เหตุผลที่พระสันตะปาปาเสด็จอิรัก

เหตุผลที่พระสันตะปาปาเสด็จอิรัก

โดย คุณพ่อ Rif’at Bader
ผู้อำนวยการด้านการศึกษาและสื่อ
จาก World Mission กุมภาพันธ์ 2021

อิรักเป็นประเทศศักดิ์สิทธิ์ประเทศหนึ่ง อับบราฮัม ได้เดินทางจากเมืองอูร์ แห่งคัลเดียน มุ่งสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ประกาศกโยนาห์ได้อาศัยในเมืองนินะเวห์ เทศน์ให้กลับใจและหันกลับมาหาพระเจ้า ยังเป็นประเทศที่ประชากรอพยพในพันธสัญญาเดิม ในระหว่าง “การอพยพ” สู่บาบิโลน (Barham Salih) ประธานธิบดีของอิรัก ได้เชิญโป๊ปฟรังซิสมาจาริกแสวงบุญสู่ดินแดนเมโสโปเตเมีย

ประการที่สอง พระศาสนจักรคาทอลิกในอิรักได้เชิญโป๊ปด้วย

พระศาสนจักร คาทอลิกในอิรักหมายถึง

  • พระศาสนจักรคัลเดียน ที่มีพระคาร์ดินัล หลุยส์ ราฟาแอล ซาโก
  • พระศาสนจักรซีเรีย ซึ่งมีมรณสักขีจากการระเบิดที่วัดแม่พระ (Our Lady of Salvation) เมื่อ 10 ปีก่อน
  • พระศานจักรละติน มารอไนท์ กรีก คอปติก และอาร์เมเนียน

การที่ โป๊ปฟรังซิสเสด็จอิรัก เพราะไม่นานมานี้ถูกพวก ไอซิส เบียดเบียน จนต้องหนีออกจากที่ราบนินะเวห์และเมืองโมซุล ออกไปประเทศอื่นๆ (ค.ศ. 2014-2019) โป๊ปจึงเสด็จเพื่อให้กำลังใจชุมชนคริสตชนที่นี่ที่ประสบความวุ่นวายทางการเมืองหลายประการ มีสงครามและการต่อสู้ภายในประเทศ โป๊ปทรงต้องการให้กำลังใจ บรรดาผู้ที่ยืนหยัดอยู่ในดินแดนของบรรพบุรุษ แม้มีการถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

พระองค์จะเสด็จเยี่ยมประชาชนที่เมือง เออร์บิล (Erbil) ที่ได้อพยพมาจากเมือง โมซุล (Mosul) และที่ราบนินะเวห์

โมซุล และ การากอช (Garagosh)

โป๊ปต้องการส่งเสริมการเสวนา และการอาศัยอยู่รวมกันระหว่างหลายศาสนา กับชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ พระองค์ทรงต้องการเน้นความรู้สึก ถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบในการอาศัยอยู่ร่วมกันฉันท์พี่น้อง หลังจากที่ได้เซ็น เอกสาร “ทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (Fratelli Tutti)

พระองค์จะส่งสารแห่งสันติภาพ การเสวนาภราดรภาพ ความร่วมมือเพื่อสร้างชาติให้เข้มแข็งหลังจากสงครามอันขมขื่น เพื่อความหวังท่ามกลางชาวอิรัก เป็นพิเศษสำหรับบรรดาเยาวชน

ฟ. วีระ อาภรณ์รัตน์ (แปล)

คำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิส
ต่อผู้เข้าประชุมสมัยสามัญของคณะกิจการพระมารดา “โฟโคลาเร่”

คำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิส ต่อผู้เข้าประชุมสมัยสามัญของคณะกิจการพระมารดา “โฟโคลาเร่”

ณ ห้องประชุมใหญ่เปาโลที่ 6 วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2021

พระคุณเจ้า และ ลูก ๆ พีน้องชายหญิงที่รัก  

พ่อขอต้อนรับทุกคนด้วยความยินดีในการประชุมซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในขณะที่ท่านได้อภิปรายกันถึงหัวข้อที่มีความสำคัญและเลือกผู้นำคนใหม่ ขอขอบคุณมารีอา โวเช (Maria Voce) ประธานของคณะโฟโกลาเร ที่กำลังสิ้นสุดวาระ และมาร์กาเร็ต คาร์รัม (Margaret Karram) ประธานที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ และขอขอบคุณสำหรับมธุรสวาจาของท่าน สำหรับประธานคนเก่าเราต้องกล่าวว่า “ขอบคุณมาก” และสำหรับประธานคนใหม่ขอกล่าวว่าขอแสดงความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ซึ่งเราขอส่งความปรารถนาดีนี้ไปยังประธานร่วมและที่ปรึกษาทุกคนด้วย  เรารู้สึกกตัญญูต่อพระคาร์ดินัล เควิน ฟาร์เรล (Kevin Farrel) และต่อ ดร. ลินดา กีโซนี (Mrs. Linda Ghisoniที่มาร่วมประชุมกับพวกเรา ขอต้อนรับทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ และบุคคลที่ติดตามทางสื่อ ขอตอนรับสมาชิกทุกคนที่ทำงานของคณะกิจการของพระมารดาที่พวกท่านเป็นผู้แทน เพื่อเปนกำลังใจให้กัพวกท่านในการก้าวเดิน พ่อปรารถนาที่จะเสนอข้อคิดบางประการ ซึ่งพ่อขอแยกออกเป็นสามส่วนด้วยกัน กล่าวคือ ระยะหลังผู้ก่อตั้ง ความสำคัญแห่งวิกฤต และการดำเนินชีวิตฝ่ายจิตพร้อมกันในความจริง 

ระยะหลังผู้ก่อตั้ง สิบปีหลังจากที่เคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) จากโลกนี้ไปท่านถูกขอร้องให้เอาชนะกับความสับสนตามธรรมชาติ ที่จำนวนสมาชิกเริ่มลดน้อยลงเพื่อที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็ถึงพระพรพิเศษแห่งเจตนารมณ์ของการตั้คณะ ดังที่พวกเราทราบกัน ประเด็นนี้เรียกร้องให้ต้องมีความซื่อสัตย์อย่างมีพลวัต ที่สามารถตีความในเครื่องหมาย และความต้องการของกาเวลา และการตอบสนองต่อการเรียกร้องใหม่ของมนุษย์ พระพรพิเศษทุกอย่างเป็นสิ่งสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อยู่นิ่งในพิพิธภัณฑ์ นี่เป็นเรื่องราวที่ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อต้นตอ ต้องพยายามคิดใหม่ที่จะแสดงออกด้วยการเสวนากับสถานการณ์ของสังคมและวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งต้องมีรากเหง้าที่มั่นคง ทว่าต้นไม้จะเติบโตด้วยการเสวนาในความจริง โฉมหน้าซึ่งต้องปรับให้เข้ากับเหตุการณ์นี้จะเกิดผลดีเพิ่มขึ้น หากว่าความคิดสร้างสรรค์ ปรีชาญาณ ความรู้สึกอย่างละเอียดอ่อน และความซื่อสัตย์ต่อพระศาสนจักรจะถูกนำมาสมานฉันกัน  ชีวิตฝ่ายจิตของพวกท่านที่มีคุณสมบัติในการเสวนาและเปิดใจกว้างต่อบริบทวัฒนธรรม สังคม และศาสนา แน่นอนว่าจะส่งเสริมเป้าหมายนี้ การเปิดใจกว้างสู่ผู้อื่นไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครจะต้องพยายามสร้างสรรขึ้นเสมอ พระวรสารนั้นมีไว้สำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่นำสิ่งนี้ไปบังคับผู้อื่นให้ต้องเชื่อตาม นี่เป็นเหมือนเชื้อสำหรับมนุษยชาติใหม่ในทุกเวลาและทุกสถานที่ 

ทัศนคติการเปิดใจกว้างและการเสวนาจะช่วยให้ท่านหลีกเลี่ยงการมุ่งอยู่กับตนเอง ซึ่งมักจะเป็นบาปเสมอ นี่เป็นการล่อลวงให้พวกเรามองไปเพียงที่กระจกเงา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ กระจกเงาใช้เพียงเพื่อหวีผมตอนเช้าเท่านั้นก็พอแล้ว การหลีกเลี่ยงการมองเพียงแต่ตนเองทุกประเภท ซึ่งไม่เคยเกิดจากเจตนารมณ์ที่ดีนั้นอันเป็นความหวังของพวกเราสำหรับพระศาสนจักรทั้งมวล นั่นคือการรับรู้ถึงการที่มักยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง อันจะนำไปสู่การปกป้องสถาบันที่จะก่อความเสียหายให้กับปัจเจกบุคคลเสมอ และยังสามารถที่จะนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้กับการปกปิดการล่วงละเมิดของตนเอง พวกเรามีประสบการณ์กับประเด็นนี้มาแล้วด้วยความเจ็บปวด พวกเราพบความเจ็บปวดในหลายปีที่ผ่านมานี้  การยึดเอาตัวตนเองเป็นศูนย์กลางจะกีดกั้นไม่ให้พวกเราเห็นความผิดบกพร่องของตน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเจริญก้าวหน้า และทำให้ไม่มีการเปิดใจกว้างสู่การทบทวนกระวนการกระทำของสถาบัน และวิธีการดำเนินการปกครอง 

ตรงกันข้าม จะเป็นการดีกว่าที่พวกเราต้องกล้าหาญที่จะเผชิญอย่าตรงไปตรงมากับความจริง ทำตามคำแนะนำของพระศาสนจักรผู้เป็นมารดาที่แท้จริงเสมอ พร้อมกับตอบสนองต่อการเรียกร้องของความยุติธรรมและความรัก การชอบยกยอตนเองไม่ได้เป็นการรับใช้ต่อพระพรที่ดี ตรงกันข้ามต้องเป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องให้การตอนรับในแต่ละวันด้วยสิ่งใหม่ๆ – จงอย่าลืมว่าสิ่งประหลาดใหม่จะแสดงถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าเสมอ – นี่เป็นของขวัญที่ได้รับมาแบบเปล่า ๆ ซึ่งพวกท่านได้รับมาด้วยการปฏิบัติตามอุดมการณ์แห่งชีวิตของพวกท่าน และโดยอาศัยความช่วยเหลือของพระเจ้าพวกท่านพยายามที่จะตอบสนองด้วยความเชื่อ ความสุภาพ และความกล้าหาญเฉกเชนพระแม่มารีย์พรหมจารีหลังจากที่ได้รับการแจ้งข่าวจากทูตสวรรค์ 

หัวข้อที่สองที่พ่อปรารถนาที่จะนำมาเสนอให้กับพวกท่านคือความสำคัญแห่งวิกฤต ท่านไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากวิกฤต วิกฤตเป็นพระพรแม้จะในระดับธรรมชาติ – วิกฤตขอการที่ทารกเจริเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่นั้นมีความสำคัญ – แม้ในชีวิตของสถาบัน พ่อได้ปราศรัยเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างยืดยาวในคำปราศรัยต่อสมาชิกของโรมันคูเรีย ในชีวิตมักมีการล่อลวงเสมอที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความขัดแย้ง ความขัดแย้งเป็นสิ่งน่ารังเกลียด สามารถเป็นสิ่งน่าชัง สามารถที่จะสร้างความแตกแยก  แต่วิกฤตก็สามารถเป็นโอกาสให้พวกเราเจริญก้าวหน้าเช่นเดียวกัน ทุกวิกฤตเรียกร้องให้พวกเรามีวุฒิภาวะใหม่ เป็นเวลาของพระจิตผู้ทรงกระตุ้นให้พวกเราเหนความจำเป็นที่ต้องมาทำการรื้อฟื้นกันใหม่โดยไม่ต้องเสียกำลังใจท่ามกลางความยุ่งยากซับซ้อนและความขัดแย้ง ทุกวันนี้มีการเน้นกันมากถึงความสำคัญของการยืดหยุ่นท่ามกลางความยากลำบาก กล่าวคือ ความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตและฉวยโอกาสจากความยุงยากซับซ้อน เพราะทุกวิกฤตเป็นโอกาสให้พวกเราเจริญก้าวหน้า ในอีกมุมมองหนึ่งวิกฤตฝ่ายจิตของปัจเจกบุคคล ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบุคคลและในบริบทของมโนธรรมต้องได้รับการจัดการอย่างเฉลียวฉลาดจากผู้ที่ไม่มีตำแหน่งบริหารในทุกระดับภายใตกระวนการของคณะ นี่เป็นกฎเกณฑ์ที่ดีสำหรับพระศาสนจักรตั้งแต่เวลาที่จำความไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับบรรดานักพรต/ฤษี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เวลาแห่งวิกฤตเท่านั้น แต่โดยทั่วไปในการติดตามการเดินทางฝ่ายจิตของพวกเขา อันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างเวทีภายนอกและภายในที่ประสบการณ์แห่งธรรมประเพณีของพระศาสนจักรที่สอนพวกเราว่านี่เป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้ ความจริงการนำทุกสิ่งมารวมกัน ซึ่งบริบทของการปกครองและบริบทของมโนธรรมจะก่อให้เกิดการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดต่างๆ นานาดังที่พวกเราเห็นกันมาเมื่อมีการพบว่าปัญหาที่รบกวนจิตใจเหล่านี้ถูกค้นพบ 

สุดท้าย ประการที่สาม การดำเนินชีวิตจิตอย่างสม่ำเสมอคงแบบคงเส้นคงวาในความเป็นจริง ความคงเส้นคงวาและความจริงทำให้ “บุคคลผู้นี้มีอำนาจ… เหตุใดเขาจึงมีอำนาจ? เพราะว่าเขาเป็นคนคเส้นคงวา” บ่อยครั้งพวกเราจะพูดกันเช่นนี้ เป้าหมายสุดท้ายแห่งพระพรพิเศษของพวกท่านจะต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่มอบให้กับพระบิดาในการอธิษฐานภาวนาอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ “เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน. 17: 21) พวกเราต้องรับรู้ว่าการเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเป็นการกระทำแห่งพระหรรษทานของพระตรีเอกภาพ “เฉกเช่นที่พระองคทรงประทับอยู่ในข้าพเจ้าและข้าพเจ้าดำรงอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาดำรงอยู่ในเราด้วย” (ibid) เป้าหมายนี้เรียกร้องหน้าที่ในสองมิติด้วยกัน กล่าวคือ ภายนอกคณะและภายในคณะ เกี่ยวกับพฤติกรรมนอกคณะฯ พ่อขอสนับสนุนให้พวกท่านต้องทำ และสำหรับประเด็นนี้เคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) ข้ารับใช้ของพระเจ้าได้มอบแบบฉบับไว้มากมาย – การเป็นประจักษ์พยานแห่งความใกล้ชิดด้วยความรักฉันพี่น้องที่จะเอาชนะต่ออุปสรรคทั้งสิ้น และการเข้าถึงทุกสภาพแห่งชีวิตมนุษย์ จงเอาชนะต่ออุปสรรค จงอย่าได้กลัวนี่เป็นหนทางแห่งความใกล้ชิดฉันพี่น้องที่ถ่ายทอดการประทับอยู่ของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพสู่มนุษย์ชายหญิงแห่งยุคสมัยของพวกเราโดยเริ่มต้นจากคนยากจน บุคคลที่เป็นคนสุดท้าย บุคคลที่ถูกทอดทิ้ง โดยทำงานร่วมกับผู้ที่มีน้ำใจดีเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมและสันติสุข  จงอย่าลืมว่าความใกล้ชิด การอยู่ใกล้ชิดกันเป็นภาษาที่ถ่องแท้ของพระเจ้า จงคิดถึงข้อความในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติเมื่อพระเจ้าตรัสว่า “มีชาติยิ่งใหญ่ใดบ้างที่พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดดุจพระเจ้าของเราทุกครั้งที่เราเรียกหาพระองค์” วิธีการอยู่ใกล้ชิดของพระเจ้ายิ่งวันยิ่งจะไปไกลจนกระทั่งบรรลุถึงความใกล้ชิดอันยิ่งใหญ่นั้น พระวจนาตถ์ทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์ และทรงทำให้พระองค์เองเป็นหนึ่งท่ามกลางพวกเรา ขอจงอย่าได้ลืมว่า ความใกล้ชิดเป็นรูปแบบของพระเจ้า เสมือนเป็นภาษาที่ถ่องแท้ที่สุดในความคิดของพ่อ 

