คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับกฎหมายการทำแท้ง

คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับกฎหมายการทำแท้ง

โดย บาทหลวง ดร.เชิดชัย เลิศจิตรเลขา คณะกรรมการที่ปรึกษาเทววิทยา ในสภาประมุขบาทหลวงฯ

การทำแท้งเป็นปัญหาที่มีการโต้เถียงกันมากที่สุดปัญหาหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโต้เถียงเกี่ยวกับการให้มีกฎหมายที่อนุญาตให้มีการทำแท้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้มีการพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสีย หรือผลดีและผลเสียที่จะตามมา เช่น ผู้ที่สนับสนุนให้มีกฎหมายการทำแท้งได้มักอ้างว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้หญิงที่ตั้งครรภ์ไปแอบทำแท้งกับหมอเถื่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ให้บริการการทำแท้งซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อหญิงเอง เพราะไม่ถูกหลักวิชาการและไม่ถูกหลักสุขอนามัย โดยในแต่ละปีมีผู้หญิงที่ต้องเสียชีวิตด้วยสาเหตุดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ส่วนกลุ่มผู้คัดค้านกฎหมายการทำแท้งก็อ้างว่า ทั้ง ๆ ที่การทำแท้งซึ่งเป็นการฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ มีกฎหมายห้ามและมีบทลงโทษ แต่ก็ยังมีผู้ที่ลักลอบทำแท้งกันมากมาย ดังนั้น ถ้ากฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว คงจะมีทารกผู้บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมากถูกฆาตกรรม โดยจะกลายเป็นการฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย  

          รายงานฉบับนี้ จะพิจารณาถึงปัญหาศีลธรรมเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง ในหัวข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้                1) เหตุผลที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแก้ไขกฎหมายห้ามทำแท้ง 2) คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง 3) ศักดิ์ศรีและสถานภาพความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์ 4) ความขัดแย้งของมโนธรรมต่อกฎหมายการทำแท้งที่ผิดศีลธรรม 5) มโนธรรมของคริสตชนในการเผชิญหน้ากับกฎหมายที่ผิดศีลธรรม และ 6) แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล และเวชบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้บริสุทธิ์

1. เหตุผลที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแก้ไขกฎหมายห้ามทำแท้ง

ตามกฎหมายไทย การทำแท้งเป็นความผิดอาญาฐานทำให้แท้งลูก ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการทำแท้งไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301-305 ซึ่งสรุปได้ว่า 1) ในกรณีที่หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้แท้งลูก หญิงนั้นมีความผิดฐานทำให้แท้งลูก               2) ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมหรือโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ผู้นั้นมีความผิดฐานทำให้แท้งลูก และ 3) และหากการทำแท้งนั้นเป็นเหตุให้หญิงได้รับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย หรือเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น

ดังนั้น การทำแท้งจึงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยกเว้นเป็นการตั้งครรภ์ที่มีผลมาจากการถูกข่มขืน หรือการตั้งครรภ์นั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของหญิงนั้นที่ตั้งครรภ์ เงื่อนไขนี้ทำให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จากสาเหตุอื่นๆ เช่น ตั้งครรภ์เพราะมีเพศสัมพันธ์แต่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ ไม่สามารถทำแท้งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงเหล่านี้พึ่งพาคลินิกทำแท้งเถื่อนดังที่เป็นข่าว ในอดีตมีความพยายามจะแก้กฎหมาย มาตรา 305 หลายครั้ง ช่วงเวลาที่ไปได้ไกลที่สุดคือ ระหว่างการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ซึ่งระบุว่าจะต้องแก้ มาตรา 305 โดยเพิ่มข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ถูกกฎหมายอีก 2 ประการ คือ 1) เมื่อผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มีปัญหาด้านสุขภาพกายหรือจิต และ 2) เมื่อการตั้งครรภ์เกิดจากการคุมกำเนิดล้มเหลวจากการปฏิบัติของแพทย์

เมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้แท้งลูกหรือ “ทำแท้ง” โดยมีที่มาคือ ก่อนหน้านั้นได้มีผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 213 กรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 27 มาตรา 28 และมาตรา 77 หรือไม่ และเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 กำหนดให้หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกมีความผิดอาญานั้น เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของหญิงเกินจำเป็น ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 28 “บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย” และเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563 ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563  คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยมีเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 คือ

  1. กำหนดอายุครรภ์สำหรับความผิดฐานหญิงทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ มีความผิดและต้องรับโทษ เพื่อคุ้มครองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ให้เกิดความสมดุลกัน
  2. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดฐานทำให้แท้งลูก ให้ครอบคลุมกรณีต่าง ๆ ที่จำเป็นและสมควรต้องทำแท้ง หรือยุติการตั้งครรภ์ให้กับหญิง และกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องทำตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภา เพื่อความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 301 ให้หญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์สามารถทำแท้งได้ จากเดิมที่ห้ามหญิงตั้งครรภ์ “ทำแท้ง” โดยเด็ดขาด ซึ่งการกำหนดอายุครรภ์ดังกล่าวเป็นไปตามความเห็นของแพทย์สภาและราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ปลอดภัยที่สุดในการทำแท้ง ไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ทำแท้งเกิดอาการแทรกซ้อนและเป็นอันตรายแก่ชีวิต นอกจากนี้ ได้มีการแก้ไขลดอัตราโทษ เพื่อให้เหมาะสมกับการที่ผู้ทำแท้งต้องได้รับความเจ็บปวดทางร่างกายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดโทษสูงอีก โดยมีรายละเอียดดังนี้  “มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จากเดิมที่กำหนดให้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับมาตรา 305 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเหตุยกเว้นความผิดฐานทำให้แท้งลูก ให้ครอบคลุมกรณีที่จำเป็นและสมควรต้องทำแท้ง หรือยุติการตั้งครรภ์ให้กับหญิง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ “มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 301 หรือ 302 เป็นการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้กระทำไม่มีความผิด 1) จำเป็นต้องกระทำ เนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น                      2) จำเป็นต้องกระทำ เนื่องจากหากทารกคลอดออกมาจะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะได้รับผลกระทบจากความผิดปกติทางกายหรือจิตใจถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง 3) หญิงมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ และ 4) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์”

2. คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง

พระศาสนจักรคาทอลิกสอนว่า การทำแท้งโดยตรงเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมและเลวทรามที่สุด พระสมณสาสน์ “ข่าวดีเรื่องชีวิต” (Evangelium Vitae) ที่กล่าวถึงพระบัญญัติ “อย่าฆ่าคน” นั้น พระสันตะปาปาทรงแถลงในเบื้องต้นว่า “…โดยอาศัยอำนาจที่พระคริสตเจ้าทรงมอบให้แก่นักบุญเปโตร และผู้ที่สืบตำแหน่งต่อจากท่าน และในการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับบรรดาพระสังฆราชในพระศาสนจักรคาทอลิกทั่วโลก เราขอย้ำว่า การฆ่าชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์โดยตรงและกระทำด้วยความสมัครใจเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมอย่างหนักในทุกกรณี” (เทียบ EV ข้อ 57) จากคำสอนดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงต้องการให้คำนิยามความหมายเฉพาะของการทำแท้งโดยตรงว่าเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมอย่างร้ายแรงใน 2 ลักษณะ คือ ในลักษณะแรก พระองค์ทรงเน้นถึงการกระทำทางศีลธรรมที่ในตัวมันเองเป็นสิ่งที่ชั่ว ไร้ศีลธรรม (intrinsice malum) นั่นคือ เป็นการฆ่าชีวิตโดยตรงและด้วยความสมัครใจ และในลักษณะที่สอง พระองค์ทรงเน้นถึงความบริสุทธิ์ของผู้ที่ถูกกระทำ (the innocent) กล่าวคือ ทารกเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีความผิด

จุดยืนอันมั่นคงของพระศาสนจักรคาทอลิกที่ประณามการทำแท้งด้วยความจงใจ (direct abortion) นั้นมีมาตลอด เพราะการทำแท้งนี้เป็นการฆาตกรรมชีวิตผู้บริสุทธิ์ ซึ่งการทำแท้งโดยความตั้งใจเป็นการกระทำที่ชั่วในตัวเอง และทารกที่อยู่ในครรภ์ก็ไม่เคยเป็นผู้รุกรานที่ก้าวร้าว (an unjust aggressor) เพราะจากความเชื่อของคริสตชน สิทธิขั้นพื้นฐานแห่งการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์เป็นของประทานจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิต มนุษย์เป็นผู้เฝ้ารักษา แม้แต่มารดาก็มิใช่เจ้าของชีวิตบุตรของตน ชีวิตเป็นของประทานอันล้ำค่าจากพระเจ้าซึ่งมนุษย์มีหน้าที่เฝ้ารักษาเท่านั้น แล้วเหตุอันใดมนุษย์จะทำลายของขวัญอันล้ำค่านี้เสียเล่า พระศาสนจักรคาทอลิกเล็งเห็นความสำคัญของชีวิตมนุษย์ตลอดมา และยังคงต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและคุณค่าพื้นฐานของชีวิตมนุษย์เรื่อยมา

ศักดิ์ศรีและคุณค่านี้เป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นบุคคลที่ไม่มีใครสามารถทำลายลงได้  แต่ในสังคมปัจจุบันชีวิตมนุษย์ได้ถูกคุกคามและถูกทำลายอย่างน่าสยดสยอง เช่น การฆ่าคนในทุกรูปแบบ การทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ การทำแท้ง เมตตามรณะ การจงใจฆ่าตัวตาย  สิ่งต่าง ๆ ที่ละเมิดต่อบูรณภาพของความเป็นบุคคล เช่น การทำให้พิการ การทรมานทางร่างกายและจิตใจ การบีบคั้นจิตใจ สิ่งต่าง ๆ ที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นบุคคล (the human dignity) เช่น สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สมกับความเป็นมนุษย์ การขังคุกตามอำเภอใจ การเนรเทศ การจับเป็นทาส การบังคับค้าประเวณี การซื้อขายเด็กและสตรี ตลอดจนการใช้แรงงานมนุษย์ดุจเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นบุคคลที่เป็นอิสระและมีความรับผิดชอบ [ดูรายละเอียดในพระสมณสาส์น “เรื่องความรุ่งโรจน์แห่งความจริง” (Veritatis Splendor) ข้อ 80 เกี่ยวกับ “การกระทำที่ชั่วในตัวเอง” (intrinsice malum) ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ผิดศีลธรรมเสมอในทุกกรณีและในทุกสถานการณ์ และเทียบกับ Gaudium et Spes ข้อที่ 27]

          สภาพสังคมปัจจุบันที่โน้มเอียงใฝ่หา “วัฒนธรรมแห่งความตาย” (the culture of death) มากกว่า “วัฒนธรรมแห่งชีวิต” (the culture of life) พระศาสนจักรคาทอลิกที่เป็นผู้เผยพระวาจาของพระเจ้าซึ่งเป็นพระวาจาที่ให้ชีวิต (the gospel of life) ได้สอนถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าพื้นฐานที่ต้องได้รับการเคารพอย่างสูงสุด โดยไม่อาจถูกละเมิดได้ [ดูรายละเอียดในพระสมณสาส์น “ข่าวดีเรื่องชีวิต” (Evangelium Vitae) เกี่ยวกับวัฒนธรรมแห่งชีวิตในบทที่สอง] นอกจากนั้น พระศาสนจักรคาทอลิกยังคงเลือกที่จะอยู่ข้างผู้อ่อนแอและถูกเบียดเบียนในสังคมปัจจุบัน ที่ไม่สามารถป้องกันสิทธิพื้นฐานของตนได้

          พระศาสนจักรคาทอลิกในฐานะที่เป็นผู้ปกป้องชีวิตมนุษย์ (pro-life) ชีวิตที่เริ่มตั้งแต่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์มารดาและสิ้นสุดลงเมื่อต้องตายตามธรรมชาติ ได้ยืนยันถึงคำสอนที่ไม่อาจละเมิดได้นี้ โดยไม่จำกัดเฉพาะในขอบเขตของพระศาสนจักรเท่านั้น แต่รวมไปถึงมนุษย์ทุกคนที่มีน้ำใจดี (all people of good will) ให้พิจารณาถึงการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ดังกล่าว โดยยึดมั่นว่าการปกป้องชีวิตมนุษย์นั้นตั้งอยู่บน “กฎศีลธรรมตามธรรมชาติ” ที่พระเจ้าทรงจารึกลงในจิตใจของมนุษย์ทุกคน และโดยอาศัยเหตุผลมนุษย์สามารถเข้าถึงความจริงนี้ได้อย่างเท่าเทียมเสมอกัน

3. ศักดิ์ศรีและสถานภาพความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์ (the dignity and the status of person of the embryo)

กฎบัตรขององค์การสหประชาชาติได้รับรองถึงสิทธิมนุษย์สากล เช่น ในข้อที่ 1 กล่าวว่า  “มนุษย์ทุกคนที่เกิดมามีเสรีภาพ สิทธิ และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ทุกคนที่มีมโนธรรมและเหตุผลเท่าเทียมกันจึงต้องปฏิบัติต่อกันและกันฉันพี่น้อง” และข้อที่ 3 กล่าวว่า  “ตามปัจเจกบุคคล ทุกคนมีสิทธิในการดำเนินชีวิตตามเสรีภาพและความมั่นคงในแต่ละบุคคลเอง” จากกฎบัตรดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าองค์การสหประชาชาติรับรองความเสมอภาคและเสรีภาพของบุคคล (human person) ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของปัจเจก (individual) หรือบุคคล (human person) ในฐานะที่เกิดและคลอดออกมาพ้นจากครรภ์มารดาแล้วเท่านั้น แต่ปัญหาที่ต้องเผชิญในขณะนี้คือ สิทธิและศักดิ์ศรีดังกล่าวครอบคลุมถึงความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์หรือไม่ ทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาเป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะต้องได้รับการปกป้องหรือไม่ ความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์มารดาเริ่มต้นเมื่อใด ความเป็นบุคคลหมายถึงอะไร มาตรการอะไรที่จะใช้วัดความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์ คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่เกี่ยวกับศักดิ์ศรีและสถานภาพความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์

          พระศาสนจักรคาทอลิกเชื่อถึงการสร้างวิญญาณของมนุษย์โดยตรงจากพระเจ้า ในพระสมณสาสน์เรื่องของขวัญแห่งชีวิต (Donum Vitae) ข้อที่ 1 กล่าวว่า “ความเป็นมนุษย์ควรที่จะได้รับการเคารพและปฏิบัติอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับบุคคลโดยนับตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิสนธิ” ดังนั้น พระสมณสาสน์เรื่องของขวัญแห่งชีวิต (Donum Vitae) ได้รับรู้ถึงการโต้แย้งถึงปัญหาที่ว่า ความเป็นบุคคลนั้นเริ่มต้นเมื่อใด แต่พระสมณสาสน์เรื่องของขวัญแห่งชีวิต (Donum Vitae) ก็กล่าวเพียงว่า “ความเป็นมนุษย์ (Human being) จำต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติในฐานะที่เป็นบุคคล (human person) ตั้งแต่เริ่มการปฏิสนธิ”

