โครงการ “การทำให้การศึกษาแบบกระชับมั่นคงในระดับสากลในภาวะอันเนื่องมาจากผลกระทบของโลกาภิวัตน์”

โครงการ “การทำให้การศึกษาแบบกระชับมั่นคงในระดับสากลในภาวะอันเนื่องมาจากผลกระทบของโลกาภิวัตน์”

(Global Compact on Education) คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เริ่มเปิดตัว ณ กรุงโรม เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2020

การเปิดตัวโครงการดังกล่าวเลื่อนมาจากเดือน พฤษภาคม 2020 เนื่องจากผลกระทบที่มาจากโรคระบาดโคโรนาทั่วโลก (รวมถึงสาส์นที่ส่งโดยทางวีดีโอ) ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงมีพระบัญชามาแล้ว โดยมอบให้ศาสตาจารย์ ดร. พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นผู้แทนพุทธศาสนาในประเทศไทย ไปประชุมดังกล่าว ที่กรุงโรม ทว่าเหตุการณ์โรคระบาดทำให้โปรแกรมต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไป

วันที่ 15 ตุลาคม 2020

        ผลกระทบในโลกาภิวัตน์ต่อการศึกษาเริ่มที่กรุงโรม วันนี้หลังจากที่เลื่อนไปในฤดูใบไม้ล่วงเพราะความเป็นห่วงเรื่องโรคไวรัสโคโรนา เหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีการจัดการประชุมกันโดยกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิกเกิดขี้นในวันที่ 11-18 ตุลาคม 2020 และมีการลงนามแถลงการณ์ร่วมกันวันนี้ คือวันที่ 15 ตุลาคม

        “พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีพระดำริมอบโครงการนี้ให้กับสมณกระทรวงเพื่อการศึกษารคาทอลิกเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งควรที่จะเกิดขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม โดยมีการประชุมในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องวันที่ 10-17 พฤษภาคม เช่น “หมู่บ้านแห่งการศึกษา” พร้อมกับนิทัศนาการจากประสบการณ์นานาชาติที่ดีที่สุดจากนักศึกษาที่มาจากทั่วโลก”

        “ความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาพร้อมกับการตัดสินใจของเจ้าหน้าหน้าที่ภาครัฐในระดับสากล ทำให้ต้องมีการตัดสินใจเลื่อนการประชุมออกไปเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้มีความสบายใจมากที่สุด”

        ผลกระทบโลกาภิวัตน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับสถาบันการศึกษาเท่านั้น ทว่า “ในความเชื่อว่าหน้าที่ต่อการศึกษต้องได้รับการมีส่วนร่วมจากทุกคนนั้นหมายถึงผู้แทนของศาสนาต่าง ๆ องค์กรสากล สถาบันมนุษยธรรม รวมทั้งสถาบันวิชาการ เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมด้วย

        “จากมุมมองนี้จึงอาจเป็นที่เข้าใจได้ว่ายิ่งจะมีผู้เข้าร่วมมากและหลากหลายเท่าใดซึ่งเป็นความปรารถนาของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจึงไม่เป็นแค่มิติเพิ่มเชิงบวกต่อผลกระทบโลกาภิวัตน์ต่อการศึกษาเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกันก็จะสร้างฐานที่มั่นคงและเป้าหมายของสมาพันธ์ดังกล่าวด้วย”

        สมณกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิกยังคงพยายามทำงานต่อไปเพื่อการประชุมขั้นพื้นฐานนี้ตามพระประสงค์ของพระสันตะปาปา ในสาระของสมณสาส์นของพระสันตะปาปาในการประชุมเรื่องผลกระทบนี้พระองค์ตรัสว่า “ขอให้พวกเราพยายามหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน กล้าหาญที่จะหากระบวนการของการเปลี่ยนแปลง และมองไปยังอนาคตด้วยความหวัง”

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงย้ำว่า “ข้าพเจ้าขอเชิญชวนทุกคนให้ช่วยกันทำงานเพื่อสมาพันธ์ดังกล่าวด้วยการปวารณาตนเองภายใต้กรอบแห่งชุมชนของพวกเรา เพื่อหล่อเลี้ยงความฝันของความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีรากเหง้าอยู่ในความเอื้ออาทร และการตอบสนองต่อความปรารถนาของมนุษย์ และแผนการพระประสงค์ของพระเจ้า”

        พระสันตะปาปาทรงส่งสาส์นในรูปแบบของวีดีโอถึงที่ประชุมในวันนี้ซึ่งจัดขึ้นโดยรองบรรณาธิการแห่งสำนักข่าววาติกันอเลสซานโด จีซอตตี (Alessando Gisotti) ภายใต้การดูแลของพระคาร์ดินัลโจเซปเป้ แวร์ซาลดี้ (Gioseppe Versaldi) สมณมนตรีซึ่งเป็นประธานฝ่ายการศึกษาของวาติกัน

ต่อไปนี้เป็นสาส์นวีดีโอของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส:

***

คำปราศรัยของสมเด็จพระสันตะปาปาต่อผู้เข้าร่วมประชุม ผลกระทบระดับสากลต่อการศึกษา เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2020

        วันนี้ ณ มหาวิทยาลัยแห่งสันตะสำนักลาเตรัน (Pontifical Lateran University) ในรายการถ่ายทอดสดที่สนับสนุนโดยสมณกระทรวงเพื่อการศึกษาคาทอลิก มีการถ่ายทอดคำปราศรัยผ่านทางวีดีโอของสมเด็จพระสันตะปาปาถึงผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องผลกระทบสากลต่อการศึกษา

พี่น้องชายหญิงที่เคารพ

        ขณะที่ข้าพเจ้าเชิญพวกท่านให้เริ่มกระบวนการเตรียมตัว ปรึกษาหารือกัน และวางแผนเพื่อสร้างเครือข่ายสากลสำหรับการศึกษา พวกเราไม่เคยคิดว่าจะมีสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้นวิกฤตโควิด19 ที่ขยายตัวแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายสิ่งหลายอย่างดังที่พวกเราทราบ ความห่วงใยเกี่ยวกับสุขภาพบัดนี้ได้ขยายตัวออกไปสู่ความกังวลด้านเศรษฐกิจและสังคม ระบบการศึกษาทั่วโลกได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในทุกระดับ

ความพยามทุกหนทุกแห่งที่จะหาคำตอบอย่างรวดเร็วบนเวทีออนไลน์ของการศึกษา นี่ทำให้พวกเรามองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความไม่เท่าเทียมกันเกี่ยวกับโอกาสในเรื่องของเทคโนโลยีและการศึกษา   และก็ยังทำให้พวกเราเห็นด้วยว่าเนื่องจากการปิดประเทศรวมทั้งมาตรการอื่นๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จำนวนมากต้องพลอยล้าหลังไปกับกระบวนการศึกษาตามธรรมชาติ สถิติเมื่อเร็วๆนี้จากองค์กรสากลทำให้บางคนต้องพูดซึ่งอาจจะรีบร้อนไปหน่อยว่านี่เป็น “หายนะของการศึกษา”  ซึ่งนักเรียนประมาณ 10 ล้านคนถูกบังคับให้ต้องออกจากโรงเรียนเนื่องจากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจอันสืบเนื่องมาจากไวรัสโคโรนา นี่เท่ากับเป็นการขยายความกว้างของช่องว่างที่น่ากลัวยิ่งขึ้น (ซึ่งเด็ก ๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนประมาณ 250 ล้านคนถูกตัดขาดออกจากการศึกษาไปแล้ว)

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าตกใจเช่นนี้ พวกเราทราบดีว่ามาตรการในการดูแลรักษาสุขภาพจะไม่เพียงพอนอกจากว่าจะค้นพบรูปแบบของวัฒนธรรมใหม่ พวกเรารับรู้ดีขึ้นถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนรูปแบบของการพัฒนา  เพื่อที่จะสร้างหลักประกันว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์ได้รับความเคารพ การพัฒนาต้องเริ่มจากโอกาสของการที่ต้องพึ่งพากันในระดับโลกเปิดโอกาสให้ชุมชน และประชาชนช่วยกันเอาใจใส่ดูแลบ้านส่วนรวมของพวกเราพร้อมกับส่งเสริมสันติภาพประโยชน์สุขของพวกเรา  พวกเราเรากำลังเผชิญกับวิกฤตใหญ่ที่ไม่สามารถจะทำให้วิบัติลดลงหรือจำกัดอยู่กับเพียงภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกสิ่ง โรคระบาดทำให้พวกเรารับรู้ว่าสิ่งที่เป็นวิกฤตคือวิธีการเข้าใจต่อความจริงของพวกเราและความสัมพันธ์ระหว่างกันของพวกเรา

ณ จุดนี้จึงมีความชัดเจนว่าการแก้ไขสถานการณ์อย่างง่ายๆ หรือการคิดตามใจตนเองจะใช้ไม่ได้ผล ดังที่พวกเราทราบการศึกษาหมายถึงการเปลี่ยนแปลง การให้การศึกษาเป็นความเสี่ยง และเป็นการสร้างความหวังที่จะทำลาย “ลัทธิกำหนดนิยม” (determinism) และ “ลัทธิแบบสุดโต่ง” (fatalism) ซึ่งการเห็นแก่ตัวของผู้ที่แข็งแรง ส่วนลัทธิประเพณีนิยม (conformism) ของคนที่อ่อนแอ และอุดมการณ์ของพวกที่เห็นสวรรค์บนแผ่นดินจะทำให้พวกเราเห็นว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้า [1]

การให้การศึกษาเป็นการกระทำที่ให้ความหวังเสมอ เป็นสิ่งที่เรียกร้องให้ต้องมีการร่วมมือกันในการเปลี่ยนแปลง การอยู่นิ่งเฉยแบบแห้งแล้ง ทำให้พวกเราเป็นง่อยซึ่งค่อย ๆ นำไปสู่วิธีคิดที่รับรู้ถึงการที่พวกเราต้องพึ่งพากัน หากระบบการศึกษาของพวกเราในปัจจุบันที่ยังมีความคิดยึดติดอยู่กับที่ และการทำสิ่งซ้ำ ๆ ซึ่งไม่สามารถเปิดขอบฟ้าใหม่ซึ่งมีการต้อนรับสิ่งใหม่ ความเอื้ออาทรระหว่างชนชั้นและคุณค่าเหนือธรรมชาติซึ่งสามารถที่จะให้กำเนิดกับวัฒนธรรม นี่จะไม่หมายความหรือว่าพวกเรากำลังล้มเหลวที่จะฉกฉวยโอกาสที่ถูกเสนอมาให้พวกเราจากเวลาแห่งประวัติศาสตร์ครั้งนี้?

พวกเราทุกคนทราบดีว่าการเดินทางแห่งชีวิตเรียกร้องให้พวกเรามีความหวัง อันมีรากฐานอยู่ในความเอื้ออาทร การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเรียกร้องให้ต้องมีกระบวนการศึกษา เพื่อที่จะสร้างความจริงซึ่งสามารถตอบสนองต่อการท้าทาย และปัญหาของโลกยุคร่วมสมัยในความเข้าใจ และของการพบหนทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความต้องการของชนทุกรุ่นทุกวัย และด้วยวิธีนี้เท่ากับเป็นการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ทั้งบัดนี้และต่อไปในอนาคต

พวกเราถือว่าการศึกษาเป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดที่จะทำให้โลก และประวัติศาสตร์มีความเป็นมนุษย์มากกว่า ที่สำคัญคือการศึกษาเป็นเรื่องของความรักและความรับผิดชอบที่สืบทอดต่อกันมาจากชนรุ่นหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง

เมื่อเป็นเช่นนี้การศึกษาจึงเป็นยาที่รักษาตามธรรมชาติมีผลต่อวัฒนธรรมที่เห็นแก่ตัว ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่ถือตนเองเป็นใหญ่ในการอยู่นิ่งเฉย  อนาคตของพวกเราจะแบ่งแยกกันไม่ได้ จะต้องไม่มีความคิดที่โง่เขลา ไม่มีแต่การจินตนาการ ขาดความตั้งใจ ขาดการเสวนา และขาดการเข้าใจซึ่งกันและกัน นั่นไม่อาจที่จะเป็นอนาคตของพวกเรา