เกี่ยวกับความมานะพยายามของพวกท่านภายในคณะฯ พ่อขอสนับสนุนให้พวกท่านส่งเสริมการก้าวเดินไปด้วยกัน (Synodality) ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อว่าสมชิทุกคนซึ่งมีพระพรพิเศษด้วยกันจะได้มีความรับผิดชอบร่วมกันในการมีส่วนร่วมในชีวิต และกิจการของของพระแม่ และเป้าหมายพิเศษต่างๆ ผู้มีหน้าที่ในการปกครองบริหารถูกเรียกร้องให้ต้องส่งเสริมพร้อมกับให้คำแนะนำที่โปร่งใสไม่เพียงแค่ในกลุ่มบุคคลที่บริหารเท่านั้น แต่ในทุกระดับด้วยพลังในตรรกะแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งทุกคนสามารถใช้พระพรและความคิดของตนในการรับใช้ผู้อื่นในความจริงด้วยเสรีภาพ 

ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเลียนแบบฉบับของเคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) จงฟังเสียงร้องของพรเยซูคริสต์ในการที่พระองค์ทรงถกทอดทิ้งบนไม้กางเขนซึ่แสดงให้เห็นถึงมาตรการแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งหลั่งไหลออกมาจนสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา ผู้เป็นบุคคลอ่อนแอ เป็นคนบาปแถมยังสร้างโศกนาฏกรรมให้กับบ่อเกิดแห่งความสว่าง และความหวังสำหรับมนุษย์ การผ่านความตายสู่การมีชีวิตเป็นหัวใจแห่งคริสศาสนา และยังเป็นพระพรของพวกท่านด้วย ขอบคุณมากสำหรับการเป็นประจักษ์พยานด้วยใจเบิบานต่อพระวรสารที่พวกท่านยังคงมอบให้กับพระศาสนจักรและแก่ชาวโลก  ได้มีการกล่าวกันว่าชาวโฟโคลาเร่มักจะยิ้มอยู่เสมอ พวกเขามีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า พ่อจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อได้ยินมีคนพูดถึงการไม่รู้ของพระเจ้าพวกเขาบอกพ่อว่า “แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าพระเจ้านั้นช่างเขลา?”  เพราะว่ายังมีอยู่อีกสี่อย่างด้วยกันที่พระเจ้าไม่อาจรู้ได้ คือ พวกเยสุอิตคิดอะไรอยู่ ซาเลเซียนมีเงินมากน้อยแค่ไหน มีคณะซิสเตอร์กี่คณะ และโฟโคลาเร่เขายิ้มทำไม?”  พ่อขอมอบการมีเจตนารมณ์ที่ดีและโครงการต่าง ๆ ของพวกท่านไว้ในการวอนขอของพระแม่มารีย์มารดาของพระศาสนจักร และพ่อขออวยพรทุกคนจากใจ โปรดอย่าลืมภาวนาสำหรับพ่อด้วย พ่อเองต้องการคำภาวนา ขอขอบคุณทุกคน 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง) 

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (Angelus) วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม 2021

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (Angelus) วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม 2021

จากห้องสมุดวาติกัน

อรุณสวัสดิ์ ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย  

พระวรสารวันนี้ (ทียบ มก. 1: 21-28) เล่าเรื่องพิเศษเกี่ยวกับพันธกิจของพระเยซูคริสต์ในวันซาบาโต ซึ่งเป็นวันที่ทุกคนพักผ่อนและอธิษฐานภาวนา ผู้คนจะไปยังศาลาธรรม และในวิหารแห่งเมืองกาฟาร์นาอ พระเยซูคริสต์ทรงอ่านพระคัมภีร์พร้อมกับอธิบายให้กับประชาชฟัง ผู้คนในศาลาธรรมต่างก็พากันชื่นชอบในวิธีการเทศน์สอนของพระองค์ พวกเขาต่างพากันประหลาดใจมากเพราะว่าพระองค์เทศน์สอนอย่างผู้ทรงอำนาจซึ่งแตกต่างจากบรรดาคัมภีราจารย์ (ข้อ 22) ยิ่งไปกว่านั้นพระเยซูคริสต์ทรงเผยพระองคเป็นผู้ทรงอำนาจในการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วย พระองค์ทรงรู้จักเจ้าซาตานหรือจิตชั่วร้าย และทรงขับไล่มันออกไปจากชายที่มันสิงตนอยู่ (ข้อ 23-26) 

พวกเราสามารถพบองค์ประกอบสองอย่างที่สำคัญในพันธกิจของพระเยซูคริสต์ ณ จุดนี้ คือ การเทศนาและการรักษา ปัจจัยทั้งสองประการนี้เปนจุดเด่นในพระวรสารโดยผู้นิพนธ์มารโก ทว่าการเทศนามีการกล่าวเน้นมากที่สุด การขับไล่ซาตานเป็นเพียงการยืนยันถึง “อำนาจ” อันทรงพลังแห่งการเทศน์สอนของพระองค์ พระองค์ทรงเทศนาด้วยอำนาจของพระองค์เองประดุจผู้ซึ่งมีธรรมะที่มาจากตนเอง และไม่เหมือนบรรดานักคัมภีราจารย์ที่เทศน์แต่ประเพณีเท่านั้น พวกเขาได้แต่ตอกย้ำธรรมเนียมประเพณีและกฎหมายรูปแบบเก่า มีแต่เพียงย้ำแล้วย้ำอีกตามตัวบทลายลักษณ์อักษรเหมือนกับที่นักร้องมีน่า (Mina) ที่พึมซ้ำไปซ้ำมา [“Parole, parole, parole”]  นี่คือสิ่งที่พวกเขากระทำ มีแต่คำพูด ตรงกันข้ามกับพระเยซูคริสต์  การสอนของพระองค์เปี่ยมด้วยอำนาจเช่นเดียวกันกับของพระเจ้าที่ตรัสเอง พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้มีอำนาจ  คำสอนของพระองค์ทะลุเข้าถึงดวงใจ เพราะด้วยคำสั่งเพียงคำเดียวเท่านั้น พระองค์ก็ทำให้คนที่ถูกปิศาจสิงเป็นอิสระ และทรงเยียวยารักษาเขา เพราะเหตุใดหรือ? เพราะพระวาจาของพระองค์จะเป็นไปตามที่พระองค์ตรัส แล้วเหตุใดพ่อจึงกล่าวเช่นนี้ว่าพระองค์จะทรงเป็นประกาศกองค์สุดท้าย? ขอให้ท่านจำคำพูดของโมเสสไว้ โมเสสกล่าวว่า “หลังจากข้าพเจ้า อีกนานจะมีประกาศกดุจข้าพเจ้าปรากฏมาที่จะสอนพวกท่าน” คำสอนของพระเยซูคริสต์มีอำนาจเช่นเดียวกันกับของพระเจ้าที่ตรัสโดยตรง อันที่จริงด้วยพระบัญชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ทรงทำให้ชายที่ถูกซาตานเข้าสิงเป็นอิสระ นีคือเหตุผลที่พระองค์ตรัส มิใช่ด้วยอำนาจของมนุษย์แต่ด้วยอำนาจของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงมีอำนาจเป็นประกาศกองค์สุดท้าย นั่นคือเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงเสด็จมาช่วยให้พวกเราให้รอด ผู้ทรงเยียวยารักษาพวกเราทุกคน 

มิติที่สองซึ่งได้แก่การเยียวยารักษาเผยให้พวกเราเห็นว่าการเทศนาของพระเยซูคริสต์มีเป้าหมายที่จะสร้างความปราชัยให้กับเหล่าซาตานที่ปรากฎอยู่ท่ามกลางมนุษย์และโลก พระวาจาของพระองค์บ่งชี้ตรงไปยังอาณาจักรของซาตาน ที่ทำให้เจ้ามารร้ายตกอยู่ในอันตรายและต้องถอยออกไป บังคับให้พวกมันต้องจากโลกไป ด้วยพระบัญชาของพระเจ้าที่ทำให้ชายที่ถูกผีสิงได้รับอิสระภาพแล้วเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่  นอกจากนี้แล้วการเทศนาของพระเยซูคริสต์ยังมีตรรกะที่ตรงกันข้ามกับตรรกะของชาวโลกและของพวกซาตาน พระวาจาของพระองค์แสดงให้เห็นระเบียบที่ผิดเพี้ยนต่างๆ มากมาย ความจริงเจ้าปิศาจที่สิงอยู่ในชายผู้นั้นร้องตะโกนใส่พระเยซูคริสต์ว่า “เยซูแห่งนาซาเร็ธ ท่านมายุ่งเกี่ยวอะไรกับเรา?” ท่านมาทำลายเราหรือ?” (ข้อ 24) คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงตรรกะที่อยู่ตรงกันข้ามระหว่างสองฝ่าย ซึ่งเป็นตรรกะที่อยู่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ไม่มีอะไรที่เหมือนกันสักอย่างระหว่างสองฝ่าย อยู่ตรงกันข้าม พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้มีอำนาจและดึงดูดใจผู้คนด้วยอำนาจ และเป็นประกาศกที่เยียวยารักษา ขอให้พวกเราฟังพระวาจาของพระเยซูคริสต์ผู้ทรงอำนาจเสมอไป ขอให้พวกเราจงอย่าได้ลืม! 

จงพกพระวรสารเล่มเล็กๆ ไว้ในกระเป๋าหรือในถุงในย่าม เพื่อที่จะอ่านในเวลากลางวัน เพื่อที่จะฟังพระวาจาอันทรงอำนาจของพระเยซูคริสต์ พวกเราทุกคนต่างก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น พวกเราทุกคนมีบาป พวกเรามีจิตใจที่ไม่สงบ ขอให้พวกเราวิงวอนพระเยซูคริสต์ “ข้าแต่พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นประกาศก เป็นพระบุตรของพระเจ้า พวกเราได้รับสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จมาเพื่อเยียวยารักษาพวกเรา โปรดเยียวยารักษาข้าพเจ้าด้วยเถิด!” โปรดวอนพระเยซูคริสต์ให้เยียวยาพวกเราให้หลุดพ้นจากบาปและจากความชั่วร้ายทั้งปวงของพวกเรา 

พระแม่มารีย์พรหมจารีเก็บพระวาจาและการกระทำต่าง ๆ ของพระเยซูคริสต์ไว้ในดวงพระทัยเสมอ และติดตามพระองค์ไปด้วยความพร้อมและบังเกิดผลดีเสมอ ขอพระแม่โปรดช่วยให้พวกเราฟังพระองค์และติดตามพระองค์ไป เพื่อว่าพวกเราจะได้มีประสบการณ์กับเครื่องหมายแห่งความรอดของพระองค์ในชีวิตของพวกเราด้วยเทอญ 

หลังการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าวพระสันตะปาปาทรงมีพระกระแสดำรัสดังนี้ 

 

ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก  

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พวกเราจะฉลองวันถวายพระกุมารในพระวิหาร เมื่อผู้อาวุโส ซีเมออน และนางฮันนา ซึ่งชรามากแล้วทั้งสองคนได้รับแรงดลใจจากพระจิตให้ทราบว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ พระจิตยังคงผลักดันความคิด และวาจาแห่งปรีชาญาณในทุกวันนี้แก่ผู้สูงอายุ เสียงของพวกเขามีคุณค่าเพราะนั่นคือเสียงแห่งการสรรเสริญพระเจ้า และปกป้องธรรมเนียมอันเป็นรากเหง้าแห่งประชากร ต้องเตือนใจพวกเราว่าผู้สูงอายุเป็นของขวัญอันประเสริฐ และปู่ย่าตายายเป็นจุดเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชนรุ่นต่างๆ โดยการถ่ายทอดประสบการณ์แห่งชีวิต และความเชื่อไปยังชนรุ่นหลัง บ่อยครั้งผู้สูงอายุจะถูกหลงลืมและพวกเราก็มักจะลืมความมั่งคั่งแห่งการธำรงไว้ ซึ่งรากเหง้าและการถ่ายทอดความเชื่อนี้ไป ด้วยเหตุนี้พ่อจึงตัดสินใจตั้งวันระลึกถึงปู่ย่าตายายและผู้สูงอายุสากลขึ้น ซึ่งจะมีการรำลึกถึงในพระศาสนจักรทุกแห่งทั่วโลกทุกปีในวันอาทิตย์ที่สี่ของเดือนกรกฎาคมใกล้กับวันฉลองนักบุญโอากิมและนักบุญอันนา ซึ่งเป็น “ตาและยาย” ของพระเยซูคริสต์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ปู่ย่าตายายจะต้องพบกับลูกหลานและลูกหลานต้องพบกับปู่ย่าตายาย เพราะอย่างที่ประกาศกโแอลกล่าวไว้ว่า ต่หน้าลูกหลานปู่ย่าตายายจะมีความฝัน มีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ และเยาวชนจเมื่อได้รับพลังจากปูย่าตายายก็จะก้าวไปข้างหน้าและกล่าวคำพยากรณ์  วันที่ กุมภาพันธ์ จึงเป็นฉลองแห่งการพบปะกันรหว่างลูกหลานกับปู่ย่าตาทวด 

วันนี้พวกเราระลึกถึงวันโรคเรื้อนสากลที่เริ่มเมื่อกว่า 60 ปีมาแล้วโดยราอูล ฟอลเลอโร (Raoul Follereau) และดำเนิการต่อโดยสมาคมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานด้านมนุษยธรรมของเขา พ่อขอแสดงความใกล้ชิดกับผู้ที่ต้องรับทุกข์เพราะโรคนี้ พ่อขอเป็นกำลังใจให้กับบรรดาธรรมทูต คนที่ดูแลผู้ป่วยและอาสาสมัครที่รับใช้พวกเขา โรคระบาได้ยืนยันว่ามีความสำคัญเพียงใด ที่ต้องปกป้องสิทธิในการดูแลรักษาสุขภาพต่อประชาชนที่มีความอ่อนแอ พ่อหวังว่าผู้นำรัฐต่างๆ จะร่วมมือร่วมใจกันในความพยายามที่จะเยียวยารักษาผู้ที่ป่วยจากโรคฮันเซน และสร้างหลักประกันให้พวกเขามีสิทธิเท่าเทียมกันในสังคม 

พ่อขอต้อรับเยาวชนชายหญิงด้วยความรักจากสังฆมณฑลแห่งกรุงโรม ซึ่งบางคนก็อยู่ที่นี่โดยรวมตัวกันอย่างปลอดภัยตามวัดของตน หรือติดต่อกับพวกเราทางสื่อออนไลน์ ในโอกาสฉลองคาราวานแห่งสันติภาพ (Caravan of Peace) แม้จะมีภาวะฉุกเฉินเรื่องสุขภาพ ซึ่งปีนี้ก็เช่นเดียวกันโดยอาศัยความช่วยเหลือของพ่อแม่นักการศึกษาและศาสนบริกร พวกเขาได้จัดให้มีความคิดริเริ่มนี้ขึ้น พวกเขามีความคิดริเริ่มที่ดี พ่อขอชมเชยทุกคน ขอให้พยายามในการทำความดีต่อไป ขอบคุณทุกคน ต่อไปนี้ให้พวกเรามาฟังพร้อมกัน เกี่ยวกับสาส์นของบรรดาเยาวชนพวกเขา 