พระสมณสาสน์ “ข่าวดีเรื่องชีวิต” (Evangelium Vitae) ข้อที่ 60 กล่าวย้ำว่า ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นในขณะที่เกิดการปฏิสนธิ และพระสันตะปาปาทรงเน้นอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “…ในความเป็นจริง ขณะที่ไข่ของมารดา (ovum) ได้รับการผสมนั้น ชีวิตใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วซึ่งไม่ใช่ชีวิตของบิดาหรือมารดา แต่เป็นชีวิตใหม่ของมนุษย์ที่เจริญพัฒนาโดยตัวของตนเอง โดยความเป็นมนุษย์เริ่มต้นที่นี่ วิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมก็ได้รับรองความเป็นจริงข้อนี้ นอกนั้นยังได้ชี้ให้เห็นด้วยว่า ในระยะเริ่มแรกแห่งชีวิตโครงการเจริญพัฒนาชีวิตได้ถูกสร้างขึ้นแล้วในความเป็นบุคคลที่ปัจเจกบุคคลซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นแบบเฉพาะ ดังนั้น ตั้งแต่เกิดการปฏิสนธิชีวิตมนุษย์ได้เริ่มขึ้น ซึ่งการพัฒนาความสามารถนั้นต้องการเวลาในความพร้อมที่จะปฏิบัติเยี่ยงบุคคล” [เทียบ EV ข้อที่ 60 อ้างเอกสารจากกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ เรื่องการทำแท้ง ใน ASS 66 (1974) ข้อที่ 738 และ เทียบ ธรรมนูญใหม่ฯ ข้อ 51]

          ตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า สถานภาพความเป็นบุคคลของทารกที่อยู่ในครรภ์มีความสำคัญอย่างมาก สำหรับการใช้เป็นข้ออ้างอิงในการปกป้องชีวิตของเขา ซึ่งในขณะที่เกิดการปฏิสนธินั้นชีวิตใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วและพร้อมที่จะพัฒนาโดยตัวของตนเอง ซึ่งต้องการเวลาในความพร้อมที่จะปฏิบัติเยี่ยงบุคคล และจากความคิดในปัจจุบันที่เน้นว่า เฉพาะบุคคลเท่านั้นที่ได้รับการปกป้องศักดิ์ศรี และสิทธิขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะจากกฎหมายบ้านเมืองที่มีบทลงโทษ และที่เน้นว่าการให้คำนิยามความหมายของความเป็นบุคคลก็แตกต่างกันไป แล้วแต่มาตรการที่ใช้วัดความเป็นบุคคล ซึ่งไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้สำหรับทารกที่อยู่ในครรภ์ ในเรื่องนี้จำเป็นต้องพิจารณาดูว่าคำนิยามความหมายของความเป็นบุคคลจากมิติต่าง ๆ มีข้อบกพร่องอย่างไร เมื่อใช้ประยุกต์กับสถานภาพของทารกในครรภ์ นอกจากนั้น การให้คำนิยามความหมายของความเป็นบุคคลที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบบูรณาการ (integral) ยังคงเป็นความพยายามที่กำลังแสวงหากันอยู่

4. ความขัดแย้งของมโนธรรมต่อกฎหมายการทำแท้งที่ผิดศีลธรรม

กฎหมายบ้านเมืองที่มีผลบังคับใช้ในการปฏิบัติในสังคมและมีบทลงโทษ สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนซึ่งมีลักษณะที่เป็นรูปธรรม (concrete) มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของกฎหมายดังกล่าวคือ สามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติได้โดยตรง แต่ข้อเสียคือ ความไม่สมบูรณ์ของกฎหมาย กล่าวคือ โดยธรรมชาติกฎหมายบ้านเมืองมักจะมีช่องว่างอยู่เสมอ เพราะผู้ที่มีอำนาจออกกฎหมายไม่สามารถบัญญัติกฎหมายให้ครอบคลุมความเป็นศีลธรรมในทุกสถานการณ์โดยที่ไม่มีข้อยกเว้นได้ ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและเข้ากับสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

กฎหมายบ้านเมืองที่สอดคล้องกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติเท่านั้น จึงจะสามารถมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้ากฎหมายขัดกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติก็จะขาดอำนาจความเป็นกฎหมายในทันที และโดยธรรมชาติแล้วไม่มีกฎหมายฉบับใดที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วน (imperfect law) เพราะกฎหมายไม่สามารถครอบคลุมคุณค่าศีลธรรม (moral values) ที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน เพราะช่องว่างของกฎหมาย ดังนั้น ในสถานการณ์ที่กฎหมายมีช่องว่าง ประชาชนที่อยู่ในสังคมที่เป็นผู้มีความรับผิดชอบจำต้องประยุกต์คุณธรรม epikeia ซึ่งเป็นคุณธรรมที่มุ่งปฏิบัติตามเจตนารมณ์หรือจุดมุ่งหมายของกฎหมาย (spirit of the law) มากกว่าที่จะปฏิบัติตามกฎหมายตามตัวอักษร (letter of the law)

นอกจากกฎหมายบ้านเมืองจะมีช่องว่างและไม่ยุติธรรมแล้ว (unjust law) กฎหมายอาจจะผิดศีลธรรม (immoral law) ก็ได้ ถ้ากฎหมายดังกล่าวขัดกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติ (natural moral law) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน เช่น การทำแท้ง ซึ่งขัดกับสิทธิในการถือกำเนิด การุณยฆาตซึ่งขัดกับสิทธิในการมีชีวิตอยู่ การค้ามนุษย์ซึ่งขัดกับสิทธิในการดำเนินชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี เป็นต้น

ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 (ที่เป็นกฎหมายที่ใช้มานานถึง 52 ปี) ขัดกับรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 28 “บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของตนเอง” จนนำไปสู่การร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้แท้งลูก และเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และขั้นต่อไปจะมีการส่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้วจึงเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยด่วน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ก่อนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 จึงเป็นการบัญญัติกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดโอกาสให้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้จึงเป็นกฎหมายที่ผิดศีลธรรม เพราะขัดกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติ ที่ชีวิตมนุษย์ควรได้รับการเคารพและไม่สามารถละเมิดได้ตั้งแต่การปฏิสนธิ

