พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า “Fratelli tutti”

พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า "Fratelli tutti"

ณ อัสซีซี เช้าวันที่ 3 ตุลาคม 2020 ที่หน้าหลุมฝังศพของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี
 
พระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ทรงลงพระนามสมณลิขิตที่ชื่อว่า “Fratelli tutti” (เราทั้งผอง พี่น้องกัน) และวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งตรงกับ #วันฉลองนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี เวลาเที่ยงที่อิตาลี ( เวลาห้าโมงเย็นบ้านเรา) สมณลิขิตฉบับนี้
จะได้รับการเผยแพร่เป็นทางการ
 
น่าจะเข้ากับสถานการณ์บ้านเราได้ดี เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อวานนี้พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ให้จดหมายเวียนหรือสมณลิขิต (Encyclical Letter) ฉบับใหม่ ชื่อว่า Fratelli Tutti (ทุกคนหรือเราทั้งผองเป็นพี่น้องกัน) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมณสาสน์เกี่ยวกับสังคมฉบับล่าสุดของพระศาสนจักร
 
ขอแบ่งปันสิ่งที่ได้อ่านคร่าวๆ (เป็นคำแปลแบบไม่เป็นทางการ) เฉพาะข้อ 13-14 ซึ่งพระสันตะปาปาฟรันซิสได้พูดถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ที่สำคัญเข้ากับสถานการณ์ในบ้านเมืองเรา ณ เวลานี้เลยทีเดียว

13. ด้วยเหตุนี้เอง เขาสนับสนุนการทำลายความหมายของประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้เกิดการทำลายรากฐาน การตระหนักถึงการแทรกซึมทางวัฒนธรรมของสิ่งที่เรียกว่า “ทำลายนิยม” ซึ่งให้ทำให้เสรีภาพของมนุษย์แสร้งทำเป็นสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใหม่โดยเริ่มจากศูนย์ เหลือไว้เพียงแค่ความปรารถนาที่จะบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัดและการเพิ่มรูปแบบของปัจเจกนิยมที่หลากหลายมากขึ้นอย่างไร้กรอบกำกับ ในสถานการณ์เช่นนี้เราขอเสนอคำแนะนำที่เราได้เคยให้ไว้กับบรรดาเยาวชนว่า “ถ้าหากคนคนหนึ่งยื่นข้อเสนอประการหนึ่งแก่พวกเธอ และบอกพวกเธอให้เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ ให้มองข้ามประสบการณ์ของผู้อาวุโส ให้ละเลยต่อทุกสิ่งในอดีตและมองเพียงแค่อนาคตที่เขาจะมอบให้แก่พวกเธอ นี่อาจจะไม่ใช่วิธีง่ายๆที่จะดึงดูดพวกเธอด้วยข้อเสนอของเขาเพื่อทำให้พวกเธอปฏิบัติตามในสิ่งที่เขาบอกพวกเธอหรือ? คนๆนั้นต้องการให้พวกเธอว่างเปล่า ไร้รากยึดเหนี่ยว ไม่เชื่อมั่นในสิ่งใดเลย เพื่อพวกเธอจะได้มั่นใจที่จะทำตามคำสัญญาของเขาและตกอยู่ภายใต้แผนการของเขาเท่านั้น อุดมคติของสิ่งที่ต่างกันทำงานในรูปแบบนี้ ซึ่งทำลาย (หรือ ล้มล้าง) ทุกสิ่งที่ต่างจากพวกของตนและด้วยวิธีการนี้เอง เขาสามารถครอบงำได้โดยไม่มีการต่อต้าน และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ พวกเขาจึงต้องการเยาวชนที่เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ เยาวชนที่ปฏิเสธความร่ำรวยทางจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการส่งผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่น เยาวชนที่เมินเฉยต่อทุกสิ่งที่ล่วงหน้าเขามาก่อน

14. มันคือการล่าอาณานิคมเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ เราต้องไม่ลืมว่า “กลุ่มชนผู้แปลกแยกตัวเองออกจากวัฒนธรรมของตนเอง และ (โดยความบ้าคลั่งเชิงการเลียนแบบ, ความรุนแรงที่ถูกยัดเยียดให้, ความไม่ใส่ใจและความเฉื่อยชาที่เกินอภัยได้) ยอมทนให้วิญญาณถูกฉีกทิ้งนั้น ได้สูญเสียอัตลักษณ์ฝ่ายจิตวิญญาณ รวมทั้งรากฐานทางศีลธรรม และในที่สุดสูญเสียเสรีภาพทางอุดมคติ เศรษฐกิจ และการเมือง” วิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำลายมโนธรรมทางประวัติศาสตร์ ความคิดวิเคราะห์ และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและกระบวนการรวมกลุ่มก็คือ การทำให้ความหมายว่างเปล่า และเปลี่ยนคำต่างๆเสียใหม่ ทุกวันนี้ คำว่า ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว หมายความว่าอะไร? คำเหล่านี้ถูกครอบงำและเปลี่ยนรูปเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการครอบครอง ถูกทำให้เป็นชื่อที่ว่างเปล่าไร้เนื้อหา เพื่อจะได้ถูกนำไปใช้สร้างความชอบธรรมให้กับอะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการ

(คุณพ่อบุญธรรม จากอิตาลี)

คำสอน 5 นาที : แผนกิจกรรม เลาดาโตซี 7 ปี

คำสอน 5 นาที : แผนกิจกรรม เลาดาโตซี 7 ปี

แผนกิจกรรมเลาดาโตซี (Laudato Si Action Platform) 7 ปี เริ่มต้น พฤษภาคม ค.ศ.2020 จุดประสงค์เพื่อทำให้ชุมชนทั่วโลกสนใจนิเวศแบบองค์รวม ดูแลรักษาโลก บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

ระหว่าง ปีพิเศษเลาดาโตซี ( 24 พฤษภาคม 2020 – 24 พฤษภาคม 2021) โอกาสครบ 5 ปี ของสมณสาส์น Laudato Si (ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า)ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส แผนกสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติของวาติกัน ได้ประชาสัมพันธ์ แผน 7 ปี ขอความร่วมมือจากสถาบันต่างๆ

1.ครอบครัว
2.สังฆมณฑล
3.โรงเรียน
4.มหาวิทยาลัย
5.โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลสุขภาพ
6.ธุรกิจ ฟาร์มเกษตรกรรม
7.คณะนักบวช ร่วมดำเนินการ 7 ปี มุ่งสู่นิเวศวิทยาแบบองค์รวม
(คนกับสิ่งแวดล้อม)

มาตรฐานวัด นิเวศวิทยาแบบองค์รวม ตามเจตนาของสมณสาส์นเลาดาโตซี
1. การตอบสนองต่อเสียงค่ำครวญของแผ่นดิน (การใช้พลังงานทดแทนที่สะอาด การลดเชื้อเพลิงถ่านหิน เพื่อพิทักษ์ และส่งเสริมความแตกต่างทางชีวภาพ การช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำสะอาดบริโภค ฯลฯ)
2. การตอบสนองต่อเสียงคร่ำครวญของคนจน (ปกป้องชีวิตมนุษย์ตั้งแต่การปฏิสนธิจนสิ้นชีวิต… สนใจช่วยเหลือชนพื้นเมือง ผู้อพยพ เด็กๆที่เสี่ยงต่อการค้าทาส ฯลฯ)
3. เศรษฐศาสตร์ระบบนิเวศ ผลิตผลที่ดี ยุติธรรม มีศีลธรรม ไม่ทำร้ายธรรมชาติ พลังงานทดแทน ฯลฯ
4. การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย การใช้ทรัพยากร และพลังงาน อย่างมีสติ หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกครั้งเดียว ลดการบริโภคเนื้อ การใช้ขนส่งสาธารณะ หลีกเลี่ยงการทำให้อากาศเป็นพิษ ดินเป็นพิษ ฯลฯ
5. สิ่งแวดล้อมศึกษา ช่วยปลูกจิตสำนึกด้านรักษาสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมส่งเสริมการรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แก่เยาวชน ครู และ ผู้นำการศึกษา ฯลฯ
6. จิตวิญญาณเชิงนิเวศ ค้นพบวิสัยทัศน์ด้านศาสนาของสิ่งที่พระเจ้าสร้างสรรค์ สนับสนุนประชาชนให้สัมผัสธรรมชาติ ชื่นชม สรรเสริญ กตัญญู จัดพิธีรักษ์สิ่งสร้าง พัฒนาคำสอนด้านนิเวศ การภาวนา การฟื้นฟูจิตใจ การอบรม ฯลฯ
7. ข้อตกลงในชุมชน และปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อดูแลธรรมชาติ ในระดับท้องถิ่น เขต ระดับชาติ และนานาชาติ (ส่งเสริมการณรรงค์ภาคประชาชน ดูแลรักษาระบบนิเวศในท้องถิ่น ฯลฯ)

การมอบรางวัลเลาดาโตซี เพื่อให้กำลังใจ รับรู้การอุทิศตนที่ดูแลบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน เริ่มในปี ค.ศ. 2021 เป็นต้นไป ในแต่ละปี
1. แก่ผู้นำระดับท้องถิ่น ระดับสากล
2. ครอบครัวที่เด่น
3. สถานบันการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย
4. ชุมชนคริสตชน เขตวัด สังฆมณฑล นักบวช
5. ความคิดริเริ่มเด่นๆของกลุ่มชาวบ้าน และ เยาวชน
6. เศรษฐกิจ ธุรกิจ การดูแลสุขภาพ เกษตรกรรมเด่น
7. การสื่อสารเลาดาโตซี (ผลงานศิลปะ ผลงานวิชาการ ฯลฯ)

“เราทุกคนสามารถร่วมมือ ในฐานะเป็นเครื่องมือของพระเจ้า เพื่อดูแลรักษาธรรมชาติ ตามวัฒนธรรม ประสบการณ์ การมีส่วนร่วม และความสามารถของตน” (โป๊ปฟรังซิส)

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์
แปลจาก ข่าววาติกัน แผนกพัฒนามนุษย์ฯ 25/08/2020