 [อ่านสาส์น] 

โดยปกติเยาวชนเหล่านี้จะนำลูกโป่งมาแล้วปล่อยลอยขึ้นจากหน้าต่างแห่งนี้ แต่วันนี้พวกเราถูกจำกัดตัวเองเพราะโรคระบาด ดันั้นเหตุการณ์จะเป็นไปไม่ได้ที่จะกระทำเหมือนเดิม แต่ปีหน้าพวกเธอคงจtทำเหมือนเดิมอย่างแน่นอน 

พ่อขอต้อนรับทุกคนที่เชื่อมสัมพันธ์กับพวกเราโดยอาศัยสื่อต่างๆ ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันอาทิตย์ กรุณาอย่าลืมสวดภาวนาสำหรับพ่อด้วย ขอให้รับประทานอาหารกลางวันด้วยความสุข แล้วค่อยพบกันใหม่ 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัย Angelus ของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง) 

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (Angelus) วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2021

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (Angelus) วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2021

จากห้องสมุดวาติกัน

อรุณสวัสดิ์ ลูกๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย 

พระวรสารของวันอาทิตย์นี้ (เทียบ มก. 1: 14-20) หากจะพูดไปแล้วก็เหมือนการส่งมอบ “คธา” จากยอห์นบัปติสต์ไปยังพระเยซูคริสต์ ยอห์นเป็นผู้เดินทางล่วงหน้าเตรียมหนทางให้กับพระเยซูคริสต์ โดยเริ่มทำพันธกิจด้วยการประกาศถึงความรอดซึ่งบัดนี้ได้มาถึงแล้ว  พระองค์ทรงเป็นองค์แห่งความรอด การเทศนาของพระองค์สรุปได้ด้วยคำพูดดังนี้ “เวลาได้สำเร็จลุล่วงไปแล้ว พระอาณาจักรของพระเจ้ามาถึงแล้ว จงเป็นทุกข์เสียใจในบาป และจงเชื่อต่อพระวรสาร” (ข้อ 15) พระเยซูคริสต์ไม่ได้เล่นกับคำพูด ทว่าเป็นคำพูดที่เชิญให้พวกเราไตร่ตรองในเนื้อหาที่มีความสำคัญยิ่งสองประการด้วยกันคือ เวลา และ การกลับใจ  

ในข้อความของมาร์โกผู้นิพนธ์พระวรสาร คำว่า “เวลา” ต้องเข้าใจว่าเป็นระยะเวลาขอประวัติศาสตร์แห่งความรอดที่พระเจ้าทรงปฏิบัติพันธกิจ ดังนั้นเวลาที่ “ลุล่วงไป” คือการกระทำที่ช่วยให้พวกเรามรอดนั้นได้บรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว เป็นการกระทำที่ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว นี่เป็นเวลาแห่งประวัติศาสตร์ซี่งพระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มายังโลก และพระอาณาจักรของพระองค์ก็ “ใกล้เข้ามา” ยิ่งกว่าเดิมอีก เวลาแห่งความรอดสำเร็จลงแล้วเพราะพระเยซูคริสต์เสด็จมาแล้ว ทว่าความรอดไม่ใช่แบบอัตโนมัติ ความรอดเป็นพระหรรษทานแห่งความรัก และเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงถูกมอบให้กับเสรีภาพของมนุษย์ เมื่อพวกเราพูดถึงความรักพวกเราจะพูดถึงเสรีภาพเสมอ  หากความรักปราศจากซึ่งเสรีภาพ จะไม่ใช่ความรัก ทว่าอาจจะเป็นผลประโยชน์ อาจเป็นความกลัว อาจเป็นหลายสิ่งหลายอย่าง  สำหรับความรักจะต้องเป็นเสรีภาพเสมอ และเมื่อเป็นเสรีภาพ จึงเรียกร้องการตอบสนองด้วยเสรีภาพเช่นเดียวกัน ความรักเรียกร้องให้พวกเราต้องกลับใจ  ดังนั้นความรักหมายถึงการเปลี่ยนชีวิตจิตใจ นี่คือการกลับใจ คือการเปลี่ยนความคิดความอ่าน คือการเปลี่ยนแปลงชีวิต จะม่มีการเลียนแบบฉบับของโลก แต่จะตามแบบฉบับของพระเจ้าซึ่งได้แก่พระเยซูคริสต์ ที่จะติดตามพระเยซูคริสต์ ดังที่พระองค์ได้ทรงกระทำและดังที่พระองค์ทรงสอนพวกเรา เป็นการเปลี่ยนทัศนคติอย่างสิ้นเชิง ความจริงบาปที่อันตรายคือบาปแห่งโลกียวิสัยที่เป็นเหมือนกับอากาศ เพราะมันแทรกซึมเข้าไปในทุกสิ่ง ก่อให้เกิดความคิดที่จะโน้มเอียงไปในทางที่เหนือผู้อื่นและเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า นี่เป็นเรื่องแปลก… อัตลักษณ์แท้จริงของพวกเราคืออะไร? บ่อยครั้งพวกเราจะได้ยินว่าอัตลักษณ์ของคนที่มีความหมกมุ่นในโลกียวิสัยจะแสดงออกมาในลักษณะ “ความขัดแย้ง”   เป็นการยากที่จะแสดงให้เห็นอัตลักษณ์ของคนที่มีทัศนคติแห่งโลกย์วิสัยด้วยคำพูดเชิงบวก และในเชิงแห่งความรอด เพราะว่าเป็นการขัดแย้งกับตนเอง กับผู้อื่น และกับพระเจ้า และเพราะความโน้มเอียงทางบาปและโลกียวิสัยมักจะไม่รีรอที่จะใช้เล่ห์หลอกลวงและความรุนแรง พวกเราเห็นว่าสิ่งใดบ้างที่เกิดขึ้นกับการใช้เล่ห์และความรุนแรง ความโลภ การอยากมีอำนาจ ไม่บริการรับใช้ ชอบทำสงคราม การเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น… นี่คือจิตใจของคนที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยม ซึ่งแน่นอนว่ามีต้นตอมาจากหัวคิดแห่งการหลอกลวง นักแสแสร้งผู้ยิ่งใหญ่ คือเจ้าซาตานนั่นเอง มันคือเจ้าพ่อแห่งจอมโหกอย่างที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกมัน 

ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนขัดแย้งกับข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเชื้อเชิญให้พวกเรารับรู้ถึงตัวเราเองในฐานที่พวกเราต้องการพระเจ้า และพระหรรษทานของพระองค์เพื่อที่พวกเราจะได้มีทัศนคติที่สมดุลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของโลก เพื่อที่พวกเราจะได้ให้การต้อนรับผู้อื่น และมีความสุภาพต่อผู้อื่น เพราะช่วงเวลาที่พวกเรามี ในการที่พวกเราสามารถจะได้รับความรอดนั้นช่างสั้น นั่นคือช่วงเวลาแห่งชีวิตของพวกเราในโลกนี้ ชีวิตของพวกเรานั้นสั้นมาก บางทีดูเหมือนว่าจะยาว… พ่อจำได้ว่าเคยไปโปรดศีลเจิมให้คนคนป่วยสูงอายุที่ดีคนหนึ่ง ตอนนั้นก่อนรับศีลมหาสนิทและศีลเจิม เขาพูดกับพ่อว่า “ชีวิตของผมกำลังจะบินไป” นี่คือสิ่งที่พวกเราคนชรารู้สึกว่าชีวิตกำลังจะผ่านไป ชีวิตต้องผ่านไป และชีวิตเป็นของขวัญแห่งความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ของพระเจ้า แต่การมีชีวิตก็เป็นช่วงเวลาที่พวกเราจะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความรักของพวกเราต่อพระองค์ด้วย ด้วยเหตุนี้ทุกวินาที ทุกรณีแห่งการมีชีวิตของพวกเราจึงเป็นเวลาที่มีค่าที่จะรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ และพวกเราจะเข้าไปสู่ชีวิตนิรันดร 

ประวัติศาสตร์แห่งชีวิตของพวกเรามีสองจังหวะด้วยกัน จังหวะแรกวัดได้ด้วยชั่วโมง วัน ปี ส่วนจังหวะที่สองกอปรด้วยการพัฒนาไปตาเวลา กล่าวคือ เกิดแก่เจ็บตาย  ทุกระยะทุกภาคส่วนมีคุณค่าในตัวเอง และสามารถเป็นเวลาแห่งอภิสิทธิ์ที่จะได้พบกับพระเยซูคริสต ความเชื่อทำให้พวกเราได้พบกับความสำคัญฝ่ายจิตแห่งระยะเวลาเหล่านั้น แต่ละช่วงจะมีการเรียกร้องเป็นพิเศษของพระเจ้าซึ่งพวกเราสามารถที่จะตอบสนองในเชิงลบหรือเชิงบวก ในพระวรสารพวกเราเห็แล้ว่า ซีมอน อันดรูว์ เจมส์ และอห์นตอบสนองอย่างไร พวกเขาเป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะ พวกเขามีอาชีพเป็นชาวประมง พวกเขามีครอบครัว… แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ผ่านมาแล้วเรียกพวกเขา “พวกเขาก็ทิ้งอวนโดยทันทีแล้วติดตามพระองคไป” (มก. 1: 18) 

ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รัก  ขอให้พวกเราตั้งใจสักหน่อย อย่าปล่อยให้พระเยซูคริสต์ผ่านไปโดยที่พวกเราไม่ให้การต้อนรับพระองค์ นักบุญออกัสตินกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเกรงพระเจ้า ขณะที่พระองค์ดำนินผ่าน” เกรงอะไรหรือ?  เกรงว่าจะจำพระองค์ไม่ได้ เกรงว่าจะไม่เห็นพระองค์ เกรงว่าจะไม่ให้การต้อนรับพระองค์ 

ขอพระแม่มารีย์พรหมจารีโปรดช่วยให้พวกเราเจริญชีวิตใแต่ะวัน ในแต่ละวินาทีดุจเป็นเวลาแห่งความรอด ซึ่งพระเยซูคริสตทรงดำเนินผ่านและเรียกให้พวกเราติดตามพระองค์ไป และขอพระแม่ได้โปรดช่วยพวกเราให้กลับใจจากโลกีย์วิสัย เปลี่ยนแปลงจากความฟุ้งเฟ้อที่เป็นเสมือนดอกไม้ไฟไปสู่ความรักและการบริการรับใช้เทอญ  

หลังการสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าวพระสันตะปาปาทรงมีพระดำรัส ดังนี้ 

ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก  วันอาทิตย์นี้มอบให้เป็นวันเฉลิมฉลองพระวาจาของพระเจ้า ของขวัญ” ที่ยิ่ใหญ่ที่สุดแห่งยุคสมัยของพวกเราคือการพบกับพระคัมภีร์ในชีวิตของพระศสนจักรในทุกระดับ ไม่เคยเป็นเช่นเยี่ยงวันนี้มาก่อนที่ทุกคนจะเข้าถึงพระคัมภีร์ได้ในทุกภาษาแม้กระทั่งในรูปแบบของวีดีโอและดีจิตอล นักบุญเยโรมแห่งคริสตศตวรรษที่ 16 กล่าวว่า บุคคลที่ไม่รู้จักพระคัมภีร์ก็ไม่รู้จักพระเยซูคริสต (เทียบ In Isiam Prol.และตรงกันข้ามพระเยซูคริสต์ พระวจนาตถ์ “Logos” ผู้ทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และเสด็จกลับคืนพระชนม์ชีพ ผู้ทรงเปิดจิตใจพวกเราให้เข้าใจพระคัมภีร์ (เทียบ ลก. 24: 45นี่เกิดขึ้นเป็นพิเศษในจารีตพิธี และมื่อพวกเราสวดภาวนาเป็นการส่วนตัว หรือเป็นกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยมีการอ่านพระคัมภีร์และบทเพลงสดุดี พ่อขอบใจและสนับสนุนวัดที่ยืนหยัดในการสอนประชาสัตบุรุษให้รู้จักฟังพระวาจาของพระเจ้า ขอให้พวกเราจงอย่าได้ขาดความชื่นชมยินดีในการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งพระวรสาร และขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าขอให้พวกเรามีนิสัยอันดีนี้ และพกพาหนังสือพระคัมภีร์เล่มน้อยๆ ไว้ในกระเป๋าของเราเสมอ เพื่อที่หาเวลาว่างอ่านในเวลากลางวันอย่างน้อยก็สามสี่วรรค ขอร้องให้พวกเรามีพระคัมภีร์ตดตัวเสมอ 

เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่เพิ่งผ่านมานี้ ห่างจากลานมหาวิหารนักบุญเปโตรเพียงไม่กี่เมตรมีชายชาวไนจีเรียคนหนึ่งอายุ 46 ปี ซึ่งไม่มีบ้านชื่อนายเอ็ดวิน (Edvin) ถูกพบว่านอนตายอยู่เพราะความหนาว เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในอีกหลายๆ เหตุการณ์ของคนที่ไม่มีบ้าน ซึ่งตายไปที่กรุงโรมด้วยเหตุผลเดียวกัน ขอให้พวกเราอธิษฐานภาวนาให้ ดวงวิญญาณของเอ็ดวิน (Edvin) ขอให้พวกเราได้รับคำเตือนใจจากสิ่งที่นักบุญเกรโกรี่ผู้ยิ่งใหญ่ ได้กล่าวไว้ ขอทานคนหนึ่งขอร้องก่อนตายเพราะความหนาวให้คิดถึงเขา เพราะพิธีบูชามิสซาขอบพระคุณจะไม่มีในวันนั้นเพราะเป็นวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ขอให้พวกเราคิดถึงเอ็ดวินชายอายุ 46 ปีผู้นี้เขาคิดอย่างไรท่ามกลางความหนาวเหน็บ ที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ ถูกทอดทิ้ง แม้กระทั่งจากพวกเรา ขอให้พวกเราสวดภาวนานาสำหรับดวงวิญญาณของเขาด้วย 

ช่วงายของพรุ่งนี้ (25 มกราคม) ภายในมหาวิหารนักบุญเปาโลนอกกำแพง พวกเราจะมีพิธีทำวัตรเย็นโอกาสการกลับใจของนักบุเปาโลหลังจากจบสัปดาห์อธิษฐานเพื่อความเป็นเอกภาพของบรรดาคริสตชนพร้อมกับผู้แทนของพระศาสนจักรและชุมชนคริสตชนนิกายอื่น ๆ พ่อขอเชิญชวนพวกเราให้ร่วมใจกันกับพ่อในการอธิษฐานภาวนาเพื่อเอกภาพของบรรดาคริสตชน 

วันนี้ (24 มกราคม) ยังเปนวันที่พวกเรารำลึกถึงนักบุญฟรัซิส เด ซาเลส องค์อุปถัมภ์ของนักข่าวและสื่อสารสังคม เมื่อวานนี้สันตะสำนักได้ออกสาส์นวันสื่อสารสังคมภายใต้ข้อรำพึง “มา และ ดูสิ” ซึ่งเป็นการพบกับประชนในที่ที่พวกเขาอยู่และอย่างที่พวกเขาเป็น พ่อขอสนับสนุนให้นักข่าวทุกคนจง “ไป และดูซิ” ในที่ซึ่งไม่มีผู้ใดอยากไปและเป็นประจักษ์พยานต่อความจริง 