5. มโนธรรมของคริสตชนในการเผชิญหน้ากับกฎหมายที่ผิดศีลธรรม

คำสอนของพระศาสนจักรสอนว่า มนุษย์ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของมโนธรรมของตนเอง สังฆธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง พระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่ “ความปีติยินดีและความหวัง” (Gaudium et Spes) ข้อที่ 16 กล่าวถึงธรรมชาติของมโนธรรมไว้ว่า “มนุษย์ค้นพบว่า ในส่วนลึกของมโนธรรมมีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ตนไม่ได้เป็นผู้กำหนดให้เพื่อตนเอง แต่เขาต้องเชื่อฟัง และเสียงของกฎนี้เชิญชวนเขาอยู่ตลอดเวลาให้ทำความดีและหลีกหนีความชั่ว และเมื่อใดถึงเวลาที่จำเป็นกระซิบอยู่ในหูของหัวใจว่า “จงทำการนี้ จงหลีกเลี่ยงการนั้น” อันที่จริง มนุษย์มีกฎที่พระเจ้าทรงจารึกไว้ในใจของตน การเชื่อฟังกฎนี้จึงเป็นศักดิ์ศรีของเขา และเขาก็จะถูกพิพากษาตัดสินตามกฎนี้” (เทียบ รม. 2: 14-16) และยังกล่าวต่อไปว่า “มโนธรรมเป็นจุดลึกลับและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของมนุษย์ ที่จุดนี้ มนุษย์อยู่เป็นส่วนตัวเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ซึ่งตรัสกับเขาในส่วนลึกของจิตใจ มโนธรรมทำให้กฎนี้ปรากฏแจ้งอย่างน่าพิศวงว่า การปฏิบัติตามกฎอย่างสมบูรณ์ คือ ความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ คริสตชนจึงพยายามแสวงหาความจริงร่วมกับเพื่อนมนุษย์โดยความซื่อสัตย์ต่อมโนธรรม” ด้วยเหตุนี้เอง จึงสังเกตได้ว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์อยู่ที่การตัดสินใจกระทำตามคำสั่งของมโนธรรมของตนเอง

ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้แท้งลูกเป็นกฎหมายบ้านเมืองที่ผิดศีลธรรม (immoral law) เพราะขัดกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติ กฎหมายบ้านเมืองที่ถูกต้องสอดคล้องกับกฎศีลธรรมธรรมชาติเท่านั้น จึงมีผลบังคับต่อมโนธรรม และกฎหมายที่ผิดศีลธรรมจึงไม่มีผลบังคับต่อมโนธรรมของประชาชนและไม่ต้องปฏิบัติตาม ประชาชนที่มีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบ จำต้องต่อต้านกฎหมายที่ผิดศีลธรรมอย่างแข็งขัน โดยมีลำดับของความเข้มข้น โดยเริ่มจากการปฏิเสธในการให้ร่วมมือจนถึงขั้นการชุมนุมประท้วงโดยสันติวิธี ซึ่งการยอมสู้ทน (tolerance) หรืออหิงสาเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับบุคคลที่อยู่ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะต่อกฎหมายบ้านเมืองที่ผิดศีลธรรม

การตัดสินมโนธรรมของคริสตชนที่เผชิญกับกฎหมายที่ผิดศีลธรรม ในหนังสือกิจการอัครสาวกนักบุญเปโตรกล่าวว่า “ควรที่จะเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์” (เทียบ กจ 5:29) ซึ่งในสมัยอัครสาวกถือว่าการนอบน้อมเชื่อฟังพระเจ้าเป็นการตัดสินใจในระดับมโนธรรมของตน ในสถานการณ์แห่งความขัดแย้งระหว่างมโนธรรมกับกฎหมายที่ผิดศีลธรรม คริสตชนและมนุษย์ทุกคนจำต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของมโนธรรมของตนเอง

นอกนั้น ธรรมนูญใหม่ฯ ข้อที่ 59 กล่าวถึงการคัดค้านที่เกิดจากมโนธรรมเมื่อมีกฎหมายทำแท้งว่า “เมื่อกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้ ผู้ทำงานด้านสุขภาพอนามัยต้อง ‘ปฏิเสธอย่างสุภาพแต่หนักแน่น’ มนุษย์ไม่สามารถเชื่อฟังกฎหมายที่ผิดศีลธรรม เช่น กรณีของกฎหมายที่อนุญาตให้ทำแท้งได้ตามหลักการที่ว่าการทำแท้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจละเมิดชีวิตมนุษย์ที่ทำลายไม่ได้ เพราะกฎของพระเจ้าที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตต้องมาก่อนกฎหมายใด ๆ ของมนุษย์ เมื่อกฎหมายของมนุษย์ขัดแย้งกับมโนธรรมต้องยืนยันถึงสิทธิประการแรกและความเป็นเลิศสูงสุดของบัญญัติของพระเจ้า ‘เราต้องนบนอบเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์’ (กจ 5:29)” (เทียบ ธรรมนูญใหม่ฯ ข้อ 59)

6. แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ

บทสรุปในแนวทางการปฏิบัติสำหรับบรรดาผู้ที่ทำงานด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล สำหรับแพทย์ พยาบาล และผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง จากสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลกในปี ค.ศ. 1974 สามารถสรุปเนื้อหาได้ดังต่อไปนี้

  1. โรงพยาบาลคาทอลิกไม่สามารถให้การบริการการทำแท้งได้ ไม่ว่ากฎหมายจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม และพวกเขาก็ไม่สามารถร่วมมือในการให้บริการดังกล่าวได้แม้แต่การร่วมมือในด้านการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือ (material cooperation)
  2. แพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพที่ทำงานในแผนกซึ่งให้การบริการการทำแท้งในโรงพยาบาลที่ไม่ใช่ของคาทอลิก ไม่สามารถปฏิบัติงานในแผนกนี้อย่างผู้ที่มีมโนธรรมถูกต้องได้
  3. แพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพควรที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อสาธารณชนในความเชื่อแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต ความเป็นของบุคคลทั้งครบ คุณค่าของชีวิตในทุกขั้นตอน และการมีความเมตตากรุณาต่อผู้เจ็บป่วย
  4. แพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพควรร่วมลงชื่อด้วยมโนธรรมของตน ในการปฏิเสธให้ความร่วมมือต่อสถานพยาบาลที่มีการทำแท้ง
  5. การทำแท้งเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอย่างหนัก โรงพยาบาลคาทอลิกที่ให้บริการทำแท้งหรือรับบริการการทำแท้งหรือชักชวนให้ผู้อื่นทำแท้ง ก็ได้กระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อมนุษย์ซึ่งขัดกับพระบัญญัติแห่งความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์
  6. การให้ความร่วมมือในการทำแท้งถึงแม้ว่าจะเป็นการร่วมมือประเภทจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือให้พร้อมก่อนล่วงหน้า (the remote material cooperation) แต่เพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่อ คริสตชนพยาบาลควรหลีกเลี่ยงในการกระทำนั้น ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะไม่เป็นสิ่งชั่วในตัวมันเองก็ตาม
  7. กฎหมายของพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1398 กล่าวถึงผู้ที่กระทำหรือได้รับการกระทำหรือชักชวนให้ผู้อื่นกระทำแท้งด้วยความสมัครใจว่า เขาตัดตนเองออกจากพระศาสนจักรโดยอัตโนมัติ (automatic excommunication) โดยที่จุดประสงค์ของการขับออกจากพระศาสนจักรนี้ ก็เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงธรรมเนียมของคริสตชนในสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่ประกาศว่า “การทำแท้ง การฆ่าทารก เป็นการฆาตกรรมที่ไม่มีข้อโต้แย้ง” แต่แน่นอนที่สุดการตัดตนเองออกจากพระศาสนจักรนี้ใช้กับผู้ที่กระทำการนี้ด้วยความรู้ตัวและด้วยความเต็มใจในการกระทำผิด แต่พวกเขาสามารถกลับคืนสู่พระ ศาสนจักรได้อีก ในการกลับใจ ในศีลอภัยบาป ในการเป็นทุกข์เสียใจ เพราะพระศาสนจักรต้องการความรอดพ้นของวิญญาณเหนือสิ่งอื่นใด

