของนิทาน เขาใช้ภาพพจน์ที่ชวนให้คิดถึงเงาเพื่อที่หมายถึงยอแซฟ ในความสัมพันธ์ของท่านกับพระเยซูคริสต์  ยอแซฟเป็นเงาทางโลกแห่งพระบิดาเจ้าสวรรค์ ท่านเฝ้าดูและและคอยปกป้องพระกุมาร ไม่เคยปล่อยให้พระกุมารไปไหนมาไหนโดยลำพัง พวกเราสามารถคิดถึงคำพูดของโมเสสต่อชนชาติอิสราเอล “ในที่เปลี่ยว… ท่านเห็นแล้วว่าพระเจ้าทรงดูแลท่านอย่างไร ดุจผู้ที่อุ้มเด็กตลอดเส้นทางที่ท่านเดิน” (ฉธบ. 1: 31) ในทำนองเดียวกันยอแซฟทำหน้าที่เป็นบิดาตลอดชีวิตของท่าน [25]

        บิดาไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกสร้างขึ้นมา ผู้ชายไม่ได้เป็นบิดาเพียงแค่ทำให้เด็กเกิดมาในโลกเท่านั้น แต่ต้องมีความรับผิดชอบที่จะดูแลเลี้ยงดูเด็ก เมื่อใดที่ชายคนหนึ่งยอมรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่นโดยยวิธีใดวิธีหนึ่ง เขาก็เป็นบิดาของคนนั้น

        ทุกวันนี้บ่อยครั้งเด็กๆ ดูเหมือนจะเป็นกำพร้าขาดพ่อ  พระศาสนจักรก็ต้องการบิดาเช่นเดียวกัน คำพูดของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ยังทันสมัยอยู่ “แม้ว่าท่านจะมีครูพี่เลี้ยงนับหมื่นคน ในพระเยซูคริสต์ แต่ก็มีบิดาเพียงคนเดียว” (1 คร. 4: 15) บาดหลวง หรือบิชอปทุกคนสมควรและสามารถที่จะกล่าวเพิ่มพร้อมกับอัครสาวกว่า “ข้าพเจ้าเป็นบิดาของท่านในพระคริสต์เยซูโดยอาศัยพระวรสาร” (ibid) เปาโลเรียกชาวกาลาเทียเช่นเดียวกันว่า “ลูกๆที่รัก ข้าพเจ้ามีความเจ็บปวดจนกว่าพระเจ้าจะปรากฏอยู่ในท่านอย่างชัดเจน” (กท. 4: 19)

        การเป็นบิดาหมายถึงการนำเด็กๆ เข้าสู่ชีวิตและความจริง อย่ารั้งพวกเขาไว้ อย่าทนุถนอมเขาจนเกินไป แต่ทำให้เขาสามารถตัดสินใจเอง มีเสรีภาพ และทดลองกับความเป็นไปได้ใหม่ๆ บางทีด้วยเหตุนี้ยอแซฟจึงถือกันโดยธรรมเนียมว่าเป็นบิดา “ผู้บริสุทธิ์ที่สุด”  ตำแหน่งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นเพราะความเคารพรักเท่านั้น แต่เป็นเพราะทัศนคติของท่านไม่ใช่เป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ความบริสุทธิ์เป็นเสรีภาพจากการเป็นเจ้าของในทุกบริบทแห่งชีวิต ความรักต้องบริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะเป็นความรักที่แท้จริง ความรักแบบเป็นเจ้าของในที่สุดจะเป็นอันตราย จะขังคุกตนเอง บีบบังคับทำให้เกิดความน่าสงสาร  พระเจ้าทรงรักมนุษยชาติด้วยความรักที่บริสุทธิ์ พระองค์ปล่อยให้พวกเราเป็นอิสระ แม้พวกเราจะหลงทางและตั้งตนเป็นอริกับพระองค์ ตรรกะแห่งความรักจะเป็นตรรกะแห่งเสรีภาพเสมอ และยอแซฟก็ทราบดีว่าจะต้องใช้เสรีภาพพิเศษนี้อย่างไร  ท่านไม่เคยทำตนเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ไม่เคยคิดถึงแต่ตนเอง แต่มุ่งอยู่แต่ที่ชีวิตของมารีย์และพระเยซูคริสต์

        ยอแซฟมีความสุขไม่ใช่พียงการเสียสละตนเอง แต่ในการทำตนเองเป็นของขวัญด้วย  พวกเราไม่เคยเห็นท่านท้อแท้ ท่านมีแต่เพียงความไว้วางใจ การอยู่นิ่งอย่างอดทนของท่านเป็นพื้นฐานแห่งการแสดงออกถึงความไว้ใจ โลกของพวกเราทุกวันนี้ต้องการบิดา ไม่มีประโยชน์ที่ทรราชจะใช้อำนาจเหนือผู้อื่นให้เป็นวิธีที่จะสนองความต้องการของตน จะปฏิเสธผู้ที่ปะปนอำนาจกับเผด็จการ การรับใช้กับการเป็นทาส การอภิปรายกับการกดขี่บีบบังคับ ความรักเมตตากับเจตนารมณ์แห่งสวัสดิการ อำนาจกับการทำลาย ทุกกระแสเรียกที่แท้จริงเกิดจากการให้ตนเองเป็นของขวัญซึ่งเป็นผลของการเสียสละที่มีวุฒิภาวะ การเป็นสมณะและชีวิตผู้ถวายตัวก็เรียกร้องวุฒิภาวะเช่นเดียวกัน ไม่ว่ากระแสเรียกของพวกเราจะเป็นเช่นใด ไม่ว่าจะแต่งงาน ถือโสดหรือเจริญชีวิตพรหมจรรย์ ของขวัญแห่งตัวของพวกเราจะไม่สมบูรณ์เมื่อพวกเราถวายเป็นบูชา หากหยุดเพียงแค่นั้น หากเป็นเช่นนั้นแทนที่จะเป็นเครื่องหมายความสวยงามและความชื่นชมยินดีแห่งความรัก ของขวัญแห่งตนเองก็จะเสี่ยงที่จะเป็นการแสดงถึงการไม่มีสุข ความเสียใจ และความผิดหวัง

        เมื่อบิดาปฏิเสธที่จะดูแลการเจริญชีวิตของบุตร ฉากใหม่ที่ไม่คาดหวังก็จะเกิดขึ้น  เด็กทุกคนมีความเร้นลับพิเศษจำเพาะตัวที่จะพัฒนาได้ก็ต้องด้วยความช่วยเหลือของบิดา ซี่งให้ความเคารพต่อเสรีภาพของบุตร บิดาควรรับรู้อย่างดีว่าตนเป็นบิดาและผู้อบรมที่สำคัญที่สุจนกระทั่งตนไม่มีประโชน์อีกต่อไป เมื่อเห็นว่าบุตรสามารถพึ่งตนเองได้ และสามารถที่จะเดินไปตามเส้นทางแห่งชีวิตได้ตามลำพัง  เมื่อเขากลายเป็นดุจยอแซฟ ซึ่งทราบอยู่เสมอว่าบุตรของตนมิใช่เป็นของตน เป็นแต่เพียงมอบไว้ให้ตนดูแล ในที่สุด นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงต้องการให้พวกเราเข้าใจเมื่อพระองค์ตรัสว่า “ในโลกนี้อย่าเรียกผู้ใดว่าบิดา เพราะว่าพระบิดาของท่านมีเพียงพระองค์เดียวคือพระบิดาในสวรรค์” (มธ. 23: 9)

        ในการทำหน้าที่ของการเป็นบิดา พวกเราควรระลึกเสมอว่า นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับการเป็นเจ้าของแต่เป็น “เครื่องหมาย” ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นบิดาที่ยิ่งใหญ่กว่า ในทางหนึ่งพวกเราทุกคนเป็นเหมือนยอแซฟ คือเป็นเงาแห่งพระบิดาเจ้าสวรรค์ผู้ทรง “โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรมและคนอธรรม” (มธ. 5: 45) และ เป็นเงาที่ติดตามพระบุตรของพระองค์

*.*.*

“จงลุกขึ้นพาพระกุมารและพระมารดาหนีไป” (มธ. 2: 13) พระเจ้าทรงบัญชายอแซฟ

        เป้าหมายของสมณลิขิตฉบับนี้ก็เพื่อที่จะเพิ่มความรักขอพวกเราต่อนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้พวกเราภาวนาต่อการวิงวอนของท่าน เรียนรู้และเลียนแบบฉบับคุณธรรมอันสูงส่งและความร้อนรนของท่าน

        แท้จริงพันธกิจที่เหมาะสมของบรรดานักบุญไม่เพียงแต่เพื่อรับอัศจรรย์และรับพระหรรษทานเท่านั้น แต่เพื่อให้ท่านเสนอวิงวอนต่อพระเจ้าเพื่อพวกเราเฉกเช่นอับราฮัม [26] และโมเสส [27] และดุจพระเยซูคริสต์ “ผู้วิงวอน” (1 ทธ. 2: 5) ซึ่งเป็น “ผู้ส่งเสริมสนับสนุน” ต่อพระบิดา (1 ยน. 2: 1) และพระองค์ “ผู้ดำรงอยู่เพื่อวิงวอนเพื่อพวกเรา” (ฮบ. 7: 25; รม. 8: 34)

        บรรดานักบุญช่วยสัตบุรุษทุกคน “ให้พยายามแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์และความครบครันในสภาพชีวิตของพวกเขาแต่ละคน” [28] ชีวิตของนักบุญเหล่านั้นเป็นการพิสูจน์ชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะนำพระวรสารมาปฏิบัติในชีวิตจริง

        พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกเราว่า “จงเรียนรู้จากเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและต่ำต้อย” (มธ. 11: 29) ชีวิตของบรรดานักบุญก็เป็นแบบฉบับที่พวกเราต้องเลียนแบบเช่นเดียวกัน นักบุญเปาโลกล่าวอย่างชัดเจนว่า “จงเลียนแบบฉบับจากเรา” (1 คร. 4: 16) [29] ในความเงียบของท่านนักบุญยอแซฟก็กล่าวเช่นเดียวกัน

        ด้วยแบบฉบับของบุรุษและสตรีผู้ศักดิ์สิทธิ์มากมาย นักบุญออกัสตินถามตนเองว่า “สิ่งที่พวกเขาทำได้ ท่านไม่สามารถทำได้บ้างหรือ?” ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจที่จะกลับใจเมื่อท่านอุทานว่า “ข้าพเจ้ารักพระองค์ช้าเหลือเกิน พระองค์เป็นองค์ความงดงามเก่าแก่ แต่ก็ใหม่อยู่เสมอ” [30]

        พวกเราเพียงแต่ต้องวอนนักบุญยอแซฟสำหรับพระหรรษทาน เพื่อการกลับใจของพวกเรา

        บัดนี้ขอให้พวกเราภาวนาต่อท่านนักบุญยอแซฟ:

                ข้าแต่ผู้พิทักษ์พระผู้ไถ่

                ภัสดาของพระแม่มารีย์พรหมจารี

                พระเจ้าทรงมอบพระบุตรแต่พระองค์เดียวแก่ท่าน

                พระแม่มารีย์ทรงวางพระทัยในท่าน

                พระเยซูคริสต์ทรงรับสภาพมนุษย์พร้อมกับท่าน

                ข้าแต่นักบุญยอแซฟ

                โปรดแสดงว่าท่านเป็นบิดาของข้าพเจ้าด้วย

                โปรดชี้นำพวกเราในหนทางแห่งชีวิต

                โปรดวิงวอนพระหรรษทานพระเมตต าและความกล้าหาญเพื่อพวกเรา

                และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากความชั่วร้ายทุกประการเทอญ

        อาแมน

        ให้ไว้ ณ กรุงโรมที่มหาวิหารยอห์นลาเตรัน วันที่ 8 ธันวาคม วันสมโภชพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล ปี ค.ศ. 2020 เป็นปีที่ 8 แห่งสมณสมัยของข้าพเจ้า

ฟรานซิส

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บสมณลิขิตนี้มาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

เชิงอรรถ

______________________

[1] Lk 4:22; Jn 6:42; cf. Mt 13:55; Mk 6:3.

[2] S. RITUUM CONGREGATIO, Quemadmodum Deus (8 December 1870): ASS 6 (1870-71), 194.

[3] Cf. Address to ACLI on the Solemnity of Saint Joseph the Worker (1 May 1955): AAS 47 (1955), 406.

[4] Cf. Apostolic Exhortation Redemptoris Custos (15 August 1989): AAS 82 (1990), 5-34.

[5] Catechism of the Catholic Church, 1014.

[6] Meditation in the Time of Pandemic (27 March 2020): L’Osservatore Romano, 29 March 2020, p. 10.

[7] In Matthaeum Homiliae, V, 3: PG 57, 58.

[8] Homily (19 March 1966): Insegnamenti di Paolo VI, IV (1966), 110.

[9] Cf. Autobiography, 6, 6-8.