พ่อขอต้อนรับทุกคน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการสื่อสาร ขอส่งคำภาวนาไปยังครอบครัวที่ต้องดิ้นรนเป็นพิเศษในยามนี้ ขอให้กล้าหาญไว้ ขอให้พวกเราก้าวออกไปขอให้พวกเราภาวนาสำหรับครอบครัวเหล่านี้เท่าที่จะทำได้  ขอให้พวกเราเป็นกัลยาณมิตรของพวกเขา ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันอาทิตย์ กรุณาอย่าลืมภาวนาสำหรับพ่อด้วย แล้วค่อยพบกันใหม่

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

บทเทศน์ของพระสันตะปาปา ในวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2021

บทเทศน์ของพระสันตะปาปา ในวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2021

วันอาทิตย์เฉลิมฉลอง “พระวาจาของพระเจ้า”
พิธีบูชาขอบพระคุณ ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร นครรัฐวาติกัน

วันอาทิตย์แห่งการเฉลิมฉลองพระวาจานี้ ขอให้พวกเราฟังพระเยซูคริสต์ในขณะที่พระองค์ทรงประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า ขอให้พวกเราพจารณาว่าพระองค์ตรัสอะไรและตรัสกับผู้ใด 

พระองค์ตรัสอะไร? พระเยซูคริสต์ทรงเริ่มการเทศนาด้วยคำพูดเหล่านี้ “เวลาที่กำหนดไว้มาถึงแล้ว พระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว จงกลับใจและเชื่อข่าวดีเถิด” (มก. 1: 15) พระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว นี่เป็นสาส์นแรก พระอาณาจักรของพระองค์ได้มาสู่ชาวโลกแล้ว ไม่ใชอย่างที่พวกเราชอบคิดกันบ่อยๆ พระเจ้าประทับอยู่ห่างไกล อยู่ในสรวงสวรรค์ ไม่ทรงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ ไม่ใช่เช่นนั้นเลย พระองค์ทรงประทับอยู่ท่ามกลางพวกเรา การอยู่ห่างไกลนั้นสินสุดลงในองค์พระเยซูคริสต์เอง พระองค์ทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาพระเจ้าก็ทรงประทับอยู่อย่างใกล้ชิดกับพวกเรา พระองค์จะไม่มีวันที่จะจากไปหรือเบื่อหน่ายกับสภาพมนุษย์ของพวกเรา ความไกล้ชิดนี้เป็สาส์นแรกแห่งพระวรสาร บทอ่านของวันนี้บอกพวกเราว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็น “ผู้ตรัส” (ข้อ 15) คำพูดเหล่านั้น พระองค์ทรงตรัสย้ำบ่อยๆ “พระเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้” อันเป็นแรงจูงใจแห่งการเทศนา และนี่เป็นหัวใจแห่ข่าวดีของพระองค์ หากนี่เป็นการเปิดหัวเรื่องและการเทศนาซ้ำๆ ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งจะต้องเป็นจุดยืนและเป็นสาส์นสำหรับชีวิตของบรรดาคริสตชน ก่อนสิ่งใด ๆ พวกเราต้องเชื่อและประกาศว่าพระเจ้าทรงเสด็จมาประทับอยู่ใกล้พวกเรา  พวกเราไดรับการอภัยพระเมตตาจากพระอค์ ก่อนที่จะเอ่ยคำใดเกี่ยวกับพระเจ้า พระวาจาของพระองคสำหรับพวกเรา พระวจนาตถ์ยังทรงบอกพวกเราว่า “จงอย่าได้กลัว เราอยู่กับท่าน เราอยู่เคียงข้างท่าน และเราจะอยู่ที่นั่นเสมอ” 

พระวาจาของพระเจ้าทำให้พวกเราสามารถสัมผัสได้กับความใกล้ชิด เพราะดังที่หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติบอกพวกเรา – พระวาจาอยู่ไม่ไกลจากเรา พระวาจาอยู่ใกล้หัวใจพวกเรา (เทียบ ฉธบ. 30: 14) พระวาจาเป็นยาต้านความกลัวของพวกเรา ที่ต้องเผชิญกับชีวิตตามลำพัง อันที่จริงโดยอาศัยพระวาจาพระองค์รงบรรเทาพวกเร กล่วคือทรงยืนอยู่ “กับ” (con-) ผู้ที่อยู่ “ตามลำพัง” (soli)  ในการตรัสกับพวกเราพระองค์ทรงเตือนใจพวกเราว่า พระองค์ทรงรักพวกเราอย่างเต็ทเปี่ยมในดวงพระทัย พวกเราเป็นบุคคลประเสริฐในสายพระเนตรของพระองค์ และพระองค์ทรงทำนุพวกเราไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระวาจาของพระองค์ทำให้พวกเราเปี่ยมด้วยสันติสุข เป็นพระวาจาแห่งความบรรเทา ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้พวกเรากลับใจด้วย “จงเป็นทุกข์กลับใจ” พระเยซูคริสต์ตรัสทันทีหลังจากที่ประกาศถึงการประทับอยู่อย่าใกล้ชิดของพระเจ้า พวกเราต้องกตัญญูสำหรับการประทับอยู่อย่าใกล้ชิดนี้ เพราะว่าพวกเราไม่สามารถที่จะห่างเหินจากพระเจ้าและเพื่อนบ้านของพวกเรา ขณะที่พวกเรามัวแต่คิดถึงแต่ตนเองบัดนี้หมดเวลานั้นแล้ว การกระทำเช่นนั้นไม่ใช่เป็นการกระทำของคริสตชน เพราะผู้ที่มีประสบการณ์กับความใกล้ชิดของพระเจ้าไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงต่อเพื่อนพี่น้อง หรือปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเฉยเมย ผู้ที่ฟังพระวาจาของพระเจ้าจะถูกเตือนใจเสมอว่าชีวิตไม่ใช่กีดกั้นตัวพวกเราออกจากผู้อื่น แต่จะต้องไปพบปะพวกเขาในพระนามของพระเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ใกล้ชิดพวกเรา พระวาจาที่หว่านลงบนผืนดินแห่งดวงใจของพวกเราต้องนำให้พวกเราหว่านความหวังด้วยการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น เฉกเช่นที่พระเจ้าทรงกระทำต่อพวกเรา 

บัดนี้ ขอให้พวกเราพิจาราดูว่าพระเยซูคริสต์ตรัสกับผู้ใด พระวาจาแรกของพระองค์ตรัสกับชาวประมง ชาวกาลิลียน ซึ่งพวกเขาเป็นชาวบ้านซื่อๆ ที่ดำเนินชีวิตด้วยการทำงานหนักทั้งกลางวันและกลางคืน พวกเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในพระคัมภีร์ หรือเป็นคนที่มีความรู้ทั้งในวิชาการและวัฒนธรรม พวกเขาดำเนินชีวิตอยู่ในภูมิภาคที่ประกอบด้วยชนชาติพันธุ์ ชนเผ่า และวัฒนธรรมต่างๆ เป็นบุคคลจำพวกที่ไม่ค่อยจะแตกต่างจากผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาในกรุงนครเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นหัวใจของประเทศสักเท่าไร แต่นั่นเป็นจุดที่พระเยซูคริสต์ทรงเริ่มต้นการประกาศข่าวดี ไม่ใชจากศูนย์กลางเมือง แต่จากชายแดน และที่พระอค์ทรงกระทำเช่นนั้นก็เพื่อที่จะบอกพวกเราด้วยว่าไม่มีผู้ใดที่อยู่ห่างไกลจากหัวใจของพระเจ้า ทุกคนสามารถที่จะรับพระวาจาของพระองค์และพบปะกับพระองค์ด้วยตัวตนเอง พระวรสารเล่าละเอียดมากเกี่ยวกับประเด็นนี้ เพื่อสอนพวกเราว่าการเทศนาของพระเยซูคริสต์เกิดขึ้น “ภายหลัง” การประกาศของอห์น บัปตีสต์ (เทียบ มก. 1: 14) คำว่า “ภายหลัง” เป็นคำชี้ขาด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง อห์นต้อนรับประชาชนในทะเลทราย ซึ่งคนเหล่านั้นสามารถทิ้งบ้านเท่านั้น ที่พวกเขาสามารถเดินทางไปได้ ส่วนประเยซูคริสต์นั้นทรงตรัสถึงพระเจ้าท่ามกลางสังคม กับทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด พระองคไม่ได้เทศน์สอนในเวลาหรือสถานที่จำกัด แต่พระองค์ทรง “ดำเนิไปตามชายฝั่งทะเล” ไปพบชาวประมงที่ “กำลังลงอวนจับปลา” (ข้อ 16) พระองค์เทศน์สอนประชาชนในเวลาและสถานที่ใช้ชีวิตตามปกติธรรมดา ณ จุดนี้พวกเราจะเห็นถึงอำนาจสากลแห่งพระวาจาของพระเจ้า ที่สามารถเข้าถึงทุกคนและทุกบริบทของชีวิต 

พระวาจาของพระเจ้ายังทรงมีอำนาจพิเศษด้วย กล่าวคือ พระวาจาสามารถสัมผัสโดยตรงกับแต่ละคน บรรดาศิษย์คงจะไม่มีวันลืมถึงพระวาจาที่พวกเขาได้ยินวันนั้นบนชายฝั่งทะเลสาบข้าง ๆ เรือในขะที่พวกอยู่พร้อมหน้ากับสมาชิกในครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน เป็นคำพูดที่ฝังลึกอยู่ในใจของพวกเขาตลอดไป พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกเขาว่า “จงตามเรามา เราจะทำให้พวกท่านเป็นประมงมนุษย์” (ข้อ 17) พระองค์มิได้ตรัสกับพวกเขาโดยใช้ภาษาหรือความคิดที่สูงส่ง แตทรงกล่าวถึงชีวิตของพวกเขา พระองค์ทรงบอกพวกเขาว่าพวกเขาจะเป็นประมงจับมนุษย์ ถ้าพระองค์บอกพวกเขาว่า “จงตามเรามา เราจะทำให้ท่านเป็นอัครสาวก ท่านจะถูกส่งไปยังโลกเพื่อประกาศพระวรสารในพระนามของพระจิต ท่านจะถูกสังหาร ที่สุดท่านจะกลายเป็นนักบุญ”  พวกเราคงแน่ใจได้เลยว่าทั้งเปโตรและอันดรูว์คงจะตอบว่า “ขอบคุณนะ ทว่าเราจะอยู่กับเรือหาปลาของเราดีกว่า” พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกเขาตามวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของพวกเขา “ท่านเป็นชาวประมง แล้วท่านจะกลายเป็นประมงจับมนุษย์” เหมือนถูกฟ้าผ่าด้วยคำพูดเหล่านั้น พวกเขารับรู้ทันทีว่าการหย่อนอวนลงจับปลานั้นเป็นเรื่องเล็ก ในขณะที่การแล่นเรือไปในที่ลึก ในการตอบสนองต่อพระวาจาของพระเยซูคริสต์นั้นเป็นความลับแห่งความชื่นชมยินดีที่แท้จริง 

พระเยซูคริสต์ทรงกระทำเช่นเดียวกันกับพวกเรา พระองค์ตามหาพวกเราตามที่ที่พวกเราเป็นอยู่ พระองค์ทรงรักพวกเราอย่างที่พวกเราเป็น และพระองค์ทรงเดินเคียงข้างพวกเราด้วยความอดทน เช่นเดียวกันกับที่พระอค์ทรงกระทำกับชาวประมงเหล่านั้น พระองค์ทรงรอคอยพวกเรา ณ ชายฝั่งแห่งชีวิตของพวกเรา ด้วยพระวาจาพระองค์ทรงต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงพวกเรา พระองค์ประสงค์ที่จะเชิญพวกเราใหดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์กว่า เพื่อที่จะแล่นเรือไปในที่น้ำลึกด้วยกันกับพระองค์ 

ดังนั้น ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รัก ขอใหพวกเราอยาเมินเฉยต่อพระวาจาของพระเจ้า  เสมือนเป็นจดหมายรักที่เขียนถึงพวกเราจากผู้ที่รู้จักพวกเราดีที่สุด ในการอ่านจดหมายนั้นพวกราจะได้ยินเสียงของพระอค์อีกครั้งหนึ่ง จะเห็นพระพักตร์ของพระอค์ และจะได้รับพระจิตของพระองค์ คำพูดนั้นทำให้พวกเราเข้าใกล้ชิดกับพระเจ้า ขอให้พวกเราอย่าทิ้งจดหมายรักนั้นไป แต่ให้เก็บไว้กับตัวเสมอในกระเป๋า ในโทรศัพท์มือถือของพวกเรา ขอให้พวกเราเก็บพระคัมภีร์ไว้ในสถานที่เหมาะสมภายในบ้าน ขอให้พวกเราเก็บพระวรสารไว้ในที่ที่พวกเราจะสามารถหยิบขึ้นมาอ่านได้โดยง่าย อาจเป็นตอนเริ่มต้นและตอนจบวันของแต่ละวัน เพื่อว่าพระวาจาเหล่านั้นจะได้ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทหูของพวกเรา ในแต่ละวันอาจมีพระวาจาบางคำของพระเจ้าที่สะกิดใจเรา อันเป็นแรงบันดาลใจพวกเรา เพื่อที่จะทำเช่นนี้ได้ขอให้พวกเราวอนขอพลังจากพระเยซูคริสต ขอร้องให้พวกเราปิดโทรทัศน์สักครู่ แล้วหันมาเปิดพระคัมภีร์ ขอร้องให้ปิดโทรศัพท์สักครู่แล้วมาเปิดพระวรสารสักนิด ในปฏิทินปีพีธีกรรมของปีนี้ ปีบี พวกเรากำลังอ่านพระวรสารบันทึกโดยนักบุญมาร์โก ซึ่งเปนพระวรสารที่เรียบง่ายและสั้นที่สุดในบรรดาพระวรสารด้วยกัน ทำไมพวกเราไม่อ่านพระคัมภีร์ที่บ้านด้วยเล่า แมอ่านข้อความเพียงสันๆ ในแต่ละวัน นี่แหละจะทำให้รู้สึกว่าพระเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้ตัวพวกเรา และจะทำให้พวกเรามีความกล้าหาญในขณะที่พวกเราเดินทางไปในชีวิตของพวกเรา

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บบทเทศน์ของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง) 

การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience)
การสอนคำสอนวันพุธที่ 20 มกราคม 2021

การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience)
การสอนคำสอนวันพุธที่ 20 มกราคม 2021

จากหอสมุดวาติกัน

การสอนคำสอน – การอธิษฐานภาวนาเพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตชน

อรุณสวัสดิ์ ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        ในการเรียนคำสอนวันนี้ พวกเราจะไตร่ตรองกันถึงเรื่องการอธิษฐานภาวนาเพื่อความเป็นเอกภาพของบรรดาคริสตชน ความจริงช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 18-25 มกราคม เป็นวันพิเศษที่พระศาสนจักรมอบให้เพื่อการนี้ สำหรับวอนขอ “ของขวัญ-พระพรสำหรับความเป็นเอกภาพที่สามารถชนะต่อการเป็นที่สะดุดอันเกิดจากการแตกแยกระหว่างผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ หลังอาหารค่ำมื้อสุดท้าย พระองค์ทรงอธิษฐานภาวนาเพื่อศิษย์ของพระองค์ “เพื่อให้พวกเขาทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน. 17: 21) นี่เป็นการอธิษฐานของพระองค์ก่อนที่พระองค์จะได้รับมหาทรมาน พวกเราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นพินัยกรรมฝ่ายจิตของพระองค์ ขอให้พวกเราสังเกตว่าพระเยซูคริสต์ มิได้สั่งเพียงให้ศิษย์ของพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน ทว่าพระองค์อธิษฐานต่อพระบิดาสำหรับพวกเรา เพื่อว่าพวกเราทุกคนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน นี่หมายความว่าพวกเราจะไม่สามารถที่จะบรรลุความเป็นหนึ่งเดียวกันได้โดยลำพังด้วยพลังของตัวพวกเราเอง ที่สำคัญนั้นคือเอกภาพเป็นของขวัญ เป็นพระหรรษทาน เป็นพระพรที่พวกเราต้องวอนขอด้วยการอธิษฐานภาวนา