แผนกิจกรรม เลาดาโตซี 7 ปี

แผนกิจกรรม เลาดาโตซี 7 ปี

แผนกิจกรรมเลาดาโตซี  (Laudato Si  Action Platform) 7 ปี  เริ่มต้น พฤษภาคม ค.ศ.2020  จุดประสงค์เพื่อทำให้ชุมชนทั่วโลกสนใจนิเวศแบบองค์รวม ดูแลรักษาโลก  บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

ระหว่าง  ปีพิเศษเลาดาโตซี  ( 24 พฤษภาคม  2020 – 24  พฤษภาคม 2021) โอกาสครบ 5 ปี ของสมณสาส์น Laudato Si (ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า)ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส แผนกสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติของวาติกัน  ได้ประชาสัมพันธ์  แผน 7 ปี ขอความร่วมมือจากสถาบันต่างๆ

  1. ครอบครัว
  2. สังฆมณฑล
  3. โรงเรียน
  4. มหาวิทยาลัย
  5. โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลสุขภาพ
  6. ธุรกิจฟาร์มเกษตรกรรม
  7. คณะนักบวช

ร่วมดำเนินการ  7  ปี  มุ่งสู่นิเวศวิทยาแบบองค์รวม  (คนกับสิ่งแวดล้อม)

            มาตรฐานวัด นิเวศวิทยาแบบองค์รวม ตามเจตนาของสมณสาส์นเลาดาโตซี

  1. การตอบสนองต่อเสียงค่ำครวญของแผ่นดิน (การใช้พลังงานทดแทนที่สะอาด การลดเชื้อเพลิงถ่านหิน  เพื่อพิทักษ์  และส่งเสริมความแตกต่างทางชีวภาพ   การช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำสะอาดบริโภค ฯลฯ)
  2. การตอบสนองต่อเสียงคร่ำครวญของคนจน (ปกป้องชีวิตมนุษย์ตั้งแต่การปฏิสนธิจนสิ้นชีวิต… สนใจช่วยเหลือชนพื้นเมือง  ผู้อพยพ  เด็กๆที่เสี่ยงต่อการค้าทาส ฯลฯ)
  3. เศรษฐศาสตร์ระบบนิเวศ ผลิตผลที่ดี   ยุติธรรม   มีศีลธรรม ไม่ทำร้ายธรรมชาติ   พลังงานทดแทน ฯลฯ
  4. การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย การใช้ทรัพยากร  และพลังงาน  อย่างมีสติ  หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกครั้งเดียว  ลดการบริโภคเนื้อ  การใช้ขนส่งสาธารณะ  หลีกเลี่ยงการทำให้อากาศเป็นพิษ  ดินเป็นพิษ  ฯลฯ
  5. สิ่งแวดล้อมศึกษา ช่วยปลูกจิตสำนึกด้านรักษาสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมส่งเสริมการรักษาธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม  แก่เยาวชน  ครู  และ ผู้นำการศึกษา ฯลฯ
  6. จิตวิญญาณเชิงนิเวศ ค้นพบวิสัยทัศน์ด้านศาสนาของสิ่งที่พระเจ้าสร้างสรรค์ สนับสนุนประชาชนให้สัมผัสธรรมชาติ  ชื่นชม สรรเสริญ  กตัญญู  จัดพิธีรักษ์สิ่งสร้าง   พัฒนาคำสอนด้านนิเวศ  การภาวนา  การฟื้นฟูจิตใจ  การอบรม ฯลฯ
  7. ข้อตกลงในชุมชน และปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม  เพื่อดูแลธรรมชาติ  ในระดับท้องถิ่น  เขต  ระดับชาติ  และนานาชาติ  (ส่งเสริมการณรรงค์ภาคประชาชน  ดูแลรักษาระบบนิเวศในท้องถิ่น ฯลฯ)

การมอบรางวัลเลาดาโตซี   เพื่อให้กำลังใจ  รับรู้การอุทิศตนที่ดูแลบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน  เริ่มในปี ค.ศ. 2021  เป็นต้นไป  ในแต่ละปี

  1. แก่ผู้นำระดับท้องถิ่น ระดับสากล
  2. ครอบครัวที่เด่น
  3. สถานบันการศึกษา โรงเรียน  มหาวิทยาลัย
  4. ชุมชนคริสตชน  เขตวัด  สังฆมณฑล  นักบวช
  5. ความคิดริเริ่มเด่นๆของกลุ่มชาวบ้าน และ เยาวชน
  6. เศรษฐกิจ ธุรกิจ  การดูแลสุขภาพ  เกษตรกรรมเด่น
  7. การสื่อสารเลาดาโตซี (ผลงานศิลปะ  ผลงานวิชาการ ฯลฯ)

            “เราทุกคนสามารถร่วมมือ  ในฐานะเป็นเครื่องมือของพระเจ้า  เพื่อดูแลรักษาธรรมชาติ  ตามวัฒนธรรม  ประสบการณ์  การมีส่วนร่วม  และความสามารถของตน” (โป๊ปฟรังซิส)

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์

แปลจาก ข่าววาติกัน  แผนกพัฒนามนุษย์ฯ  25/08/2020

วาติกันประกาศ แผน 7 ปีส่งเสริมเลาดาโต ซี

วาติกันประกาศ แผน 7 ปีส่งเสริมเลาดาโต ซี

บาทหลวง  โจสตรม  ไอแซค   คูรีธาดัม  ผู้ประสานงานแผนกสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ  ของรัฐวาติกัน  เพื่อส่งเสริมการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม  ได้กล่าวถึงแผน  7 ปีเพื่อส่งเสริมพระสมณสาส์น  เลาดาโตซี  (ขอสรรเสริญองค์พระผู้เจ้า)  เกี่ยวกับการดูแลรักษาโลก  บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

            โครงการนี้จะมีกิจกรรม  และเหตุการณ์ฉลองต่างๆ ที่ชุมชนพระศาสนจักรท้องถิ่น  และกลุ่มต่างๆ ในชุมชนสามารถร่วมมือกัน

            เป้าหมายผู้ร่วมกิจกรรมทั้งชาวคาทอลิก  นักบวช  กลุ่ม – หน่วยงานรัฐ  และสถาบันเอกชนต่างๆ

โครงการพิเศษ  เริ่มปี 2020 นี้  จะมีคลิปวีดีโอสารคดีเกี่ยวกับเลาดาโตซี  ที่เน้นกิจกรรมเด่นๆ  ที่ พิทักษ์สิ่งแวดล้อม

            การสร้างวัดน้อย  และสวนในประเทศต่างๆ   การสร้างเครือข่ายพิทักษ์สิ่งแวดล้อม

            โครงการ 7 ปี  จะมีเป้าหมาย 7 ประการ  วันที่ 18 มิถุนายน 2020  วาติกันพิมพ์เอกสาร  200 หน้า เป็นแนวปฏิบัติ  ส่งเสริมนิเวศ  และดูแลสิ่งสร้าง  หัวข้อคือ  การก้าวเดินร่วมกันเพื่อรักษาบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน”

พระศาสนจักรคาทอลิก  กำลังสร้างเครือข่ายของ “เลาดาโตซี” ขยายงานทุกปี เพื่อรักษาธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม  ตามที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้กล่าวในสมณสาส์น   ทรงต้องการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสิ่งแวดล้อมและนิเวศด้านสังคม   ทรงเชิญทุกคนให้เป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งดูแลพี่น้องร่วมโลก คือความยุติธรรมสังคม

ภาวะขาดอาหาร  อากาศเสีย  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ  และความไม่เสมอภาค  กำลังฆ่าประชาชนทุกวัน  ทุกคนจำเป็นต้องกลับใจด้านนิเวศของโลก  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

พระองค์ทรงตั้งกลุ่มทำงาน 7 กลุ่ม  ทำงานใน 7 ปีนี้  เช่นครอบครัว  โรงเรียน  มหาวิทยาลัย  สังฆมณฑล  นักบวช  แผนกสุขภาพอานามัย  และหน่วยงานเกษตรกรรม

โดยรวม  เราจะศึกษาคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร  และความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียว  สมเด็จพระสันตะปาปาต้องการเชื่อมหน่วยงานธุรกิจ  และรัฐบาล  เพื่อร่วมมือกันสร้างเครือข่าย  ส่งเสริมสนับสนุนวิสัยทัศน์  เลาดาโตซี

ฟ.วีระ   อาภรณ์รัตน์
แปลจาก  LaCroix International
11/6/2020

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2020

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2020

เปโตรมีความเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ไถ่และเป็นพระบุตรของพระเจ้า

พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงไตร่ตรองพระวรสารของวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2020 ก่อนสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าว เที่ยงวันพร้อมกับผู้เข้าเฝ้าจำนวนจำกัด ณ ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน

        พระสันตะบิดรทรงเตือนใจผู้ฟังให้ทราบถึงความสำคัญแห่งพระวรสารตอนนี้ (มธ. 16: 13-20) ซึ่งเปโตรน้อมรับความเชื่อของตนว่าพระเยซูคริสต์คือพระผู้ไถ่ ทรงเป็นพระบุตรที่แท้จริงของพระเจ้า

        “ความสับสนของอัครสาวกถูกกระตุ้นโดยพระเยซูคริสต์เอง ซี่งปรารถนาที่จะนำศิษย์ของพระองค์ให้ตัดสินใจเด็ดขาดในการมีความสัมพันธ์กับพระองค์” พระสันตะปาปาย้ำอีกว่า “อันที่จริง การเดินทางของพระเยซูคริสต์พร้อมกันกับผู้ที่ติดตามพระองค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอัครสาวกทั้ง 12 องค์ล้วนแล้วแต่เป็นการสั่งสอนอบรมความเชื่อของพวกเขา”