[10] Every day, for over forty years, following Lauds I have recited a prayer to Saint Joseph taken from a nineteenth-century French prayer book of the Congregation of the Sisters of Jesus and Mary. It expresses devotion and trust, and even poses a certain challenge to Saint Joseph: “Glorious Patriarch Saint Joseph, whose power makes the impossible possible, come to my aid in these times of anguish and difficulty. Take under your protection the serious and troubling situations that I commend to you, that they may have a happy outcome. My beloved father, all my trust is in you. Let it not be said that I invoked you in vain, and since you can do everything with Jesus and Mary, show me that your goodness is as great as your power. Amen.”

[11] Cf. Deut 4:31; Ps 69:16; 78:38; 86:5; 111:4; 116:5; Jer 31:20.

[12] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium (24 November 2013), 88, 288: AAS 105 (2013), 1057, 1136-1137.

[13] Cf. Gen 20:3; 28:12; 31:11.24; 40:8; 41:1-32; Num 12:6; 1 Sam 3:3-10; Dan 2, 4; Job 33:15.

[14] In such cases, provisions were made even for stoning (cf. Deut 22:20-21).

[15] Cf. Lev 12:1-8; Ex 13:2.

[16] Cf. Mt 26:39; Mk 14:36; Lk 22:42.

[17] SAINT JOHN PAUL II, Apostolic Exhortation Redemptoris Custos (15 August 1989), 8: AAS 82 (1990), 14.

[18] Homily at Mass and Beatifications, Villavicencio, Colombia (8 September 2017): AAS 109 (2017), 1061.

[19] Enchiridion de fide, spe et caritate, 3.11: PL 40, 236.

[20] Cf. Deut 10:19; Ex 22:20-22; Lk 10:29-37.

[21] Cf. S. RITUUM CONGREGATIO, Quemadmodum Deus (8 December 1870): ASS 6 (1870-1871), 193; BLESSED PIUS IX, Apostolic Letter Inclytum Patriarcham (7 July 1871): l.c., 324-327.

[22] SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Dogmatic Constitution on the Church Lumen Gentium, 58.

[23] Catechism of the Catholic Church, 963-970.

[24] Original edition: Cień Ojca, Warsaw, 1977.

[25] Cf. SAINT JOHN PAUL II, Apostolic Exhortation Redemptoris Custos, 7-8: AAS 82 (1990), 12-16.

[26] Cf. Gen 18:23-32.

[27] Cf. Ex 17:8-13; 32:30-35.

[28] SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Dogmatic Constitution Lumen Gentium, 42.

[29] Cf. 1 Cor 11:1; Phil 3:17; 1 Thess 1:6.

[30] Confessions, VIII, 11, 27: PL 32, 761; X, 27, 38: PL 32, 795.

18 ตุลาคม
ฉลองนักบุญลูกา ผู้นิพนธ์พระวรสาร

18 ตุลาคม ฉลองนักบุญลูกา ผู้นิพนธ์พระวรสาร

(St. Luke, Evangelist)

ท่านเกิดที่เมืองอันทิโอก เมืองหลวงของซีเรีย มีอาชีพเป็นแพทย์ (เทียบ คร 4:14) เป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่นักบุญเปาโลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของท่านในระหว่างการเดินทางแพร่ธรรมใหญ่ครั้งที่ 2 เดิมเป็นคนต่างศาสนา ได้กลับใจมารับความเชื่อโดยนักบุญเปาโล ดังนั้น จึงได้ร่วมงานกับนักบุญเปาโล ผู้เป็นอัครสาวกแห่งคนต่างศาสนา

ในระหว่างที่นักบุญเปาโลเทศนาอยู่ที่เมืองเธสะโลนิกา เอเธนส์ และโครินทร์ และระหว่างอยู่ที่เมืองเอเฟซัส 3 ปี นักบุญลูกาได้รับมอบหมายให้ไปประกาศพระวรสารกับชาวฟิลิปปี

หลังจากนั้น ได้กลับไปกรุงเยรูซาเล็มกับนักบุญเปาโล และต่อมาได้ไปเยี่ยมนักบุญเปาโลบ่อยๆช่วงที่ท่านถูกคุมขังที่เมืองซีซารียา อาจเป็นช่วงนี้ที่นักบุญลูกาเขียนพระวรสารช่วงต่อขยาย ที่นักบุญเยโรมกับนักบุญยอห์น คริสซอสตอม เรียกว่า พระวรสารของนักบุญเปาโล (St. Paul’s Gospel)

กล่าวกันว่าในการเขียนท่านได้รับการส่องสว่างจากนักบุญเปาโล และท่านก็บันทึกและตีความจากเรื่องเล่าด้วยปากเปล่า และจากการสอนคำสอนของนักแพร่ธรรมผู้ยิ่งใหญ่อย่างซื่อสัตย์ ในขณะที่เขียนพระวรสารของท่านนั้น พระวรสารภาษาอาราเมอิกของนักบุญมัทธิวแพร่หลายไปในกลุ่มคริสตชนแล้ว และท่านก็มีพระวรสารของนักบุญมาระโกอยู่ต่อหน้าท่านด้วย

เนื้อหาพระวรสารของนักบุญลูกาให้คุณค่าโดยเฉพาะเรื่องการเน้นความบริสุทธิ์แบบคริสตชน ความยากจน และความชื่นชมยินดี ภาพบรรยายที่ชัดเจนเรื่องทูตสวรรค์แจ้งสารแด่แม่พระ การเสด็จเยี่ยมเยียน การบังเกิดมา และช่วงปฐมวัยของพระเยซูเจ้าเหล่านี้ ท่านใช้เวลามากทีเดียวในการรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะจาก “บรรดาพยานที่เห็นด้วยตาตนเองตั้งแต่แรก” บางทีอาจจะได้ข้อมูลจากพระแม่มารีย์ด้วย และท่านได้รับคำเชื่อถือว่าเป็นผู้วาดภาพพระนางมารีย์พรหมจารีเป็นคนแรกด้วย

เนื่องจากท่านได้รับการศึกษาขั้นสูง จึงสามารถเขียนเป็นภาษากรีกที่ชัดเจนและสละสลวย และท่านก็เชื่อมเหตุการณ์ต่างๆให้เข้ากับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มความพร้อมให้ชาวกรีกที่มีการศึกษาดีๆ กลับใจมาสู่พระศาสนจักรที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่

ท่านเน้นความจริงเรื่องพระเมตตาและการอภัยโทษของพระที่แผ่ไปสู่สากลทั้งชาวยิวและชาวต่างชาติที่มามีความเชื่อในพระองค์ เช่น นิทานเปรียบเทียบเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี กับเรื่องลูกล้างผลาญ เป็นเรื่องที่นักบุญลูกาบันทึกไว้แต่เพียงผู้เดียว ( น่าสังเกตอีกว่า ท่านเอาใจใส่คนต่างชาติต่างศาสนา เช่น ท่านเป็นผู้นิพนธ์พระธรรมใหม่เพียงคนเดียวที่เอ่ยชื่อ นาอามาน ชาวซีเรีย ที่ได้รับการรักษาให้หายจากโรคผิวหนังร้ายแรงจากประกาศกเอลีชา ทั้งๆที่มีคนเป็นโรคแบบนี้อีกมากมายในชาติอิสราเอล [เทียบ ลก 4:27] ผู้แปล )

ช่วงที่นักบุญเปาโลถูกคุมขังที่กรุงโรม 2 ปี นักบุญลูกาก็มาอยู่เคียงข้างท่านอีก น่าจะเป็นช่วงเวลานี้ที่ท่านเขียนประวัติพระศาสนจักรสมัยแรกๆ ในหนังสือกิจการอัครสาวก

หลังจากมรณสักขีของนักบุญเปาโล เชื่อว่าท่านได้ไปที่ ดาลมาเทีย (ยูโกสลาเวีย) และตายที่เมือง เบโอเทีย (Boeotia) ประเทศกรีก โดยคาดว่าท่านได้เป็นมรณสักขี ต่อมาพระธาตุของท่านถูกย้ายกลับมาที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ปี 360

นักบุญลูกา เป็นองค์อุปถัมภ์ของ แพทย์ ศิลปิน คนต้มเบียร์ (ไม่น่าจะรวมถึงนักดื่มเบียร์) คนขายเนื้อ คนทำเครื่องแก้ว และเสมียน (พนักงานเอกสาร)

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

สมณลิขิต (Apostolic Letter) ของสันตะปาปาฟรานซิส โอกาสครบ 1600 ปีหลังการมรณภาพของนักบุญเจโรม

สมณลิขิต (Apostolic Letter) ของสันตะปาปาฟรานซิส
โอกาสครบ 1600 ปีหลังการมรณภาพของนักบุญเจโรม

นักบุญเจโจม - Gerolamo (Caravaggio) ผู้ศรัทธาต่อพระคัมภีร์

วันที่ 30 กันยายน 2020 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงออกสมณลิขิตชื่อ “Scriptula Sacrae Affectus” (ความศรัทธาต่อพระคัมภีร์) สมณลิขิตดังกล่าวอุทิศให้กับนักบุญเจโรมในโอกาสครบ 1600 ปีแห่งการมรณภาพของท่าน

สมณลิขิต
“SCRIPTURAE SACRAE AFFECTUS”
ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
โอกาสครบ 1600 ปี แห่งการมรณภาพของนักบุญเจโรม

ความศรัทธาต่อพระคัมภีร์เป็น “ความรักทรงชีวิตและอ่อนโยน” ต่อพระวาจาที่จารึกไว้ของพระเจ้า นี่เป็นมรดกที่นักบุญเจโรมฝากไว้กับพระศาสนจักรด้วยชีวิต และการทำงานของท่าน

        บัดนี้ในโอกาสครบรอบ 1600 ปีแห่งการมรณภาพของท่านนักบุญ คำบรรยายมากมายที่พวกเรานำมาสวดในจารีตพิธีรำลึกถึงท่าน [1] ทำให้พวกเรามองเห็นถึงภาพที่สวยงามในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร และความรักอันยิ่งใหญ่ของนักบุญเจโรมต่อพระเยซูคริสต์ “ความรักทรงชีวิตและอ่อนโยน” นั้นหลั่งไหลดุจสายน้ำที่หล่อเลี้ยงสายธารนับไม่ถ้วนอาศัยการทำงานที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในฐานะที่เป็นนักวิชาการ นักแปล นักตีความพระคัมภีร์ ความรอบรู้อย่างลึกซึ้งของนักบุญเจโรมเกี่ยวกับงพระคัมภีร์ ความร้อนรนของท่านที่จะให้ผู้คนรู้จักคำสอน ความเชี่ยวชาญของท่านในการตีความ การปกป้องความจริงแห่งพระศาสนจักรด้วยใจร้อนรนและบางทีถึงกับรุนแรง ชีวิตพรตและการถือวินัยพรตอย่างเคร่งรัด การให้คำแนะนำวิญญาณด้วยใจกว้างและเอาใจใส่ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้แม้แต่จะผ่านไปเป็นเวลาถึง 1600 ปี หลังการมรณภาพของท่านนักบุญ ภาพและแบบฉบับของท่านก็ยังเป็นสิ่งที่คู่ควรสำหรับพวกเราคริสตชนแห่งคริสตศตวรรษที่ 21

คำนำ

        วันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 420 นักบุญเจโรมมรณภาพที่ตำบลเบ็ธเลเฮมในชุมชนที่ท่านตั้งขึ้นใกล้กับถ้ำเลี้ยงสัตว์ที่พระกุมารบังเกิด ท่านจึงมอบตนให้กับพระเยซูคริสต์ ซึ่งท่านพยายามแสวงหาและรู้จักพระองค์โดยทางพระคัมภีร์ เป็นพระเจ้าพระองค์เดียวกันกับที่ท่านเห็น เป็นผู้พิพากษาที่ท่านได้พบในความฝันซึ่งน่าจะเป็นในเทศกาลมหาพรตในปี ค.ศ. 375 ความฝันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของท่าน เป็นโอกาสแห่งการกลับใจและเปลี่ยนพฤติกรรมของท่านทั้งหมด  ท่านพบว่าตนเองถูกฉุดชากลากถูไปไว้ต่อหน้าผู้พิพากษา ดังที่ท่านจำได้ว่า “เมื่อข้าพเจ้าถูกถามเกี่ยวกับสถานภาพของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตอบว่าข้าพเจ้าเป็นคริสตชน แต่ผู้พิพากษาตรัสพ้อว่า ‘แกโกหก! แกมันเป็นพวกนับถือลัทธิชิเชโร แกไม่ใช่คริสตชน’’ [2] ตั้งแต่เด็กเจโรมชอบความงามความอ่อนละมุนละไมของวรรณคดีลาติน ซึ่งข้อเขียนของพระคัมภีร์สร้างความประทับใจให้เจโรมตั้งแต่เด็กว่า เนื้อหาสาระเปิดเผยดีแบบตรงไปตรงมา และไม่มีไวยากรณ์ยุ่งยาก ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับเขาที่มีรสนิยมไปทางวรรณกรรมชั้นสูง

        ประสบการณ์นั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เจโรมอุทิศตนอย่างสิ้นเชิงให้กับพระเยซูคริสต์ และพระวาจาของพระองค์ โดยอาศัยการแปลและการวิเคราะห์ไตร่ตรอง ท่านทำให้พระวาจาที่เขียนไว้ของพระเจ้าเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับผู้อื่น ท่านปรับวิถีชีวิตของตนใหม่อย่างสิ้นเชิง ท่านกลายเป็นผู้รับใช้พระวาจาของพระเจ้าในความรักกับ “เนื้อหาของพระคัมภีร์” ดังนั้นในการแสวงหาความรู้ที่เป็นจุดเด่นแห่งชีวิตของท่าน ท่านได้ใช้เวลาเป็นอย่างดีในวัยรุ่นไปในการศึกษาโดยหันเข็มทิศไปในการรับใช้พระเจ้า และชุมชนพระศาสนจักร