        พวกเราแต่ละคนต้องการความเป็นเอกภาพ ความจริงพวกเราทราบดีว่าพวกเราไม่สามารถจะดำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพแม้กระทั่งกับตัวเราเอง แม้อัครสาวกเปาโลยังรู้สึกความขัดแย้งอย่างแรงในตัวท่านเอง กล่าวคือ แม้ว่าท่านต้องการที่จะทำดี แต่ก็มีความโน้มเอียงไปทางความชั่วร้าย (เทียบ รม. 7: 19) ท่านจึงเข้าใจรากเหง้าแห่งการแตกแยกมากมายที่อยู่รอบตัวพวกเรา ระหว่างประชาชน ในครอบครัว ในสังคม ระหว่างชาติ แม้กระทั่งระหว่างผู้ที่มีความเชื่อและในตัวเราเอง สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ยืนยันว่า “ความไม่สมดุลซึ่งโลกดำเนินอยู่นั้นมีการเชื่อมโยงกันกับความไม่สมดุลพื้นฐานหลากหลายที่มีรากเหง้าอยู่ในใจมนุษย์  เพราะในตัวมนุษย์เองมีหลายปัจจัยที่ขัดแย้งกัน […] ดังนั้นมนุษย์จึงมีปัญหาของความแตกแยกกันภายใน และจากนั้นก็ตามมาด้วยการไม่ลงรอยกันต่างๆ ในสังคม” (Gaudium et spes, ข้อ 10) เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการแตกแยกเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการเป็นอริต่อคนอื่น เพราะการไม่ลงรอยกันจะก่อให้เกิดการร้าวฉานกันเพิ่มขึ้น การแก้ไขที่แท้จริงเริ่มต้นด้วยการวิงวอนพระเจ้าเพื่อสันติสุข การคืนดีกัน และความเป็นเอกภาพ

        และนี่คือสิ่งแท้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบรรดาคริสตชน     เอกภาพจะได้มาก็ต้องด้วยผลแห่งการอธิษฐานภาวนา ความพยายามทางการทูต และการเสวนาเชิงวิชาการยังไม่เพียงพอ พวกเราได้ทำสิ่งเหล่านี้ทว่ายังไม่เพียงพอ พระเยซูคริสต์ทรงทราบสิ่งนี้ ดังนั้นพระองค์ทรงเปิดประตูให้พวกเราเห็นความสำคัญของการอธิษฐานภาวนา การอธิษฐานของพวกเราเพื่อเอกภาพจึงต้องทำด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ต้องไว้วางใจในการมีส่วนร่วมกับการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสัญญาว่าการอธิษฐานใด ๆ ก็ตามที่กระทำในพระนามของพระองค์พระบิดาจะทรงรับฟัง (เทียบ ยน. 15: 7) มาถึง ณ จุดนี้พวกเราสามารถถามตนเองว่า “ฉันเองเคยอธิษฐานเพื่อความเป็นเอกภาพของบรรดาคริสตชนบ้างหรือไม่?” เพราะนี่เป็นพระประสงค์ของพระเยซูคริสต์ หากพวกเราสำรวจเจตนารมณ์ของพวกเรา คงอาจจะเป็นได้ว่าพวกเราอธิษฐานภาวนาเพียงเล็กน้อยหรือไม่เคยเลยสำหรับความเป็นเอกภาพของบรรดาคริสตชน และความเชื่อของชาวโลกก็ขึ้นอยู่กับการอธิษฐานนี้ ความจริงแล้วพระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อที่โลกจะได้เชื่อ” (ยน. 17: 21) ชาวโลกจะไม่เชื่อเพราะถ้าพวกเรามักเอาชนะกันด้วยการโต้เถียง ทว่าหากพวกเราเป็นประจักษ์พยานต่อความรักที่ผนึกพวกเราให้ใกล้ชิดกันชาวโลกจึงจะเชื่อถือ

        ในช่วงที่พวกเรากำลังเผชิญความทุกข์ยากสาหัสนี้ การอธิษฐานยิ่งมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อที่ความเป็นเอกภาพจะได้เอาชนะต่อความขัดแย้ง นี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่พวกเราต้องทิ้งเรื่องอื่นไปก่อนเพื่อที่จะช่วยกันส่งเสริมความดีงาม คุณประโยชน์สุขส่วนรวม และเพื่อที่จะให้แบบฉบับของพวกเราเป็นพื้นฐาน อันเป็นความจำเป็นที่คริสตชนจะต้องติดตามหนทางแห่งการเป็นเอกภาพที่สามารถมองเห็นได้ ต้องขอบคุณพระเจ้าในทศวรรษที่แล้ว ซึ่งมีความก้าวหน้าหลายขั้นตอน แต่พวกเราก็ยังจำเป็นต้องยืนหยัดอยู่ในความรักและในการอธิษฐานภาวนาโดยไม่รู้จักเหนื่อยหรือสูญเสียความไว้วางใจในพระเจ้า อันเป็นหนทางที่พระจิตทรงมอบให้พระศาสนจักรก้าวเดินในบรรดาคริสตชนและในตัวเรา ซึ่งจะต้องไม่มีการเดินย้อนหลัง พวกเราต้องก้าวเดินไปข้างหน้าเสมอ

        การอธิษฐานภาวนาคือการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความเป็นเอกภาพ ใช่แล้วต้องต่อสู้ เพราะเจ้าซาตานศัตรูของพวกเราเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้พวกเราแตกแยกกัน พระเยซูคริสต์ทรงวิงวอนพระจิตเพื่อความเป็นเอกภาพ เพื่อที่จะสร้างเอกภาพ ขณะที่ซาตานจะทำให้เกิดการแตกแยกเสมอ มันทำให้พวกเราแตกแยกกันเสมอ เพราะเป็นสิ่งง่ายที่จะทำให้พวกเราแตกแยกกัน ซาตานส่งเสริมให้มีการแตกแยกทุกหนทุกแห่งในขณะที่พระจิตทรงทำให้เกิดเอกภาพ โดยทั่วไปแล้วซาตานจะล่อลวงพวกเราไม่ใช่ด้วยเทวศาสตร์ขั้นสูง แต่ด้วยความอ่อนแอของบรรดาพี่น้องชายหญิงของพวกเรา ซาตานมีเล่ห์เหลี่ยม มันชอบขยายความผิดบกพร่องของผู้อื่น มันหว่านการแตกแยก มันยุยงให้ติเตียนผู้อื่นแล้วแบ่งพรรคแบ่งพวก ส่วนพระเจ้ามีอีกวิธีหนึ่ง กล่าวคือพระองค์ทรงยอมรับอย่างที่พวกเราเป็น ยอมรับผู้อื่นที่แตกต่างจากพวกเรา ทรงยอมรับคนบาป และพระองค์ทรงชักชวนพวกเราให้มีเอกภาพเสมอ พวกเราควรประเมินตนแล้วถามตัวเองว่า ในสถานที่ที่พวกเราพำนักอาศัย พวกเราหล่อเลี้ยงความขัดแย้งกันหรือพวกเราต่อสู้เพื่อให้เกิดเอกภาพด้วยเครื่องมือที่พระเจ้าประทานให้พวกเรา ซึ่งได้แก่การอธิษฐานภาวนาและความรัก และสิ่งใดเล่าที่มักส่งเสริมความขัดแย้ง นั่นก็คงไม่พ้นการนินทาลับหลังผู้อื่น การนินทาเป็นอาวุธที่สะดวกและง่ายที่สุดที่ซาตานชอบใช้ในการสร้างความแตกแยกท่ามกลางชุมชนคริสตชน ภายในครอบครัว หมู่มิตรสหาย ส่วนพระจิตจะดลใจและผลักดันให้พวกเราสร้างเอกภาพเสมอ

        เนื้อหาแห่งการอธิษฐานสัปดาห์นี้เจาะจงถึงความรักเป็นพิเศษ “จงดำรงอยู่ในความรักของเรา แล้วท่านจะบังเกิดผลบริบูรณ์” (เทียบ ยน. 15: 5-9) รากเหง้าแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันและความรัก คือพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งทำให้พวกเราสามารถเอาชนะต่อความลำเอียงของพวกเรา เพื่อที่มองเห็นผู้อื่นว่าทุกคนต่างเป็นพี่น้องของพวกเรา ที่พวกเราจะต้องให้ความรักเสมอ จากนั้นพวกเราจะพบว่าคริสตชนนิกายอื่น ๆ พร้อมกับขนบธรรมเนียมและประวัติศาสตร์ของพวกเขาล้วนเป็นของขวัญ/พระพรจากพระเจ้า พวกเขาคือของขวัญที้มีอยู่ในเขตศาสนปกครอง (สังฆมณฑล) และบริเวณเขตวัดของพวกเรา ขอให้พวกเราอธิษฐานภาวนาสำหรับบรรดาพี่น้องศาสนิกต่างนิกาย และเมื่อใดที่เป็นไปได้ก็อธิษฐานพร้อมกันกับพวกเขา การทำเช่นนี้จะทำให้พวกเราเรียนรู้ที่จะรักและชื่นชมนิยมในพวกเขา สภาสังคายนา ฯ เตือนใจพวกเราว่าการอธิษฐานภาวนาเป็นวิญญาณของกระบวนการขับเคลื่อนเพื่อความเป็นเอกภาพทุกชนิด (เทียบ Unitatis redintegratio, ข้อ 8) เพราะฉะนั้นขอให้การอธิษฐานภาวนาเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยพระเยซูคริสต์ทำให้ความฝันของพระองค์เป็นจริง เพื่อทุกคนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน  ขอขอบคุณ    

คำกล่าวต้อนรับ

        ขอต้อนรับสัตบุรุษที่พูดภาษาอังกฤษ ในสัปดาห์อธิษฐานเพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตนนี้ขอให้พวกเราวิงวอนขอขวัญจากพระบิดา ขอให้พวกเรามีเอกภาพที่สมบูรณ์ระหว่างศิษย์ของพระเยซูคริสต์ทุกคน สำหรับการเผยแผ่ข่าวดี และสำหรับความรอดของโลก ขอความชื่นชมยินดีและสันติสุขของพระเยซูคริสต์จงประทับอยู่กับท่านและครอบครัวของท่านทุกคน  ขอขอบคุณ

การขอร้อง/อุทธรณ์

        วันศุกร์ที่ 22 มกราคม นี้ สนธิสัญญาห้ามใช้อาวุธนิเคลียร์จะมีผลบังคับใช้ นี่เป็นเครื่องมือสากลที่มีผลบังคับแรกทางกฎหมายที่ห้ามใช้อาวุธเหล่านี้ ซึ่งหากมีการใช้อาวุธอย่างตามใจชอบจะสร้างผลร้ายให้กับประชากรในเวลาเพียงสั้นๆ ทว่าผลร้ายนั้นจะยืดยาวต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

        พ่อขอสนับสนุนทุกภาครัฐและประชาชนทุกคนอย่างเต็มที่ โปรดให้ร่วมใจกันทำงานจนสุดความสามารถส่งเสริมเงื่อนไขที่จะให้โลกของพวกเราปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ ช่วยสร้างสันติสุขและความร่วมมือกัน ซึ่งมนุษยชาติมีความต้องการหยุดยั้งการใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นอย่างยิ่งในขณะนี้

สรุปคำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปา

        ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รัก ตั้งแต่วันที่ 18 – 25 มกราคมในแต่ละปี พวกเราเฉลิมฉลองสัปดาห์อธิษฐานภาวนาเพื่อความเป็นเอกภาพของบรรดาคริสตชน ในวันเหล่านี้ผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ถูกขอร้องให้อธิษฐานภาวนาเป็นพิเศษต่อพระบิดา เพื่อของขวัญแห่งเอกภาพ เพื่อที่จะประกาศข่าวดีให้แก่ชาวโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแตกแยก การตอบสนองของพวกเราต่อปัญหาเหล่านี้ ประการแรกต้องเป็นการอธิษฐานภาวนาเพื่อการเยียวยา และการคืนดีกัน ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงมีชัยชนะสำหรับพวกเราด้วยมหาทรมานที่ช่วยให้พวกเรารอด พวกเราถูกเรียกร้องให้ต้องแบ่งปันคำอธิษฐานภาวนาของพระเยซูคริสต์ในการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย “เพื่อว่าทุกคนจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน… เพื่อที่โลกจะได้เชื่อ” (ยน. 17: 21) และพบกับความรอด ในเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญความทุกข์ยุ่งยากนี้ คริสตชนถูกเรียกร้องให้ต้องเป็นประจักษ์พยานต่อความรักแห่งการคืนดีกัน และก้าวเดินทางอย่างมั่นคงไปในหนทางแห่งความเป็นเอกภาพที่สมบูรณ์และมองเห็นได้ เนื้อหาสำหรับสัปดาห์อธิฐานเพื่อเอกภาพปีนี้คือ “จงดำรงอยู่ในเราแล้วท่านจะบังเกิดผลบริบูรณ์” (เทียบ ยน. 15: 5-9) ข้อความนี้เตือนใจพวกเราว่าความรักของพระเยซูคริสต์ คือพื้นฐานสำคัญแห่งความเป็นเอกภาพระหว่างบรรดาคริสตชนและเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราพยายามที่จะเข้าใจถึงความแตกต่างที่มั่งคั่งของพวกเราในพระจิต เพื่อที่จะเอาชนะต่อการแตกแยกของพวกเราและให้พวกเราทำงานร่วมกันในการรับใช้พระอาณาจักรแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระเจ้า ความยุติธรรม และสันติสุข

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บการสอนคำสอนของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (ANGELUS) ของวันที่ 17 มกราคม 2021

ทูตสวรรค์แจ้งข่าว (ANGELUS) ของวันที่ 17 มกราคม 2021

ณ หอสมุดแห่งสันตะสำนัก

อรุณสวัสดิ์ ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        พระวรสารวันอาทิตย์ที่สองในเทศกาลธรรมดา (ดู ยน. 1: 35-42) เล่าเรื่องการพบปะระหว่างพระเยซูคริสต์กับศิษย์คนแรกของพระองค์ บริบทนี้เกิดขึ้น ณ ริมแม่น้ำจอร์แดน หลังการรับพิธีล้างของพระเยซูคริสต์ตามจารีตของจอห์น บัปตีสต์ และเป็นจอห์นบัปติสต์เองที่ชี้ไปยังพระผู้ไถ่ให้กับชายสองคนโดยกล่าวว่า “นี่ไง ลูกแกะของพระเจ้า” (ข้อ 36) และชายสองคนนั้นเชื่อในคำพูดของจอห์นจึงติดตามพระเยซูคริสต์ไป พระองค์เห็นเช่นนี้จึงถามว่า “ท่านแสวงหาอะไร?” พวกเขาจึงถามพระองค์ว่า “พระอาจารย์ ท่านพักอยู่ที่ไหน?” (ข้อ 38)