สวัสดี ลูกๆและพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        บทอ่านของพระวรสารวันอาทิตย์ (ม. 16: 13-20) แสดงให้เห็นวินาทีที่เปโตรแสดงความเชื่อของตนเองในองค์พระเยซูคริสต์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่และเป็นพระบุตรของพระเจ้า ความเชื่อของอัครสาวกได้รับการกระตุ้นจากพระเยซูคริสต์เองผู้ทรงปรารถนาที่จะนำศิษย์ของพระองค์ให้ตัดสินใจเด็ดขาดในความสัมพันธ์กับพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอัครสาวก 12 องค์ อันที่จริงการเดินทางทั้งชีวิตของพระเยซูคริสต์กับผู้ที่ติดตามพระองค์ล้วนแต่เป็นการสอนอบรมความเชื่อของพวกเขา ประการแรกพระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “ประชาชนคิดว่าบุตรของพระเจ้าคือผู้ใด? (ข้อ13)  อัครสาวกชอบพูดเกี่ยวกับประชาชนก็เหมือนพวกเรา คือพวกเราชอบพูดซุบซิบนินทา การพูดถึงคนอื่นวิจารณ์ผู้อื่นเพราะพวกเราแลดูไม่ต้องเสียอะไร นี่คือเหตุผลที่พวกเราชอบพูดถึงคนอื่น แม้กระทั่งพูดให้คนอื่นเสียหาย ในกรณีเช่นนี้ความเชื่อจึงเป็นสิ่งจำเป็นแทนที่จะเป็นการซุบซิบนินทา พระองค์จึงถามย้ำว่า “ผู้คนเขาคิดว่าเราเป็นผู้ใด?”  บรรดาศิษย์ดูเหมือนจะชิงกันแสดงความคิดเห็นต่างๆ ซี่งส่วนใหญ่พวกเขามักจะแสดงความคิดเห็นร่วมกัน พระเยซูคริสต์แห่งนาซาเร็ธถูกถือว่าเป็นประกาศก (ข้อ 14)

        ด้วยคำถามที่สองพระเยซูคริสต์ทิ่มแทงถึงขั้วหัวใจพวกเขา “แล้วพวกท่านล่ะ? … พวกท่านคิดว่าเราเป็นใคร?” (ข้อ 15)  ตรงนี้พวกเราดูเหมือนจะเห็นความเงียบเนื่องจากแต่ละคนที่อยู่ ณ ที่นั้นถูกเรียกร้องให้ต้องหาคำตอบคำถาม ให้ต้องแสดงเหตุผลที่ทำไมพวกเขาจึงติดตามพระเยซูคริสต์ ดังนั้นการหยุดคิดสักครู่หนึ่งจึงเป็นความชอบธรรม หากพ่อจะถามพวกท่านเวลานี้ว่า “สำหรับท่านแล้ว ท่านคิดว่าพระเยซูคริสต์คือผู้ใด?”  ก็คงจะต้องมีการหยุดคิดเช่นกัน  ซีมอนช่วยแก้หน้าพวกเขาด้วยการประกาศอย่างเข้มแข็งว่า “ท่านเป็นพระผู้ไถ่ เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (ข้อ 16)  คำตอบที่ครบครันและจรรโลงใจไม่ได้มาจากความคิดของตนเอง แม้จะแสดงถึงความมีใจกว้างเพราะเปโตรเป็นคนที่มีใจกว้าง แต่นี่เพราะว่าผลแห่งพระหรรษทานพิเศษของพระบิดาเจ้าสวรรค์ ที่จริงพระเยซูคริสต์ตรัสว่า “การเปิดเผยความจริงนี้มิได้มาจากเนื้อหนังมังสาของท่าน” กล่าวคือ จากวัฒนธรรม จากการที่ท่านได้รับการศึกษา ไม่เลย สิ่งนี้ไม่ได้เผยอะไรให้ท่านทราบ ความจริงถูกเปิดเผยให้ท่านทราบโดยพระบิดาของเราในสรวงสวรรค์” (ข้อ 17)   การภักดีต่อพระเยซูคริสต์เป็นพระหรรษทานของพระบิดา การกล่าวว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระบิดาผู้ทรงชีวิต ผู้ทรงเป็นพระผู้ไถ่ เป็นพระหรรษทานที่พวกเราต้องพยายามขอ “ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดประทานให้ลูกเชื่อในพระเยซูคริสต์”  ในขณะเดียวกันพระเยซูคริสต์ทรงยอมรับคำตอบโดยฉับพลันต่อแรงบันดาลใจแห่งพระหรรษทาน พระองค์จึงกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นว่า (ท่านเป็นศิลา และบนศิลานี้เราจะสร้างพระศาสนจักรของเรา และประตูนรกจะไม่มีวันที่จะเอาชนะได้” (ข้อ 18)  ด้วยการยืนยันนี้พระเยซูคริสต์ทรงทำให้ซีมอนรับรู้ถึงความหมายของชื่อใหม่ที่พระองค์ทรงประทานให้เขาว่า ชื่อ “เปโตร แปลว่า ศิลา” ความเชื่อที่เขาเพิ่งแสดงออกมาแสดงให้เห็นถึง “ศิลา” ที่ไม่มีวันสะเทือนหวั่นไหว ซึ่งพระบุตรของพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะตั้งพระศาสนจักรของพระองค์ ซึ่งได้แก่ชุมชน และพระศาสนจักรจะคงก้าวหน้าต่อไปบนพื้นฐานแห่งความเชื่อของเปโตร อันเป็นความเชื่อที่พระเยซูคริสต์ยอมรับในเปโตรและที่ทำให้เขาเป็นหัวหน้าของพระศาสนจักร

        วันนี้พวกเราได้ยินคำถามของพระเยซูคริสต์ต่อเราแต่ละคน “แล้วท่านล่ะ ท่านว่าเราเป็นผู้ใด?  และเราแต่ละคนจะต้องไม่ให้คำตอบแบบที่เป็นทฤษฎี แต่ต้องเป็นคำตอบที่เป็นความเชื่อซึ่งได้แก่ชีวิต เพราะความเชื่อคือชีวิต “สำหรับตัวฉัน พระองค์ทรงเป็น…” และแล้วพวกเราก็เชื่อในพระองค์ ต้องเป็นคำตอบที่เรียกร้องให้พวกเราฟังเสียงภายในกับเสียงของพระบิดาดุจศิษย์รุ่นแรก และตามสิ่งที่พระศาสนจักรซึ่งล้อมรอบเปโตรยังคงทำการประกาศสั่งสอน  ซึ่งเป็นเรื่องของความเข้าใจว่าพระเยซูคริสต์คือผู้ใดสำหรับพวกเรา หากพระองค์เป็นศูนย์ลางแห่งชีวิตของพวกเรา  หากพระองค์คือเป้าหมายแห่งหน้าที่ของพวกเราในพระศาสนจักร และหน้าที่ของพวกเราต่อสังคม พระเยซูคริสต์เป็นใครสำหรับตัวฉัน? พระเยซูคริสต์เป็นใครสำหรับท่าน สำหรับท่าน สำหรับท่าน …?  นี่เป็นคำถามที่พวกเราต้องตอบทุกวัน

        แต่เพราะว่าจะขาดเสียมิได้ และเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมที่การอภิบาลชุมชนของพวกเราจะต้องเปิดกว้างสู่หลายรูปแบบของความยากจนและวิกฤตต่างๆซึ่งมีอยู่ทั่วไป ความรักเมตตาที่เป็นทางหลวงแห่งการเดินทางของความเชื่อ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่งานต่างๆในความเอื้ออาทรและของเมตตากิจที่พวกเราทำจะต้องไม่ทำให้พวกเราไขว้เขวไปจากความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์  ความรักเมตตาของคริสตชนต้องไม่เป็นเพียงงานมนุษยธรรม แต่ในมุมมองหนึ่งเป็นการมองไปยังผู้อื่นด้วยสายพระเนตรของพระเยซูคริสต์เอง และในอีกมุมมองหนึ่งต้องมองเห็นใบหน้าของพระเยซูคริสต์ในคนยากจน นี่คือหนทางที่แท้จริงของคริสตชนที่มีความรักเมตตาโดยมีพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลางเสมอ ข้อให้พระแม่มารีย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นความสุขแท้เพราะพระแม่ทรงเชื่อ  ขอให้พระแม่เป็นผู้ชี้นำทางและเป็นแบบฉบับบนหนทางแห่งความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พร้อมกับโปรดให้พวกเรารับรู้ว่าความวางใจในพระองค์ จะให้ความหมายที่แท้จริงต่อความรักเมตตาของพวกเราและต่อการมีชีวิตของพวกเรา

หลังการสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าวพระสันตะปาปายังทรงมีพระดำรัสดังนี้

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก

        เมื่อวานนี้พวกเรามีการฉลองวันสากลเพื่อรำลึกถึงผู้เคราะห์ร้าย (เหยื่อ) ของการใช้ความรุนแรงที่มีพื้นฐานอยู่บนศาสนาหรือความเชื่อ ขอให้พวกเราอธิษฐานภาวนาเพื่อบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา ขอให้พวกเราอธิษฐานภาวนา และมีความเอื้ออาทรต่อผู้คนอีกมากมายซึ่งทุกวันนี้ถูกเบียดเบียน เพราะควารมเชื่อแตกต่างหรืออคติทางศาสนา

        พรุ่งนี้วันที่ 24 สิงหาคม เป็นวันครบรอบ 10 ปีของวันสังหารหมู่ผู้อพยพย้ายถิ่น 72 คนที่ประเทศเม็กซิโก (San Fernando, Tamuaulipas, Mexico) ผู้เคราะห์ร้ายเป็นคนที่อพยพมาจากประเทศต่างๆ เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า พ่อปรงสงค์ขอแสดงความเอื้ออาทรกับครอบครัวของพวกที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเรียกร้องหาความจริง และความยุติธรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น พระเจ้าจะถือว่านี่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราต่อผู้อพยพย้ายถิ่นทุกคน ซึ่งสิ้นหวังในการเดินทางเพื่อความหวัง  พวกเขาเป็นเหยื่อของวัฒนธรรมแห่งการทิ้งขว้าง

        พรุ่งนี้ยังเป็นวันครบปีที่สี่ของการเกิดแผ่นดินไหวที่มีผลกระทบต่อประเทศอิตาลีภาคกลาง พ่อขอรื้อฟื้นการอธิษฐานภาวนาสำหรับครอบครัว และชุมชนที่ต้องรับทุกข์จากความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ซึ่งพวกเขาต้องการความเอื้ออาทรและความหวัง  และพ่อก็หวังว่าจะมีการฟื้นฟูกันอย่างรวดเร็วเพื่อเขาเหล่านั้นจะได้มีชีวิตอย่างสงบในดินแดนที่สวยงามนั้นตามเนินเขาอัปเปนนีเน (Appennine)