ทุกวันนี้จำเป็นต้องมีการฟื้นฟูกันใหม่กับการศึกษาที่สังคมทุกระดับต้องมีส่วนร่วม ขอให้พวกเราฟังเสียงร้องอ้อนวอนของเด็ก ๆ เยาวชนที่เปิดดวงตาของพวกเราให้เห็นถึงความต้องการเร่งด่วน และโอกาสแห่งการฟื้นฟูการศึกษาขึ้นมาใหม่ ที่ไม่หลงให้มองไปในทิศทางอื่น ซึ่งเป็นการสนับสนุนความอยุติธรรมทางสังคม การใช้ความรุนแรงต่อสิทธิ รูปแบบที่น่าชังของความยากจน และการสูญเสียชีวิตมนุษย์

สิ่งที่เรียกร้องคือกระบวนการแบบองค์รวมที่ตอบสนองสถานการณ์แห่งการอยู่อย่างโดดเดี่ยว และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตนที่มีผลกระทบต่อบรรดาเยาวชนและก่อให้เกิดการสิ้นหวัง การติดยาเสพติด การก้าวร้าว ความเกลียดชัง และการรังแกกันเอารัดเอาเปรียบ นี่หมายถึงการที่ต้องเดินทางร่วมกันที่ไม่เมินเฉยต่อการใช้ความรุนแรง การล่วงละเมิดต่อผู้เยาว์ พฤติกรรมการแต่งงานของเด็ก การเอาเด็กมาเป็นทหาร และการขายเด็กไปเป็นทาส นี่ยังไม่ต้องพูดถึง “ความทุกข์” ที่โลกของพวกเราต้องแบกรับจากผลของการเอารัดเอาเปรียบที่ขาดจิตสำนึกขาดหัวใจที่ก่อให้เกิดวิกฤตของสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ในบางช่วงแห่งประวัติศาสตร์จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ที่สามารถไม่เพียงแต่จะหล่อหลอมวิถีชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือต้องรวมถึงจุดยืนที่เกี่ยวกับอนาคตด้วย ท่ามกลางวิกฤตแห่งสุขภาพอนามัยในปัจจุบัน ความยากจนและความสับสนที่ปรากฎขึ้น พวกเราเชื่อว่านี่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องสร้างสมาพันธ์ระดับโลกเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อชนรุ่นหลัง  นี่เรียกร้องหน้าที่จากครอบครัว ชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบัน ศาสนา ภาครัฐ และครอบครัวมนุษย์ทั้งมวล ให้มีการศึกษาสำหรับทั้งหญิงชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วด้วย

ทุกวันนี้พวกเราถูกเรียกร้องให้ต้องมีความจริงใจที่จะสลัดทิ้งซึ่งการจัดการกับการศึกษาแบบผิวเผิน และหนทางลัดร้อยแปดประการที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ (มาตรฐาน) ผลของการทดสอบ การทำงานแบบระบบราชการ ซึ่งทำให้การสับสนในการศึกษาด้วยคำแนะนำที่ลงเอยด้วยการทิ้งระเบิดใส่วัฒนธรรม ตรงกันข้ามพวกเราควรที่จะมุ่งเป้าไปยังวัฒนธรรมแบบองค์รวม การมีส่วนร่วม  และมีหลากหลายรูปแบบ พวกเราจำเป็นต้องมีความกล้าหาญที่จะทำให้เกิดมีกระบวนการที่ทำงานอย่างอุทิศตนจริงจังเพื่อที่จะเอาชนะต่อระบบที่ไม่ได้ตอบสนองต่อปัญหาในปัจจุบัน และความขัดแย้งที่พวกเรามีอยู่ในปัจจุบัน  พวกเราต้องกล้าที่จะทบทวนสายใยแห่งความสัมพันธ์เพื่อเห็นแก่มนุษยชาติที่จะสามารถพูดภาษาแห่งความเป็นพี่น้องกัน คุณค่าการศึกษาของพวกเราจะวัดกันไม่ใช่ด้วยผลแห่งการทดสอบแบบมาตรฐานเท่านั้น แต่ต้องด้วยความสามารถที่มีผลต่อหัวใจของสังคม และช่วยให้เกิดมีวัฒนธรรมใหม่ ให้เป็นโลกที่มีความแตกต่าง  ถ้าหากเป็นไปได้และพวกเราถูกเรียกร้องว่าจะต้องสร้างคุณค่าสิ่งนี้อย่างไร นี่หมายถึงต้องรวมทุกมิติแห่งมวลมนุษย์ทั้งที่เป็นปัจเจกบุคคลและเป็นชุมชน

ขอให้พวกเราวิงวอนเป็นพิเศษต่อบรรดาชายหญิงที่มีวัฒนธรรม มีความรู้ดีทางด้านวิทยาศาสตร์และการกีฬา ทั้งผู้ที่เป็นศิลปินระดับมืออาชีพ โดยเฉพาะด้านสื่อในทุกภาคส่วนของโลกให้ร่วมกันสนับสนุนสมาพันธ์นี้ และส่งเสริมด้วยการเป็นประจักษ์พยาน และความพยายามของตนถึงคุณค่าของการดูแลเอาใจใส่ผู้อื่น ให้เกิดสันติสุข ความยุติธรรม ความดีงามเพื่อประโยชน์สุข ความสวยงาม การยอมรับ และภราดรภาพ พวกเราไม่ควรคาดหวังสิ่งใดจากผู้ที่ปกครองพวกเรา มิฉะนั้นจะกลายเป็นเรื่องของเด็กไร้สาระ พวกเรามีพื้นที่ซึ่งพวกเราสามารถร่วมรับผิดชอบด้วยกันในการสร้างสรรค์และจัดการให้เรื่องสำคัญนี้อยู่คงที่กับหนทางอันเป็นกระบวนการและการเปลี่ยนแปลงใหม่ ขอให้พวกเรามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการฟื้นฟูและสนับสนุนสังคมที่กำลังมีปัญหาของพวกเรา วันนี้พวกเรามีโอกาสดีที่จะแสดงความรู้สึกภายในแห่งความเป็นพี่น้องกันของพวกเรา ซึ่งอาจจะเป็นชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่รับปัญหาของผู้อื่นมาไว้กับตนเองแทนที่จะสร้างความเกลียดชังและความเสียใจ” (Fratelli Tutti, ข้อ 77)  นี่เป็นการเรียกร้องให้มีกระบวนการที่หลากหลายที่พวกเราทุกคนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อให้คำตอบที่มีความหมาย ซึ่งความแตกต่างและวิธีการต่างจะนำพาทำให้พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันในการติดตามเพื่อความดีประโยชน์สุขส่วนรวม อันเป็นความสามารถที่จะสร้างความสมานฉัน นี่เป็นสิ่งที่พวกเราต้องการอย่างมากในทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงต้องปวารณาตนเองทั้งลักษณะส่วนตัวและในฐานะที่เป็นชุมชน:

* ประการแรก ต้องทำให้บุคคลในคุณค่าและศักดิ์ศรีของเขาเป็นศูนย์กลางของโครงการศึกษาทุกโครงการทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อที่จะส่งเสริมลักษณะจำเพาะ ความงดงาม อัตลักษณ์ และความสามารถของเขาในความสัมพันธ์กับผู้อื่น และกับโลกที่อยู่รอบตัว ใขณะเดียวกันก็สอนให้เขาปฏิเสธวิถีชีวิตที่ส่งเสริมการแพร่วัฒนธรรมการกินทิ้งกินขว้าง

* ประการที่สอง ฟังเสียงของเด็กและเยาวชนที่พวกเราถ่ายทอดคุณค่า และความรู้เพื่อที่จะช่วยกันสร้างอนาคตแห่งความยุติธรรม สันติสุข และชีวิตที่มีศักดิ์ศรีสำหรับทุกคน

* ประการที่สาม สนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ สำหรับเด็กหญิงและเยาวชนหญิงในการศึกษา

* ประการที่สี่ ต้องถือว่าบ้านเป็นสถานที่แรกของการศึกษาที่มีความสำคัญยิ่ง

* ประการที่ห้า ทั้งการให้การศึกษาและรับการศึกษา บ่งถึงความจำเป็นในการให้การยอมรับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปิดใจกว้างให้กับผู้ที่มีความเปราะบาง และผู้ที่อยู่ตามชายขอบสังคม

* ประการที่หก พยายามหาวิธีใหม่ในการเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และการเจริญเติบโตก้าวหน้าที่สามารถยืนหยัดในการรับใช้บุคคล และครอบครัวมนุษย์ภายใต้บริบทของระบบนิเวศที่เป็นองค์รวม

* ประการที่เจ็ด ปกป้อง พิทักษ์คุ้มครอง และเสริมสร้างบ้านส่วนรวมของพวกเรา คุ้มครองผืนแผ่นดินโลกจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกับเลือกวิถีชีวิตแบบสมถะ โดยใช้พลังหมุนเวียนและให้ความเคารพต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมตามหลักการของการช่วยเหลือกัน ความเอื้ออาทร และเศรษฐกิจหมุนเวียน

        สุดท้าย พี่น้องชายหญิงที่เคารพ พวกเราต้องปรารถนาที่จะปวารณาตนเองด้วยความกล้าหาญที่จะพัฒนาแผนการศึกษาภายประเทศของพวกเราด้วยการลงทุนอย่างดีที่สุด โดยใช้กระบวนการที่สร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงกับสังคมพลเรือน สำหรับมิตินี้จุดอ้างอิงของพวกเราควรที่จะเป็นคำสอนด้านสังคมที่ได้รับแรงบันดาลใจและเผยแสดงโดยพระวาจาของพระเจ้า และในเจตนารมณ์แห่งคริสตชน ซึ่งให้พื้นฐานสำคัญและเป็นทรัพยากรอันประเสริฐเพื่อแยกแยะหนทางที่ต้องเดินในยามฉุกเฉินแห่งยุคปัจจุบัน

        เป้าหมายของการลงทุนในการศึกษานี้ที่มีรากฐานอยู่ในเครือข่ายแห่งความสัมพันธ์ที่เปิดกว้าง ทั้งนี้เพื่อที่จะสร้างหลักประกันว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้ตามศักดิ์ศรีของบุคคลและเป็นกระแสเรียกทั่วไปแห่งภราดรภาพ นี่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองไปยังอนาคตด้วยความกล้าหาญและด้วยความหวัง โดยหวังที่จะมีสันติสุขและความยุติธรรม หวังที่จะเห็นความสวยงาม และความดีงามประโยชน์สุขส่วนรวม หวังที่จะดำรงชีวิตในสังคมที่มีความสมานฉัน

        พี่น้องที่เคารพ ขอให้พวกเราอย่างลืมว่า การเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากโต๊ะทำงานหรือในสำนักงาน ทว่าการมี “สถาปัตยกรรม” แห่งสันติสุข ที่สถาบันและปัจเจกบุคคลต่างๆในสังคมช่วยกันสร้างสรรค์ขึ้นมาในแต่ละคนตามความชำนาญและทักษะของตนเองโดยไม่ยกเว้นผู้ใด (เทียบ Fratelli Tutti, ข้อ 231) โดยอาศัยวิธีนี้พวกเราต้องก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันทุกคน พวกเราต้องมองไปข้างหน้าเสมอเพื่อที่จะสร้างวัฒนธรรมแห่งความศิวิไลซ์  แห่งความสมานฉัน และความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งจะไม่มีพื้นที่สำหรับโรคระบาดแห่งวัฒนธรรมที่กินทิ้งกินขว้างอีกต่อไป  ขอขอบคุณ

____________________

1 Cf. M. DE CERTEAU, Lo straniero o l’unione nella differenza, Vita e Pensiero, Milan, 2010, 30. Original: L’etranger ou l’union dans la différence, Paris, 2017.

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บพระสมณดำรัสของพระสันตะบิดรฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

ข้อตกลงระดับโลกเรื่องการศึกษา

ข้อตกลงระดับโลกเรื่องการศึกษา

สมณกระทรวง เรื่องการศึกษาคาทอลิกได้ประกาศเลื่อนการจัดประชุม ข้อตกลงด้านการศึกษา (Global Compact on Education) จากวันที่ 10-17 พฤษภาคม ค.ศ. 2020 เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า เป็นวันที่ 11- 18 ตุลาคม ค.ศ. 2020

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส สนับสนุนการประชุมครั้งนี้ “เพื่ออุทิศตนจริงจังเพื่อ และพร้อมกับเยาวชนรุ่นใหม่

การประชุมนี้ มิได้จำกัด เฉพาะสถาบันศึกษาเท่านั้น เราเชื่อว่า การอุทิศตนด้านการศึกษานี้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วม เกี่ยวถึงผู้แทนศาสนา สถาบันนานาชาติ และการพัฒนามนุษย์ต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงปรารถนาให้ท่านเข้าใจว่า ยิ่งมีการร่วมมือ กว้างขวาง หลากหลายยิ่งดี ข้อตกลงระดับโลก เรื่องการศึกษาครั้งนี้จะได้ประกอบด้วย หลักฐาน และจุดมุ่งหมายของการร่วมมือของพันธมิตร

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปลสรุป
7 กันยายน 2563

Global Compact on Education event moved to October

The Congregation for Catholic Education announces that the Global Compact on Education will take place from 11-18 October 2020. The event had originally been scheduled for May 2020.