        พระเยซูคริสต์ไม่ได้ตอบว่า “เราอยู่ที่เมืองกาฟาร์นาอุมหรือที่เมืองนาซาเเร็ธ” แต่กล่าวว่า “ตามมาสิและท่านจะเห็นเอง” (ข้อ 39) นี่ไม่ใช่นามบัตร ทว่าเป็นการเชิญให้ไปพบ ทั้งสองคนติดตามพระองค์ไปและอยู่กับพระองค์ตลอดบ่ายวันนั้น ไม่ยากนักที่จะจินตนาการว่าเขาสองคนคงนั่งลงถามพระองค์ร้อยแปดพันเรื่อง และที่สำคัญคือตั้งใจฟังพระองค์ รู้สึกหัวใจของตนร้อนเป็นเปลวไฟยิ่งที่ยิ่งมากขึ้น ในขณะที่ฟังพระอาจารย์พูด พวกเขาสัมผัสได้กับความงดงามแห่งพระวาจาที่ตอบสนองต่อความหวังอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา แล้วทันทีทันใดนั้นพวกเขาก็พบว่าถึงแม้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ในดวงใจของเขาเปี่ยมด้วยความสว่างไสว ซึ่งมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่จะประทานให้ได้ก็ปะทุขึ้นในภายในตัวเขา สิ่งหนึ่งที่สร้างความสนใจให้พวกเราคือ อีก 60 ปีต่อมา หรืออาจมากกว่านั้นหนึ่งในสองคนนั้นจะเป็นผู้นิพนธ์พระวรสาร “ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณสี่โมงเย็น” เขาบันทึกเวลาไว้ และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเราคิดไตร่ตรอง การพบปะกันที่แท้จริงกับกับพระเยซูคริสต์ทุกครั้งจะมีชีวิตชีวาอยู่ในความทรงจำที่พวกเราจะไม่มีวันลืม  พวกเราอาจจะหลงลืมกับการพบปะมากมาย แต่การพบปะที่แท้จริงกับพระเยซูคริสต์จะเป็นความทรงจำตลอดไป อีกหลายปีต่อมาชายสองคนนั้นยังจำเวลาที่พบปะกับพระองค์ได้อย่างแม่นยำ พวกเขาไม่ลืมการพบปะที่ทำให้พวกเขามีความปีติสุขใจอย่างครบบริบูรณ์ ที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา จากนั้นเมื่อจบจากการพบปะนั้นแล้วพวกเขาก็กลับไปสู่พี่น้องพร้อมกับความชื่นชมยินดีที่เป็นความสว่างนั้นท่วมท้นหัวใจของเขาดุจสายน้ำที่ไหลเชี่ยว หนึ่งในสองคนนั้นอันดรูว์ได้พูดกับซีมอนพี่ชาย ซึ่งต่อมาพระเยซูคริสต์เปลี่ยนเป็นชื่อเขาเป็นเปโตร อันดรูว์เพียงบอกว่า “เราได้พบพระผู้ไถ่” (ข้อ 41) พวกเขามั่นใจว่าพระเยซูคริสต์คือพระผู้ไถ่อย่างแน่นอน

        ขอให้พวกเราหยุดนิ่งไตร่ตรองสักครู่หนึ่งถึงประสบการณ์ที่พวกเราแต่ละบุคคลได้พบกับพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงขอร้องให้พวกเราอยู่กับพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้ที่คิดริเริ่มก่อนเสมอ พระองค์ทรงเรียกเรา พระเจ้าทรงเรียกพวกเราให้เข้าสู่การมีชีวิต พระองค์ทรงเรียกพวกเราให้มีความเชื่อ ขอให้พวกเรามีสถานภาพพิเศษในชีวิต “เราต้องการท่านเช่นนี้” การขอร้องประการแรกของพระเจ้าคือขอให้พวกเรามีชีวิต ซึ่งอาศัยการมีชีวิตพระองค์ทรงทำให้พวกเราเป็นบุคคล นี่เป็นกระแสเรียกส่วนบุคคลเพราะพระองค์ได้ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นตามลำดับ แล้วพระเจ้าก็ทรงเรียกร้องให้พวกเรามีความเชื่อและเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์ดุจบุตรของพระเจ้า สุดท้ายพระเจ้าทรงเรียกให้พวกเรามีสภาพชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้มอบตัวพวกเราในวิถีต่าง ๆ กันหนทางแห่งการแต่งงาน หรือให้เป็นศาสนบริกร หรือเป็นผู้ถวายตัว นักบวช/นักพรต พระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้ามีหลากหลายวิธีที่พระองค์ทรงกำหนดให้พวกเรา ซึ่งเป็นการตัดสินพระทัยด้วยความรักเสมอ พระเจ้าจะทรงเรียกพวกเราเสมอ ความชื่นชมยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ที่มีความเชื่อทุกคนคือการตอบสนองต่อการเรียกนั้น มอบตัวเราทั้งสิ้นให้กับการบริการรับใช้พระเจ้าและเพื่อนพี่น้องชายหญิงของพวกเรา

        ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รัก  การเรียกของพระเจ้าที่มาถึงพวกเราในร้อยแปดหนทาง โดยอาศัยผู้อื่นทั้งในเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าดีและร้าย บางครั้งทัศนคติของพวกเราอาจจะปฏิเสธ ฉันไม่เอานะ… “ฉันกลัว” … พวกเราปฏิเสธเพราะดูเหมือนจะขัดแย้งกับความตั้งใจของพวกเรา แม้กระทั่งความกลัวเพราะพวกเราเชื่อว่านั่นเรียกร้องมากเกินและลำบาก “ไม่ละ.. ฉันคงทำไม่ได้ ฉันไม่เอาดีกว่า ชีวิตง่ายๆ อย่างนี้ดีกว่า… พระเจ้าอยู่ที่โน่น ฉันอยู่ที่นี่” ทว่า ขออย่าลืมว่าการเรียกของพระเจ้าเป็นความรักเสมอ พวกเราจำเป็นต้องค้นให้พบกับความรักที่อยู่เบื้องหลังในการเรียก และควรที่จะตอบสนองด้วยความรักเท่านั้น  เริ่มแรกจะมีการพบกัน หรือมีการพบกับพระเยซูคริสต์ ซึ่งตรัสกับพวกเราถึงพระบิดาเจ้า พระองค์ทรงทำให้ความรักของพระองค์เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเรา แล้วความปรารถนาจะเกิดขึ้นทันทีทันใดในตัวเราที่จะสื่อสารต่อไปยังผู้คนที่เรารัก “ฉันได้พบกับความรัก” “ฉันได้พบกับพระผู้ไถ่” “ฉันได้พบกับพระเยซูคริสต์” “ฉันพบกับความหมายแห่งชีวิตของฉันแล้ว” พูดคำเดียวคือ “ฉันได้พบพระเจ้า”

        ขอพระแม่มารีย์พรหมจารีโปรดช่วยพวกเราให้ทำชีวิตของพวกเราเป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยการตอบสนองต่อการเรียกของพระองค์ และในการที่จะปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ด้วยความสุภาพและชื่นชมยินดี

        ขอให้พวกเราจำสิ่งนี้ไว้ จะมีช่วงหนึ่งในชีวิตของพวกเราที่พระเจ้าทรงประทับใกล้ชิดกับพวกเราจนผิดปกติด้วยการเรียกร้องของพระองค์ ขอให้พวกเราจำประเด็นนี้ไว้ ขอให้พวกเราหวนกลับไปยังเวลานั้น เพื่อว่าความทรงจำของขณะนั้นจะได้รื้อฟื้นการที่พวกเราได้พบปะกับพระเยซูคริสต์

 

หลังจากสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าวแล้ว พระสันตะปาปายังทรงมีพระดำรัสต่อไป

ลูก ๆ และ พี่น้องที่รัก

        ขอแสดงความใกล้ชิดกับประชาชนแห่งเกาะสุลาเวสีในประเทศอินโดนีเซีย ที่เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง พ่ออธิษฐานภาวนาสำหรับผู้ที่เสียชีวิต สำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และสำหรับทุกคนที่ต้องสูญเสียบ้านเรือนและการงาน ขอพระเจ้าทรงบรรเทาพวกเขาและช่วยทุกคนที่พยายามนำความช่วยเหลือมาสู่พวกเขา ขอให้พวกเราอธิษฐานภาวนาพร้อมกันเพื่อพี่น้องชายหญิงของพวกเราที่เกาะสุลาเวสี และสำหรับผู้ที่เป็นผู้เคราะห์ร้ายของอุบัติเหตุทางเครื่องบินที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซียเช่นกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (วันทามารีอา…)

        วันนี้เป็นวันที่เพิ่มความสัมพันธ์ด้วยการเสวนาระหว่างชาวคาทอลิกและชาวยิวในประเทศอิตาลี พ่อรู้สึกดีใจที่ความคิดริเริ่มนี้มีการปฏิบัติติดต่อกันมากว่า 30 ปีแล้ว หวังว่าการพบปะกันจะก่อประโยชน์มหาศาลให้กับกัลยาณมิตรและความร่วมมือกัน

พรุ่งนี้จะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง นั่นคือสัปดาห์แห่งการอธิษฐานภาวนาเพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตชน ปีนี้หัวข้อจะอ้างถึงคำเตือนใจของพระเยซูคริสต์ “จงประทับอยู่ในเรา แล้วท่านจะบังเกิดผลบริบูรณ์” และในวันจันทร์ที่ 25 มกราคม พวกเราจะทำวัตรเย็นที่มหาวิหารนักบุญเปาโลนอกกำแพง พร้อมกับผู้แทนของคริสตจักรและชุมชนคริสตชนนิกายต่างๆ ที่อยู่ในกรุงโรม ในวันเหล่านี้ขอให้พวกเราภาวนาพร้อมกันเพื่อความปรารถนาของพระเยซูคริสต์จะได้สำเร็จลุล่วงไป – เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกันที่อยู่เหนือความขัดแย้งเสมอ

พ่อขอต้อนรับทุกคนที่เชื่อมสัมพันธ์กับเราทางสื่อสารสังคม ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันอาทิตย์ โปรดอย่าลืมภาวนาสำหรับตัวพ่อเองด้วย ขอให้รับประทานอาหารกลางวันด้วยความสุข แล้วพบกันใหม่

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

สาส์นองค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
โอกาสวันผู้ป่วยสากลครั้งที่ 29
(11 กุมภาพันธ์ 2021)

สาส์นองค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส โอกาสวันผู้ป่วยสากลครั้งที่ 29 (11 กุมภาพันธ์ 2021)

“อาจารย์ของท่านมีเพียงผู้เดียวและทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (มธ. 23:8) ความสัมพันธ์บนพื้นฐานความไว้วางใจเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย

บรรดาพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย
การเฉลิมฉลองวันผู้ป่วยสากลครั้งที่ 29 ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.2021 ซึ่งตรงกับวันระลึกถึงแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด เป็นโอกาสที่ทําให้เรามุ่งความสนใจเป็นพิเศษสําหรับบรรดาผู้เจ็บป่วย และผู้ที่ให้การช่วยเหลือดูแลพวกเขาทั้งในรูปแบบสถาบันสุขภาพอนามัยภายในครอบครัวและภายในชุมชน เราคิดคํานึงถึงเป็นพิเศษสําหรับผู้ที่ได้ทนทุกข์ทรมาน และยังคงทุกข์ทรมานอย่างต่อเนื่องจากผลของการแพร่กระจายไปทั่วโลก ของการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า พ่อขอให้พวกลูกทุกคนและโดยเฉพาะบรรดาคนยากจนและบุคคลชายขอบของสังคม ได้ทราบว่าพ่ออยู่ใกล้ชิดพวกลูกและอยากให้พวกลูกมั่นใจว่าพระศาสนจักรคํานึงถึงพวกลูก ด้วยความรักอยู่เสมอ

1.สําหรับหัวข้อของวันผู้ป่วยสากลปีนี้มาจากข้อความในพระวรสาร ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พระเยซูเจ้าทรง ตําหนิความหน้าชื่อใจคดของพวกที่ไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาได้เทศน์สอน (อ้างอิง มธ. 23:1-12) เมื่อความเชื่อ ศรัทธาของเราถูกทําให้ลดลงเป็นเพียงคําพูดที่ว่างเปล่า ที่ไม่คํานึงถึงชีวิตและความต้องการของบุคคลอื่น บทยืนยันความเชื่อที่เราประกาศออกมานั้น พิสูจน์แล้วว่าไม่สอดคล้องกับชีวิตที่เรา ดําเนินอยู่จริง ความเสี่ยงนั้น ร้ายแรงจริงๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พระเยซูใช้ภาษาที่หนักเกี่ยวกับภยันตรายของการตกอยู่ในการหลงตนเอง พระองค์ทรงตรัสกับเราว่า “อาจารย์ของท่านมีเพียงผู้เดียวและทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (ข้อ 8)

การตําหนิของพระเยซูเจ้าเกี่ยวกับคนที่ “พูด แต่ไม่ลงมือปฏิบัติ” (ข้อ 3) เป็นถ้อยคําที่ตรัสกับเราทุกคนเสมอ เพราะไม่มีพวกเราคนใดที่รอดพ้นจากความชั่วร้ายของความหน้าซื่อใจคดที่ขวางกั้นเราไม่ให้เจริญรุ่งเรืองในฐานะบุตรของพระบิดาองค์เดียว ที่ถูกเรียกมาเพื่อดํารงชีวิตอยู่ในความเป็นพี่น้องกัน

เมื่อเผชิญหน้ากับเงื่อนไขความต้องการของพี่น้องชายหญิงของเรา พระเยซูเจ้าทรงเสนอรูปแบบพฤติกรรม ที่ตรงกันข้ามกับความหน้าซื่อใจคดอย่างสิ้นเชิง พระองค์ทรงเสนอให้หยุดรับฟัง สร้างความสัมพันธ์โดยตรง และเป็นส่วนตัวกับอีกฝ่ายหนึ่ง ให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจและมีความรักเมตตาสําหรับเขาหรือเธอ และทําให้ตนเอง มีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานของเขาจนถึงจุดที่ต้องรับผิดชอบในการให้การช่วยเหลือบริการ (เทียบ ลก. 10:30 – 35)

2. ประสบการณ์ของความเจ็บป่วย ทําให้เรารู้สึกถึงความเปราะบางของเราและในขณะเดียวกัน ความต้องการโดยธรรมชาติของอีกฝ่ายหนึ่ง เงื่อนไขของการเป็นสิ่งสร้างจะชัดเจนยิ่งขึ้นและเราจะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าเราต้องพึ่งพาองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่จริงแล้วเมื่อเราเจ็บป่วย ความไม่แน่นอน ความกลัว บางครั้งการรู้สึก ถอดใจก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งความคิดและจิตใจ เราจะพบว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่ไร้ความสามารถ เพราะสุขภาพ ของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเรา หรือ “ความกังวล” ของเรา (เทียบ มธ 6:27)

ความเจ็บป่วยก่อให้เกิดคําถามเกี่ยวกับความหมาย ซึ่งในความเชื่อมุ่งหันไปหาพระเจ้า เป็นคําถามที่แสวงหาความหมายใหม่และแนวทางใหม่ในการดํารงชีวิตอยู่ ซึ่งในบางครั้งอาจจะไม่พบคําตอบในทันที เพื่อนๆ และญาติพี่น้องของตนก็ไม่สามารถช่วยเราในการค้นหาคําตอบที่ยากลําบากนี้ได้เสมอไป