        พ่อปรงสงค์ที่จะเน้นถึงความใกล้ชิดห่วงใยของพ่อเองกับประชานแห่งกาโบ เดลกาโด (Cabo Delgado) ทางตอนเหนือของประเทศโมซัมบิค (Mozambique) ที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์เพราะการก่อการร้ายระดับสากล พ่อยังจำได้จนติดหูติดตาถึงการเยือนของพ่อไปยังประเทศนั้นในปีที่แล้ว

        พ่อขอต้อนรับทุกคนทั้งพี่น้องชาวกรุงโรม และผู้จาริกแสวงบุญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนแห่ง “Cernusco Sul Naviglio” ที่แต่งชุดสีเหลืองอยู่แถวโน้น  พวกเขาเดินทางจากเมื่องซีเอนา (Siena) โดยจักรยานและเดินทางมาตามเส้นทางฟรังชิเยนา (Francigena)  พวกเขาทำได้ดีมาก  และพ่อขอต้อนรับหลายครอบครัวที่มาจาก Carobbo Degli Angeli (จังหวัดแบร์กาโม)  ซึ่งเดินทางแสวงบุญเพื่อรำลึกถึงผู้ที่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายของไวรัสโคโรนา และขอให้พวกเราอย่าลืมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของโควิด19 ด้วย  เมื่อเช้านี้พ่อได้ยินประจักษ์พยานของครอบครัวหนี่งที่สูญเสียเหลนไปหลายคนโดยที่ไม่มีโอกาสร่ำลากัน อันมีความทุกข์มากมาย มีคนจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิต พวกเขาตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย (เหยื่อ) ของเชื้อโรคนี้ ทั้งบรรดาอาสาสมัคร แพทย์ พยาบาล  ซิสเตอร์ บาดหลวง นักบวชก็พลอยเสียชีวิตไปด้วย ขอให้พวกเรารำลึกถึงครอบครัวที่ต้องเผชิญความทุกข์เพราะเรื่องนี้

        พ่อขอให้ทุกคนมีความสุขในวันอาทิตย์ โปรดอย่าลืมสวดภาวนาสำหรับพ่อด้วยขอให้ทานอาหารกลางวันด้วยความสุขทุกคน แล้วค่อยพบกันใหม่

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

แนวทางใหม่สำหรับวัดคาทอลิก

แนวทางใหม่สำหรับวัดคาทอลิก

สมณกระทรวงเพื่อพระสงฆ์ ได้พิมพ์แนวทางใหม่สำหรับวัด เพื่อช่วยสมาชิกให้ตระหนักว่า วัดเป็นชุมชนธรรมทูตแห่งการประกาศข่าวดี

แนวทาง (Guidelines) นี้มิได้ให้ข้อกำหนดหรือนโยบายใหม่  แต่ให้กำลังใจเราคาทอลิกคิดเกี่ยวกับวัดว่า  คืออะไร  มีวัดเพื่ออะไร … มีหัวข้อที่น่าคิด คือ

  1. วัดคือมิชชั่น (พันธกิจ)

            ขอให้เราออกจากตนเอง  หาเครื่องมือฟื้นฟูหรือโครงสร้าง ด้วยจิตใจที่สัมพันธ์และร่วมมือ  พบปะและใกล้ชิด  เมตตาและกังวลใจ เพื่อการประกาศพระวรสาร

  1. ศีลมหาสนิท และคนยากไร้  ควรเป็นศูนย์กลางชีวิตเขตวัด

             ศีลมหาสนิทเป็นบ่อเกิดและสุดยอดของชีวิตคริสตชน

            วัดเป็นสักการสถานเปิดไว้แก่ทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น

  1. เขตแดนก็สำคัญ แต่ไม่จำกัด

            วัดส่วนมากมีกำหนดขอบเขต  แต่ก็มีข้อยกเว้น  ชาวบ้านไปร่วมมิสซาที่วัดที่รู้สึกได้รับการต้อนรับ  แต่วัฒนธรรมดิจิตัลขยายเขตวัด แนวทางนี้ยืนยันว่า คริสตชนมิได้คิดถึงบริบททางภูมิศาสตร์เท่าใด  เพราะวัฒนธรรมดิจิตัลเปลี่ยนความคิดเรื่องสถานที่  เป็นพิเศษ เยาวชน กิจการอภิบาล  ที่จำกัดขอบเขต  ล้าสมัยแล้ว  เราควรเข้าใจว่า  วัดเป็นชุมชน  ที่ร่วมกันประกาศพระวรสารด้วยกัน

  1. โครงสร้างเพื่อพันธกิจ แต่ระบบสำนักงานมากไปก็ไม่ดี

            วัดจำเป็นต้องมีนโยบาย  โครงการ และโครงสร้าง  เพื่อทำพันธกิจให้สำเร็จ  แต่ต้องระวังการจัดการแบบสำนักงาน  และให้บริการ  โดยขาดพลังแห่งการประกาศข่าวดี

            วัดต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด  และมีการฟื้นฟูภายใน  เป็นพิเศษในบรรดาผู้รับผิดชอบงานอภิบาล

  1. ความรับผิดชอบพันธกิจของวัด เป็นของทุกคน แต่ละคนมีบทบาทของตน

            ความรับผิดชอบร่วมกันของพระสงฆ์  นักบวช  และฆราวาสในเขตวัด  เน้นที่แต่ละคนทำงานเพื่อพระอาณาจักร  เพราะเราได้รับศีลล้างบาป และมีกระแสเรียก

            บางแห่งขาดแคลนพระสงฆ์  จึงต้องอาศัยบรรดาฆราวาสมาร่วมรับผิดชอบงานอภิบาล 

            ฆราวาสเป็นประจักษ์พยานชีวิตประจำวัน  ที่สอดคล้องกับพระวรสาร  ด้วยความรับผิดชอบ

            เอกสารฉบับนี้สรุปว่า  เราได้รับเรียกให้ออกไปอย่างมีพลัง  เพื่อประกาศข่าวดี  รวมพลังสมาชิกที่แตกต่างกัน  อาศัยพิธีมิสซา  แสดงถึงภราดรภาพและเมตตาธรรมในสังคม

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ สรุป
จาก Catholic News Agency
21 กรกฎาคม 2020
https://www.catholicnewsagency.com/news/vatican-issues-new-guidelines-for-catholic-parishes-5-things-you-need-to-know-70410

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (Angelus) วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020 ความเป็นไปได้ของนิทานเปรียบเทียบเรื่อง “ผู้หว่าน”

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (Angelus) วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020

ความเป็นไปได้ของนิทานเปรียบเทียบเรื่อง “ผู้หว่าน”

นี่เป็นแม่บทของนิทานเปรียบเทียบ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในคำปราศรัยช่วงสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวของวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020 ทรงไตร่ตรองถึงนิทานเปรียบเทียบที่พวกเราทราบกันดีเรื่อง “ผู้หว่าน” พระสันตะบิดรตรัสว่านี่อาจเป็น “แม่บท” ของบรรดานิทานเปรียบเทียบทั้งมวลในพระวรสาร

        พระสันตะปาปาตรัสกับฝูงชนที่รักษา “ระยะห่างทางสังคม” ณ ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร พระองค์ทรงกล่าวถึงดินชนิดต่างๆ เมื่อเมล็ดพืชพันธุ์ถูกหว่านลงไป และทรงอธิบายว่าประชาชนที่ได้ฟังได้รับพระวาจาของพระเจ้าอย่างไร พวกเราเป็นดินประเภทใด เป็นดินที่มีแต่หิน เป็นดินบางๆ เป็นดินที่มีแต่หนาม หรือว่าเป็นดินดี?

        “บ่อยครั้งพวกเราหลงอยู่กับผลประโยชน์ต่างๆมากมาย กับสิ่งที่ล่อตาล่อใจอันหลากหลาย จึงยากที่จะทำการแยกความชั่วและพระวาจาของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเราเป็นไท” สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเตือนใจ “นี่คือเหตุผลที่ทำไมจึงมีความสำคัญที่พวกเราจะต้องทำตนให้คุ้นเคยในการฟังพระวาจาของพระเจ้าและอ่านพระวาจาของพระองค์  พ่อขอแนะนำอีกครั้งหนึ่ง: พวกท่านต้องมีหนังสือพระคัมภีร์หรือพระวรสารติดตัว ซึ่งเป็นฉบับกระเป๋าที่ติดตัวเสมอ… แล้วอ่านข้อความเพียงสั้นๆทุกวัน เพื่อที่ท่านจะได้คุ้นเคยกับการอ่านพระวาจาของพระเจ้า โดยเข้าใจดีถึงเมล็ดพันธุ์ที่พระเจ้าทรงมอบให้กับท่าน แล้วคิดถึงผืนดินที่รับเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านั้น”

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาที่เผยแพร่โดยสำนักข่าววาติกัน

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

อรุณสวัสดิ์ทุกคน!