By Vatican News

The Global Compact on Education, an event promoted by Pope Francis “to revive commitment to and with the younger generations”, has been postponed from 10-17 May to 11-18 October 2020.

The decision to reschedule the event was taken in light of the “uncertainty linked to the spread of Coronavirus, along with the decisions taken by public authorities on a global scale”, according to a press release from the Congregation for Catholic Education, which has been entrusted with task of organizing the event.

“The Global Pact is not limited to educational and academic institutions but rather, in the belief that commitment to education must be shared by all, involves representatives of religions, international bodies and the various humanitarian institutions, of the academic, economic, political and cultural world”, the Congregation said.

“From this perspective”, the statement continues, “it can be understood that the broader and more varied participation desired by Pope Francis is not an additional dimension to the Global Compact on Education but rather constitutes at the same time the premise and purpose of such an alliance”.

บทไตร่ตรองของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย
เรื่อง การแสดงออกต่าง ๆ ภายในโรงเรียน

บทไตร่ตรองของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย
เรื่อง การแสดงออกต่าง ๆ ภายในโรงเรียน

บทไตร่ตรองของสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย
เรื่อง การแสดงออกต่าง ๆ ภายในโรงเรียน

ผู้นํา ผู้บริหาร คณะครู อาจารย์ นักการศึกษาทุกท่าน

          สังคมปัจจุบันที่มีความเปราะบางและอ่อนไหว เป็นความท้าทายที่โรงเรียนคาทอลิกพึงไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ทางสังคมอันจะมีผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อโรงเรียนและนักเรียน โรงเรียนคาทอลิกยังยึดมั่นในอัตลักษณ์ความเป็นโรงเรียนคาทอลิกในการดําเนินการใด ๆ โดยเฉพาะในภาวะพิเศษเช่นนี้

          ข้อแรก การให้ความเคารพคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งโรงเรียน คาทอลิกให้ความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง โรงเรียนจึงเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ แสดงออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อ ประโยชน์ส่วนรวม บนพื้นฐานความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ หล่อหลอมทั้งทางสติปัญญาและจิตวิญญาณ ให้นักเรียนเติบโต มีสติ และตระหนักรู้ในความรับผิดชอบของตน

        ข้อ 2 โรงเรียนคาทอลิกตระหนักในหน้าที่ให้การศึกษาแก่นักเรียนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพในสิทธิ เสรีภาพและสิทธิมนุษยชน นักเรียนพึงมีโอกาสเติบโตขึ้นด้วยสํานึกแห่งความรับผิดชอบ เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ พร้อมที่จะอุทิศตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เหนือประโยชน์ส่วนตน

        ข้อ 3 บรรยากาศของการเรียนรู้ของโรงเรียนคาทอลิกอบอวลไปด้วยคุณค่าพระวรสาร ด้วยคุณภาพของ ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง ด้วยความใส่ใจที่ครูทุ่มเทให้กับนักเรียนที่มีความแตกต่างหลากหลาย การเปิดกว้างต่อการเสวนาแลกเปลี่ยนด้วยความเคารพในความคิดเห็นและเท่าเทียม นําสู่การปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือด้วยจิตตารมณ์แห่งอิสรภาพและความรักใส่ใจ

          ข้อ 4 ในภาวะพิเศษเช่นนี้ ผู้นํา ผู้บริหาร คณะครู อาจารย์ นักการศึกษาของโรงเรียนคาทอลิกพึ่งอุทิศตน ทุ่มเทยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการสานสัมพันธ์กับนักเรียนเป็นรายบุคคล รับฟังแบบเปิดใจ เปิดโอกาสในการแสดงออก โดยเคารพสิทธิของผู้อื่น แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งเสนอมุมมองที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึง ความจริง ความดี และความงามที่แท้จริง อันเป็นการสร้างโอกาสให้นักเรียนได้เจริญเติบโต พัฒนาสมรรถภาพและพรสวรรค์ของเขา

          การให้การศึกษาจําเป็นต้องทํางานด้วยความหวังและความเชื่อมั่น การให้การศึกษาเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ ทางสังคมอยู่เสมอ จึงควรตระหนักถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น การให้การศึกษายังหมายถึงการร่วมทางกับนักเรียนในการ แสวงหาความจริงและความงาม สําหรับสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม ประสิทธิภาพของการทํางานร่วมกันเกิดขึ้นได้จากการมีคุณค่าร่วมกันและการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้

บาทหลวงเดชา อาภรณ์รัตน์
เลขาธิการ
สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย
24 สิงหาคม ค.ศ. 2020

อบรมเด็กและเยาวชน เรื่องสมณสาส์น Laudato Si

วัน ที่ ๑๒-๑๓ กันยายน ๒๕๕๘ ศูนย์ประสานงานแพร่ธรรมและศูนย์สังคมพัฒนาได้ให้การอบรมเด็กและเยาวชนศูนย์คาทอลิกพันธกิจ จอมทอง และศูนย์คาทอลิกพระเมตตา อมก๋อยโดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระสมณสาส์นพระสันตะปาปาฟรังซิสเรื่อง Laudato Si หรือการฟื้นฟูสิ่งสร้างของพระเจ้า เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รื้อฟื้นความเชื่อเรื่องพระเจ้าคือพระผู้สร้าง และตระหนักถึงการฟื้นฟูอนุรักษ์สิ่งสร้างของพระเจ้า ซึ่งปัจจุบันถูกมนุษย์ทำลายลงไปจนถึงขั้นวิกฤต มีจำนวนเด็กและเยาวชนทั้งสองศูนย์เข้าร่วมการอบรมรวมกัน ๕๗ คน

4 ปี ที่วิทยาลัยแสงธรรม

สังฆมณฑลเชียงใหม่ ได้ส่งเยาวชน 8 คน ไปเรียนที่วิทยาลัยแสงธรรมอำเภอสามพราน จ.นครปฐม โดยพักที่ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรม ระดับชาติ (NCC) ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2554 จนถึง เดือน มีนาคม 2558 บัดนี้ พวกเขาได้สำเร็จการศึกษาแล้ว พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ครูคำสอน…เชิญฟังความรู้สึก ของพวกเขานะครับ