บรรณานุกรม

  1. Catechism of the Catholic Church, 2258. 
  2. Congregation for the Doctrine of the Faith, Instruction Dignitas personae. On Certain Bioethical Questions (September 8, 2008) AAS 100 (2008).
  3. Congregation for the Doctrine of the Faith, Declaration on Procured Abortion(18 November 1974), Nos. 12-13: AAS 66 (1974), 738. 
  4. Congregation for the Doctrine of the Faith, Instruction on Respect for Human Life in its Origin and on the Dignity of Procreation Donum Vitae(22 February 1987), I, No. 1: AAS 80 (1988), 78-79.
  5. John Paul II, Evangelium Vitae. Encyclical Letter of Pope John Paul II on the Value and Inviolability of Human Life. (March 25, 1995) AAS 87 (1995).
  6. John Paul II, Veritatis Splendor, Encyclical Letter of Pope John Paul II Regarding Certain Fundamental Questions of the Church’s role in moral Teaching. (August 1993)
  7. Second Vatican Council, Pastoral Constitution on the Church in the Modern WorldGaudium et Spes.
  8. Pontifical Council for Pastoral Assistance to Health Care Workers, New Charter for Health Care Workers. The National Catholic Bioethics Center : Philadelphia 2017.
  9. สมณสภาเพื่อช่วยเหลืองานอภิบาลสำหรับผู้ทำงานด้านการดูแลสุขภาพอนามัย ธรรมนูญใหม่สำหรับผู้ทำงานด้านการดูแลสุขภาพอนามัย, ส สยามออฟเซ็ท : กรุงเทพฯ 2563

โดย บาทหลวง ดร.เชิดชัย เลิศจิตรเลขา คณะกรรมการที่ปรึกษาเทววิทยา ในสภาประมุขบาทหลวงฯ

คุณพ่ออัตตีลีโอ เด บัตติสตี

คุณพ่ออัตตีลีโอ เด บัตติสตี

8 มกราคม 2021

คุณพ่ออัตติลิโอ เด บัตติสตี เคยเป็นธรรมทูตที่ประเทศเอควาดอร์ (ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้) 12 ปี ประมาณ ค.ศ. 1996 -2008 ก่อนมาประเทศไทย และมาที่สังฆมณทลเชียงใหม่

อยู่สังฆมณฑลเชียงใหม่ 12 ปี (2008 – 2021) เคยเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนักบุญฟรังซิส อัสซีซี ตั้งแต่ ค.ศ. 2017 – 3 มกราคม 2021

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม ได้มีพิธีต้อนรับคุณพ่อ เฟอร์ดินานโด ปิสตอเร มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส และอำลา คุณพ่ออัตติลิโอ ซึ่งจะเดินทางกลับสังฆมณฑลปาดัว ประเทศอิตาลี ใน คืนวันที่ 9 มกราคม 2021 และคุณพ่อ บรูโน ซอปเปลซา เป็นเจ้าอาวาส

เช้าวันนี้ คุณพ่ออัตติลิโอ มาลาผม และพระสงฆ์ที่สำนักมิสซัง ขอบคุณคุณพ่ออย่างมากนะครับ

ขอพระอวยพร และคุ้มครองให้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

(ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์)

เสกวัดอัครเทวดาคาเบรียล

เสกวัดอัครเทวดาคาเบรียล

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เขตวัดนักบุญเยโนเวฟา (เสาหิน) ได้จัดให้มีพิธีเสกวัดอัครเทวดาคาเบรียล บ้าน”จอซิเดอร์” โดยได้รับเกียรติจากคุณพ่อบุญเลิศ สร้างกุศลในพสุธา อุปสังฆราช เป็นประธานในพิธี พร้อมกับคุณพ่อคำมา อำไพพิพัฒน์ อดีตเจ้าอาวาส ได้มาร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย สำหรับเขตวัดนักบุญเยโนเวฟา เป็นเขตวัดที่การเดินทางคมนาคมลำบากที่สุดเขตวัดหนึ่งอยู่ติดชายแดนไทยเมียนมาร์ ที่ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนใหญ่การออกเยี่ยมกลุ่มคริสตชนตามหมู่บ้านต่างๆ นั้นจะอาศัยเดินเท้าเข้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ เนื่องจากยังไม่มีทางรถยนต์เชื่อมแต่ละหมู่บ้าน รวมทั้งยังไม่มีระบบไฟฟ้าเข้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ

ปัจจุบันมีคุณพ่อยอแซฟ จตุพงษ์ โชคบวรสกุล เป็นเจ้าอาวาส ข้อมูลสถิติปี ค.ศ. 2018 มีคาทอลิก 818 คน กำลังเรียนคำสอนเตรียมรับศีลล้างบาป 10 คน และยังมีพี่น้องที่สนใจอีกจำนวนมาก ซึ่งยังเป็นเขตพื้นที่เป้าหมายและความหวังในการประกาศข่าวดีต่อไป

(คุณพ่อณรงค์ชัย หมั่นศึกษา)

ประวัติคริสตชนหมู่บ้าน"จอซิเดอร์"

เดิมทีนับถือประเภณีเดิม (Auf qai) ปัจจุบันมีนับถือประเพณีเดิม คาทอลิก และโปรแตสแตนท์ สำหรับผู้ที่กลับมาเป็นคาทอลิกคนแรกคือนายหม่อจ่า ซึ่งเป็นคาทอลิกรับศีลล้างบาปมาก่อนแล้ว ได้อพยพมาจากหมู่บ้านผ่าปุ๊ รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมาร์

ต่อมานายส่าขู่แฮ ซึ่งเป็นคาทอลิกรับศีลล้างบาปจากเมียนมาร์ มาจากหมู่บ้านผ่าปุ๊ เช่นเดียวกัน ได้ติดตามมาอยู่ด้วยที่หมู่บ้านจอซิเดอร์ หลังจากนั้นนางหน่อเซพอ และครอบครัว ซึ่งอยู่ที่หมู่บ้านจอซีเดอร์นี้ ได้สมัครเข้ามาเรียนคำสอนและรับศีลล้างบาป โดยมีคุณพ่อจากประเทศเมียนมาร์ได้ส่งครูคำสอนมาโปรดศีลล้างบาปแทน และหลังจากนั้นคุณพ่อจากเมียนมาร์ได้มาเยี่ยมเยียนกลุ่มคริสตชนที่หมู่บ้านนี้หลายครั้ง รวมทั้งได้จัดฉลองคริสต์มาสและปัสกาด้วย (เนื่องจากหมู่บ้านจอซีเดอร์นี้อยู่ติดชายแดนไทยเมียนมาร์ ทำให้คุณพ่อในเขตพื้นที่ได้มาติดตามเยี่ยมเยียนกลุ่มคริสตชนที่ย้ายถิ่นฐานต่างๆ และการแพร่ธรรมฝั่งไทยยังเข้าไปไม่ถึง)

พระสงฆ์ไทยที่เข้าไปทำงานในพื้นที่เสาหิน

ก่อนปี ค.ศ. 2000 มีคุณพ่อสมพงษ์ กัมพลกูล ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดนักบุญเปาโล แม่สะเรียง ได้เข้าไปเยี่ยมเยียนกลุ่มคริสตชนที่เขตเสาหินนี้และประกอบพิธีศีลล้างบาปให้กับพี่น้องคริสตชนหลายคน จากนั้นได้มีคุณพ่อทูน ประภาสสันต์ ซึ่งเป็นเจ้าวัดเขตวัดนักบุญเปโตร แม่ลาน้อย ได้เข้าไปเยี่ยมเยียนและโปรดศีลล้างบาปให้กับกลุ่มคริสตชนหลายคน จากนั้น ปี ค.ศ. 2000 คุณพ่อได้สร้างวัดหลังแรกด้วยไม้และไม่ไผ่มุงหลังคาสังกะสี โดยความร่วมมือของพี่น้องคริสตชนในหมู่บ้าน และตั้งชื่อว่าวัดอัครเทวดาคาเบรียล และเสกโดยคุณพ่อทูน ประภาสสันต์ เจ้าวัดในขณะนั้น