        ในข้อความพระวรสารของวันอาทิตย์นี้ (เทียบ มธ. 13: 1-23) พระเยซูคริสต์ทรงเล่านิทานเปรียบเทียบให้ฝูงชนฟัง ซึ่งพวกเราต่างก็ทราบกันดี นั่นคือเรื่องผู้หว่านที่หว่านเมล็ดพันธุ์พืชลงไปในดิน 4 ชนิด พระวาจาของพระเจ้าเป็นสัญลักษณ์ของเมล็ดพันธ์ของพระวาจาที่เป็นนามธรรม แต่เป็นพระเยซูคริสต์เอง เป็นพระวาจาของพระบิดาซึ่งกลายเป็นพระบุตรในครรภ์ของพระแม่มารีย์ เพราะฉะนั้นการยอมรับพระวาจาของพระเจ้าหมายถึงการรับพระเยซูคริสต์เอง

        มีหลายวิธีด้วยกันที่จะรับพระวาจาของพระเจ้า พวกเราอาจเป็นเสมือนถนนหนทางซึ่งนกจะมากินเมล็ดพันธุ์ นี่อาจเป็นเพราะความว้าวุ่นใจ ซึ่งเป็นอันตรายยิ่งในยุคสมัยของพวกเรา เพราะมัวแต่สาละวนอยู่กันการพูดจาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องกับนักฝันอุดมการ์ต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดความวุ่นวายใจไม่ขาดสายทั้งภายในและภายนอกบ้าน พวกเราอาจจะสูญเสียความสนใจที่จะรักษาความเงียบ สำหรับการไตร่ตรอง สำหรับการเสวนากับพระเจ้า จนกระทั่งเสี่ยงที่จะเสียความเชื่อ ไม่ได้รับพระวาจาของพระเจ้าเนื่องจากพวกเราสนใจมองทุกสิ่ง วุ่นวายกับทุกสิ่ง โดยเฉพาะกับสิ่งที่เป็นโลกียวิสัย

        ความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งคือ พวกเราอาจรับพระวาจาของพระเจ้าดุจดินที่มีแต่หินมีดินปนนิดหน่อย เมล็ดพันธุ์งอกขึ้นมาทันที แต่ไม่ช้าก็เหี่ยวแห้งไป เพราะไม่อาจหยั่งรากลงลึกได้ นี่เป็นภาพของผู้ที่ได้รับพระวาจาของพระเจ้าด้วยความกระตือรือล้นเพียงชั่วคราว อยู่ได้เพียงผิวเผิน ไม่ได้ย่อยพระวาจาของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้พอพบกับความทุกข์ยากลำบากเพียงครั้งแรก เช่นความไม่สะดวกสบายหรือความกระวยกระวายใจของชีวิตแม้เพียงเล็กน้อย ความเชื่อของเขาก็จะมลายไปดุจเมล็ดพันธุ์ที่เหี่ยวแห้งตายไปเพราะตกไปบนหิน

        แล้วยังมีความเป็นไปได้ประการที่สามที่พระเยซูคริสต์กล่าวไว้ในนิทานเปรียบเทียบ พวกเราอาจรับพระวาจาของพระเจ้าดุจดินที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้ที่เป็นกอหนาม หนามคือการหลอกลวงแห่งความร่ำรวย ความสำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องของโลกียวิสัย ณ ดินเช่นนี้เมล็ดพันธุ์จะเติบโตได้นิดหน่อย ลำต้นจะไม่แข็งแรง แล้วก็ตายไปโดยไม่บังเกิดผล

        สุดท้าย ความเป็นไปได้ประการที่สี่ พวกเราอาจได้รับพระวาจาในดินที่ดี ตรงนี้และตรงนี้เท่านั้นที่เมล็ดพันธุ์จะออกรากและเกิดดอกออกผล เมล็ดพันธุ์ตกไปในดินที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งหมายถึงคนที่ฟังพระวาจา รับพระวาจาไว้ ปกป้องพระวาจาไว้ในหัวใจพร้อมกับนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

        นิทานเปรียบเทียบผู้หว่านนี้เป็นสิ่งที่คล้ายกับ “แม่บท” แห่งนิทานเปรียบเทียบทั้งปวง เพราะพูดถึงการฟังพระวาจาของพระเจ้า เตือนใจพวกเราว่าพระวาจาของพระเจ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ ซึ่งในตัวเองจะบังเกิดผลและมีประสิทธิภาพ พระเจ้าทรงหว่านไว้ทุกแห่ง พระองค์ไม่ทรงต้องการที่จะให้ผู้ใดทำให้พระวาจาเสียหาย นี่คือดวงพระทัยของพระเจ้า  พวกเราแต่ละคนเป็นดินที่เมล็ดพันธุ์แห่งพระวาจาจะถูกหว่านลงมาโดยไม่ยกเว้นผู้ใด พระวาจาทรงมอบให้แก่พวกเราทุกคน พวกเราอาจถามตัวเราเองว่า ฉันเป็นดินประเภทไหน?  ฉันเป็นเพียงทางเดิน เป็นหิน เป็นพุ่มหนามหรือเปล่า?  แต่หากพวกเราต้องการจริงๆ พวกเราสามารถเป็นดินที่ดีได้ ผืนดินที่พวกเราไถและหว่านพืชพันธุ์พร้อมกับการดูแลเอาใจใส่ เพื่อที่จะให้เมล็ดพันธุ์แห่งพระวาจาเจริญงอกงาม ซึ่งมีแล้วอยู่ในหัวใจของพวกเรา แต่การทำให้เล็ดพันธุ์บังเกิดผลขึ้นอยู่กับตัวพวกเรา นั่นต้องขึ้นอยู่กับการรักษาพระวาจาไว้เหมือนกับที่พวกเราเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์

        บ่อยครั้งพวกเรามักจะวุ่นวายกับผลประโยชน์ และสิ่งล่อลวงต่างๆมากมาย จึงทำให้ยากที่จะแยกแยะเสียงต่างๆ และพระวาจาของพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเราเป็นไท นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเราทำตัวเราเองให้คุ้นเคยกับการฟังพระวาจาของพระเจ้าโดยการอ่านพระคัมภีร์บ่อยๆ พ่อขอแนะนำอีกครั้งหนึ่งให้มีคู่มือเล่มเล็กๆแห่งพระวรสารที่เป็นฉบับกระเป๋าติดตัวได้ง่าย แล้วอ่านพระวาจาเพียงสั้นๆทุกวัน จนเคยชินกับพระวาจาพร้อมกับเข้าใจดีถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้แก่ท่านและคิดถึงดินที่รับพระวาจา

        ขอให้พระแม่มารีย์ผู้ทรงเป็นแบบฉบับแห่งดินดี และอุดมสมบูรณ์ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยคำภาวนาของพระแม่ ขอให้พวกเราพร้อมที่จะเป็นดินดีที่ปราศจากหนามและกรวดหิน เพื่อว่าพวกเราจะได้บังเกิดผลสำหรับตัวเราเอง และสำหรับลูกๆ และบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา

หลังสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว สมเด็จพระสันตะปาปาปราศรัยต่อไป

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก

        วันทะเลสากล เป็นวันอาทิตย์ที่สองในเดือนกรกฎาคม พ่อขอส่งความปรารถนาดีไปยังทุกคนที่ทำงานในท้องทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่อยู่ห่างไกลจากบุคคลที่ตนรักและจากประเทศของตน ขอแสดงความปรารถนาดีต่อทุกคนเช้านี้ ผู้อยู่ที่ท่าเรือ ชีวิลตา-ตาร์กูจีนีอา (Civiltavecchia-Targujinia) ประเทศอิตาลี เพื่อเฉลิมฉลองมหกรรมศีลมหาสนิท

        ทะเลทำให้ความคิดของพ่อมุ่งไปไกลเลยไปถึงอิสตันบุล พ่อคิดถึงอากีอา โซฟีอา  (Hagia Sophia) พ่อรู้สึกเศร้าใจมาก (รัฐบาลตุรกีประกาศให้เปลี่ยนเป็นสุเหร่า เดิมทีอาสนวิหารนักบุญโซเฟีย เป็นของชาวคริสต์ ต่อมาเป็นพิพิธภัณฑ์ เวลานี้จะเปลี่ยนเป็นสุเหร่า ซึ่งจะมีผลให้ชาวมุสลิมไปละหมาด ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฏาคม นี้ ผมจะนำข่าวนี้มานำเสนอภาคภาษาไทยต่อไป)

        พ่อขอแสดงความปรารถนาดีต่อประชาสัตบุรุษแห่งกรุงโรม และผู้แสวงบุญจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวของกระบวนการโฟโกลาเร พ่อรู้สึกกตัญญูต่อผู้แทนพันธกิจอภิบาลจากสังฆมณฑลกรุงโรม พ่อคิดถึงพระสงฆ์จำนวนมาก นักบวชชายหญิง ตลอดจนบรรดาฆราวาสที่อยู่เคียงข้างกับผู้ป่วยตลอดเวลาในยามที่เกิดโรคระบาดโควิด19 ขอขอบคุณสำหรับสิ่งที่ท่านได้ทำไปแล้ว และสำหรับสิ่งที่ท่านกำลังกระทำอยู่ ขอบคุณทุกคน!

        ขอให้ท่านทุกคนมีความสุขอยู่กับวันอาทิตย์ โปรดอย่าลืมภาวนาสำหรับพ่อด้วย ขอให้รับประทานอาหารด้วยความสุข แล้วค่อยพบกันใหม่

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

โควิด19 – สาส์นแห่งความรักจากผู้นำศาสนาต่อสถานการณ์โรคระบาด

การพบปะระหว่างมารีอา โวเช (Maria Voce) และอีหม่าม ไฟซาล อับดุล ราอูฟ (Imam Feisal Abdul Rauf)

โควิด19 – สาส์นแห่งความรักจากผู้นำศาสนาต่อสถานการณ์โรคระบาด

สถาบันการเสวนาระหว่างศาสนาเอลียาห์ (Elijah Interfaith)

วันที่ 2 กรกฎาคม 2020

ต่อไปนี้เป็นสาส์นให้กำลังใจเกี่ยวกับ “โรคระบาดไวรัสโคโรนา” ซึ่งนำผู้นำศาสนา 40 ท่านจากทั่วโลกมาไตร่ตรองถึงการท้าทายฝ่ายจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นเนื่องจากโควิด-19  รวมถึง “ความคิดเห็นจากศูนย์กลางพระศาสนจักร ณ กรุงโรม” ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และจากผู้นำศาสนายิว รับไบ ฟิการ์โด ดิ เซญี่ (Rabbi Ficardo Di Segni) ในสถานการณ์ที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่นี้ ทำให้พวกเราเห็นถึงความคิดเห็นของคริสตชนรวม และเห็นถึงการเชื่อมโยงกันกับความคิดเห็นที่สำคัญของพี่น้องชาวมุสลิม