        ผลที่ตามมาคือนักบุญเจโรมกลายเป็นบุคคลสำคัญของพระศาสนจักรโบราณในยุคที่เรียกกันว่ายุคทองแห่งบรรดาปิตาจารย์ ท่านทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก ท่านมีเพื่อนวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชื่อรูฟีนุสแห่งอากวีเลยา (Rufinus of Aquileia) ท่านรู้จักนักบุญอัมโบรส (Ambrose) และตอบโต้กันทางจดหมายบ่อยๆกับนักบุญออกัสติน (Augustine)  ทางตะวันออกท่านรู้จักนักบุญเกรโกรรี่แห่งนาซีอานซุส (Gregory of Nazianzus), ดิดีมุส (Didymus) ชายตาบอด และเอปีฟานิอุสแห่งซาลามิส (Epiphanius of Salamis) บรรดาคริสตชนถือว่าท่านอยู่ในระดับเดียวกันกับ นักบุญออกัสติน อัมโบรส และเกรโกรรี่ผู้ยิ่งใหญ่ (Augustine, Ambrose และ Gregory the Great) ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสี่ปราชญ์แห่งพระศาสนจักรตะวันตก

        สมเด็จพระสันตะปาปาผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าข้าพเจ้า ได้ยกย่องให้เกียรติแก่นักบุญเจโรมในโอกาสต่างๆ  เมื่อคริสตศตวรรษที่แล้วมา คือคริสตศศตวรรษที่ 15 หลังการมรณภาพของท่าน พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 ได้ออกสมณสาส์นชื่อ “Spiritus Paracliticus” (15 กันยายน ค.ศ. 1920) แก่เจโรมโดยมอบให้ท่านเป็น “doctor maximus esplanandis Scripturis” [3] เมื่อไม่นานมานี้พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ยกถวายหนังสือการสอนคำสอนทั้ง 2 ครั้งให้กับท่านนักบุญและผลงานของท่าน [4] บัดนี้ในโอกาสครบ 1600 ปีแห่งการมรณภาพของท่านนักบุญ  ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะรำลึกถึงท่านเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะเน้นอีกครั้งหนึ่งถึงสาส์นและคำสอนของท่านโดยเริ่มต้นที่ความรักอันยิ่งใหญ่ของท่านต่อพระคัมภีร์

        อันที่จริงในฐานะที่เป็นผู้แนะนำที่มีความแน่นอน และเป็นประจักษ์พยานที่แท้จริง เจโรมรู้สึกว่าจะเป็นแรงผลักดันทั้งการประชุมสมัชชาซีนอดพระสังฆราชครั้งที่ 12 ซึ่งอุทิศให้กับพระวาจาของพระเจ้า [5] และสมณสาส์นเตือนใจ “Verbum Domini” ของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ที่ตีพิมพ์ออกมาในวันฉลองนักบุญโจโรม คือวันที่ 30 กันยายน 2010 [6]

จากกรุงโรมสู่เบ็ธเลเฮม

        การเดินทางชีวิตของนักบุญเจโรมกอปรด้วยการเดินทางไปตามท้องถนนแห่งกรุงโรมระหว่างยุโรปกับซีกโลกตะวันออก ท่านถือกำเนิดราวปี ค.ศ. 345 ที่สตรีดอน (Stridon) ที่อยู่ตามชายแดนระหว่างดาลมาเทียและพานโนเนีย (Dalmatia และ Pannonia) ซึ่งปัจจุบันคือประเทศโครอาเชียและสโลเวเนีย (Croatia และ Slovenia) ท่านได้รับการอบรมเป็นอย่างดีในครอบครัวคาทอลิก  เนื่องจากเป็นธรรมเนียมของคนสมัยนั้น ท่านได้รับศีลล้างบาปเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 358-364 ในขณะที่เรียนวิชาวาทศิลป์ที่กรุงโรม ในช่วงที่เรียนอยู่ที่กรุงโรมเขาชอบอ่านบทกวีภาษาลาตินและเรียนวิชาวาทศิลป์กับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น

        ในการศึกษาของท่าน ท่านเดินทางไกลไปทั่วประเทศฝรั่งเศสจนทะลุไปถึงเมือง ทริแอร์ (Trier) ซึ่งบัดนี้อยู่ในประเทศเยอรมานี ณ ที่นั้นท่านได้พบกับชีวิตพรตของคริสตชนจารีตตะวันออกที่เผยแพร่โดยนักบุญอาติมาซีอุส (Atimasius) ผลก็คือทำให้ท่านมีประสบการณ์อย่างล้ำลึก และสร้างแรงบันดาลใจให้อย่างมากทีเดียว ซึ่งนำท่านไปยังอากวีเลยา (Aquileia) ณ ที่ซึ่งพร้อมกับเพื่อนบางคนท่านได้กลายเป็น “กลุ่มนักร้องของผู้ที่มีบุญ” [7] ท่านเริ่มดำเนินชีวิตแบบสาธารณะชนทั่วไป

        ราวปี ค.ศ. 374 เมื่อเดินทางผ่านเมืองอันติโอก (Antioch) ท่านตัดสินใจที่จะเจริญชีวิตในทะเลทรายชาลซิส (Chalcis) เพื่อที่จะเรียนรู้ให้ลึกซึ้งถึงชีวิตพรตซึ่งจะมีเวลาว่างมากสำหรับการศึกษาภาษาของพระคัมภีร์ ภาษาแรกคือภาษากรีก ถัดมาเป็นภาษาฮีบรู  ท่านศึกษาภายใต้ชาวยิวคนหนึ่งที่กลับใจเป็นคริสตชนที่สอนท่านาภาษาฮีบรูและการออกเสียงซึ่งท่านพบว่า “ยากมาก แต่ท่านชอบ” [8]

        เจโรมจงใจเลือกทะเลทราย และชีวิตแบบฤษีเพื่อค้นหาความหมายอันล้ำลึกเป็นจุดแห่งการตัดสินใจพื้นฐานแห่งการมีชีวิต แห่งความใกล้ชิด และแห่งการพบปะกับพระเจ้า โดยอาศัยการดำเนินชีวิตพิศเพ่ง การล่อลวงภายใน และการดิ้นรนต่อสู้ฝ่ายจิต ท่านมีความเข้าใจดียิ่งขึ้นถึงความอ่อนแอของท่าน ขีดจำกัดของท่านและของผู้อื่น ตรงนี้ก็เช่นเดียวกันท่านพบความสำคัญแห่งน้ำตา [9] ทะเลทรายสอนให้เท่านเข้าใจถึงความรู้สึกไวต่อการประทับอยู่ของพระเจ้า ความจำเป็นที่พวกเราต้องขึ้นกับพระองค์ และความบรรเทาที่เกิดจากพระเมตตาของพระองค์ ตรงนี้ข้าพเจ้าได้รับการเตือนใจจากเรื่องราวในหนังสือวิวรณ์ซึ่งเจโรมถามพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงต้องการอะไรจากข้าพเจ้า?”  ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงตอบว่า “ท่านยังมิได้มอบให้เราทุกสิ่ง” “ข้าแต่พระเจ้า แต่ข้าพเจ้าได้มอบให้กับพระองค์แทบทุกสิ่ง” “ยังมีสิ่งหนึ่งที่ท่านไม่ได้มอบให้เรา” “นั่นคืออะไรพระเจ้าข้า” “จงมอบบาปของท่านให้เรา เพื่อที่เราจะได้มีความชื่นชมยินดีที่จะอภัยให้ท่านอีกครั้งหนึ่ง” [10]

        แล้วพวกเราก็พบท่านที่เมืองอันทิโอก (Antioch) ณ ที่ซี่งท่านได้รับศีลบวชเป็นสมณบริกร (บาดหลวง) โดยบิชอปเปาลีนุส (Paulinus) แห่งเมืองนั้นประมาณ ค.ศ. 379 ที่นครคอนสตันติโนเปิ้ล ณ ที่ซึ่งท่านได้พบกับนักบุญเกรโกรรี่แห่งนาซีอานซุส (Gregory of Nazianzus) และทำการศึกษาต่อไป ท่านแปลงานที่สำคัญหลายชิ้นจากภาษากรีกเป็นภาษาลาติน (บทเทศน์ของออริเจน-Origen และเหตุการณ์ของ เอวเซบิอุส-Eusebius) ซึ่ง “มีการนำไปใช้ในสภาสังคายนาในปี ค.ศ. 381 หลายปีที่ท่านทำการศึกษาเผยให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของท่าน และความกระหายที่จะรู้ที่ทำให้ท่านไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและชื่นชอบกับการทำงาน เฉกเช่นที่ท่านบอกว่า “บางครั้งฉันรู้สึกหมดแรง บ่อยครั้งฉันบอกเลิกรา แต่ฉันก็เปลี่ยนใจและตั้งใจที่จะเรียนต่อ” อันเป็น “เมล็ดพันธุ์ขม” แห่งการศึกษาของท่านผลิต “ผลที่เผ็ดร้อนอย่างยิ่ง” {11]

        ในปี ค.ศ. 382 เจโรมเดินทางกลับกรุงโรมและมอบตนรับใช้พระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus) ซึ่งพอพระทัยในการรับใช้ของท่านจึงทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้ที่ร่วมงานอย่างใกล้ชิดคนหนึ่ง  ณ ที่นี้เจโรมทุ่มเทอยู่กับการทำกิจกรรมอย่างไม่หยุดหย่อนแต่ก็ไม่เคยลืมเรื่องราวแห่งชีวิตจิต ในวัน “Aventine” ที่ได้รับการสนับสนุนจากสตรีโรมันผู้มีศักดินาที่มีจุดประสงค์ในการดำเนินชีวิตตามพระวรสารเช่นมาร์เซลลา (Marcella), เปาลา (Paula) และบุตรสาวที่ชื่อเออุสโตกีอุม (Eustochium) ท่านได้สร้างห้องประชุมที่อุทิศให้กับการอ่านและการศึกษาพระคัมภีร์ เจโรมทำหน้าที่เป็นผู้อธิบายพระคัมภีร์ เป็นอาจารย์สอน และเป็นผู้นำวิญญาณ ณ เวลานี้ท่านทำการรื้อฟื้นการแปลพระคัมภีร์ภาษาลาตินที่ทำมาก่อน และอาจเป็นบางส่วนของพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาใหม่ด้วย ท่านยังคงแปลบทเทศน์ของออริเจน (Origen) และวิเคราะห์พระคัมภีร์ต่อไป ทุ่มเทอยู่กับการเขียนจดหมาย ปฏิเสธข้อเขียนของเฮเรติก ในเวลาที่มีการหลงผิด ซึ่งท่านมีความปรารถนาอย่างจริงใจที่จะปกป้องความเชื่อที่แท้จริงและพระคัมภีร์

        ช่วงเวลาที่ท่านมีความยุ่งยาก และผลงานที่ดีนี้ถูกขัดจังหวะด้วยการมรณภาพของพระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus) ท่านถูกบังคับให้ต้องจากกรุงโรมซึ่งติดตามโดยเพื่อนชายและสตรีบางคนที่อยากจะมีประสบการณ์ชีวิตฝ่ายจิตและศึกษาพระคัมภีร์ต่างเดินทางไปกับท่านยังประเทศอียิปต์ ณ ที่ซึ่งท่านได้พบกับนักเทวศาสตร์ชื่อดิดีมุส (Didymus) ซึ่งเป็นคนตาบอด  จากนั้นท่านเดินทางไปยังปาเลสไตน์ (Palestine) และในปี ค.ศ. 386 ได้ตั้งรกรากถาวรที่ตำบลเบ็ธเลเฮม ท่านหันกลับมาศึกษาพราะคัมภีร์อีกครั้ง ข้อความพระคัมภีร์ที่ท่านศึกษายังเก็บรักษาไว้ในสถานที่ท่านเล่าเรียน

        ความสำคัญที่ท่านมอบให้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจะพบได้ไม่ใช่แต่ในการตัดสินใจของท่านที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในปาเลสไตน์ (Palestine) เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้กับผู้แสวงบุญด้วย  เบ็ธเลเฮมสถานที่ท่านรักมากที่สุด ท่านสร้างในบรรยากาศแห่งถ้ำพระกุมาร ซึ่งเป็นอารามแฝดสำหรับชายและหญิงพร้อมที่พักสำหรับผู้ที่เดินทางแสวงบุญมายังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  นี่เป็นเครื่องหมายอีกประการหนึ่งถึงความใจกว้างของท่าน เพราะท่านสามารถทำให้เป็นไปได้สำหรับผู้อื่นหลายคนที่จะได้มาเห็นและสัมผัสกับสถานที่ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แห่งความรอดและพบกับความมั่งคั่งแห่งวัฒนธรรมและชีวิตฝ่ายจิต [12]