ในเรื่องนี้ เรื่องราวในพระคัมภีร์เกี่ยวกับมหาบุรุษโยบแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ได้ ภรรยาและเพื่อนๆ ของโยบไม่สามารถอยู่ร่วมกับโยบได้ในความโชคร้ายของเขา ในทางตรงกันข้าม พวกเขากล่าวโทษโยบ ซึ่งส่งผลให้โยบเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวและสับสนในตัวเอง โยบตกอยู่ในสภาพของการถูกทอดทิ้งและความเข้าใจผิด แต่ด้วยความเปราะบางอย่างยิ่งนี้ โยบปฏิเสธความหน้าชื่อใจคดทั้งสิ้นและเลือกเส้นทางแห่งความสัตย์ซื่อจริงใจต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อผู้อื่น เขาส่งเสียงร้องอย่างแน่วแน่ไปถึงองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งทรงตอบต่อ โยบในท้ายที่สุด เปิดขอบฟ้าใหม่ให้กับเขา เป็นการยืนยันว่าความทุกข์ทรมานของเขาไม่ใช่การลงโทษ หรือการอยู่ในสถานะแยกจากพระเจ้า มันไม่ได้เป็นสถานะของการอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าหรือเป็นสัญญาณของความเฉยเมยของพระองค์ ดังนั้นจากหัวใจที่ได้รับบาดเจ็บและได้รับการรักษาให้หายของโยบ ทําให้โยบกล่าวออกมาอย่างมีชีวิตชีวาและจับใจต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า: “ข้าพเจ้าเคยรู้จักพระองค์เพียงจากคําพูดของผู้อื่น แต่บัดนี้ดวงตาของข้าพเจ้าแลเห็นพระองค์” (โยบ 42.5)

3. ความเจ็บป่วยมีภาพใบหน้าเสมอ ไม่ใช่แค่เพียงใบหน้าเดียว แต่มีใบหน้าของผู้ป่วยทุกคนทั้งชายและหญิง แม้แต่คนที่รู้สึกว่าถูกเพิกเฉย ถูกกีดกัน เหยื่อของความอยุติธรรมทางสังคมที่ปฏิเสธสิทธิอันจําเป็นของพวกเขา (เทียบ สมณสาส์น ทุกคนเป็นพี่น้องกัน ข้อ 22) การระบาดใหญ่ในปัจจุบันทําให้เราเห็นระบบ การดูแลสุขภาพที่ไม่เพียงพอและข้อบกพร่องหลายประการในการช่วยเหลือบรรดาผู้เจ็บป่วย บรรดาผู้สูงอายุ ผู้ที่อ่อนแอที่สุดและผู้เปราะบางทางสังคมไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะเข้าถึงการดูแลรักษา และการเข้าถึง
การรักษาก็ไม่เท่าเทียมกันเสมอไป สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกในทางการเมือง ในวิธีการบริหารทรัพยากรและ ความมุ่งมั่นของผู้ดํารงตําแหน่งที่รับผิดชอบ การลงทุนทรัพยากรในการดูแลและช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย ถือเป็นสิ่งสําคัญที่เชื่อมโยงกับหลักการที่ว่าสุขภาพเป็นผลดีร่วมที่เป็นพื้นฐานหลัก ในขณะเดียวกัน การแพร่ระบาด ของโรคนี้ยังเน้นย้ำถึงความทุ่มเทและความเอื้ออาทรของบุคลากรด้านสุขภาพอนามัย อาสาสมัคร บุคลากร ฝ่ายสนับสนุน พระสงฆ์ นักบวชชายและหญิง ผู้ซึ่งด้วยความเป็นมืออาชีพ เสียสละตนเอง สํานึกรับผิดชอบและ รักเพื่อนมนุษย์ ได้ช่วยเหลือ ดูแล ปลอบโยนและให้บริการผู้ป่วยจํานวนมากและครอบครัวของพวกเขาด้วย กลุ่มบุคคลทั้งชายและหญิงที่ทํางานอย่างเงียบๆ ผู้ซึ่งเลือกที่จะเฝ้าดูใบหน้าเหล่านั้น ดูแลบาดแผลของผู้ป่วย ซึ่งพวกเขารู้สึกว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ในคุณค่าของการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมนุษยชาติ

โดยแท้จริงแล้ว ความใกล้ชิดเปรียบเสมือนยารักษาแผลที่มีคุณค่า ซึ่งให้การสนับสนุนและการปลอบโยน แก่ผู้ทุกข์ทรมานในความเจ็บป่วย ในฐานะคริสตชน เราอยู่ใกล้ชิดกันเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรักของพระเยซูคริสตเจ้า ชาวสะมาเรียผู้ใจดี ผู้ทรงพระเมตตากรุณา ทรงอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ทุกคน ที่ได้รับบาดแผลจากบาป ร่วมกับพระองค์ผ่านบทบาทของพระจิตเจ้า เราได้รับเรียกให้มีความรัก เมตตาเฉกเช่นพระบิดาเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้รักบรรดาพี่น้องผู้เจ็บป่วย อ่อนแอและทุกข์ทรมาน (เทียบ ยน 13:34-35) และเรา ดําเนินชีวิตด้วยความใกล้ชิดนี้ในรูปแบบหมู่คณะเช่นเดียวกับที่เป็นส่วนตัว อันที่จริงความรักฉันพี่น้องในองค์พระคริสตเจ้าก่อให้เกิดชุมชนที่สามารถรักษาได้ ซึ่งไม่ทอดทิ้งผู้ใด ซึ่งนับรวมถึงผู้ที่เปราะบางที่สุดและ ยอมรับเขาด้วยในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าอยากจะระลึกถึงความสําคัญของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในภราดรภาพ ซึ่งแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในการบริการรับใช้และสามารถใช้รูปแบบที่แตกต่างกันมาก โดยทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ “การบริการรับใช้หมายถึง การดูแลผู้ที่เปราะบางในครอบครัวของเรา ในสังคมของเรา ในประชากรของเรา” (บทเทศน์ที่ Havana คิวบา, 20 กันยายน ค.ศ.2015) ในคํามั่นสัญญานี้ ทุกคนสามารถละทิ้งความต้องการและความคาดหวังของตน ความปรารถนาที่จะมีอํานาจทุกอย่างต่อการมองเห็น ผู้ที่เปราะบางที่สุดอย่างเป็นรูปธรรม […] การบริการรับใช้มักจะมองไปที่ใบหน้าของพี่น้อง สัมผัสเนื้อหนังของเขา รู้สึกถึงการอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่ทําให้เขา “ทุกข์ทรมาน” และแสวงหาการสนับสนุนการเป็นพี่น้องกัน ด้วยเหตุนี้การบริการรับใช้จึงไม่เป็นเรื่องอุดมคติ ไม่ใช่การรับใช้ความคิด แต่เป็นการรับใช้บุคคล” (อ้างเรื่องเดียวกัน)

4. เพื่อให้มีการบําบัดรักษาที่ดี ท่าที่เชิงความสัมพันธ์จึงมีความสําคัญ ซึ่งสามารถมีแนวทางแบบองค์รวม สําหรับผู้ป่วยได้ การเน้นในด้านนี้ยังช่วยให้แพทย์ พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครสามารถดูแลผู้ที่ต้อง ทนทุกข์ทรมาน เพื่อร่วมเดินทางไปกับพวกเขาในเส้นทางการรักษาด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ไว้วางใจ (เทียบ ธรรมนูญใหม่ของผู้ทํางานด้านการดูแลสุขภาพอนามัย (2016), ข้อ 4) ดังนั้นนี่จึงเป็นการคิดเกี่ยวกับการสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ที่ต้องการการดูแลและผู้ที่ดูแลพวกเขา ข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน ของความจริงใจ ของความพร้อมให้การช่วยเหลือ ดังนั้นเพื่อที่จะเอาชนะทุกอุปสรรคขัดขวางให้วางศักดิ์ศรีของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ปกป้องความเป็นมืออาชีพของบุคลากร

ด้านการดูแลสุขภาพอนามัยและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวของผู้ป่วย ความสัมพันธ์กับผู้ป่วยเช่นนี้พบแหล่งที่มาของแรงจูงใจและความเข้มแข็งในความรักของพระคริสตเยซูอย่างไม่สิ้นสุด ดังที่เห็นได้จากประจักษ์พยานนับพันปีของชายและหญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่อุทิศตนในการรับใช้ผู้ป่วยในความเป็นจริง จากรหัสธรรมเรื่องการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้า ทําให้เกิดความรักที่สามารถให้ความหมายได้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งจากสภาพของผู้ป่วยและของผู้ที่ดูแลรักษาเขา พระวรสาร เป็นพยานถึงเรื่องนี้หลายครั้ง โดยแสดงให้เห็นว่าการรักษาของพระเยซูเจ้า ไม่เคยใช้ท่าทางที่เป็นเวทมนตร์ใดๆ แต่เป็นผลจากการพบหน้ากันเสมอ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งของขวัญของพระเจ้าได้รับการตอบสนอง ในความเชื่อแก่ผู้ที่ยอมรับมัน เหมือนกับสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงตรัสอยู่เสมอว่า “ความเชื่อของท่าน ช่วยท่าน ให้รอด”

5.พี่น้องที่รัก พระบัญญัติแห่งความรักซึ่งพระเยซูเจ้าได้ทรงมอบให้เหล่าสาวกของพระองค์ พบความสมบูรณ์ ที่เป็นรูปธรรม แม้กระทั่งในความสัมพันธ์กับผู้ป่วยด้วย สังคมที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้วิธีดูแลรักษาสมาชิกที่เปราะบางและทุกข์ทรมานของตนมากขึ้นเท่านั้น และรู้วิธีที่จะทําอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความรักฉันพี่น้อง เรามุ่งเป้าไปที่เป้าหมายนี้และตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครต้องอยู่คนเดียว ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกกีดกันและถูกทอดทิ้ง

พ่อขอมอบบรรดาผู้เจ็บป่วย บุคลากรด้านสุขภาพอนามัยและผู้ที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ทนทุกข์ทรมานไว้กับพระนางมารีย์ พระมารดาแห่งความเมตตากรุณาและองค์อุปถัมภ์ผู้ป่วย จากถ้ำแม่พระเมืองลูร์ดและสักการสถานนับไม่ถ้วนทั่วโลกของพระนาง ขอให้พระนางค้ำจุนรักษาความเชื่อศรัทธาและ ความหวังของเรา และช่วยให้เราดูแลกันและกันด้วยความรักฉันพี่น้อง พร้อมกันนี้ข้าพเจ้าขออํานวยพรศักดิ์สิทธิ์ มายังพวกท่านทุกคนด้วย

โรม, มหาวิหารนักบุญยอห์น ลาเตรัน 20 ธันวาคม 2020
วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส
(แปลโดย คณะนักบวชคามิลเลียนประเทศไทย)

การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience) วันที่ 13 มกราคม 2021

การเข้าเฝ้าแบบทั่วไป (General Audience) วันที่ 13 มกราคม 2021

คำสอนเรื่องการสวดภาวนา – 21 การภาวนาสรรเสริญ

อรุณสวัสดิ์ ลูก ๆ และพี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

ขอให้พวกเราเรียนคำสอนกันต่อไปเรื่องการสวดภาวนา วันนี้พวกเราจะพูดกันถึงมิติแห่งการสรรเสริญ

พวกเราจะเริ่มต้นกันด้วยช่วงชีวิตอันน่าตื่นเต้นของพระเยซูคริสต์  หลังจากการทำอัศจรรย์แรกๆ และการมีส่วนร่วมของบรรดาศิษย์ในการประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้า พันธกิจของพระผู้ไถ่ต้องประสบกับวิกฤต ยอห์นบัปติสต์เกิดสงสัยและทำให้พระเยซูคริสต์ทราบถึงสารของท่านในขณะที่ท่านอยู่ในคุก “ท่านเป็นผู้ที่จะเสด็จมาหรือว่าเราต้องรอคอยอีกผู้หนึ่ง?” (มธ. 11: 3) เพราะยอห์น แบปตีสต์รู้สึกทนไม่ไหวที่ไม่ทราบว่าตนผิดหรือเปล่าที่ได้ทำการประกาศไปเช่นนั้น เพราะช่วงนั้นเป็นเวลาที่มืดมัว เป็นเวลาที่ฝันร้ายฝ่ายจิตของประชาชน และยอห์น แบปตีสต์ก็กำลังอยู่ในเวลาแห่งการฝันร้ายเช่นกัน มีความขัดแย้งกันในหมู่บ้านตามชายทะเลสาบที่พระเยซูคริสต์ทรงทำเครื่องหมายที่สำคัญหลายอย่าง (ดู มธ. 11: 20-24) เพราะเวลาที่ทุกคนต้องผิดหวังนี้มัทธิวจึงเล่าความจริง พระเยซูคริสต์ไม่ได้ยกพระเนตรขึ้นบ่นต่อพระบิดา แต่ทรงถวายบทเพลงแห่งการสรรเสริญ “ข้าแต่พระบิดา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน” พระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐาน “ข้าพเจ้าสรรเสริญพระองค์ที่ทรงปิดบังเรื่องเหล่านี้จากผู้มีปรีชาและรอบรู้ แต่ทรงเปิดเผยแก่บรรดาผู้ต่ำต้อย” (มธ. 11: 25) ดังนั้นท่ามกลางวิกฤตท่ามกลางความมืดมนแห่งดวงวิญญาณของผู้คนจำนวนมากเช่นยอห์นบัปติสต์ พระเยซูคริสต์ทรงถวายการสรรเสริญต่อพระบิดา เพราะเหตุใด?

ประการแรก พระเยซูคริสต์สรรเสริญพระบิดาเพราะพระองค์ทรงเป็น “พระบิดาเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน” พระเยซูคริสต์ทรงชื่นชมยินดีในพระบิดาเพราะทราบดี และรู้สึกว่าพระบิดาของพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก และเป็นพระเจ้าของทุกสิ่งที่มีอยู่ พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์ การสรรเสริญเกิดจากประสบการณ์ที่รู้สึกว่าพระองค์ทรงเป็น “พระบุตรของพระผู้ที่มีอำนาจสูงสุด” พระเยซูคริสต์ทรงรับรู้อย่างดีดีว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด

พระเยซูคริสต์ทรงสรรเสริญพระบิดาเพราะทรงอยู่ข้างคนต่ำต้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์มีประสบการณ์ ทรงเทศนาตามหมู่บ้าน แก่ “บุคคลที่แก่เรียน” และ “ฉลาด” ทว่าพวกเขาเกิดสงสัยและปิดกั้นตนเอง พวกเขาพากันคิดไปต่างๆ นานาในขณะที่คนต่ำต้อยเปิดใจกว้างต้อนรับคำสอนของพระองค์ นี่สามารถเป็นไปได้ก็ด้วยพระประสงค์ของพระบิดาเท่านั้น และพระเยซูคริสต์ก็ชื่นชมในประเด็นนี้ พวกเราทุกคนก็ต้องชื่นชมยินดีและสรรเสริญพระเจ้าเช่นเดียวกันเพราะคนที่สุภาพและเรียบง่ายให้การต้อนรับพระวรสาร  เมื่อพ่อมองเห็นคนเรียบง่าย คนที่สุภาพเหล่านี้พากันเดินทางต่อไป พวกเขาสวดภาวนา ขับร้องบทเพลง ถวายการสรรเสริญ  พวกเขาอาจเป็นผู้ที่ขาดหลายสิ่ง แต่ความสุภาพนำให้พวกเขาสรรเสริญพระเจ้า… ในอนาคตของโลกและในความหวังของพระศาสนจักรจะมี “คนต่ำต้อย” คนที่ไม่ถือว่าตนดีกว่าผู้อื่น คนที่รับรู้อย่างดีถึงข้อจำกัดและบาปของตนเอง คนที่ไม่ต้องการที่จะเป็นเจ้านายเหนือหัวผู้อื่น ผู้ซึ่งในพระบิดาเจ้าทรงรับรู้ว่าพวกเราทุกคนล้วนเป็นพี่เป็นน้องกัน