        มารีอา โวเช (Maria Voce) ประธานของกระบวนการโฟโกลาเร ซึ่งเป็นกระบวนการขับเคลื่อนของฆราวาสคาทอลิกนี้มีอยู่ทั่วโลก และได้รับแรงบันดาลใจเบื้องต้นจากการรับรู้ถึงความรักของพระเจ้าในฐานะที่เป็นสิ่งตรงข้ามต่อชีวิตพลเรือนที่แตกสลายในเวลาที่เกิดสงคราม แก่นของเจตนารมย์คือวิสัยทัศน์แห่งความเป็นเอกภาพและภราดรภาพของมนุษยชาติ และเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะเชื่อมโยงสาส์นของพระศาสนจักรกับสาส์นของอีหม่าม ไฟซาล อับดุล ราอูฟ (Imam Feisal Abdul Rauf) ซึ่งเป็นนักแต่งซูล์ฟี (Sulfi) ที่มีชื่อเสียงและเป็นนักกิจกรรมที่แสวงหาด้วยวิธีของตนเอง เพื่อที่จะรับรู้ถึงวิสัยทัศน์แห่งความเป็นเอกภาพของสังคมทั่วไป และระหว่างศาสนาต่างๆ ในทัศนวิสัยของทั้งสองฝ่าย พวกเราสามารถเรียนรู้ถึงการทำงานที่มีพื้นฐานร่วมกันในชีวิตฝ่ายจิตและชีวิตแห่งความรัก

        สำหรับมารีอา โวเช (Maria Voce) เธอยึดถือเรื่องของความรัก อันเป็นแก่นที่ผลักดันการทำงานของเธอและองค์กรของเธอ การตัดสินใจของเธอในช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 เกิดขึ้น เพราะหลักการแห่งความรักในความสว่างที่เธอแสวงหา เพื่อถ่ายทอดไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากที่ได้รับจากการตัดสินใจของเธอ  ความรักยังเป็นพลังฝ่ายจิต ซึ่งแต่ละบุคคลสามารถที่จะเผชิญกับการท้าทายที่เกิดจากสถานการณ์โควิด19 ในการสัมภาษณ์กับผู้นำ ได้มีการตั้งคำถามว่าพวกเราจะเผชิญกับความหวาดกลัวและการตื่นตระหนกนี้อย่างไร โดยอาศัยการแนะนำของเคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) ผู้สถาปนาคณะโฟโกลาเร  มารีอา โวเชหันกลับไปไตร่ตรองคำสอนขั้นพื้นฐานที่สอนว่า ในที่สุดมีแต่เพียงความรักเท่านั้นที่จะขจัดความหวาดกลัวให้หมดสิ้นได้ ความรักเปรียบได้กับความรักของมารดา  ความรักของมารดาต่อเหล่าลูกนั้นทำให้เธอกล้าหาญที่จะรับมือกับเหตุการณ์เลวร้ายใหญ่ๆ  แม้ว่าจะมีความกลัวในหัวใจ การจำกัดเขตกักกัน ปิดเมือง ปิดประเทศ ในช่วงโควิด19 ระบาดถูกมองด้วยแว่นขยายแห่งความรัก การที่ต้องดำเนินชีวิตในสถานที่ปิด การท้าทายที่ตามมากลายเป็นโอกาส และการเชื้อเชิญให้ปฏิบัติความรัก ความรักควรเป็นสื่งที่สร้างสรรค์  ขอให้ความรักนำเสนอหนทางไม่ใช่ร้อยแต่นับพันโอกาส ที่พวกเราจะไปอยู่ที่นั่นเพื่อผู้อื่นไม่ว่าจะใกล้หรือไกล อีกทั้งใช้เทคนิคทุกอย่างที่พวกเรามี  ปัญหาต่างๆอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตแม้ว่าโรคระบาดจะยุติไปแล้ว พวกเราต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ด้วยความเชื่อว่ามีใครบางคนที่นำประวัติศาสตร์ให้เดินไปข้างหน้าเพื่อคุณประโยชน์ของพวกเรา ใครบางคนนี้คือพระเจ้าผู้เป็นองค์แห่งความรัก ผู้ทรงรักทุกคนและผู้ที่ไม่สามารถละเลย แต่ที่จะนำเอาความดีเข้ามาจากสถานการณ์เหล่านี้ เป็นที่ชัดเจนว่าทัศนวิสัยของคริสตชนเกี่ยวกับพระเจ้าในฐานะเป็นองค์แห่งความรักจึงเป็นพื้นฐานแห่งการเป็นศูนย์กลางแห่งความรัก ในฐานะที่เป็นแก่นแห่งสาส์นของเธอ และเป็นหลักการพื้นฐานในการเผชิญกับการท้าทายต่างๆไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดโควิด19 หรือปัญหาอื่นๆ ความรักยังเป็นพื้นฐานแห่งความหวัง วิสัยทัศน์ของเธอโดยพื้นฐานแล้วจะมองโลกในทางบวก การมองโลกในเชิงบวกนี้เกิดจากความเชื่อในความรักของพระเจ้า พระเจ้าทรงรักสิ่งสร้างทั้งมวล สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ของพระองค์และทุกคน เพราะพระเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก ดังนั้นประเด็นนี้จึงกลายเป็นพื้นฐานนำสู่วิสัยทัศน์แห่งชีวิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งความหวัง  ขณะที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ พวกเราต้องดำเนินชีวิตในความรัก เพื่อว่าพวกเราจะได้สามารถมอบสาส์นแห่งความรักไว้ให้กับชาวโลกซึ่งจะต้องดำเนินต่อไปตราบจนนิรันดร์

        หากความรักเป็นศูนย์กลางแห่งสาส์นสำหรับมารีอา โวเช นั่นก็ยังเป็นสาส์นสำคัญที่เป็นเสียงของอีหม่าม ไฟซาล อับดุล ราอูฟ (Imam Abdul Rauf) ด้วย  สาส์นของ ท่านราอูฟ พูดเกี่ยวกับความพยายามที่จะให้ได้มาซึ่งวิสัยทัศน์แห่งความจริงในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งที่ท่านเรียกว่าเป็นความคิดที่นำเอาพระเจ้าเป็นศูนย์กลางชีวิต นี่ก้าวไกลถึงแก่นของการให้คำนิยามกับความเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง  พวกเราจำเป็นต้องค้นหาส่วนที่ถาวรแท้จริงแห่งอัตลักษณ์ของตนเองเกี่ยวกับภาพลักษณ์และการหายใจของพระเจ้าในตัวเรา ความจริงเราทุกคนล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน แรงผลักดันเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพที่เป็นการแสวงหาของสมาชิกคณะโฟโกลาเร ซึ่งได้รับการยืนยัน ณ ที่นี้เฉกเช่นที่เป็นหลักการอยู่ในพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าสิ่งใด – นั่นคือความเป็นเอกภาพของพระเจ้า ในทางกลับกันนี่เป็นการนำอีหม่ามอับดุล ราอูฟ (Abdul Rauf) ให้มีความรัก เมื่ออ้างถึงพระเยซูคริสต์อีหม่ามราอูฟ พูดถึงพระบัญญัตืที่ยิ่งใหญ่สองประการ กล่าวคือรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ รักพระเจ้าและรักเพื่อนบ้านขึ้นอยู่กับการรักตนเอง ความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักใดๆคือความรักของพระเจ้าต่อพระองค์เอง พระองค์ทรงสร้างพวกเรามาในฐานะที่เป็นการแสดงออกถึงความรักตนเองของพระองค์ ท่านรักพระเจ้าด้วยการรักผู้อื่นพร้อมกับรักสิ่งสร้าง ไวรัสโคโรนากำลังทดสอบความสามารถว่าพวกเรารักกันและกันไหม  เมื่อท่านรักพระเจ้าท่านก็รักความสันโดษด้วย ซึ่งในตัวมันเองเป็นผลที่มาจากไวรัสโคโรนา  ดังนั้นพวกเราจึงเดินไปในสองหนทาง –รักพระเจ้าในความสันโดษ และรักผู้อื่นในพฤติกรรมและการกระทำที่ดี เฉกเช่นมารีอา โวเช และ อับดุล ณาอูฟ ซึ่งถือว่างานของผู้มีอาชีพในการดูแลรักษาพยาบาลเป็นการแสดงออกถึงความรัก ไม่ว่าจะในความสันโดษ ในการพิศเพ่ง ในการกระทำ และในการรับใช้ ทุกคนในชุมชนแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันแห่งความรักในการแสดงออกที่น่าสนใจสองประการนี้ – รักพระเจ้าและรักผู้อื่น

บทความ โดย Alon Goshen-Gottstein, ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเสวนาระหว่างศาสนา

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บบทความนี้มาแบ่งปัน)

สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่ แนวคำสอนใหม่คือ “เหตุการณ์น่าชื่นชมในชีวิตพระศาสนจักร”

สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่ แนวคำสอนใหม่คือ “เหตุการณ์น่าชื่นชมในชีวิตพระศาสนจักร”

สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารแบบใหม่เปิดเผยคำแนะนำในการสอนคำสอนยุคใหม่ต่อผู้สื่อข่าวที่วาติกัน

คู่มือการสอนคำสอนเป็นเหตุการณ์น่าชื่นชมยินดีในชีวิตของพระศาสนจักร”  นี่เป็นคำพูดของอาร์ชบิชอป ริโน ฟิสิเกลล่า (Rino Fisichella) ประธานสมณสภาเพื่อส่งเสริมการประกาศพระวรสารใหม่ ในช่วงของการให้สัมภาษณ์นักข่าวในโอกาสของการแถลงข่าวคู่มือในการสอนคำสอนเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2020  ในการแถลงข่าวอาร์ชบิชอปฟิสิเกลล่า กล่าวว่าคู่มือฉบับใหม่นี้เป็นฉบับที่สามตั้งแต่สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 นั้น เป็นผลจากการปรึกษาหารือกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก  คู่มือการสอนคำสอนฉบับใหม่นี้ออกต้นฉบับเป็นภาษาอิตาเลียน แต่จะพิมพ์เป็นภาษาสำคัญอื่นๆด้วย  ผู้แถลงข่าวร่วมอื่นๆ ได้แก่ อาร์ชบิชอปอ็อคตาวิโอ รูอิซ อาเรนาส (Octavio Ruiz Arenas) และบิชอปฟรานซ์ ปีเตอร์ เตบาร์ทซ์ (Franz-Peter Tebartz-van Elst) เลขาธิการแห่งสมณสภาเพื่อส่งเสริมการประกาศพระวรสารใหม่