        ในการฟังพระคัมภีร์อย่างตั้งอกตั้งใจ เจโรมเข้าใจตนเองและพบกับพระพักตร์ของพระเจ้ าและของบรรดาพี่น้องชายหญิงของตน ท่านได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้ที่รักชีวิตที่เป็นหมู่คณะ  ท่านปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับเพื่อนอย่างเช่นเมื่อท่านอยู่ที่ อากวีเลยา (Aquileia) จนทำให้ท่านต้องสถาปนาคณะฤษีเพื่อที่จะติดตามอุดมการณ์แห่งชีวิตนักพรต อารามฤษีถูกมองว่าเป็น “สถานที่” อบรมชายหญิง “ผู้ที่ถือว่าตนต่ำต้อยกว่าผู้ใด เพื่อที่จะเป็นคนแรกในพวกเดียวกัน”  ในเรื่องของความยากจนท่านสามารถที่จะสอนผู้อื่นได้ด้วยรูปแบบชีวิตของตน  เจโรมถือว่านี่คือประสบการณ์ของการอบรมที่จะดำเนินชีวิต “ภายใต้การปกครองของผู้ใหญ่คนเดียวพร้อมกับอีกหลายคนในคณะ” เพื่อที่จะเรียนรู้ถึงความสุภาพ  ความเพียร การรักษาความเงียบ และความอ่อนโยนโดยรับรู้อย่างดีว่า “ความจริงไม่ชอบมุมมืดและไม่บ่น” [13] ท่านยังสารภาพด้วยว่าท่าน “อยากมีชีวิตในอารามปิด” และ “เป็นเหมือนปลวกที่ทำงานด้วยกัน ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของสิ่งใด และทุกสิ่งเป็นของทุกคน” [14]

         เจโรมมองการศึกษาของตนไม่ใช่การใช้เวลาว่างให้สนุก และไม่ใช่เป็นเป้าหมายในตัวเอง แต่เป็นการฝึกชีวิตฝ่ายจิตและเป็นวิธีที่จะเข้าใกล้พระเจ้า การฝึกฝนของท่านบัดนี้มุ่งไปยังการรับใช้ให้มากยิ่งขึ้นกับชุมชนพระศาสนจักร ให้พวกเราคิดถึงความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้กับพระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus) และการสอนบรรดาสตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาฮีบรูตั้งแต่ห้องเรียนแรกที่อาเวนตีเน (Aventine) ด้วยวิธีนี้ท่านสามารถทำให้เปาลา (Paula) และ เออุสโตกีอุม (Eustochium) เป็นผู้แปลได้ [15] และเป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน คือสามารถอ่าน และขับร้องบทเพลงสดุดีเป็นภาษาดั้งเดิม [16]

        ความรู้อันลึกซึ้งของท่านถูกนำมาใช้ในการรับใช้อันจำเป็นต่อผู้ที่ถูกเรียกร้องให้ต้องเทศน์เกี่ยวกับพระวรสาร ดังที่ท่านเตือนเพื่อนของท่านเนโปซีอานุส (Nepotianus) ว่า “การเทศน์ของสมณบริกร (บาดหลวง) ต้องมีรสชาดจากการอ่านพระคัมภีร์ ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านต้องรับผิดชอบ หรือเป็นคนเจ้าเล่ห์แห่งคำพูดของท่าน แต่เป็นผู้ที่เข้าใจข้อความเชื่อที่ศักดิ์สิทธิ์ (พระธรรมล้ำลึก) ถึงคำสอนของศีลศักดิ์สิทธ์ (sacramentorum) แห่งพระเจ้าของท่าน นี่เป็นคุณสมบัติของคนโง่ที่จะเล่นลิ้นเพื่อที่จะได้รับความสนใจจากคนที่ไม่ฉลาดด้วยการพูดอย่างรวดเร็ว คนที่ไม่รู้จักอายมักจะอธิบายสิ่งที่ตนไม่เข้าใจเหมือนว่าตนเชี่ยวชาญเพียงเพราะว่า เขาสามารถชวนผู้อื่นให้หลงได้” [17]

        เจโรมอยู่ที่เบ็ธเลเฮมหลายปีจนกระทั่งมรณภาพในปี ค.ศ. 420  ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่บังเกิดผล และมีความเข้มข้นที่สุดในชีวิตของท่าน ท่านอุทิศตนอย่างสิ้นเชิงให้กับการศึกษาพระคัมภีร์ และการแปลพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมทั้งเล่มจากภาษาฮีบรูที่เป็นภาษาดั้งเดิม ท่านวิเคราะห์เกี่ยวกับหนังสือประกาศกผู้พยากรณ์ บทเพลงสดุดี และจดหมายของนักบุญเปาโล ท่านเขียนคำแนะนำในการศึกษาพระคัมภีร์ การศึกษาอย่างลึกซึ้งที่ถ่ายทอดมาเป็นผลงานของท่านเป็นผลของความความพยายามร่วมมือกันโดยการคัดลอกและรวบรวมข้อเขียนต่างๆ เพื่อไตร่ตรองและอภิปรายกันต่อดังที่ท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เคยไว้วางใจในอำนาจของข้าพเจ้าในการศึกษาหนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระเจ้า… ข้าพเจ้ามักติดนิสัยชอบถามเกี่ยวกับสิ่งข้าพเจ้าคิดว่ารู้แล้ว และยิ่งกว่านั้นเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ” [18} เมื่อทราบดีถึงข้อจำกัดของตนเอง ท่านอธิษฐานภาวนาเสมอวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าในงานแปลหนังสือศักดิ์สิทธิ์ “ในเจตนารมณ์เดียวกันกับที่เนื้อหาถูกเขียนขึ้น” [19] และท่านก็ไม่เคยพลาดที่จะแปลงานของผู้เขียนที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์เช่นของออริเจน (Origen) “เพื่อที่จะให้ทุกคนมีโอกาสอ่านที่อยากจะเรียนรู้เรื่องให้ได้ดีและเป็นระบบยิ่งขึ้น” [20]

        เนื่องจากเป็นเรื่องราวที่กระทำกันภายในชุมชน และเพื่อรับใช้ชุมชนกิจกรรมด้านวิชาการของเจโรมสามารถรับใช้สังคมเป็นแบบฉบับแห่งความเป็นสมัชชาซีน็อดสำหรับพวกเราในยุคสมัยนี้  ยังสามารถเป็นแบบฉบับในการรับใช้ในสถาบันวัฒนธรรมต่างๆของพระศาสนจักรที่ถูกเรียกร้องให้เป็น “สถานที่ซึ่งความรู้กลายเป็นการรับใช้ เพราะว่าไม่มีการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวมใดจะสามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากองค์ความรู้ซึ่งเป็นผลแห่งความร่วมมือกันอันจะนำไปสู่ความร่วมมือกันที่มากขึ้น” [21] พื้นฐานแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันดังกล่าวคือพระคัมภีร์ ซึ่งพวกเราไม่อาจที่จะอ่านแต่เพียงลำพัง “พระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นโดยประชากรของพระเจ้าเพื่อประชากรของพระเจ้าภายใต้แรงดลใจของพระจิต มีแต่ความเป็นหนึ่งเดียวกันกับประชากรของพระเจ้าเท่านั้นที่พวกเราจะสามารถเข้าไปในฐานะที่เป็น “พวกเรา” ในหัวใจแห่งความจริงที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสื่อมายังพวกเรา” [22]

        ประสบการณ์ที่ชัดเจนซึ่งได้รับการหล่อเลี้ยงจากพระวาจาพระเจ้าทำให้เจโรมอาศัยจดหมายมากมายที่ท่านเขียนกลายเป็นผู้นำวิญญาณ ท่านกลายเป็นเพื่อนร่วมเดินทางกับผู้คนมากมาย เพราะท่านเชื่อว่า “ไม่มีความเชี่ยวชาญใดจะเรียนรู้ได้หากปราศจากซึ่งอาจารย์” ดังนั้นท่านจึงเขียนถึงรุสติกุส (Rusticus) ว่า “นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านเข้าใจ คือจูงมือท่านดุจนักเดินเรือโบราณที่ช่วยไม่ให้เรือแตกด้วยการสอนกะลาสีหนุ่ม” [23] จากมุมที่มีสันติสุขของโลก ท่านเฝ้าติดตามกระแสเรื่องราวของมนุษย์ในยุคที่มีปัญหายุ่งยากซึ่งมีเหตุการณ์น่ากลัวเช่นการถล่มกรุงโรมในปี ค.ศ. 410 ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวท่านมาก

        ในจดหมายเหล่านั้นท่านพูดถึงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความเชื่อซึ่งท่านพยายามที่จะปกป้องความเชื่อที่ถูกต้องเสมอ จดหมายของท่านยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่ท่านให้ความสำคัญ นี่เป็นของขวัญ

เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น บางครั้งเจโรมดูจะแข็งกร้าวแต่ก็จะแฝงด้วยความสุภาพอ่อนโยนซึ่งแสดงความห่วงใยอย่างจริงใจต่อผู้อื่น และเพราะ “ความรักมีคุณค่าที่คำนวณมิได้” [24] ท่านจึงกระตือรือร้นที่จะแสดงความรักอย่างแท้จริง ประเด็นนี้เราจะเห็นได้จากความจริงที่ว่าท่านได้มอบงานแปลและงานวิเคราะห์ของท่านเป็น “munus amicitiae” (ของขวัญคู่มือแห่งมิตรภาพ) เป็นของขวัญสำหรับมิตรสหาย ผู้ที่โต้ตอบจดหมายกับท่าน และผู้ที่ท่านอุทิศผลงานให้ ซึ่งท่านขอร้องให้ทุกคนอ่านแบบเป็นมิตรแทนที่จะเป็นแบบวิจารณ์ แต่ท่านยังเขียนเพื่อผู้อ่าน เพื่อผู้คนร่วมสมัย และผู้ที่จะมาภายหลัง [25]

        เจโรมใช้เวลาในปั้นปลายชีวิตในการอ่านพระคัมภีร์พร้อมกับการอธิษฐานทั้งเป็นการส่วนตัวและในคณะ ในการพิศเพ่ง และรับใช้บรรดาพี่น้องโดยการเขียน ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นที่เบ็ธเลเฮมใกล้ถ้ำพระกุมารซึ่งพระวจนาตถ์ สถานที่พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิด และทรงเสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงบังเกิดจากพระแม่มารีย์พรหมจารี เพราะท่านเชื่อว่า “ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มีบุญที่เป็นประจักษ์พยานต่อไม้กางเขน การกลับคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ สถานที่พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิดและทรงเสด็จขึ้นสวรรค์! เป็นความสุขแท้ของผู้ที่มีเบ็ธเลเฮมอยู่ในหัวใจ ในหัวใจที่พระเยซูคริสต์ทรงบังเกิดทุกวัน!

มิติ “ปรีชาญาณ” แห่งชีวิตของเจโรม

        เพื่อที่จะเข้าใจบุคลิกภาพอย่างสมบูรณ์ของเจโรม พวกเราจำเป็นต้องรวมสองมิติเข้าไว้ด้วยกันที่เป็นคุณสมบัติในชีวิตของท่านในฐานะที่เป็นผู้มีความเชื่อในมุมมองหนึ่งซึ่งเป็นการอุทิศตนอย่างเด็ดขาดและจริงจังต่อพระเจ้าโดยปฏิเสธความพอใจฝ่ายกายที่เป็นมนุษย์ทุกอย่างเพื่อเห็นแก่ความรักของพระเยซูคริสต์ผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน (เทียบ 1 ครา. 2: 2; ฟป. 3: 8, 10) และในอีกมุมมองหนึ่งนั้น ท่านปวารณาตนที่จำทำการศึกษาอย่างจริงจังโดยตั้งใจที่จะเข้าใจให้ลึกซึ้งถึงพระธรรมล้ำลึกของคริสตชน  การเป็นประจักษ์พยานสองด้านที่นักบุญเจโรมมอบให้อย่างน่าพิศวงนี้สามารถเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดีสำหรับฤษีทุกคน เพราะทุกคนที่ต้องการดำเนินชีวิตพรต และในการอธิษฐานภาวนาถูกเรียกร้องให้ต้องอุทิศตนในการไขว่คว้าหาพร้อมกับการไตร่ตรอง ท่านยังเป็นแบบฉบับของนักวิชาการด้วย ซึ่งควรที่จะรำลึกเสมอว่าความรู้จะมีคุณค่าทางศาสนาได้หากว่ามีพื้นฐานอยู่ในความรักต่อพระเจ้าที่ไม่มีความทะเยอทะยานของมนุษย์และการหาเกียรติยศชื่อเสียงทางโลก