เพราะฉะนั้นในยามที่ดูเหมือนจะเป็นความล้มเหลว ซึ่งทุกสิ่งมืดมนพระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานภาวนาสรรเสริญพระบิดา และการอธิษฐานของพระองค์ยังนำพวกเราผู้อ่านพระวรสารให้ไตร่ตรองพิจารณาถึงความล้มเหลวของพวกเราในรูปแบบที่แตกต่าง ที่จะตัดสินสถานการณ์ด้วยวิธีที่แตกต่าง ซึ่งพวกเรามองไม่เห็นได้อย่างชัดเจนถึงการประทับอยู่ และการกระทำของพระเจ้า เมื่อดูเหมือนว่าความชั่วร้ายจะเป็นฝ่ายชนะและไม่มีทางที่จะหยุดยั้งได้ ในเวลาดังกล่าวพระเยซูคริสต์ผู้ทรงแนะนำให้พวกเราอธิษฐานภาวนาถามคำถาม ทว่าพระองค์กลับไปถวายการสรรเสริญต่อพระบิดา ซึ่งดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่ก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งเป็นความจริง

การอธิษฐานสรรเสริญจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ใดบ้าง?  กับตัวเราหรือกับพระเจ้า?  ข้อความแห่งจารีตพิธีศีลมหาสนิทบูชาขอบพระคุณเชื้อเชิญให้พวกเราอธิษฐานถึงพระเจ้าดังนี้ว่า “แม้พระองค์จะไม่ทรงต้องการคำสรรเสริญจากพวกเรา แต่การขอบคุณคุณของพวกเราในตัวเองก็เป็นของขวัญอันประเสริฐ เพราะแม้การสรรเสริญของพวกเรามิได้เพิ่มพูนอะไรให้กับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ทว่าเป็นประโยชน์ต่อความรอดของพวกเรา” (Roman Missal, Common Preface IV) โดยอาศัยการถวายการเสรรเสริญพวกเราจะได้รับความรอด

การอธิษฐานสรรเสริญจะช่วยให้พวกเรารอด คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกให้คำจำกัดความดังนี้ คำภาวนาสรรเสริญ “มีส่วนร่วมในความบรมสุขแห่งผู้ที่มีใจบริสุทธิ์ ผู้ที่ รักพระเจ้าในความเชื่อ ก่อนที่จะเห็นพระองค์ในพระสิริรุ่งโรจน์” (ข้อ 2639) นี่เป็นเรื่องน่าคิดที่พวกเราต้องปฏิบัติไม่เพียงแค่ขณะที่พวกเราเปี่ยมด้วยความสุข แต่ที่สำคัญต้องในยามที่มีความยุ่งยากด้วย ในยามที่พวกเรารู้สึกมืดมน ในยามที่การเดินทางเหมือนกการไต่ภูเขา นี่เป็นเวลาที่พวกเราต้องถวายการสรรเสริญเช่นเดียวกัน เฉกเช่นพระเยซูคริสต์ซึ่งถวายการสรรเสริญแด่พระบิดาในยามที่มืดมน เพราะพวกเราเรียนรู้ว่าโดยอาศัยการยกจิตใจขึ้นดังกล่าว หนทางที่ยากลำบาก หนทางที่เหน็ดเหนื่อย หนทางที่เป็นภาคบังคับเหล่านั้น พวกเราจะเห็นขอบฟ้าใหม่ที่เปิดกว้างกว่า การถวายการสรรเสริญก็เหมือนการสูดอ็อกซีเจนบริสุทธิ์ ทำใหวิญญาณสะอาด ทำให้พวกเรามองการณ์ไกลไปข้างหน้า เพื่อที่จะไม่ติดคุกอยู่ในยามที่มีความยุ่งยากลำบากในความมืดแห่งความยุ่งยาก

การสอนที่ยิ่งใหญ่ในการอธิษฐานดังกล่าวซึ่งตลอดเวลา 8 ศตวรรษที่แล้วเป็นต้นมาไม่เคยหยุดค่านิยมซึ่งนักบุญฟรานซิสได้ประพันธ์ขึ้น ก่อนที่ท่านจะมรณะภาพ “Canticle of Brother Sun” หรือ “of the creatures” (เพลงสรรเสริญแห่งดวงอาทิตย์หรือสิ่งสร้าง) “Poverello” (น. ฟรานซิสเรียกตัวเองผู้ยากไร้) ไม่ได้ประพันธ์ขึ้นในเวลาแห่งความชื่นชมยินดี ในเวลาที่มีความสุข แต่ตรงกันข้ามบทเพลงสรรเสริญถูกประพันธ์ขึ้นในยามทุกข์ ซึ่งขณะนั้นฟรานซิสเกือบตาบอด ท่านรู้สึกดวงวิญญาณของตนเองหนักอึ้งเพราะความสันโดษชนิดที่ท่านไม่เคยเป็นมาก่อน โลกไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ที่ท่านเริ่มเทศน์ ยังมีผู้คนที่ปล่อยตัวหลงวุ่นวายอยู่กับการทะเลาะวิวาท นอกจากนั้นท่านยังรับรู้ด้วยว่าความตายกำลังย่างกายเข้ามาใกล้ทุกที ซึ่งสามารถเป็นเวลาแห่งความสิ้นหวังอย่างมากที่สุด และทำให้เข้าใจถึงความล้มเหลวของตน แต่ฟรานซิสอธิษฐานทันที ณ เวลาแห่งความโศกเศร้าในช่วงแห่งเวลาความมืดมนนั้น “ข้าแต่พระเจ้า การสรรเสริญทุกอย่างเป็นของพระองค์” ท่านอธิษฐานภาวนาสรรเสริญ ฟรานซิสสรรเสริญพระเจ้าในทุกสิ่ง สำหรับของขวัญแห่งการสร้างสรรพสิ่งสรรพสัตว์ แม้กระทั่งสำหรับความตายซึ่งท่านกล้าที่จะเรียกว่า น้องสาว – sister”  แบบฉบับของนักบุญเหล่านี้และของพระเยซูคริสต์ในการสรรเสริญพระเจ้า ณ เวลาที่เกิดความยุ่งยากจะเปิดประตูให้พวกเราก้าวไปสู่ถนนยิ่งใหญ่ไปยังพระเจ้าและจะชำระล้างพวกเราให้บริสุทธิ์เสมอ การเสรรเสริญทำให้บริสุทธิ์เสมอ

บรรดานักบุญแสดงให้พวกเราเห็นว่าพวกเราสามารถถวายการสรรเสริญได้เสมอทั้งยามดีและยามร้าย เพราะพระเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตรที่ซื่อสัตย์ นี่คือรากฐานแห่งการสรรเสริญ พระเจ้าคือกัลยาณมิตรที่ซื่อสัตย์และความรักของพระองค์ไม่เคยทำให้ผู้ใดผิดหวัง พระองค์ทรงประทับอยู่เคียงข้างพวกเราเสมอ พระองค์ทรงรอคอยพวกเราอยู่เสมอ ซึ่งมีการกล่าวกันว่า “พระองค์ทรงเป็นองครักษ์ที่อยู่ใกล้ท่านคอยชี้นำให้ท่านเดินไปด้วยความมั่นใจ” ในยามที่มีความยุ่งยากและความมืดมนขอให้พวกเรามีความกล้าหาญที่จะพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอถวายพระพรแด่พระองค์” จงสรรเสริญพระเจ้า นี่จะช่วยช่วยชีวิตของพวกเราได้มาก ขอขอบคุณ

การกล่าวต้อนรับ

ขอต้อนรับประชาสัตบุรุษที่พูดภาษาอังกฤษ ขอให้วันฉลองการรับพิธีล้างของพระเยซูคริสต์ ที่พวกเราเพิ่งทำการเฉลิมฉลองเตือนใจให้พวกเราคิดถึงศีลล้างบาปของตัวเราเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราติดตามพระเยซูคริสต์ด้วยความซื่อสัตย์ยิ่งขึ้นในแต่ละวัน ขอความชื่นชมยินดีและสันติสุขของพระเจ้าสถิตอยู่กับพวกท่านและครอบครัวของท่าน ขอพระเจ้าอวยพรทุกคน

สรุปพระดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปา

ลูก ๆ และ พี่น้องที่รัก ในการเรียนคำสอนของพวกเราเกี่ยวกับการอธิษฐานภาวนาวันนี้ พวกเราจะพูดกันถึงการอธิษฐานภาวนาในลักษณะการสรรเสริญ พระวรสารโดยนักบุญมัทธิวบอกพวกเราว่าพระเยซูคริสต์เอง เมื่อพบปะกับอริศัตรูและการไม่ได้รับการต้อนรับ พระองค์ทรงตอบสนองด้วยการสรรเสริญพระเจ้า พระองค์ทรงขอบคุณพระบิดาเจ้าสำหรับความรักของพระองค์ที่ทรงแสดงตนแก่ “ผู้ต่ำต้อย” (มธ. 11: 25) แก่คนยากจน และคนสุภาพ แบบฉบับการสรรเสริญของพระเยซูคริสต์เรียกร้องให้พวกเรากระทำดังที่พระองค์ทรงกระทำในเวลาที่พวกเรารู้สึกว่าพระเจ้าไม่ทรงประทับอยู่ หรือความชั่วร้ายดูจะเป็นฝ่ายมีชัย โดยอาศัยวิธีนี้พวกเราจะมองสิ่งต่างๆ ในมุมมองที่ยิ่งใหญ่กว่า เพราะอย่างที่คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกสอนไว้ โดยอาศัยการสรรเสริญพวกเรามีส่วน “ในความบรมสุขแห่งดวงใจบริสุทธิ์ที่รักพระเจ้าในความเชื่อ ก่อนที่พวกเราจะเห็นพระเจ้าในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์” (ข้อ 2639) พวกเราเห็นประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจนในแบบฉบับของนักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี ผู้ประพันธ์บทสรรเสริญของสรรพสิ่งสรรพสัตว์เมื่อท่านประสบกับความเจ็บป่วยที่ดวงตาใกล้จะบอด ในการสรรเสริญพระเจ้าสำหรับทุกสิ่งแม้กระทั่งความตายที่คืบคลานเข้ามา “Sister Death” ฟรานซิสพร้อมด้วยบรรดานักบุญสอนพวกเราถึงความสำคัญว่าในทุกกรณีแห่งชีวิตของพวกเรา ต้องสรรเสริญพระเจ้าผู้ซึ่งซื่อสัตย์เสมอ และความรักของพระองค์นั้นถาวรตลอดนิรันดร

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บการสอนคำสอนของพระสันตะปาปามาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

สารวันสันติภาพสากล (ครั้งที่ 54)
วัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่ ในฐานะหนทางสู่สันติภาพ

สารวันสันติภาพสากล (ครั้งที่ 54)
วัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่ ในฐานะหนทางสู่สันติภาพ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้มอบสารวันสันติภาพสากล วันที่ 1 มกราคม 2021 มีใจความสรุปดังนี้

  1. ปี 2020  เราเผชิญวิกฤติสุขภาพ  โควิด -19 ทั่วโลก คล้ายวิกฤติสภาพภูมิอากาศ   อาหาร  เศรษฐกิจ  และการอพยพ  เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ยากลำบาก  เป็นพิเศษครอบครัวที่สูญเสียสมาชิก  และผู้ตกงาน มีบุคคลที่เป็นประจักษ์พยานแห่งความรักช่วยเหลือกัน  แต่ในเวลาเดียวกัน  น่าเศร้าที่มีชาติชาตินิยม  ลัทธิเหยียดผิว  การรังเกียจคนต่างชาติ สงคราม  และความขัดแย้ง  ที่นำความตาย  และการทำลาย  เหตุการณ์เหล่านี้สอนเราให้เห็นความสำคัญของการเอาใจใส่กัน  และดูแลสิ่งสร้างเพื่อสังคมแบบพี่น้องกันมากขึ้น
  2. พระเจ้าพระผู้สร้าง  เป็นต้นกำเนิดกระแสเรียกมนุษย์ให้เอาใจใส่ ดังเรื่องราวในพระคัมภีร์ปฐมกาล  มนุษย์ในสวนเอเดน  “ให้เพาะปลูก และดูแลสวน” (ปฐก 2:15) เรื่องราวของกาอิน  และอาเบล  ให้พี่ดูแลน้อง (ปฐก 4:9) ดูแลชีวิต  และธรรมชาติ
  3. พระเจ้าพระผู้สร้าง  รูปแบบของการเอาใจใส่ ทรงดูแลอาดัม  เอวา  และลูกๆ  มนุษย์เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า  ทรงกำหนดให้มีวันสับบาโต ให้หยุดงาน พักผ่อน และ เพื่อนมัสการพระเจ้า  ฟื้นฟูระเบียบสังคม  และเอาใจใส่คนจน (ลนต 25:4) มีปียูบีลี “จะไม่มีคนยากจนในหมู่ท่าน” (ฉธบ 15:4) 
  4. การเอาใจใส่ในพันธกิจของพระเยซูเจ้า พระเจ้าทรงรักมนุษย์มาก จึงส่งพระบุตรมาอยู่ท่ามกลางเรา (ยน 3:18) ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน ..ประกาศการปลดปล่อยแก่ผู้ถูกจองจำ  คืนสายตาให้แก่คนตาบอด  ปลดปล่อยผู้ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ  (ลก 4:18) ทรงรักษาคนเจ็บป่วย  ให้อภัยคนบาป  เป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี  เป็นชาวสะมาเรียใจดี (ลก 10:30-37) และมอบชีวิตบนไม้กางเขน  เพื่อไถ่เราให้เป็นอิสระจากบาปและความตาย
  5. วัฒนธรรม แห่งการเอาใจใส่ใน  ชีวิตของศิษย์พระเยซู  ปฏิบัติกิจเมตตาฝ่ายร่างกาย  และจิตใจ  ในพระศาสนจักรสมัยแรก” แบ่งปันสิ่งที่มี… ไม่มีใครขัดสน”  (กจ 4:34-35)…พระศาสนจักรปัจจุบันทำงานช่วยคนจน โดยอาศัย โรงพยาบาล  สถานสงเคราะห์  บ้านเด็ก  บ้านพักสำหรับผู้เดินทาง ฯลฯ
  6. หลักคำสอนด้านสังคม  มีพื้นฐานคือวัฒนธรรมการเอาใจใส่ เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีมนุษย์  ความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน  การเอาใจใส่เพื่อความดีส่วนรวม  การเอาใจใส่และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ดังในสมณสาส์น  เลาดาโตซี  เอาใจใส่ธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมเพราะว่าทุกสิ่งสัมพันธ์กัน
  7. เข็มทิศชี้สู่หนทางร่วมกัน เราอยู่ในวัฒนธรรมทิ้งขว้าง  จึงขอบรรดาผู้นำ  และผู้อบรม  ยึดหลักการเหล่านี้  โดยถือเป็น “ เข็มทิศ”ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน  เพื่ออนาคตของมนุษย์  ลดอาวุธนิวเคลียร์หันมาส่งเสริมสันติภาพ  และการพัฒนาที่ยั่งยืน  ต่อสู้ความจน
  8. การศึกษาเพื่อวัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่  โดยเริ่มในครอบครัว โรงเรียน  มหาวิทยาลัย  สื่อสารสังคม  ผู้นำศาสนา  และองค์กรต่างๆ  รู้จักฟัง  เสวนา  และเข้าใจกัน
  9. ไม่มีสันติภาพ  หากปราศจากวัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่  ขอเราอุทิศตน  ทำงานเพื่อการคืนดี  รักษา  เคารพ  และยอมรับกันและกัน เพื่อสร้างชุมชนที่เป็นพี่น้อง  ยอมรับ  และเอาใจใส่ดูแลกัน

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปลสรุป (18 ธันวาคม 2020)