ภูมิหลัง

        อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา ตั้งข้อสังเกตว่า “ความจำเป็นสำหรับคู่มือฉบับใหม่เกิดขึ้นจากกระบวนการปรับวัฒนธรรม ซึ่งทำให้การสอนคำสอนมีคุณสมบัติจำเพาะ โดยเฉพาะสำหรับสมัยนี้ที่เรียกร้องให้ต้องมีการตั้งเป้าเป็นพิเศษ”

        ท่านยกตัวอย่างแห่งปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ของวัฒนธรรมดิจิตอลโดยชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือที่มีการสร้างขึ้นมาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นถึง “การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนแห่งพฤติกรรม” ซึ่งมีอิทธิพลต่อ “การอบรมความเป็นอัตลักษณ์แห่งบุคคลและความสัมพันธ์ระหว่างกัน”  ระบบใหม่แห่งการสื่อสารข้อมูล “ยังมีผลกระทบต่อพระศาสนจักรในโลกที่มีความยุ่งยากสลับทับซ้อนแห่งการศึกษาอีกด้วย”

        เหตุผลเชิงเทวศาสตร์และพระศาสนจักรก็มีส่วนในการเตรียมคู่มือฉบับใหม่ด้วย อาร์ชบิชอปฟิสิเกลล่า กล่าวว่า ณ ที่ประชุมสภาซีน็อดหลายครั้งได้มีการพูดกันเกี่ยวกับการประกาศพระวรสาร และการเรียนคำสอนเสมอ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเองก็ทรงนำเรื่องนี้ไปลงในสมณสาส์นเตือนใจ “ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร” (Evangelii Gaudium) ในโอกาสครบ 25 ปีของการพิมพ์หนังสือคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก

        “เพราะฉะนั้นการสอนคำสอนต้องเป็นหนึ่งเดียวกันภายในกับงานประกาศพระวรสาร และไม่สามารถที่จะแยกออกจากกัน” อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลายืนยันว่า  “การประกาศพระวรสารเป็นพันธกิจที่พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ มอบให้กับพระศาสนจักรของพระองค์ เพื่อในทุกยุคทุกสมัยจะทำการประกาศประวรสารของพระองค์ด้วยความซื่อสัตย์”

 

“การสอนคำสอนเพื่อการประกาศพระวรสาร”

        “หัวใจของการสอนคำสอนคือการประกาศพระเยซูคริสต์” อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา กล่าวว่า  พระเยซูคริสต์ “ก้าวข้ามเวหาและกาลเวลาเพื่อเผยพระองค์แก่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ในฐานะที่เป็นข่าวดีที่ทรงประทานให้ถึงความหมายแห่งชีวิต”

        ท่านชี้ให้เห็นว่าในแสงสว่างแห่งสมณสาส์นเตือนใจ “Evangelii Gaudium” คู่มือเล่มนี้สนับสนุน “การสอนคำสอนเพื่อการประกาศพระวรสาร” เพราะว่า “ความสำคัญสุดยอดคือการประกาศพระวรสารไม่ใช่เพื่อการเรียนคำสอน” ดังนั้นการประกาศพระเยซูคริสต์ (ผู้เป็น kerygma) จึงจำต้องเป็นการประกาศพระเมตตาของพระเจ้าที่มุ่งไปยังคนบาปด้วย ผู้ซึ่งที่ไม่ถูกตัดออกไป แต่เป็นแขกรับเชิญผู้มีอภิสิทธิ์ ณ โต๊ะการเลี้ยงแห่งความรอด

เนื้อหาต่างๆ

อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา (Fisishella) อธิบายว่าคู่มือเล่มนี้จะพูดถึงเนื้อหาที่มีความหลากหลายด้วยกัน ประการแรกคือ “mystagogs” (การสอนก่อนที่จะรับศีลศักดิ์สิทธิ์) จะมีการชี้นำด้วย 2 ปัจจัย: ฟื้นฟูการประเมินเครื่องหมายด้านพิธีกรรมแห่งการรับสมาชิกคริสตชนใหม่ และวุฒิภาวะที่เจริญขึ้นในกระบวนการอบรมซึ่งรวมถึงทั้งชุมชนด้วย

        เนื้อหาอีกประการหนึ่งคือการเชื่อมโยงระหว่างการประกาศพระวรสารกับผู้ที่เรียนคำสอน นี่ชี้ให้เห็นถึงความเร่งด่วนของการ “กลับใจเชิงอภิบาล” เพื่อทำให้การสอนคำสอนเป็นอิสระจากปัจจัยอื่นที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพ

        เมื่ออธิบายพระกระแสดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในสมณสาส์นเตือนใจ “ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร” (Evangelii Gaudium) พระองค์สนับสนุนการสอนและอบรมโดยใช้ “วิธีแห่งความสวยงาม” (via pulchritudinis) อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา (Fisishella) ชี้ให้เห็นว่าคู่มือดังกล่าว “ได้ใช้วิธีแห่งความสวยงามเป็นแหล่งสำคัญประการหนึ่งแห่งการสอนคำสอน”

        อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา (Fisishella) ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าคู่มือเล่มนี้พยายามที่จะ ค่อยๆแทรกให้พวกเราเข้าไปในพระธรรมล้ำแห่งความเชื่อ”  ท่านบอกว่าคุณสมบัตินี้ไม่อาจที่จะจำกัดอยู่แค่มิติเดียว ตรงกันข้าการสอนคำสอนสามารถชี้นำพวกเราให้ยอมรับและดำเนินชีวิตในพระธรรมล้ำลึก “อย่างสิ้นเชิงในความเป็นอยู่ประจำวันของพวกเรา”

        ในการเสริมแทรกดังกล่าวบิชอปฟรานซ์ ปีเตอร์ เตบาร์ทซ์ (Franz-Peter Tebartz-van Elst) กล่าวว่า หนังสือคู่มือเล่มนี้ใส่ใจเป็นพิเศษถึงเครื่องหมายของกาลเวลาและตีความไปตามแสงสว่างแห่งพระวรสาร ท่านชี้ให้เห็นว่านี่เป็นกำลังใจให้กับความเชื่อพร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสอนคำสอนในกระบวนการที่กว้างขึ้นแห่งการประกาศพระวรสาร ท่านยังหวังด้วยว่าคู่มือเล่มใหม่จะเป็นแรงบันดาลใจให้พระศาสนจักรท้องถิ่นพัฒนาคู่มือของตนเองขึ้นมาโดยยึดเอาคู่มือใหม่นี้เป็นแนวทาง

        อาร์ชบิชอปฟิสิเกลลา (Fisishella) กล่าวสรุปว่า ท่านหวังว่าคู่มือใหม่นี้จะช่วยให้มี “การฟื้นฟูการสอนคำสอนเพื่อกระบวนการประกาศพระวรสาร ซึ่งพระศาสนจักรไม่เคยหยุดยั้งที่จะปฏิบัติ”

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บข่าวนี้มาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ช่วงการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2020

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
ช่วงการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล

“ข้าพเจ้าขอสวมกอดสมเด็จพระอัยกาบาร์โธโลมิว พี่น้องของข้าพเจ้าด้วยดวงจิต”

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2020

ต่อไปนี้เป็นคำปราศรัยของพระสันตะบิดรฟรานซิส ในช่วงสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวเมื่อในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2020 ในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโลองค์อุปถัมภ์แห่งกรุงโรม

        ในโอกาสนี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเสนอความคิดบางประการด้วยความเคารพต่อสมเด็จพระอัยกาบาร์โธโลมิว

        “ในโอกาสนี้เป็นธรรมเนียมที่สำนักพระอัยกาแห่งนครคอนสตันติโนเปิ้ล (นครอิสตันลุล ประเทศตุรกี) ส่งคณะผู้แทนมายังกรุงโรม  แต่ปีนี้เป็นไปไม่ได้เนื่องจากโรคระบาดโควิด19 ดังนั้นข้าพเจ้าขอสวมกอดสมเด็จพระอัยกาบาร์โธโลมิวพี่น้องที่รักของข้าพเจ้าด้วยจิต โดยหวังว่าการเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกันจะกลับมาใหม่ในไม่ช้านี้”

คำปราศรัยเต็มที่เผยแพร่โดยสำนักข่าววาติกัน

อรุณสวัสดิ์ ลูกๆและพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        วันนี้พวกเราเฉลิมฉลองอัครสาวกเปโตรและเปาโล องค์อุปถัมภ์แห่งกรุงโรม นี่เป็นของขวัญที่พวกเรามีโอกาสมาสวดภาวนาที่นี่ใกล้กับสถานที่ซึ่งเปโตรตายเป็นมรณะสักขี แล้วร่างกายถูกฝังไว้ที่นี่ ทว่าจารีตพิธีในวันนี้รำลึกถึงเรื่องราวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบอกพวกเราว่าก่อนหน้านั้นหลายปี เปโตรเป็นอิสระรอดพ้นจากความตาย  ท่านถูกจับ ถูกขังคุก และกลุ่มคริสตชนของพระศาสนจักรเริ่มแรกต่างก็หวั่นใจ หวั่นกลัวว่าท่านจะต้องตาย ดังนั้นบรรดาคริสตชนพากันสวดภาวนาโดยไม่หยุดหย่อนสำหรับเปโตร ครั้นแล้วทูตสวรรค์ก็ลงมานำท่านออกจากคุก (เทียบ กจ. 12: 1-11) แล้วต่อมาอีกหลายปีก็เช่นเดียวกันเมื่อเปโตรเป็นนักโทษคนหนึ่งในกรุงโรม พระศาสนจักรคงจะสวดสำหรับเขาเช่นเดียวกัน แต่ในโอกาสหลังนี้เปโตรเอาชีวิตไม่รอด เป็นไปได้อย่างไรเมื่อครั้งแรกสวรรค์ช่วยให้ท่านรอด แต่ครั้งที่สองกลับไม่รอด?