        มิติทั้งสองด้านแห่งชีวิตของท่านมีการแสดงออกในประวัติศาสตร์แห่งศิลปกรรม บ่อยครั้งศิลปินชาวยุโรปมักวาดภาพท่านนักบุญ ภาพหนึ่งมักจะเป็นภาพพจน์ของชีวิตพรตและการใช้โทษบาปที่แสดงให้เห็นถึงเจโรมมีร่างกายที่ผอมบางจากการจำศีลอดอาหาร มีชีวิตอยู่ในทะเลทราย คุกเข่าหรือนอนเหยียดยาวอยู่กับพื้น ในหลายภาพท่านกำก้อนหินแน่นไว้ทุบหน้าอก ตาของท่านเพ่งไปยังพระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน ในภาพเหล่านี้พวกเราเห็นภาพชิ้นโบว์แดงของศิลปินเลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน ในภาพอีกประเภทหนึ่งพวกเราจะเห็นนักบุญเจโรมในชุดนักวิชาการนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือเพ่งอยู่แต่กับการแปลและวิเคราะห์พระคัมภีร์ห้อมล้อมด้วยม้วนกระดาษอุทิศให้กับการปกป้องความเชื่อโดยอาศัยปัญญาและการเขียน เช่น Albrecht Durer วาดภาพของท่านมากกว่าหนึ่งภาพในบริบทนี้

        มิติสองด้านที่ถูกนำเอามารวมกันในภาพวาดโดยคาราวัคโจ (Caravaggio) ถูกนำมาแสดงที่หอศิลป์บอร์เกเซ (Borghese) ในกรุงโรม ซึ่งอันที่จริงเป็นภาพเดียวที่นักพรตผู้อาวุโสแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีแดง และมีกะโหลกมนุษย์บนโต๊ะทำงานของท่าน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอนิจจังแห่งความจริงฝ่ายโลก แต่ในขณะเดียวกันศิลปินก็วาดภาพให้เห็นว่าท่านเป็นนักวิชาการ ตาของท่านเพ่งไปยังหนังสือและมือของท่านจุ่มปากกาขนนกลงไปในขวดหมึกซึ่งเป็นพฤติกรรมของนักเขียน

        สองมิติแห่ง “ปรีชาญาณ” ของท่านมีความชัดเจนมากในชีวิตของเจโรม หากในฐานะที่เป็นสิงห์แห่งเบ็ธเลเฮม” ท่านสามารถใช้ภาษาที่ค่องข้างหนัก ท่านปวารณาตนเองโดยปราศจากเงื่อนไขในการรับใช้ความจริง  ดังที่ท่านอธิบายไว้ในหนังสือเล่มแรกของท่าน “Life of Saint Paul, Hermit of Thebes” สิงโตสามารถคำราม ขณะเดียวกันก็ร้องได้ด้วย [27] สิ่งที่พวกเรามองแบบผิวเผิน ดูเหมือนจะเป็นสองสิ่งที่แยกจากกัน แต่ในอุปนิสัยของนักบุญเจโรมนั้นได้ถูกหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยพระจิตโดยอาศัยกระบวนการแห่งการมีวุฒิภาวะชีวิตภายใน

การรักพระคัมภีร์

        รูปแบบชีวิตฝ่ายจิตของนักบุญเจโรมมีความชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นความรักอย่างหลงไหลต่อพระวาจาของพระเจ้าที่มอบให้ไว้กับพระศาสนจักรในพระคัมภีร์ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายของพระศาสนจักรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระศาสนจักรยุคแรกล้วนนำคำสอนของตนมาจากพระคัมภีร์ แต่เจโรมกระทำดังกล่าวอย่างมีระบบและในหนทางที่มีความชัดเจน

        ในยุคหลังๆนี้ นักตีความเริ่มที่จะชื่นชอบภูมิปัญญาในการเล่าและบทกวีของพระคัมภีร์และคุณภาพในการแสดงออกชั้นเลิศ แต่ตรงกันข้ามเจโรมกลับเน้นถึงถึงพระคัมภีร์ว่าเป็นคุณสมบัติที่สุภาพแห่งการไขแสดงของพระเจ้าที่เขียนขึ้นเป็นภาษาฮีบรูโบราณที่กระท่อนกระแท่นเมื่อเทียบกับภาษาลาตินยุคของนักปราชญ์ชิเชโร ท่านอุทิศตนศึกษาพระคัมภีร์ไม่ใช่เพราะความงดงามของเนื้อหา แต่เท่าที่ทราบกันเพราะว่าพระคัมภีร์ได้นำท่านให้ได้รู้จักกับพระเยซูคริสต์ อันที่จริงการไม่รู้จักพระคัมภีร์ก็คือการไม่รู้จักพระเยซูคริสต์ [28]

        เจโรมสอนพวกเราว่าพระวรสารและขนบธรรมเนียมของอัครสาวกดังที่ปรากฏในหนังสือกิจการอัครสาวก และในจดหมายเท่านั้นที่พวกเราควรจะต้องศึกษาและวิจารณ์ แต่พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมก็ขาดเสียมิได้ที่พวกเราต้องทำความเข้าใจถึงความจริงและความมั่งคั่งของพระเยซูคริสต์ [29]  พระวรสารเองก็ให้ความชัดเจนกับเรื่องนี้ ข่าวดีบอกพวกเราเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ในฐานะที่เป็นอาจารย์ตรัสกับโมเสส ประกาศก และในบทเพลงสดุดี (เทียบ ลก. 4: 16-21; 24: 27.44-47) เพื่อที่จะอธิบายถึงพระธรรมล้ำลึกของพระองค์) การเทศน์ของเปโตรและเปาโลในหนังสือกิจการอัครสาวกก็เช่นเดียวกันมีรากเหง้าอยู่ในพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิม ซึ่งพวกเราไม่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ถึงองค์พระบุตรของพระเจ้าว่าเป็นพระผู้ไถ่ และพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมก็ไม่ควรถือเป็นแค่ละครที่เป็นความสำเร็จแห่งคำพยากรณ์โบราณในพระบุคคลซึ่งได้แก่พระเยซูคริสต์แห่งนาซาเร็ธ  ตรงกันข้ามมีเพียงความสว่างแห่งการเปรียบพังเพยในคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมเท่านั้นที่ทำให้เป็นไปได้ที่พวกเราจะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นถึงความหมายของเหตุการณ์เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ดังที่เปิดเผยให้พวกเราทราบในการสิ้นพระชนม์และการเสด็จกลับคืนชีพของพระองค์ ทุกวันนี้พวกเราต้องค้นให้พบกับความจริงนี้เสียใหม่ในการสอนคำสอนในการเทศน์และในเทวศาสตร์ซึ่งความจริงแห่งพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมอันจะขาดเสียมิได้ซึ่งพวกเราควรที่จะอ่านและย่อยว่าเป็นอาหารอันหาคุณค่ามิได้แห่งการหล่อเลี้ยงชีวิตฝ่ายจิต (เทียบ อสค. 3: 1-11; วว. 10: 8-11) [30]

        การอุทิศตนเองอย่างสิ้นเชิงให้กับพระคัมภีร์ของโจโรมแสดงให้พวกเราเห็นจากวิธีที่ท่านเขียนและพูดเช่นเดียวกัประกาศกโบราณ ปราชญ์แห่งพระศาสนจักรท่านนี้ใช้ไฟภายในที่กลายเป็นคำพูดที่หนักหน่วงเหมือนแรงระเบิด (เทียบ ยรม. 5: 14; 20: 9; 23: 29; มลค. 3: 2; Sir. 48: 1; ทธ. 3: 11; ลก. 12: 49) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแสดงออกถึงความร้อนรนของผู้รับใช้เรื่องของพระเจ้าอย่างเช่นเอลียาห์ ยอห์น บัปติสต์และอัครสาวกเปาโล ซึ่งเกลียดการโกหก หน้าไหว้หลังหลอก และคำสอนเท็จเทียม ซึ่งทำให้คำพูดของเจโรมลุกเป็นไฟจนทำให้เห็นเหมือนเป็นการยั่วยุและก้าวร้าว  พวกเราคงจะเข้าใจได้ดีกว่าถึงมิติแห่งการติเตียนแห่งการเขียนของท่านหากพวกเราจะอ่านเนื้อหาในแสงสว่างแห่งขนบธรรมเนียมของบรรดาประกาศก เจโรมจึงเป็นต้นแบบแห่งการเป็นประจักษ์พยานที่ไม่ยอมออมชอมต่อความจริง ที่ใช้ไม้แข็งในการตำหนิเพื่อที่จะส่งเสริมให้มีการกลับใจ อาศัยความเข้มข้นแห่งการแสดงออกและภาพพจน์ของท่าน ท่านได้แสดงความกล้าหาญของผู้รับใช้ที่ปรารถนาไม่ใช่เพื่อเอาใจผู้อื่น นอกจากเจ้านายสูงสุดของท่านเท่านั้น (กท. 1: 10) ซึ่งท่านใช้พลังจิตทั้งหมดของท่านเพื่อพระองค์แต่ผู้เดียว

การศึกษาพระคัมภีร์

        ความรักเสน่หาของนักบุญเจโรมต่อพระคัมภีร์นั้นมีรากลึกอยู่ในความนบนอบ ประการแรกเป็นความรักต่อพระเจ้าผู้ทรงแสดงพระองค์ในพระวาจาที่เรียกร้องให้ต้องมีการฟังด้วยความเคารพ [31]  และรักผู้ที่อยู่ในพระศาสนจักรที่เป็นผู้แทนขนบธรรมเนียมทรงชีวิตซึ่งตีความสาส์นที่พระเจ้าทรงเผยแสดง แต่ “การนบนอบต่อความเชื่อ”  (รม. 1: 5’ 16: 26) ต้องไม่เป็นเพียงแต่ยอมรับบางสิ่งที่เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วเฉยๆ ทว่าเรียกร้องความพยายามส่วนตัวอย่างจริงจังที่ต้องพยายามเข้าใจสิ่งที่พูดออกมา พวกเราอาจคิดถึงนักบุญเจโรมดุจเป็นผู้รับใช้ แห่งพระวาจาผู้ซื่อสัตย์และจริงจังพร้อมกับอุทิศตนอย่างสิ้นเชิง เพื่อที่จะส่งเสริมความเชื่อให้กับบรรดาพี่น้องชายหญิงให้ได้มีความเข้าใจอย่างเพียงพอต่อข้อความเชื่อที่มอบให้กับพวกเขา (เทียบ 1 ทธ. 6: 20; 2 ทธ. 1: 14) หากไม่เข้าใจในสิ่งที่เขียนไว้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้เขียน พระวาจาของพระเจ้าก็จะขาดประสิทธิภาพ (เทียบ มธ. 13: 19) และจะไม่ก่อให้เกิดความรักต่อพระเจ้าได้

        ใช่ว่าพวกเราจะเข้าใจข้อความในพระคัมภีร์โดยทันทีทันใดก็หาไม่ ดังที่ประกาศกอิสยาห์กล่าว (อสย. 29: 11) สำหรับผู้ที่รู้ว่าต้อง “อ่าน” พระคัมภีร์อย่างไร กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับการอบรมทางปัญญาอย่างเพียงพอ พระคัมภีร์ดูเหมือนจะถูกประทับตรา “ปกปิด” มิให้มีการตีความ ต้องการประจักษ์พยานเพื่อที่จะแทรกแซงและให้กุญแจเพื่อที่จะเข้าใจสาส์นที่ช่วยให้พวกเราเป็นไทซึ่งได้แก่พระเยซูคริสต์ มีแต่พระองค์เท่านั้นที่จะสามารถทำลายตราดังกล่าวเพื่อที่จะเปิดหนังสือพระคัมภีร์ (เทียบ วว. 5: 1-10) จากนั้นพระหรรษทานจึงจะหลั่งไหลมา (ลก. 4: 17-21) หลายคนแม้กระทั่งคริสตชนใจศรัทธาพูดอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะอ่านพระคัมภีร์ (เทียบ อสย. 29: 12) ไม่ใช่เพราะว่าเขาอ่านหนังสือไม่ออก แต่เป็นเพราะเขาไม่ได้มีการเตรียมตัวสำหรับภาษาพระคัมภีร์ วิธีการแสดงออก และประเพณีวัฒนธรรมโบราณ ผลก็คือข้อความพระคัมภีร์กลายเป็นภาษาที่ถอดความไม่ได้ ราวกับว่าเนื้อหาถูกเขียนขึ้นด้วยอักษรที่ไม่มีผู้ใดรู้จักและลึกลับ

        นี่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีนักตีความ  ซึ่งสามารถทำหน้าที่ของสังฆานุกรแทนคนที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายของสาส์นที่เป็นแบบพยากรณ์ ตรงนี้พวกเราคิดถึงสังฆานุกรฟีลิปที่พระเยซูคริสต์ทรงส่งไปยังราชรถของขันทีซึ่งกำลังอ่านข้อความของประกาศกอิสยาห์ (อสย. 53: 7-8) ที่เขาไม่สามารถทราบความหมาย “ท่านเข้าใจความหมายสิ่งที่ท่านกำลังอ่านอยู่ไหม?” ฟีลิปถามและคำตอบคือ “ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร นอกจากจะมีใครมาแนะนำ” (กจ. 8: 30-31) [32]

        เจโรมสามารถรับใช้เป็นผู้นำวิญญาณแก่พวกเราได้เฉกเช่นฟีลิป (เทียบ กจ. 8: 35) ท่านนำผู้อ่านทุกคนให้เข้าถึงพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสต์ในขณะเดียวกันก็ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตีความและข้อมูลเชิงวัฒนธรรมด้วยความรับผิดชอบและอย่างเป็นระบบที่จำเป็นสำหรับการอ่านพระคัมภีร์ ที่ถูกต้องและที่จะเป็นประโยชน์ [33]  ด้วยวิธีที่เชี่ยวชาญและครบถ้วนท่านใช้ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ทุกอย่างที่มีอยู่รวมถึงความรู้ทุกชนิดที่มีอยู่ในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาซึ่งพระวาจาของพระเจ้าถูกถ่ายทอดมา มีการวิจัยอย่างระมัดระวังและมีการตรวจสอบต้นฉบับที่พบได้ในการค้นคว้าเกี่ยวกับโบราณวัตถุ รวมถึงความรู้ในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการแปล เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระคัมภีร์ที่ได้รับการดลใจจากพระจิต