บิชอปฟรังซิสเซเวียร์วีระ อาภรณ์รัตน์
ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่

นางสาวศตนันทน์ ชมไพรวัลย์

 

สำหรับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยแสงธรรม ทำให้ได้เรียนรู้จัก การช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน ที่สำคัญคือชีวิตการภาวนาซึ่งเป็นการหล่อหลอมจิตใจให้ชิดสนิทและมีความเชื่อมากขึ้น รวมทั้งได้มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตเป็นหมู่คณะทำให้รู้จักยอมรับผู้อื่นและพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ที่ต้องพบเจอในแต่ละวันอีกด้วย และทำให้ได้ฝึกฝนตนเองในการมีระเบียบวินัยต่อตนเองและผู้อื่น

ระยะเวลาการเรียนการสอนที่วิทยาลัยแสงธรรมนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักออกแรงและเอาชนะใจตนเองเพื่อข้าพเจ้าจะได้เข้าใจในบทเรียนและสิ่งที่บรรดาคณาจารย์สอน ช่วงเวลาในการเรียนทำให้ข้าพเจ้าเห็นถึงการดูแลเอาใจใส่ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างอาจารย์และเพื่อนๆในชั้นเรียน

ส่วนด้านการเรียนการสอน เนื้อหาวิชาก็ยากพอสมควรแต่การเรียนการสอนภายในห้องเรียนมีทั้งสนุกและน่าตื่นเต้นทุกครั้งที่เรียน บรรดาอาจารย์ผู้สอนจะสอนและติดตามเราอย่างใกล้ชิดรวมถึงการช่วยเหลือผู้เรียนในด้านต่างๆ สอนทั้งด้านเนื้อหาวิชาและรวมถึงชีวิตจิตที่อยู่ภายในของเราอีกด้วย และที่สำคัญในความหลากหลายทั้งนักบวช และฆราวาสทำให้เรารู้จักวางตนให้เหมาะสม และในรั้วแสงธรรมแห่งนี้ฝึกฝนเราในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้นำในการใช้ชีวิตให้เป็นประจักษ์พยานให้กับคนอื่นดังที่ปรัชญาของแสงธรรมมีไว้ คือ แสงธรรม นำปัญญา และชีวิต

นางสาวศตนันทน์ ชมไพรวัลย์

นางสาวน้ำฝน โว่ยแม้

 

ประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษาที่วิทยาลัยแสงธรรมตลอดระยะเวลา 4 ปี

ด้านการศึกษา :ด้วยบรรดาคณาจารย์วิทยาลัยแสงธรรม มีความพร้อมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้และประสบการณ์ในการถ่ายทอด อบรมสั่งสอนให้กับบรรดานักศึกษา ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ และเกิดความเข้าใจในเรื่องราวและเนื้อหาวิชาเรียนด้านศาสนาอย่างลึกซึ้ง

ด้านความเชื่อความศรัทธา:อาศัยการ่วมทำกิจศรัทธา การทำวัตร ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ พร้อมทั้งการได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ความเชื่อผ่านทางการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ช่วยให้ข้าพเจ้าได้สัมผัสถึงพระเจ้าว่า พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างและอวยพรชีวิตของข้าพเจ้าเสมอ

ด้านการดำรงชีวิต: เนื่องจากนักศึกษาวิทยาลัยแสงธรรม มาจากหลายสังฆมณฑลทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความหลากหลายในด้านวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ ขณะเดียวกัน อาศัยการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ช่วยให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ถึงการช่วยเหลือแบ่งปันและการอยู่ร่วมเป็นหมู่คณะของนักศึกษาวิทยาลัยแสงธรรม

สิ่งที่จะนำไปประยุกต์ใช้: ความรู้และประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้รับจากตลอดระยะเวลาการได้ศึกษาที่วิทยาลัยแสงธรรม ข้าพเจ้ามีความตั้งใจ จะนำไปใช้ในด้านการสอนคำสอน และด้านการประกาศข่าวดีของพระเจ้า โดยการเป็นประจักษ์พยานถึงพระเยซูเจ้าผ่านทางการดำเนินชีวิต อาศัยการนำและส่องสว่างจากพระจิตเจ้า

สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ “บิดาผู้ใจดี” ที่ให้โอกาสข้าพเจ้าได้ไปศึกษาเรียนรู้และมีประสบการณ์ความเชื่อในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม วอนขอพระพรจากพระเจ้า ขอพระองค์โปรดตอบแทนในน้ำใจดีของท่าน ความเสียสละและการทุ่มเทเอาใจใส่ด้านงานคำสอน

นางสาวน้ำฝน โว่ยแม้

นายบุญทวี กันทรค้ำฟ้า

การที่ผมได้ไปศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยแสงธรรม เป็นพระพรของพระเจ้าที่ทำให้ผมได้รับประสบการณ์ที่มีค่า สำหรับชีวิตเลยทีเดียว เพราะผมมีความตั้งใจไว้ว่าจะทำงานในด้านพระศาสนจักร แม้จะไม่เป็นนักบวชหรือบาดหลวงก็ตาม การได้เป็นครูคำสอนทำให้ความฝันเป็นจริงอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ ตลอดเวลาที่ศึกษาอยู่ที่แสงธรรม ยอมรับว่าได้พบเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย ผมก็ได้พยายามต่อสู้กับปัญหาเหล่านั้นด้วยความอดทน อย่างไรก็ตามความสำเร็จในวันนี้ได้ลบล้างปัญหาต่างๆ กลายเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับชีวิต

ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่สำเร็จการศึกษาครั้งนี้ เป็นความภาคภูมิใจของผมและกับครอบครัวของผมด้วย จากนี้ผมจะทำหน้าที่ในการเป็นครูคำสอนให้ดีที่สุด จะทำงานด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตน ผมรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งในน้ำใจของพระคุณเจ้าเป็นอย่างมาก ที่ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ คอยให้การอบรมและให้โอกาสผมตลอดมา และผมขอขอบคุณ บรรดาคุณพ่อ ซิสเตอร์ คณะครูทุกท่าน ที่ได้ให้การอบรม ให้ความช่วยเหลือตลอดการอยู่ที่นั่น และขอบคุณทุกท่านที่ทำให้ผมได้มีวันนี้ ขอพระเป็นเจ้าได้ตอบแทนในน้ำใจดีของพระคุณเจ้า บรรดาคุณพ่อ ซิสเตอร์ คณะครูอาจารย์ทุกท่าน ขอพระพรจากพระเจ้าโปรดอวยพรท่านทั้งหลาย พร้อมหน้าที่การงาน ตลอดจนครอบครัวของท่านให้ประสบสุขด้วยเทอญ