ต่อมา ปี ค.ศ. 2005 คุณพ่อคำมา อำไพพิพัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้าวัดเขตวัดนักบุญเปโตร แม่ลาน้อย และได้เข้าไปรับผิดชอบเยี่ยมเยียนกลุ่มคริสตชนในโซนตำบลเสาหินนี้เป็นประจำ จนถึงปี ค.ศ. 2009 จึงได้เสนอให้สังฆมณฑลได้จัดตั้งเป็นเขตวัดทางการแยกออกจากเขตวัดนักบุญเปโตร แม่ลาน้อย สังฆมณฑลฯ โดยความเห็นชอบของสภาสงฆ์ และพระคุณเจ้าได้ประกาศให้เป็นเขตวัดเป็นทางการโดยตั้งวัดนักบุญเยโนเวฟา บ้านนาป่าแป๋ ตำบลเสาหิน เป็นวัดศูนย์กลาง โดยมีคุณพ่อคำมา อำไพพิพัฒน์ เป็นเจ้าวัดทางการองค์แรก

ปี ค.ศ. 2025 นายหม่อแจลอย ธรรมวินิสกุล หัวหน้าคริสตชน ได้จัดเตรียมไม้ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจัดสร้างวัดหลัหใม่ เนื่องจากวัดหลังเก่าถูกปลวกกินและทรุดโทรมไปมากแล้ว แต่ยังไม่ทันได้สร้างได้เกิดไฟไหม้บ้านรวมทั้งไม้ที่ได้จัดเตรียมไว้เสียหายจนหมด

ปี ค.ศ. 2016 คุณพ่อจตุพงษ์ โชคบวรสกุล ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าวัดรับผิดชอบเขตวัดนักบุญเยโนเวฟา และวัดสาขารวมทั้งหมู่บ้านจอซีเดอร์ด้วย จากนั้นนายหม่อแจลอย ธรรมวินิสกุล หัวหน้าคริสตชนยังตั้งใจที่จะจัดสร้างวัดประจำหมู่บ้านให้ได้จนถึงปี ค.ศ. 2020 ได้มีการจัดเตรียมไม้อีกครั้งหนึ่งและได้ปรึกษากับคุณพ่อจตุพงษ์ โชคบวรสกุล เจ้าวัด เพื่อช่วยกันสร้างวัดอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดบรรดาคริสตชนในหมู่บ้านได้ลงมือช่วยกันสร้างกันเอง โดยที่คุณพ่อยังไม่ทันมาดู ในที่สุดเมื่อคุณพ่อเข้าไปดูรายละเอียดแล้วได้มีการแก้ไขบางส่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ และได้บอกบุญจากเพื่อนพระสงฆ์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ในรุ่นเดียวกัน และคุณพ่อพรศักดิ์ ชื่นจิตอภิรมย์ ได้ให้การสนับสนุน 40,000 บาท และผ่านทางคุณพ่อไพศาล เต็มอรุณรุ้ง 10,000 บาท และอีกส่วนหนึ่งพี่น้องคริสตชนในหมู่บ้านได้ช่วยกันทั้งปัจจัยและแรงงานด้วย การก่อสร้างได้แล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2020 และจัดให้มีพิธีเสกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2020 โดยคุณพ่อบุญเลิศ สร้างกุศลในพสุธา อุปสังฆราช

ปัจจุบันที่วัดอัครเทวดาคาเบรียล บ้านจอซีเดอร์ นี้มีคาทอลิก 5 ครอบครัว รับศีลล้างบาปแล้ว 37 คน กำลังเรียนคำสอนเพื่อเตรียมรับศีลล้างบาป 2 คน

ที่ ชม.211/2020 เรื่อง ขอยกเลิกการประชุมพระสงฆ์ ประจําเดือนธันวาคม ค.ศ.2020

เรื่อง ขอยกเลิกการประชุมพระสงฆ์ ประจําเดือนธันวาคม ค.ศ.2020

ที่ ชม.211/2020
วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2563

เรื่อง ขอยกเลิกการประชุมพระสงฆ์ ประจําเดือนธันวาคม ค.ศ.2020 และงานฉลองศาสนนามฯพณฯ วีระ

เรียน พระคุณเจ้า พระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิงและพี่น้องสัตบุรุษทุกท่าน

          ด้วยจากการรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน การควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รายงานสถานการณ์พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายใหม่ เป็นหญิงวัย 29 ปี ในจังหวัดเชียงใหม่ จากการสอบสวนทราบว่าได้เดินทางกลับจากทํางานที่ประเทศเมียนมา ลักลอบเดินทางเข้าไทยผ่านพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีกลุ่มสัมผัสเสี่ยงทั้งพื้นที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ รวม 326 ราย แบ่งเป็นเสี่ยงสูง 105 ราย เสี่ยงต่ำ 149 รายและผู้สัมผัสอื่นๆ 72 ราย ทั้งนี้อยู่ระหว่าง ดําเนินการติดตามผู้สัมผัสมาตรวจหาเชื้อต่อไป

           จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทางสังฆมณฑลเชียงใหม่ จึงขอยกเลิกการประชุมคณะกรรมการ บริหาร คณะกรรมการที่ปรึกษา/การประชุมพระสงฆ์ ประจําเดือนธันวาคม ค.ศ. 2020 และงานฉลองศาสนนาม ฯพณฯ ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์

           จึงเรียนมาเพื่อทราบ


เคารพรักในพระคริสตเจ้า
(คุณพ่อยอแซฟ ศราวุธ แฮทู)
เลขาธิการสังฆมณฑลเชียงใหม่


สําเนาเรียน
พระสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์

ประชุมการประกาศข่าวดีในวัฒนธรรม

ประชุมการประกาศข่าวดีในวัฒนธรรม

สืบเนื่องจากการเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ระหว่าง 20-23 พฤศจิกายน ค.ศ.2019 ทั้งจากบทเทศน์  และพระกระแสสมณดำรัส  พระองค์ตรัสย้ำเตือนใจหลายครั้งเกี่ยวกับการประกาศข่าวดีในวัฒนธรรม  และสมณสภาเพื่อส่งเสริมการประกาศข่าวดีใหม่ได้ออกคู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่ ( มิถุนายน 2020) เป็นพิเศษข้อ 42-47    มงซินญอร์  วิษณุ ธัญญอนันต์  รองเลขาธิการสภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย  จึงได้ประสานงานจัดประชุมวันที่ 20 พฤศจิกายน 2020 ณ  ตึกของสภาฯ  ซอยนนทรี 14 กรุงเทพ มีผู้ร่วมประชุม 15 คน