        เนื่องจากว่าการเดินทางในชีวิตของเปโตร ที่สามารถให้ความสว่างแก่หนทางเดินของพวกเรา  พระเจ้าประทานพระหรรษทานหลายประการให้แก่เปโตรและทำให้ท่านพ้นภัยจากความชั่วร้ายทั้งปวง พระองค์ทรงกระทำกับพวกเราแบบนี้เช่นเดียวกัน  อันที่จริงบ่อยครั้งพวกเราพึ่งพาพระองค์ในยามที่พวกเรามีความทุกข์เดือดร้อนเท่านั้น เพื่อขอความช่วยเหลือ  แต่พระเจ้ามองไกลกว่านั้น พระองค์เชื้อเชิญพวกเราให้ไปไกลกว่านั้น โดยให้พวกเราไม่เพียงแต่จะขอของขวัญของพระองค์ แต่ขอให้แสวงหาพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแห่งของขวัญทุกชนิด เพื่อให้พวกเรามอบความไว้วางในในพระองค์ไม่จำเพาะแต่ปัญหาของพวกเราเท่านั้น แต่มอบชีวิตของพวกเราให้พระองค์  โดยอาศัยวิธีนี้ ในที่สุดพระองค์จะทรงประทานของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่พวกเรา นั่นคือ “ชีวิต” ใช่แล้ว พระองค์จะทรงประทานชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือทำชีวิตให้เป็นของขวัญพิเศษ นี่เป็นเรื่องจริงสำหรับทุกคน สำหรับบิดามารดาต่อบุตรของตน ต่อพ่อแม่ที่ชราของตน ตรงนี้พวกเราจะรำลึกถึงคนชราที่ถูกครอบครัวทิ้งให้อยู่ตามลำพัง พ่อกล้าพูดได้ว่า ราวกับว่าบุคคลผู้ชราเป็นสิ่งของที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจ นี่คือวิบัติในยุคของพวกเราซึ่งได้แก่การอยู่อย่างสันโดษของคนชรา  ชีวิตของลูกหลานมิได้ถูกมอบให้เป็นของขวัญสำหรับคนชรา การมอบตัวเราให้กับผู้ที่แต่งงานแล้ว และผู้ที่ถวายตัวฐานะนักบวช  เป็นความจริงทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงานต่อทุกคนที่ใกล้ชิดกับพระเจ้า พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะให้พวกเราเจริญเติบโตขึ้นในการไห้  มีแต่ด้วยวิธีนี้เท่านั้นพวกเราจึงจะสามารถกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้  พวกเราเติบโตขึ้นหากพวกเรามอบตัวเราให้กับผู้อื่น จงมองไปยังนักบุญเปโตร ท่านไม่ได้เป็นวีรบุรุษเพราะท่านเป็นอิสระจากคุก แต่เป็นเพราะว่าท่านได้เขามอบชีวิตไว้ที่นี่ ของขวัญของท่านได้เปลี่ยนแปลงสถานที่จากลานประหารเป็นสถานที่สวยงามแห่งความหวัง  ซึ่งพวกเราเป็นผู้โชคดีที่ได้อยู่และมาเยือน ณ ที่นี้

        นี่คือสิ่งที่พวกเราควรขอจากพระเจ้า:  ไม่เพียงแต่พระหรรษทานในยามที่พวกเราถูกทดลองเท่านั้น แต่ต้องเป็นพระหรรษทานแห่งชีวิต  พระวรสารของวันนี้แสดงให้พวกเราเห็นถึงการเสวนาที่ท้าทายชีวิตของเปโตร ท่านได้ยินพระเยซูคริสต์ถามว่า “ท่านคิดว่าเราเป็นผู้ใด?”  เปโตรตอบว่า “พระองค์เป็นพระผู้ไถ่ เป็นบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” แล้วพระเยซูคริสต์กล่าวต่อไปว่า “ท่านเป็นผู้มีบุญ ซีมอนบุตรแห่งโยนาห์” (มธ.16: 16-17)  พระเยซูคริสต์ตรัสคำว่า “มีบุญ” ซึ่งตามลายลักษณ์อักษรแปลว่ามีความสุข ท่านมีความสุขแท้เพราะพูดเช่นนี้ ให้สังเกตว่า: พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “ท่านเป็นผู้มีบุญ” กับเปโตร เพราะเปโตรกล่าวกับพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” มีความลับอะไรสำหรับชีวิตที่มีบุญ และอะไรเป็นความลับของชีวิตที่เป็นสุข?  การรู้จักกับพระเยซูคริสต์ต้องอยู่ในฐานะที่เป็นพระเจ้าผู้ทรงชีวิต ไม่ใช่ในฐานะที่เป็นรูปปั้น รูปวาด เพราะนั่นไม่มีความสำคัญที่รู้ว่าพระเยซูคริสต์เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์  ไม่สำคัญว่าจะชอบสิ่งที่พระองค์พูดหรือกระทำ สิ่งสำคัญคือพื้นที่ที่พวกเราให้พระองค์ประทับอยู่ในชีวิตของพวกเรา  สถานที่ที่พวกเราให้พระเยซูคริสต์ประทับอยู่ในหัวใจของพวกเรา  ณ จุดนี้เองที่เปโตรได้ยินพระเยซูคริสต์ตรัส “ท่านคือศิลา และบนศิลานี้ เราจะสร้างพระศาสนจักรของเรา” (ข้อ 18) ท่านถูกเรียกว่า “เปโตร” แปลว่า “ศิลา” เพราะท่านเป็นคนที่เข้มแข็ง และไว้วางใจได้ จริงๆหรือ? เปล่าเลย ท่านทำผิดหลายประการในภายหลัง ท่านเป็นคนที่เชื่อใจไม่ค่อยได้ ท่านจะทำผิดหลายอย่าง ถึงขั้นปฏิเสธพระอาจารย์ แต่ท่านก็เลือกที่จะสร้างชีวิตในพระเยซูคริสต์ผู้เป็นศิลาแท้จริง ไม่ใช่อย่างที่พระคัมภีร์บอกว่า “บนเนื้อและเลือด” กล่าวคือบนตนเอง บนความสามารถของตนเอง แต่บนพระเยซูคริสต์ (เทียบ ข้อ 17)  ผู้ทรงเป็นศิลา  และพระเยซูคริสต์ก็ทรงเป็นศิลาที่ซีมอนกลายเป็นศิลา พวกเราอาจกล่าวได้เช่นเดียวกันกับอัครสาวกเปาโลซึ่งมอบตนเองอย่างสิ้นเชิงให้กับพระวรสาร โดยถือว่าสิ่งอื่นๆทุกสิ่งล้วนไร้ค่าเพื่อที่ท่านจะได้พระเยซูคริสต์มาเป็นกรรมสิทธิ์

        วันนี้ต่อหน้าอัครสาวกทั้งสองท่าน พวกเราอาจถามตัวเราเองว่า “แล้วฉันเล่า ฉันเตรียมชีวิตอย่างไร? ฉันมัวแต่คิดถึงเรื่องความต้องการในปัจจุบัน หรือฉันเชื่อว่าความต้องการแท้จริงของชีวิตฉันคือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงทำให้ฉันเป็นของขวัญล้ำค่า?  แล้วฉันสร้างชีวิตอย่างไร ตามความสามารถของฉันเองหรือกับพระเจ้าผู้ทรงชีวิต?”  ขอให้พระแม่มารีย์ ผู้ทรงมอบทุกสิ่งไว้กับพระเจ้าโปรดช่วยให้พวกเรายึดมั่นในพระองค์เป็นฐานของการเจริญชีวิตทุกวัน และขอพระแม่มารีย์ทรงเสนอวิงวอนให้พวกเรา โดยอาศัยพระหรรทานของพระเจ้าจะได้สามารถทำให้ชีวิตของพวกเราเป็นของขวัญอันประเสริฐ

คำปราศรัยหลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว สมเด็จพระสันตะปาปาทรงตรัสต่อไป

ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        พ่อขอต้อนรับพี่น้องชาวโรมทุกคน และผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ในนครหลวงแห่งนี้ ในวันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโลอัครสาวกองค์อุปถัมภ์แห่งกรุงโรม โดยอาศัยการวิงวอนของท่านนักบุญ พ่ออธิษฐานภาวนาให้ทุกคนที่อยู่ในกรุงโรมจงดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และขอให้ได้พบการเป็นประจักษ์พยานแห่งพระวรสาร

โอกาสนี้เป็นธรรมเนียมที่สำนักพระอัยกาแห่งนครคอนสตันติโนเปิ้ล จะส่งคณะผู้แทนมายังกรุงโรม  แต่ในปีนี้สถานการณ์เป็นไปไม่ได้เพราะโรคระบาด เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอส่งการกอดทางจิตไปยังสมเด็จพระอัยกาบาร์โธโลมิว พี่น้องที่รักของข้าพเจ้าโดยหวังว่าการเยือนกันและกันของเราทั้งสองจะมีขึ้นอีกภายในไม่ช้านี้

ในขณะที่พวกเราทำการเฉลิมฉลองนักบุญเปโตรและเปาโล  พ่อปรารถนาที่จะรำลึกถึงมรณะสักขีมากมายผู้ที่ถูกตัดศีรษะ ถูกเผาทั้งเป็น และถูกประหารชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของจักรพรรดิเนโร บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ซึ่งท่านกำลังยืนอยู่ในขณะนี้ นี่เป็นแผ่นดินที่เปื้อนเลือดแห่งบรรดาพี่น้องคริสตชนชนของพวกเรา พรุ่งนี้พวกเราจะระลึกถึงบรรดาปฐมมรณสักขีแห่งกรุงโรม (30 มิถุนายน)

ขอต้อนรับผู้แสวงบุญทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ พ่อมองเห็นธงชาติของประเทศแคนาดา เวนีซูเอลลา โคลัมเบีย ฯลฯ ขอต้อนรับอีกครั้ง ขอให้การเยือนหลุมศพของอัครสาวกเปโตรสร้างความเข้มแข็งให้กับความเชื่อของพวกท่านและการเป็นประจักษ์พยานของท่าน

พ่อขอส่งความปรารถนาดีมายังทุกคนในวันสมโภชนี้ โปรดอย่าลืมอธิษฐานภาวนาเพื่อพ่อด้วย ขอให้ทุกคนรับประทานอาหารเที่ยงด้วยความสุข แล้วพวกเราจะพบกันใหม่โอกาสต่อไป

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)