        กิจกรรมอันโดดเด่นของนักบุญเจโรมมีความสำคัญมากต่อพระศาสนจักรในยุคสมัยของพวกเรา อย่างที่ธรรมนูญ “Dei Verbum” ระบุไว้ พระคัมภีร์เป็น “วิญญาณของเทวศาสตร์” [34] และเป็นการส่งเสริมฝ่ายจิตแห่งชีวิตพระศาสนจักร [35] การตีความพระคัมภีร์จึงจำเป็นต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ

        วันนี้ พวกเรามีศูนย์กลางที่เป็นเลิศสำหรับการวิจัยพระคัมภีร์ เช่น “Pontifical Biblical Institute” ที่กรุงโรม และ “Ecole Biblique” และ “Studium Biblicum Franciscanum” ที่กรุงเยรูซาเล็ม รวมถึงการค้นคว้าวิจัยของปิตาจารย์เช่น “Augustinianum” ที่กรุงโรมซึ่งรับใช้เรื่องนี้  ทว่าทุกคณะเทวศาสตร์ควรสร้างหลักประกันว่าการสอนพระคัมภีร์จะต้องดำเนินไปในทำนองที่นักศึกษาได้รับการอบรมที่จำเป็นในด้านการตีความพระคัมภีร์ทั่งในด้านการอธิบาย และเทวศาสตร์ของพระคัมภีร์โดยทั่วไป  น่าเสียดายว่าความมั่งคั่งของพระคัมภีร์ถูกมองข้ามหรือถูกลดค่าลงจากหลายคน เพราะพวกเขาใม่มีพื้นฐานเพียงพอเกี่ยวกับประเด็นนี้  พร้อมกับการเน้นให้มีการศึกษาพระคัมภีร์มากขึ้นในโครงการอบรมของพระศาสนจักรสำหรับสมณบริกรและครูสอนคำสอน ควรใช้ความพยายามหาทรัพยากรให้สัตบุรุษสามารถเปิดหนังสือศักดิ์สิทธิ์และได้รับผลแห่งปรีชาญาณอันหาคุณค่ามิได้ อีกทั้งความหวังและชีวิต [36]

        ณ จุดนี้ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทบทวนข้อสังเกตของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ในสมณสาส์นเตือนใจ ชื่อ “Verbum Domini” ระบุว่า “ธรรมชาติแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระวาจาสามารถเข้าใจได้ด้วยการเปรียบเทียบกับการประทับอยู่อย่างแท้จริงของพระเยซูคริสต์ภายใต้แผ่นปังและเหล้าองุ่น… นักบุญเจโรมพูดถึงวิธีที่พวกเราจะเข้าถึงศีลมหาสนิทและพระวาจาของพระเจ้าว่า “พวกเราอ่านพระคัมภีร์ สำหรับข้าพเจ้าพระวรสารคือพระกายของพระเยซูคริสต์ สำหรับข้าพเจ้าพระคัมภีร์คือคำสอนของพระองค์ และเมื่อพระองค์ตรัสว่า ผู้ใดไม่รับกายและดื่มโลหิตของเรา (ยน. 6: 53) แม้ว่าคำพูดนี้สามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงพระธรรมล้ำลึกแห่งศีลมหาสนิท พระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสต์อันที่จริงก็คือพระวาจาแห่งพระวรสารซึ่งเป็นคำสอนของพระเจ้า” [37]

        น่าเสียดายว่าครอบครัวคริสตชนหลายครอบครัวดูเหมือนจะไม่สามารถ ดังที่ระบุไว้ในคัมภีร์โตราห์ (Torah) (cf. ฉธบ. 6:6) ในการแนะนำลูกหลานให้เข้าใจถึงพระวาจาของพระเจ้าในความสวยงามและอำนาจฝ่ายจิตของเนื้อหาพระคัมภีร์ นี่ทำให้ข้าพเจ้าต้องสถาปนาวันอาทิตย์แห่งพระวาจาของพระเจ้า [38] ดังนั้นการแสดงความศรัทธาต่างๆจะต้องทำให้มันมั่งคั่งด้วยความหมาย ทำอย่างถูกต้อง และให้พระวาจาพระเจ้านำไปสู่ความเชื่อที่ครบครันในการยึดมั่นอยู่ในพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูคริสต์

พระคัมภีร์ฉบับประชาชน

        “ผลยอดเยี่ยมที่สุดแห่งการเพาะปลูกอันเร่าร้อน” [40] ของการศึกษาภาษากรีกและลาตินของเจโรมคือการแปลพราะคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมของท่านเป็นภาษาลาตินจากต้นฉบับภาษาฮีบรู  จนถึงสมัยนั้นคริสตชนแห่งอาณาจักรโรมันไม่สามารถอ่านพระคัมภีร์ได้ทั้งครบ ถ้าจะอ่านได้ทั้งครบต้องอ่านฉบับภาษากรีก พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เขียนเป็นภาษากรีก พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมฉบับครบที่เป็นภาษากรีกมีอยู่แล้วซี่งเรียกกันว่าฉบับเซปตูอาจิน (Septuagint) ซึ่งชาวยิวแห่งเมื่ออาเลซซานเรีย (Alexandria) เป็นผู้แปลในศตวรรษที่สองก่อนคริสตกาล แต่สำหรับผู้อ่านได้แต่ภาษาลาตินยังไม่มีคัมภีร์ที่สมบูรณ์เป็นภาษาของเขา มีแต่การแปลเป็นบางส่วนและยังไม่ครบจากภาษากรีก สำหรับเจโรมและผู้ที่ดำเนินงานต่อของท่านต่างช่วยกันปรับและแปลพระคัมภีร์ทั้งเล่มขึ้นใหม่โดยเริ่มต้นจากพระวรสารและบทเพลงสดุดีที่กรุงโรมโดยได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากพระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus)  แล้วเจโรมจากอาศรมของท่านที่เบ็ธเลเฮมก็เริ่มแปลพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมจากภาษาฮีบรู ท่านใช้เวลาหลายปีสำหรับงานชิ้นนี้

        เพื่อให้การแปลสำเร็จเจโรมต้องหันไปพึ่งภาษากรีกและภาษาฮีบรูที่ท่านมีความเชี่ยวชาญรวมทั้งภาษลาตินที่ท่านก็เก่งกาจด้วยโดยใช้เครื่องมือภาษาศาสตร์ที่ท่านร่ำเรียนมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “Hexapla” (หนังสือ) ของออริเจน (Origen) เล่มแรกใช้สูตรทั่วไปในแนวฮีบรูแต่ก็ไม่ทิ้งความงดงามแห่งภาษาลาติน ผลของการแปลกลายเป็นอนุสาวรีย์ที่แท้จริงแห่งประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรมของซีกโลกตะวันตกด้วยการสร้างภาษาเทวศาสตร์ การแปลของเจโรมหลังจากที่มีการต่อต้านกันบ้างในช่วงแรกทว่าในไม่ช้าก็กลายเป็นที่อ้างอิงของนักวิชาการและผู้ที่มีความเชื่อทั่วไปจนได้ชื่อว่า “ฉบับประชาชน หรือ Vulgate” [41]  ชาวยุโรปในคริสตศตวรรษกลางต่างเรียนรู้ที่จะอ่าน สวด และคิดจากหน้าพระคัมภีร์ที่แปลโดยเจโรม  อาศัยวิธีนี้ “พระคัมภีร์จึงกลายเป็นบ่อเกิดแห่ง ‘ตำราที่ยิ่งใหญ่’ (Paul Claudel) และ ‘แผนที่ประติมานวิทยา’ – iconographic atlas – (Marc Chagall) ซึ่งทั้งวัฒนธรรมคริสตชนและศิลป์ ซึ่งสามารถนำมาใช้” [42] วรรณคดี ศิลป์ และแม้กระทั่งภาษานิยมจึงค่อยๆ ถูกหล่อหลอมโดยการแปลพระคัมภีร์ของเจโรมโดยทิ้งมรดกยิ่งใหญ่แห่งความงดงามและความศรัทธาไว้ให้พวกเรา

        นี่เป็นความจริงที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสภาสังคายนาเตรนต์ในสมณกฤษฎีกา “Insuper” ได้ยืนยันถึงคุณสมบัติ “ที่ถูกต้องถ่องแท้” แห่งพระคัมภีร์ฉบับประชานิยม จึงเท่ากับเป็นการอนุมิติให้มีการใช้ในพระศาสนจักรตลอดเวลาหลายศตวรรษ และเป็นประจักษ์พยานถึงคุณค่าของพระคัมภีร์ และเป็นเครื่องมือสำหรับเป้าหมายของการศึกษา การเทศน์ และการอภิปรายโต้แย้งสาธารณะ [43] แต่สภาสังคายนาก็มิได้ลดความสำคัญของภาษาที่เป็นต้นฉบับเช่นเดียวกับที่เจโรมไม่เคยพลาดที่จะยืนยัน แล้วก็ไม่เคยห้ามที่จะให้มีการแปลกันต่อไปในอนาคต  นักบุญพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ซึ่งติดตามการชี้แนะของบรรดาปิตาจารย์แห่งสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 ประสงค์ที่จะเห็นการปรับปรุงพระคัมภีร์ฉบับประชานิยมให้สมบูรณ์เพื่อรับใช้พระศาสนจักรทั้งมวล ดังนั้นในปี ค.ศ. 1979 นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ในธรรมนูญชื่อ “Scripturam Thesaurus” [44] จึงออกพระคัมภีร์ฉบับพิเศษทื่ชื่อว่า “ฉบับประชานิยมใหม่” (Neo-Vulgate)

การแปลและการปรับให้เข้ากับวัฒนธรรม

        โดยอาศัยการแปล เจโรมประสบกับความสำเร็จในการ “ปรับ” พระคัมภีร์ให้สอดคล้องกับภาษาลาตินและวัฒนธรรม งานแปลของท่านกลายเป็นความจริงถาวรสำหรับกิจกรรมธรรมทูตของพระศาสนจักร  “ทุกครั้งที่ชุมชนรับสาส์นแห่งความรอดพระจิตจะทรงทำให้วัฒนธรรมมีความมั่งคั่งด้วยพลังอำนาจการเปลี่ยนแห่งพระวรสาร” [45] ณ จุดนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นวัฎจักรเกิดขึ้น เฉกเช่นที่การแปลของเจโรมเป็นหนี้ต่อภาษาและวัฒนธรรมของภาษาลาตินคลาสสิค ซึ่งมีอิทธิพลที่เห็นชัดมาก ดังนั้นการแปลของท่านทั้งในด้านภาษาและสัญลักษณ์ และเนื้อหาที่มีจินตนาการชั้นสูงจึงกลายเป็นตัวกระตุ้นให้มีการสร้างวัฒนธรรมใหม่

        งานแปลของเจโรมสอนพวกเราว่าคุณค่าและรูปแบบเชิงบวกของทุกวัฒนธรรมล้วนเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้กับพระศาสนจักร  วิธีต่างๆที่พระวาจาของพระเจ้าได้รับการประกาศ เป็นที่เข้าใจ และมีประสบการณ์ในการแปลแต่ละครั้งนั้นล้วนแต่ทำให้พระคัมภีร์เองมีความมั่งคั่ง เพราะว่าการแสดงออกที่ทราบกันดีของนักบุญเกรโกรี่ผู้ยิ่งใหญ่ พระคัมภีร์จะเจริญเติบโตพร้อมกันกับผู้อ่าน [46] โดยที่พระวาจาพระเจ้าจะทำให้เกิดมิติใหม่และเสียงก้องกังวานใหม่ที่ดังสะท้อนไปจนทุกศตวรรษ การที่พระคัมภีร์และพระวรสารเข้าไปสู่วัฒนธรรมต่างๆ ยิ่งจะทำให้พระศาสนจักร “เป็นเจ้าสาวที่ประดับเต็มไปด้วยเพชรพลอย” มากยิ่งขึ้น” (อสย. 61: 10) ในขณะเดียวกันนี่จะเป็นประจักษ์พยานต่อความจริงว่าพระคัมภีร์จำเป็นต้องมีการแปลเสมอตามภาษา ความคิด วัฒนธรรม และยุคสมัย รวมถึงวัฒนธรรมสากลของโลกแห่งยุคสมัยของพวกเรา [47]