            พระคุณเจ้า ชูศักดิ์  สิริสุทธิ์  ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อศาสนสัมพันธ์  และคริสตศาสนจักรสัมพันธ์  ได้บรรยายสาระสำคัญของการประกาศข่าวดี  และการอยู่ในวัฒนธรรม (Inculturation)  ตามคำสอนของพระศาสนจักร  จากเอกสาร 8 ฉบับ  ตั้งแต่ งานธรรมทูตแห่งพระศาสนจักร (1965) พระศาสนจักรในโลกสมัยนี้ (1965) การประกาศพระวรสารในโลกสมัยใหม่ (1975) พระพันธกิจขององค์พระผู้ไถ่ (1990) พระศาสนจักรในเอเชีย (1999)  2000 ปีของการประกาศพระวรสาร  โดยคุณพ่อโรแบรต์  โกสเต (MEP) ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร (2013) และกฤษฎีกาสมัชชาใหญ่ของพระศาสนจักรคาทอลิกไทย ค.ศ. 2015 (2017) และมงซินญอร์  ได้แปลคู่มือการสอนคำสอนเล่มใหม่ (2020) ข้อ 42-47 เป็นข้อมูลเพิ่ม

เราประทับใจมาก  เป็นพิเศษ  คำแนะนำ จากสมณกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อถึงพระสังฆราชในเขตมิสซัง (ค.ศ. 1659) และคำแนะนำของพระสังฆราชหลุยส์ ลาโน (ค.ศ. 1681)

            คุณพ่อ นิพจน์  เทียนวิหาร  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย  และฝึกอบรมศาสนา  และวัฒนธรรม เชียงใหม่  จากประสบการณ์ชีวิตสงฆ์มากกว่า 40 ปี  การทำงานร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัย  ด้าน ชาติพันธุ์ศึกษา  เทววิทยาเรื่องข้าว  กองบุญข้าว  ข้อคิด  ข้าว 9 เม็ด  เอาข้าวมาล้อมสตางค์

            คุณพ่อประยูร  พงษ์พิศ  แผนกศาสนสัมพันธ์  คริสตจักรสัมพันธ์  แผนกวัฒนธรรมอีสาน  และแผนกมรดกวัฒนธรรม  ของอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง  ได้แบ่งปัน  3 ประเด็น คือ

  1. การฝึกจิต โต้กระแสโลกาภิวัตน์ ละกิเลส
  2. การฟังเขา เพราะมีสมบัติมั่งคั่งมากมายในศาสนาอื่น  เราอย่าโอ้อวด
  3. การอยู่ร่วม อยู่ในวัฒนธรรม อยู่กับชาวบ้าน  แบบคุณพ่อฟิล  ธรรมทูตฟิลิปปินส์

            คุณพ่อสมเกียรติ  บุญอนันตบุตร  ผู้จัดการแผนกศาสนสัมพันธ์ และคริสตศาสนจักรสัมพันธ์  อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ  ได้เสนอให้พิจารณาทำ  แนวทางปฏิบัติแก่สัตบุรุษในวัฒนธรรมร่วมสมัย  ที่คุณพ่อไพศาล  อานามวัฒน์  ได้เคยจัดพิมพ์ไว้

            คุณพ่อเชษฐา  ไชยเดช  อาจารย์พิธีกรรม  วิทยาลัยแสงธรรม  ได้กล่าวถึงหนังสือพิธีกรรม เล่ม 4 ของคุณพ่อสำราญ  วงศ์เสงี่ยม  วิทยาลัยแสงธรรมจัดพิมพ์ (ตุลาคม พ.ศ. 2523/ค.ศ.1980)  เรื่อง  การนำวัฒนธรรมไทยมาดัดแปลงในพิธีกรรมโรมันคาทอลิก

            ขอขอบคุณแมร์มีเรียม กิจเจริญ คณะเซนต์ปอลฯที่ผลักดันให้มีการประชุมเรื่องสำคัญนี้  ขอบคุณพระคุณเจ้า  ชูศักดิ์  สิริสุทธิ์  ได้บรรยาย 100 นาที  ปลุกจิตสำนึกของเรา และยินดีเป็นวิทยากรแก่ครูคำสอน  และผู้สนใจการประกาศข่าวดีในวัฒนธรรมในโอกาสต่อไป

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์

วันเสกสุสานพระหฤทัย เชียงใหม่

วันเสกสุสานพระหฤทัย เชียงใหม่

2 พฤศจิกายน 2020

เป็นธรรมเนียมของเราคริสตชนคาทอลิก วันที่ 1 พฤศจิกายน สมโภชนักบุญทั้งหลาย และ วันที่ 2 พฤศจิกายน ระลึกถึงผู้ล่วงลับ หรือวิญญาณในไฟชำระ
บางคนเปรียบชีวิตคือการเดินทาง แต่มนุษย์ควรรู้ เป้าหมายชีวิต คืออาณาจักรสวรรค์ ชีวิตในโลกนี้จึงเป็นการเดินทางสู่ชีวิตนิรันดร์
 
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ในสมณลิขิตเตือนใจ “จงชื่นชมยินดีเถิด” เกี่ยวกับการเรียกไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ในโลกปัจจุบัน ข้อ 94-95 กล่าวถึงคำสอนของพระเยซูเจ้า 2 เรื่องคือ
 
1. ความสุขแท้ 8 ประการคือ ใจยากจน อ่อนโยน ทุกข์โศก กระหายความชอบธรรม เมตตา
ใจบริสุทธิ์ สร้างสันติ และผู้ถูกเบียดเบียนข่มเห่งเพราะความชอบธรรม… เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา (มธ.5:3-12)
 
2. บรรทัดฐานที่ยิ่งใหญ่ “ถ้าเราแสวงหาความศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นที่พึงพอใจในสายพระเนตรของพระเจ้า หลักเกณฑ์ ที่พระองค์จะตัดสิน คือ “ เพราะว่าเมื่อเราหิว ท่านก็ให้เรากิน เรากระหายท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่ เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุกท่านก็มาหา” (มธ 25. 31-46)
 
ในเดือนพฤศจิกายน 2020 ทั้งเดือน เรารับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ โดย
 
1. เยี่ยมสุสาน และสวดวันละครั้ง
2. โดยเยี่ยมวัด สวดบทข้าพเจ้าเชื่อ และข้าแต่พระบิดา
3. สำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้ไม่สามารถออกจากบ้านได้
 
สามารถภาวนาต่อหน้ารูปพระเยซูเจ้า หรือ รูปแม่พระ และรับศีลอภัยบาป รับศีลมาหาสนิท สวดตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปา

กิจกรรมเชื่อมศาสนสัมพันธ์กับพี่น้องโปรเตสแตนต์

กิจกรรมเชื่อมศาสนสัมพันธ์กับพี่น้องโปรเตสแตนต์

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2020
คุณพ่อ บราเดอร์และสล่าไปร่วมกิจกรรมประเพณีวัฒนธรรม
กินข้าวใหม่ของชนเผ่าบ้านเหมืองแร่ ต.แม่คะ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ขอร่วมยินดีกับคณะพระมหาไถ่

ขอร่วมยินดีกับคณะพระมหาไถ่

24 ตุลาคม 2020

แม้ในช่วงปีที่ผ่านมา  สงฆ์อาวุโสของคณะพระมหาไถ่ต้องจากไปถึง  3 คน  แต่วันนี้มี  พระสงฆ์ใหม่ 2 คน  คือ

  • คุณพ่อ โจเซฟ ธนพงษ์  สว่างธรรมกุล      (จังหวัดแม่ฮ่องสอน)
  • คุณพ่อ เจมส์  พีรพัทร  วิจิตรวงศ์              (จังหวัดนครสวรรค์)