นายบุญทวี กันทรค้ำฟ้า

นางสาวโศรดา ภาคภูมิอนันต์

 

จากชีวิตคริสตชนธรรดาคนหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสสัมผัสถึง ความรัก ความเมตตา และความช่วยเหลือจากพระเจ้าโดยผ่านทางเพื่อมนุษย์ ทำให้ข้าพเจ้าได้ศึกษาเรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาวิชาความรู้และจิตตารมณ์ในการเป็นครูคำสอน ทำให้ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตในการทำหน้าที่การเป็นคริสตชน ได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้า และเกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ข้าพเจ้ามีทั้งความสุขและความทุกข์ บางครั้งรู้สึกท้อแท้ มีความกังวลและต้องพบเจอกับปัญหาอุปสรรคต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแต่เมื่อข้าพเจ้าผ่านพ้นมาได้ สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นแรงผลักดันเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนและทำให้ข้าพเจ้าเข้มแข็งมากขึ้น ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากนั้นพระองค์ทรงเป็นแสงสว่างนำทางเสมอ พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเพียงแต่ไม่ตามใจเราตามที่เราต้องการ ทำให้ข้าพเจ้ากล้าเผชิญกับสิ่งที่เข้ามาในชีวิตในแต่ละวันมากขึ้น

ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณทุกท่านที่คอยให้ความรู้ ให้ความช่วยเหลือ คอยแนะนำ คอยส่งเสริมและคอยให้กำลังข้าพเจ้าในการทำหน้าที่การเป็นคริสตชน ที่สำคัญข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ บิชอปฟรังซิส เซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ที่ช่วยเหลือและดูแลเอาใจใส่ข้าพเจ้ามาตลอด จากแบบอย่างของท่านทำให้ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นที่จะทำงานของพระในพระศาสนจักรและการเป็นคริสตชนที่ดีต่อไป

สุดท้ายนี้ วอนขอพระพรจากพระเจ้าโปรดตอบแทนในน้ำใจดีของทุกท่านที่ผลักดันให้ข้าพเจ้าได้มีวันนี้

นางสาวโศรดา ภาคภูมิอนันต์

นางสาวญานิน กุลศุภนิมิตร

 

…ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่หนูได้เรียนที่วิทยาลัยแสงธรรม ทำให้หนูไดรับประสบการณ์มากมาย พร้อมทั้งได้รับความรู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพระพรของพระเจ้า หนูเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง ช่วงแรกๆมีความกังวลเป็นอย่างมาก ว่าหนูจะเรียนได้หรือไม่ แต่พระคุณเจ้าก็เป็นกำลังให้กับพวกเราเสมอ เกรดก็ไม่ได้วัดทุกอย่าง จึงทำให้หนูมีกำลังใจมากขึ้น

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ได้เรียน ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับหนู และหนูคิดเสมอว่าเป็นพระพรของพระที่ทำให้หนูได้มีโอกาสเรียนรู้ความรักของพระ ความรู้ที่หนูได้รับไม่ใช่เพียงความรู้ในหนังสือเท่านั้น แต่หนูได้รับถึงความรักของโดยผ่านทางบุคคลรอบข้าง …ที่แสงธรรมได้สอนให้หนูเป็นคนดี มีคุณธรรม และที่สำคัญเสมอคือ ให้หนูได้สอนในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เราเชื่อ และหนูก็เชื่อเสมอว่า ความเชื่อที่ดีที่สุดคือ แบบอย่างจากตัวผู้สอนเอง หนูเชื่อแบบนั้นเสมอ

สุดท้ายนี้ หนูขอบคุณพระคุณเจ้าที่ทำให้หนูได้มีโอกาสและคอยสนับสนุนทุนการศึกษาให้ ซึ่งมูลค่าเยอะพอสมควรและที่สำคัญพระคุณเจ้าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหนูเสมอ หนูขอสัญญาว่าจะสวดภาวนาให้กับคุณพ่อทุกวันค่ะ

นางสาวญานิน กุลศุภนิมิตร

นาวสาวบุศรินทร์ ศรชัยปัญญา

 

… ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่หนูได้ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยแสงธรรม หนูได้รับความรู้ด้านวิชาการ ทักษะกระบวนการเรียนการสอน ชีวิตหมูคณะ ชีวิตจิต และประสบการณ์อื่นๆอีกมากมาย

ด้านความรู้ –ได้รับความรู้ด้านวิชาการ ทั้งเรื่องพระคัมภีร์ ประวัติศาสตร์ พิธีกรรม และเทววิทยาบ้าง หนูมองว่าความรู้ที่ถูกต้องชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคำสอนเรื่องความเชื่อต้องไม่ผิดพลาด ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้อย่างถี่ถ้วน

ด้านทักษะและกระบวนการ -ได้เรียนวิชาหลักคำสอน วิชาครู วิชาการวิจัยในชั้นเรียน วิชาการพัฒนาหลักสูตร วิชาการสังเกตการณ์สอน และวิชาการฝึกสอนคริสตศาสนธรรม ซึ่งเป็นการฝึกฝนเรื่อง ทักษะ กระบวนการ และเทคนิกในการถ่ายทอดความรู้ที่ได้เรียนมาสู่นักเรียนให้เหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ของนักเรียน

ด้านชีวิตหมู่คณะ– การอยู่กับคนจำนวนมาก ทำให้ต้องปรับตัว ออกจากตัวเอง การมีส่วนร่วมต้องมาก่อน รู้จักการเสียสละ เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ด้านชีวิตจิต – เมื่อเรียนรู้จักกับเพื่อนๆหลายๆคน ทำให้หนูได้รู้จักพระเจ้ามากขึ้น การภาวนาทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระ ทำให้ชัดเจนในกระแสเรียก แม้ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ก็รู้ว่าพระอยู่เคียงข้างตนเองเสมอ