        การชี้นำให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการเปรียบเทียบระหว่างการแปลในฐานะที่เป็นเรื่องของ “ภาษา” พื้นบ้าน และรูปแบบอื่นๆที่เป็นของพื้นบ้าน [48] นี่คือเหตุผลที่เพราะเหตุใดการแปลจึงไม่คำนึงแต่จำเพาะภาษาเท่านั้น แต่จะต้องสะท้อนให้เห็นอย่างแท้จริงถึงจริยธรรมในวงกว้างที่เกี่ยวกับชีวิตทั้งครบของมนุษย์ หากปราศจากซึ่งการแปลภาษาต่างๆ พวกเราก็คงจะไม่สามารถที่จะสื่อระหว่างกัน พวกเราคงจะต้องปิดประตูประวัติศาสตร์ให้แก่กันและกันพร้อมกับปฏิเสธที่จะสร้างวัฒนธรรมแห่งการพบปะกัน [49] ผลร้ายแห่งการไม่มีการแปลคือจะไม่มีการให้การต้อนรับกัน ซึ่งอันที่จริงแล้วการต้อนรับขับสู้กันน่าที่จะเพิ่มขึ้น นักแปลเป็นผู้สร้างสะพาน มีการตตัดสินใจเร่งด่วนมากน้อยเท่าไร มีการประณามและมีความขัดแย้งกี่มากน้อยที่เกิดจากความจริงว่าพวกเราไม่เข้าใจภาษาของผู้อื่น หรือไม่สนใจกับการแสดงความรักมากมายที่การแปลชี้นำ

        เจโรมก็เช่นเดียวกันที่ต้องเผชิญกับความคิดที่ครอบงำในสมัยนั้นหากความรู้ภาษากรีกเป็นเรื่องที่ค่อนข้างธรรมดาในยุคต้นๆแห่งอาณาจักรโรมัน พอถึงสมัยของท่านกลับกลายเป็นภาษาที่แทบจะไม่มีผู้ใดรู้จัก ท่านเป็นผู้หนี่งที่มีความเชียวชาญมากที่สุดในภาษากรีกลาตินและวรรณคดี นอกจากนั้นท่านยังเดินทางมากมายในขณะที่ท่านเรียนภาษาฮีบรู หากเป็นอย่างที่มีคนพูดกัน “ข้อจำกัดภาษาของข้าพเจ้าคือข้อจำกัดแห่งโลกของข้าพเจ้า” [50] พวกเราอาจกล่าวได้ว่า พวกเราเป็นหนี้ความรู้ของเจโรมในเรื่องภาษาเกี่ยวกับความเข้าใจสากลของคริสตศาสนา และเรื่องราวล้ำลึกเกี่ยวกับทรัพยากรของคริสตศาสนา

        พร้อมกับการฉลองครบรอบปีแห่งการมรณภาพของนักบุญเจโรม พวกเราควรมองไปยังความมีชีวิตชีวาในงานธรรมทูตที่ถูกแสดงออกในความจริงที่ว่าพระวาจาของพระเจ้าได้ถูกแปลออกเป็นกว่า 3 พันภาษา พวกเราเป็นหนี้ต่อธรรมทูตกี่คนสำหรับการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ พจนานุกรม และเครื่องไม้เครื่องมือทางภาษาที่ทำให้พวกเราสามารถสื่อติดต่อกันและกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ธรรมทูตเข้าถึงทุกคนได้” [51] พวกพวกเราจำเป็นต้องให้การสนับสนุนงานนี้และร่วมลงทุนเพื่อช่วยเอาชนะกับข้อจำกัดในการสื่อและการเสียโอกาสที่จะได้พบกับผู้อื่น ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย มีการกล่าวกันว่าหากปราศจากซึ่งการแปลก็จะไม่มีความเข้าใจ [52] พวกเราจะไม่เข้าใจทั้งตัวเราเองและผู้อื่น

เจโรมและบัลลังก์ของเปโตร

        เจโรมมีความสัมพันธ์พิเศษกับกรุงโรมเสมอ กรุงโรมคือที่พำนักฝ่ายจิตที่ท่านนักบุญกลับมาเยือนเป็นประจำ ในกรุงโรมท่านได้รับการอบรมด้านมานุษยวิทยาและถูกหล่อหลอมให้เป็นคริสตชน  เจโรมเป็น “homo Romanus” (ชาวโรมัน) ความผูกพันกันนี้เกิดขึ้นแบบพิเศษจากภาษาลาตินที่ท่านเป็นปราชญ์และเป็นภาษาที่ท่านรักชื่นชอบ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือจากพระศาสนจักรแห่งกรุงโรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบัลลังก์ของนักบุญเปโตร

        สำหรับเจโรมพระศาสนจักรแห่งกรุงโรมเป็นผืนดินอุดมซึ่งเมล็ดพันธุ์ของพระเยซูคริสต์บังเกิดผลอย่างบริบูรณ์ [53] ในเวลาที่มีความยุ่งยากซึ่งอาภรณ์ของพระศาสนจักรอันปราศจากตะเข็บฉีกขาดเพราะการแตกแยกของคริสตชน เจโรมจะมองไปยังบัลลังก์ของอัครสาวกเปโตรเป็นจุดอ้างอิง “เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ติดตามผู้นำใดนอกจากพระเยซูคริสต์ ดังนั้นข้าพเจ้าจะไม่สื่อกับผู้ใดนอกจากพระสันตะปาปา กล่าวคือ กับผู้ที่ครองบัลลังก์ของเปโตร เพราะข้าพเจ้าทราบว่านี่คือศิลาที่พระศาสนจักรถูกสร้างขึ้นมาบนศิลานี้” ในขณะที่มีการโต้แย้งกันอย่างรุนแรงกับงพวก “Arians” ท่านเขียนจดหมายถึงพระสันตะปาปาดามาซุส (Damasus) ว่า “ใครที่ไม่อยู่ข้างพระองค์ก็จะระเหระหนไป ใครที่ไม่ใช่คนของพระเยซูคริสต์ก็เป็นคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์” [54] ในที่สุดเจโรมอาจอ้างได้ด้วยว่า “ใครที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกับพระบัลลังก์ของเปโตรก็ไม่ใช่พวกของข้าพเจ้า” [55]

        บ่อยครั้งเจโรมจะมีส่วนร่วมในการโต้เถียงเรื่องข้อความเชื่อ ความรักของท่านต่อความจริง และการปกป้องพระเยซูคริสต์ด้วยความร้อนรนบางทีก็ทำให้ท่านเขียนโต้ด้วยภาษาและอารมณ์ที่รุนแรง แต่ท่านก็ดำเนินชีวิตในสันติสุข “ข้าพเจ้าปรารถนาสันติสุขเท่าๆกับผู้อื่น แล้วข้าพเจ้าก็ไม่เพียงต่ปรารถนาเท่านั้น ข้าพเจ้ายังภาวนาขอด้วย  แต่สันติสุขที่ข้าพเจ้าต้องการเป็นสันติสุขของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นสันติสุขที่แท้จริง เป็นสันติสุขที่ปราศจากความขมขื่น เป็นสันติสุขที่ปราศจากสงคราม เป็นสันติสุขที่ที่จะไม่ไปลดคุณค่าของคู่อริ แต่เป็นนสันติสุขที่สร้างกัลยาณมิตร” [56]

        ยุคสมัยนี้ยิ่งกว่ายุคไหนในโลก พวกเราต้องการประจักษ์พยาแห่งความเมตตาและความเป็นหนึ่งเดียวกัน ณ จุดนี้ข้าพเจ้าประสงค์ที่จะกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ขอให้พวกเรามอบการเป็นประจักษ์พยานที่น่าชื่นชมและโดดเด่นแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันฉันพี่น้อง [57]  “ด้วยวิธีนี้ทุกคนจะได้รู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา ถ้าท่านรักซึ่งกันและกัน” (ยน. 13: 35) นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ขอต่อพระบิดาด้วยการอธิษฐานร้อนรน “เพื่อที่ทุกคนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน… ในเรา… เพื่อที่โลกจะได้เชื่อ” (ยน. 17: 21)

รักสิ่งที่เจโรมรัก

        ก่อนจบจดหมายฉบับนี้ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะขอร้องทุกคน ท่ามกลางความดีงามหลายอย่างที่พวกเรามอบให้กับนักบุญเจโรมโดยชนรุ่นหลัง ความดีงามอย่างหนึ่งก็คือท่านมิได้เป็นเพียงแค่นักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งใน “หอสมุด” ที่ทำให้คริสต์ศาสนามั่งคั่งในกาลสมัยหนึ่งเท่านั้นโดยเริ่มจากการทำคุณให้กับพระคัมภีร์ พวกเราอาจกล่าวได้ดังที่ท่านพูดถึงเนโปติอานุส (Nepotianus) ว่า “โดยอาศัยการอ่านด้วยใจร้อนรนและรำพึงอย่างสม่ำเสมอ  ท่านทำให้หัวใจของท่าน กลายเป็นห้องสมุดทรงคุณค่าของพระเยซูคริสต์” [58]  เจโรมพยายามทุกวิถีทางที่จะขยายห้องสมุดของท่านซึ่งท่านคิดเสมอว่านี่เป็นแหล่งที่จะขาดเสียมิได้ในการที่จะเข้าใจความเชื่อและชีวิตฝ่ายจิต  โดยอาศัยวิธีนี้ท่านยังเป็นแบบฉบับที่ดีสำหรับปัจจุบันนี้ด้วย  แต่ท่านยังไม่หยุด สำหรับท่านแล้วการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่ที่การอบรมศึกษาในวัยรุ่นเท่านั้น แต่เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำตลอดไป ต้องเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำประจำวัน  อาจกล่าวได้ว่าท่านเองกลายเป็นห้องสมุดและแหล่งแห่งความรู้สำหรับผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน  โปสตูมิอานุส (Postumianus) ซึ่งเดินทางไปทั่วตะวันออกในคริสตศตวรรษที่สี่เพื่อแสวงหาการเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิตพรตและได้ใช้เวลาหลายเดือนอยู่กับเจโรม ได้เห็นเป็นประจักษ์เรื่องนี้ด้วยตาตนเอง และเขาเขียนไว้ว่า “เจโรมจะติดอยู่กับการอ่านหนังสือเสมอ ท่านไม่ยอมพักผ่อนทั้งกลางวันหรือกลางคืน ตลอดวันท่านจะต้องกำลังอ่านหรือกำลังเขียนบางอย่างอยู่เสมอ” [59]

        สำหรับเรื่องนี้บ่อยครั้งข้าพเจ้าคิดถึงประสบการณ์ที่เยาวชนของวันนี้ก็สามารถที่จะเดินเข้าไปในร้านขายหนังสือในเมือง หรือเข้าไปในอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาหนังสือที่เกี่ยวกับศาสนาได้  ส่วนใหญ่แล้วหนังสือแผนกนี้มักจะไม่ค่อยมีหรือถ้ามีก็น้อยมากกับหนังสือที่เป็นแก่นสาร เมื่อพวกเรามองไปที่ชั้นหนังสือหรือที่เว็บไซต์เป็นการยากที่เยาวชนจะเข้าใจว่าการแสวงหาความจริงทางศาสนาสามารถเป็นการผจญภัยที่น่าสนใจที่จะทำให้หัวใจและจิตใจของพวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ความกระหายหาพระเจ้านั้นจะจุดประกายไฟให้กับจิตใจตลอดทุกศตวรรษจนถึงปัจจุบันนี้อย่างไร การเจริญพัฒนาฝ่ายจิตมีอิทธิพลต่อนักเทวศาสตร์และนักปรัชญาศาสตร์ ศิลปิน นักกวี นักประวัติศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์อย่างไร ปัญหาประการหนึ่งที่พวกเรากำลังเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่แต่เรื่องศาสนาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความไม่รู้หนังสือด้วย  ประสบการณ์ชีวิตฝ่ายจิตที่ทำให้พวกเราเป็นผู้แปลและตีความขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรมของพวกเรานั้นมีน้อยมาก ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะท้าทายเยาวชนเป็นพิเศษขอให้ทุกคนจงได้สำรวจมรดกตกทอดของพวกเธอ จงชื่นชอบกับประวัติศาสตร์นี้ที่เป็นของพวกเธอ จงกล้าที่จะพิศเพ่งไปยังหนุ่มเจโรมซึ่งคล้ายกับพ่อค้าในนิทานเปรียบเทียบของพระเยซูคริสต์ขายทุกสิ่งที่เขามีเพื่อซื้อ “ไข่มุกที่มีค่ามหาศาล” (มธ. 13: 46)

        พวกเราสามารถเรียกเจโรมได้ว่าเป็น “ห้องสมุดของพระเยซูคริสต์” เป็นห้องสมุดถาวร นับด้วยระยะเวลาถึง 16 ศตวรรษซึ่งยังคงสอนพวกเราให้ทราบถึงความหมายแห่งความรักของพระเยซูคริสต์ เป็นความรักที่ไม่สามารถแยกออกจากการพบกับพระวาจาของพระองค์  นี่คือเหตุผลที่เพราะเหตุใดการครบรอบ 1600 ปี จึงสามารถมองได้ว่าเป็นการเรียกร้องให้พวกเรารักผู้ที่เจโรมรัก เป็นการพบกับสิ่งที่ท่านเขียน และที่จะสัมผัสกับชีวิตฝ่ายจิตของท่านซึ่งสามารถอธิบายโดยย่อๆ ว่าเป็นความปรารถนาอย่างลึกซึ้งที่ไม่รู้จักหยุดหย่อนเพื่อที่จะได้รู้จักพระเจ้าให้ดียิ่งขึ้นผู้ทรงเลือกที่จะแสดงพระองค์ ในยุคสมัยของพวกเรา ทำไมพวกเราจะไม่ยอมฟังคำแนะนำของเจโรมที่ให้ไว้กับเพื่อนร่วมยุคสมัยของท่าน “จงอ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้พระคัมภีร์ห่างจากมือของท่าน” [60]