พิธีมิสซา  เวลา 10.00 น. ณ  วัดพระมหาไถ่  กรุงเทพ

นักบุญอัลฟอนโซ ตั้งคณะพระมหาไถ่ 288 ปี  และมิชชั่นนารี่  4 ท่าน  มากับเรือ  จากรัฐแคลิฟอร์เนีย  ถึงท่าเรือเกาะสีชัง  วันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 (72 ปี) วันนี้มีสมาชิกประมาณ  55 คน  ในประเทศไทย

ผมมีโอกาสไปคุกเข่าต่อหน้าตู้ศีลมหาสนิท  และรูปพระเยซูเจ้ากางแขนสู่ฟ้า  เตือนใจให้เราต้องรักศีลมหาสนิทยิ่งขึ้น  และอธิฐานภาวนามากขึ้น  “เพราะ ข้าวที่จะเกี่ยวมีมากแต่ คนงานมีน้อย”

ขอบคุณพระเจ้า  ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนสนับสนุนให้มีกระแสเรียกในประเทศไทย

ท่านเป็นสงฆ์นิรันดร์

เพื่อดำเนินชีวิตอยู่ในโลก

โดยมิได้ปรารถนาหาความสุขแบบโลก

เป็นสมาชิกของแต่ละครอบครัว

แต่มิได้เป็นของครอบครัวใด

เพื่อร่วมความทุกข์  กับทุกคน

เพื่อเจาะถึงความลับทุกประการ

เพื่อเยียวยารักษาทุกบาดแผล

เพื่อนำมนุษย์ไปหาพระเจ้า

และถวายคำภาวนาของพวกเขา  แด่พระองค์

เพื่อนำพระพรจากพระเจ้ากลับมาให้มนุษย์

เพื่อนำการอภัย   และความหวัง

โดยมีหัวใจ  ที่รัก เมตตา

และหัวใจที่รักษาความบริสุทธิ์

เพื่อสั่งสอน  และเพื่อให้อภัย

ให้กำลังใจ  และอวยพรเสมอ

ช่างเป็นชีวิตที่รุ่งโรจน์…ของท่าน

พระสงฆ์ของพระเยซูคริสตเจ้า

(ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์)
ขอขอบคุณรูปถ่ายของคุณ Chaiyo Kitkrailard

ปีเลาดาโตซี แก่บุคลากร

ปีเลาดาโต ซี แก่บุคลากร

23  ตุลาคม 2020  ที่โรงเรียนอรุโณทัย ลำปาง  ซิสเตอร์ พรรณี  ภู่เรือนหงส์   คณะพระหฤทัยฯ ได้จัด  สัมมนาแก่บุคลากรในความดูแลของซิสเตอร์คณะพระหฤทัย  เขต 7 จำนวน 159 คน

บุคลากร  จากโรงเรียนในเครือคณะพระหฤทัย

โรงเรียนอรุโณทัย  ลำปาง                          9    คน

บ้านสวนพระหฤทัยลำปาง                       27    คน

วัดนักบุญยอแซฟ  แพร่                           11   คน

บ้านพระหฤทัย  ล้านนา                           3     คน

บ้านสวรรคโลก                                       5     คน

บ้านพิษณุโลก                                        3     คน

โรงเรียน สวรรคโลก                                 6      คน

โรงเรียนพระหฤทัย  เชียงใหม่                     47   คน

โรงเรียนศิริมาตย์  เทวี                             28   คน

อธิการ และซิสเตอร์                                20  คน

9.45   น.                       คุณพ่ออันเดรส  เริ่มวจนพิธีธรรม
10.15 – 11.30 น.           พระสังฆราชวรีระ  อาภรณ์รัตน์  เลาดาโตซี  “ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กัน”
13.00 – 14.15 น.           เราตอบสนองพระประสงค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสอย่างไรกลับไปจะทำกิจกรรมอะไร

ขอบคุณซิสเตอร์ที่จัดสัมมนา 1 วันตอบสนองนโยบายคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร  ให้เรารักษาธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม  เพื่อเราเอง  และลูกหลาน

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ รายงาน
สิริ เจริญธรรม ถ่ายภาพ

สังฆมณฑลเชียงใหม่จัดงานวันอาหารโลก

สังฆมณฑลเชียงใหม่จัดงานวันอาหารโลก

วันอาทิตย์ที่11 ตุลาคม 2020 ฝ่ายงานสังคมสังฆมณฑลเชียงใหม่ร่วมกับมูลนิธิชาวดอยรู้รักสามัคคี จัดงานวันอาหารโลกที่มูลนิธิชาวดอยรู้รักสามัคคี จอมทองอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โอกาสนี้ได้รับเกียรติจากพระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์วีระ อาภรณ์รัตน์ มุขนายกเขตศาสนปกครองเชัยงใหม่ เป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณและเปิดงานในครั้งนี้ โอกาสนี้พระคุณเจ้าได้ให้ข้อคิดว่า”เราต้องขอบคุณพระเจ้าเสมอที่พระองค์ประทานอาหาร น้ำ ดินฟ้าอากาสให้เราพระองค์เตรียมสิ่งสร้างธรรมชาติให้เราเพื่อดำเนินชีวิต รักพระองค์ เมื่อรักพระองค์ก็ต้องรักแบ่งปันอาหารการกินแก่กันและกันรวมทั้งบำรุงรักษาด้วย เช่นเดียวกันพระสันตะปาปาฟรังซิสได้สมณสาสน์เลาดาโตซีเชิญชวนให้เราตระหนักและรักสิ่งแวดล้อมสิ่งสร้าง และสรรเสริญพระเป็นเจ้าด้วยกัน เพราะพระองค์ดำรงอยู่กับเราในสิ่งสร้างต่างๆ เหล่านี้ เมื่อเราเห็นสิ่งสร้างและธรรมชาติต่างๆให้เราคิดถึงและสรรเสริญพระองค์ที่เลี้ยงดูเรา” เช่นเดียวกัน ภาราดาอนุรักษ์นิธิภัทราภรณ์ ได้ให้ข้อคิดว่า”

เวลาที่เราเห็นธรรมชาติสิ่งสร้างรอบตัวเราให้เราคิดถึงพระเป็นเจ้าว่าพระองค์ประทับอยู่กับเราตลอดเวลาประทานอาหารอากาศสิ่งแวดบ้อมให้เรามีชีวิตและรับใช้พระองค์ในเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลก และรักเคารพธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราต้องอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน แม้เรามีความกบากหลายของชนเผ่าแต่ล้วนมีพระบิดาเดียวกัน ดังนั้นเราต้องสรรเสริญพระเจ้าเสมอที่ประทานธรรมขาติให้เราดังที่พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ออกสมณสาสน์เลาดาโตซี เชิญชวนให้เราสรรเสริญพระเป็นเจ้าที่พระองค์ประทานสิ่งสร้างต่างๆให้เรา คือเมื่อเห็นธรรมชาติแล้วสรรเสริญพระเป็นเจ้าด้ายการดำเนินชีวิตรักและรับใช้ซึ่งกันและกัน”

หลังพิธีบูชาขอบพระคุณมีกิจกรรมฐานเรียนรู้ต่างๆ เช่น ฐานฐานเกษตร, ฐานสมุนไพร, ฐานสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ,ฐานสัมผัสธรรมชาติสิ่งสร้างของพระเจ้าและฟังเสียงธรรมขาติ, ฐานย้อมสีธรรมชาติ และแต่ละชนผ่าแต่ละหมูบ้านได้นำเอาอาหารของแต่ละท้องถิ่นของตนมาให้บริการแก่ผู้มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

(คุณพ่อ ณรงค์ชัย หมั่นศึกษา)