        แบบฉบับที่สง่างามแห่งประเด็นนี้คือพระแม่มารีย์พรหมจารีซึ่งเจโรมขานพระนามว่าเป็นพรหมจารีและมารดา แต่ยังเป็นผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ด้วยใจศรัทธาอีกด้วย  พระแม่มารีย์รำพึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ในใจ” (เทียบ ลก. 2: 19.51)  “เพราะพระนางเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระนางอ่านพระคัมภีร์ รู้จักบรรดาประกาศก และจดจำสิ่งที่อัครทูตคาเบรียลกล่าวกับพระนางสิ่งเดียวกันกับที่ประกาศกทำนายไว้… พระนางพิศเพ่งไปยังพระกุมารบุตรของพระนางที่นอนอยู่ในรางหญ้าและกำลังร่ำไห้ ความจริงสิ่งที่พระนางเห็นคือพระบุตรของพระเจ้า พระนางเปรียบสิ่งที่พระนางเห็นกับทุกคนที่พระนางอ่านและได้ยินได้ฟังมา” [61] จึงขอให้พวกเรามอบตัวของเราไว้กับพระแม่ของพวกเราซึ่งยิ่งกว่าผู้ใดสามารถสอนพวกเราให้รู้จักอ่าน รำพึง พิศเพ่ง และอธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้า ผู้ทรงประทับอยู่ในชีวิตของพวกเรา

        ให้ไว้ ณ มหาวิหารนักบุญยอห์นาเตรัน วันที่ 30 กันยายน วันฉลองนักบุญเจโรม ในปี 2020 อันเป็นปีที่แปดแห่งสมณสมัยของข้าพเจ้า

                                                    ฟรันซิสกุส 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บสมณลิขิตของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

[1]“Deus qui beato Hieronymo presbitero suavem et vivum Scripturae Sacrae affectum tribuisti, da, ut populus tuus verbo tuo uberius alatur et in eo fontem vitae inveniet”. Collecta Missae Sanctae Hieronymi, Missale Romanum, editio typica tertia, Civitas Vaticana, 2002.

[2] Epistula (hereafter Ep.) 22, 30: CSEL 54, 190.

[3] AAS 12 (1920), 385-423.

[4] Cf. General Audiences of 7 and 14 November 2007Insegnamenti, III, 2 (2007), 553-556; 586-591.

[5] SYNOD OF BISHOPSTwelfth Ordinary General Assembly, Message to the People of God (24 October 2008).

[6] Cf. AAS 102 (2010), 681-787.

[7] Chronicum 374: PL 27, 697-698.

[8] Ep. 125, 12: CSEL 56, 131.

[9] Cf. Ep. 122, 3: CSEL 56, 63.

[10] Cf. Morning Meditation, 10 December 2015. The anecdote is related in A. LOUF, Sotto la guida dello Spirito, Qiqaion, Mangano (BI), 1990, 154-155.

[11] Cf. Ep. 125, 12: CSEL 56, 131.

[12] Cf. Apostolic Exhortation Verbum Domini, 89: AAS 102 (2010), 761-762.

[13] Cf. Ep. 125, 9.15.19: CSEL 56, 128.133-134.139.

[14] Vita Malchi monachi captivi, 7, 3: PL 23, 59-60.

[15] Praefatio in Librum Esther, 2: PL 28, 1505.

[16] Cf. Ep. 108, 26: CSEL 55, 344-345.

[17] Ep. 52, 8: CSEL 54, 428-429; cf. Verbum Domini, 60: AAS 102 (2010), 739.

[18] Praefatio in Librum Paralipomenon LXX, 1.10-15: Sources Chrétiennes 592, 340.

[19] Praefatio in Pentateuchum: PL 28, 184.

[20] Ep. 80, 3: CSEL 55, 105.

[21] Message on the Occasion of the Twenty-fourth Public Session of the Pontifical Academies, 4 December 2019: L’Osservatore Romano, 6 December 2019, p. 8.

[22] Verbum Domini, 30: AAS 102 (2010), 709.

[23] Ep. 125, 15.2: CSEL 56, 133.120.

[24] Ep. 3, 6: CSEL 54, 18.

[25] Cf. Praefatio in Librum Iosue, 1, 9-12: SCh 592, 316.

[26] Homilia in Psalmum 95: PL 26, 1181.

[27] Cf. Vita S. Pauli primi eremitae, 16, 2: PL 23, 28.

[28] Cf. In Isaiam Prologus: PL 24, 17.

[29] Cf. SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Dogmatic Constitution on Divine Revelation Dei Verbum, 14.

[30] Cf. ibid.

[31] Cf. ibid., 7.

[32] Cf. SAINT JEROME, Ep. 53, 5: CSEL 54, 451.

[33] Cf. SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Dogmatic Constitution on Divine Revelation Dei Verbum, 12.

[34] Ibid., 24.

[35] Cf. ibid., 25.

[36] Cf. ibid., 21.

[37] N. 56; cf. In Psalmum 147: CCL 78, 337-338.

[38] Cf. Apostolic Letter Motu Proprio Aperuit Illis, 30 September 2019.

[39] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 152.175: AAS 105 (2013), 1083-1084.1093.

[40] Cf. Ep. 52, 3: CSEL 54, 417.

[41] Cf. Apostolic Exhortation Verbum Domini, 72: AAS 102 (2010), 746-747.

[42] SAINT JOHN PAUL II, Letter to Artists (4 April 1999), 5: AAS 91 (1999), 1159-1160.

[43] Cf. DENZIGER-SCHÖNMETZER, Enchiridion Symbolorum, ed. 43, 1506.

[44] 25 April 1979: AAS 71 (1979), 557-559.

[45] Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 116: AAS 105 (2013), 1068.

[46] Homilia in Ezechielem I, 7: PL 76, 843D.

[47] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 116: AAS 105 (2013), 1068.

[48] Cf. P. RICOEUR, Sur la traduction, Paris, 2004.

[49] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 24: AAS 105 (2013), 1029-1030.

[50] L. WITTGENSTEIN, Tractatus Logico-Philosophicus, 5.6.

[51] Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 31: AAS 105 (2013), 1033.

[52] Cf. G. STEINER, After Babel. Aspects of Language and Translation, New York, 1975.

[53] Cf. Ep. 15, 1: CSEL 54, 63.

[54] Ibid., 15, 2: CSEL 54, 62-64.

[55] Ibid., 16, 2: CSEL 54, 69.

[56] Ibid., 82, 2: CSEL 55, 109.

[57] Cf. Apostolic Exhortation Evangelii Gaudium, 99: AAS 105 (2013), 1061.

[58] Ep. 60, 10; CSEL 54, 561.

[59] SULPICIUS SEVERUS, Dialogus I, 9, 5: SCh 510, 136-138.

[60] Ep. 52, 7: CSEL 54, 426.

[61] Homilia de Nativitate Domini IV: PL Suppl. 2, 191.

15 ตุลาคม
ระลึกถึง นักบุญเทเรซา แห่งอาวีลา พรหมจารีและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

15 ตุลาคม
ระลึกถึง นักบุญเทเรซา แห่งอาวีลา พรหมจารีและนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร

( St Teresa of Jesus, Virgin & Doctor, memorial )

นักบุญเทเรซาองค์ใหญ่ หรือนักบุญเทเรซา แห่งอาวีลา หรือนักบุญเทเรซา แห่งพระเยซูเจ้า มีนามเดิมว่า Teresa Cepeda de Ahumada เกิดที่เมืองอาวีลา ประเทศสเปน เมื่อปี ค.ศ. 1515 เมื่ออายุ 20 ปี ท่านได้อ่านจดหมายต่างๆ ของนักบุญเยโรม จึงตัดสินใจเข้าอารามของคณะคาร์เมไลท์ โดยมีความคิดว่านี่เป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดไปสู่ความรอดพ้น แม้ว่าพ่อของท่านจะไม่ยินยอมก็ตาม “การภาวนาเป็นประตูนำไปสู่พระหรรษทานที่ยิ่งใหญ่ ถ้าประตูนี้ปิดเสียแล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าจะทรงให้พระหรรษทานต่างๆได้อย่างไร” ท่านมีสุขภาพที่ไม่สู้ดีนัก จึงใช้เวลาช่วงเจ็บป่วยนี้ฝึกจิตภาวนา เมื่อได้อ่านหนังสือ “คำสารภาพ” (Confessions) ของนักบุญออกัสติน ก็ได้รับแรงบันดาลใจให้ถวายมอบตัวท่านเองแด่พระเจ้าโดยไม่สงวนสิ่งใดไว้เลย ในสมัยของท่านนั้นบ้านหรืออารามนักบวชมากมายมีระเบียบวินัยที่หย่อนยาน มีผู้ที่ไปเยี่ยมเยียนบ้านนักบวชหรืออารามเหล่านี้บ่อยๆ ทำให้สมาชิกของคณะหันไปติดจิตตารมณ์ทางโลก “การภาวนาและการปล่อยตนตามความปรารถนาไปด้วยกันไม่ได้” ท่านมักจะกล่าวเช่นนี้เสมอๆ

ต่อมา ท่านค่อยๆ มีชีวิตภายในเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เห็นภาพนิมิต ได้เข้าฌาณ ตัวลอยขึ้นจากพื้น และพระหรรษทานพิเศษอื่นๆอีก องค์พระผู้เป็นเจ้าเองได้ตรัสกับท่าน มีเรื่องรายงานว่าทูตสวรรค์องค์หนึ่ง (a seraph = เซราฟิม) ใช้หอกหรือดาบแทงเข้าไปในดวงใจของท่าน (ในปี ค.ศ.1559) และท่านได้รับแรงสนับสนุนในด้านฝ่ายจิต เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อท่านเป็นเวลาหลายปีที่คนอื่นๆเข้าใจผิดในตัวท่าน และต่างพากันเย้ยหยัน แม้บรรดาคุณพ่อที่ฟังท่านสารภาพบาปในช่วงแรกๆ ยังออกความเห็นว่า ภาพนิมิตที่ท่านเห็นเป็นการล่อลวงจากปีศาจ แต่โดยธรรมชาติที่ไม่คิดถึงตนเองและอุปนิสัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก นักบุญเทเรซามีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับผู้คนทุกชนิด ทุกสถานที่ และทุกสภาพแวดล้อมได้อย่างง่ายดาย ตลอดระยะเวลา 20 ปีของการต้องต่อสู้ทางฝ่ายจิตวิญญาณ ท่านค่อยๆเรียนรู้อย่างช้าๆที่จะไม่ติดใจในสิ่งสร้าง รู้จักสละละตนเอง และติดตามพระคริสตเจ้าอย่างครบสมบูรณ์มากขึ้น “คำภาวนาที่พระเจ้าทรงพึงพอใจมากที่สุด คือสิ่งที่นำไปสู่การปรับปรุงตนเอง และนำไปสู่การกระทำที่ดี มากกว่าความสุขอันเกิดจากความพึงพอใจของตนเอง”

ในที่สุด นักบุญเปโตร แห่ง อัลคันตารา (St Peter of Alcantara) ซึ่งเป็นผู้แนะนำวิญญาณให้ท่าน และนักบุญ ฟรังซิส บอร์เจีย (St Francis Borgia) ก็สามารถสังเกตเห็นและเข้าใจพลังอำนาจของพระที่ทำงานในตัวท่าน และในปี ค.ศ.1561 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสั่งท่านให้ปฏิรูปคณะคาร์เมไลท์ ขณะนั้นท่านมีอายุ 46 ปี และในอีก 21 ปีที่ท่านดำเนินชีวิตสืบต่อมา ท่านก็สามารถก่อตั้งคอนแวนต์ของซิสเตอร์คาร์เมไลท์ไม่สวมรองเท้าได้ 17 แห่ง และอารามฤาษีของบรรดาภราดา 15 แห่ง ภายใต้กฎเกณฑ์ของคณะที่เที่ยงแท้และเข้มงวด แม้จะมีการคัดค้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม “อย่าให้สิ่งใดทำให้ท่านเดือดเนื้อร้อนใจ ทุกสิ่งจะผ่านพ้นไป มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเลย ความอดทนจะทำให้ได้รับทุกสิ่ง พระเจ้าผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว”

ภายใต้ความนบนอบอย่างเคร่งครัดต่ออธิการ นักบุญเทเรซาได้เขียนถึงเรื่องราวชีวิตของท่านในหนังสือ “หนทางสู่ความครบครัน” (“The Way of Perfection”) “ประสาทภายใน” (“The Interior Castle”) และ “ความเข้าใจเรื่องความรักของพระเจ้า” (“Conception of the Love of God”) ท่านสิ้นใจเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.1582 ถูกฝังไว้ที่ Alba de Tomes ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญในปี ค.ศ. 1662 โดยพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 15 และได้รับการประกาศเป็นนักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร ในปี ค.ศ.1970 โดยนักบุญปอลที่ 6 พระสันตะปาปา

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)