นอกจากนี้ยังได้รับประสบการณ์ต่างๆอีกมากมาย ซึ่งไม่อาจจะกล่าวได้ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ได้เปิดมุมมองของตนเองให้กว้างขึ้น และหล่อหลอมให้ตนเองพร้อมที่จะทำงานของพระเป็นเจ้า

ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนในความสำเร็จครั้งนี้ พระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์ คุณพ่ออนุรักษ์ ประจงกิจ ซิสเตอร์เบอร์นาด ปราณี ตรีธารา ศูนย์คาทอลิกเวียงแก่น ครอบครัว วิทยาลัยแสงธรรมและเพื่อนๆทุกคน

“เรียนรู้เพื่อรักและรับใช้”

นาวสาวบุศรินทร์ ศรชัยปัญญา

นางสาวปลา หม่อโป๊กู่

 

ความรู้สึกตลอดระยะ 4 ปี ที่ศึกษาอยู่ที่วิยาลัยแสงธรรม รู้สึกดีใจที่ได้มาศึกษาอยู่ในสถาบันแห่งนี้ เพราะที่นี่สอนให้ดิฉันรู้บทเรียนตามเนื้อหา ที่สำคัญได้เรียนรู้แบบอย่างจากคุณพ่อ ซิสเตอร์ และอาจารย์

ปีแรกที่ไปเรียนดิฉันรู้สึกเกรงๆ กลัวว่าจะทำได้ไหม จะเรียนได้ไหม กลัวเรียนไม่จบ แต่เมื่อเวลาผ่านไปมาจนถึงจบปี 4 ไม่อยากเชื่อเลยว่าตนเองทำได้ ตลอด 4 ปี รู้สึกท้อแท้บ้าง แต่ก็พยายามให้กำลังใจตนเองเสมอ รวมถึงทุกครั้งที่ท้อก็จะมีกำลังใจขึ้นมาเมื่อคิดถึงทุกๆคน ที่ทำให้ดิฉันยืนอยู่ ณ จุดนี้ได้

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้และได้รับคือ การเป็นครูไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย และยิ่งดิฉันจะเป็นครูคำสอน ก็รู้สึกว่าการเป็นครูคำสอนก็ยิ่งยากเข้าไปอีก เพราะการเป็นครูคำสอนไม่ได้สอนเพียงเนื้อหาและทฤษฎีเท่านั้น แต่เราต้องนำสิ่งที่สอนมาปฏิบัติในชีวิตเพื่อให้เป็นแบบอย่าง รวมถึงต้องมีความเชื่อในสิ่งที่สอน เพระเราสอนเรื่องพระเจ้า การเป็นครูคำสอนที่ดีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เราต้องพยายามต่อไป

ขอขอบคุณพระคุณเจ้า บราเดอร์ยานี และทุกๆคนที่ให้โอกาสแก่ดิฉัน ให้ดิฉันมีวันนี้ ดิฉันจะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวปลา หม่อโป๊กู่

นางสาวเรณู สินวรพร

 

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ได้ไปศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยแสงธรรม นับว่าเป็นพระพรจากพระเจ้าที่ได้ให้โอกาสข้าพเจ้าได้ไปศึกษา ที่วิทยาลัยแสงธรรม ได้รับประสบการณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน ด้านความเป็นอยู่ชีวิตหมูคณะ ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งนั้น วิทยาลัยแสงธรรมเป็นวิทยาลัยเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความรู้ ความสุข เพราะได้รู้จักกันทั่วถึงทุกคน มีความเป็นพี่เป็นน้อง ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กันที่ดีมาก

ด้านความรู้ คณะคณาจารย์ คุณพ่อ ได้ให้ความรู้ข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ สำหรับข้าพเจ้าแล้วได้รับความรู้มาตามความสามารถของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะพยายามที่จะไปถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาอย่างสุดความสามารถ

ด้านความเป็นอยู่ชีวิตหมู่คณะ เป็นชีวิตที่ดีมาก ได้ฝึกอะไรหลายๆอย่าง ได้ฝึกการเป็นผู้นำ ความเป็นผู้ใหญ่ การอยู่ในระเบียบวินัย การใช้ชีวิตหมูคณะเหล่านั้นทำให้ข้าพเจ้ามีความอบอุ่นใจมากมายค่ะ ขอบคุณกระแสเรียก ขอบคุณวันนั้นที่ทำให้มีวันนี้ ขอบคุณพระคุณเจ้าเป็นอย่างสูงที่ได้ให้โอกาส ให้กำลังใจ ดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ขอพระองค์ทรงตอบแทนน้ำใจดี อวยพรให้คุณพ่อมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ และต่อจากนี้ไปข้าพเจ้าจะพยายามทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายสุดกำลังความสามารถของข้าพเจ้าค่ะ และขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยเทอญ

นางสาวเรณู สินวรพร

วิทยาลัยเทคโนโลยีบุญถาวร (เปิดรับสมัครนักเรียน/นักศึกษา)

คุณลักษณะเฉพาะของผู้เรียน  รู้จริง  ทำได้  แก้ปัญหาเป็น

หลักสูตรการศึกษา

รับนักเรียนจบ ม.3, ม.6, ปวช.หรือเทียบเท่า
ศึกษาต่อระดับ ปวช.- ปวส.

สาขาช่างก่อสร้าง
สาขาเทคนิคการควบคุมงานก่อสร้าง
สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
สาขาเทคโนโลยีสำนักงาน
สาขาการตลาด

ซิสเตอร์มารีนาส่งข่าวจากสเปน

วัน ฉลองแม่พระบังเกิด 8 กันยายน 2014 ซิสเตอร์อรุณ ไพรขจี คณะมารีนา ไปเรียนภาษาสเปนประมาณ 1 ปี ที่บ้านของคณะที่ประเทศสเปน ผ่านมาสามสัปดาห์ ได้ส่งข่าวกลับมาว่าเริ่มเรียนได้ห้าวัน เพื่อนนักศึกษาร่วมห้องของซิสเตอร์เป็นรุ่นของหลานๆ คนแรกเสื้อดำล้วนเป็นชาวฮอนแลนด์ อายุ 24 ปี คนที่สองชาวฮอนแลนด์เช่นกัน อายุ17 ปี คนที่สาม เสื้อขาวชาวสวิท อายุ 20 ปี คนที่สี่ชาวเยอรมัน อายุ 24 ปี ส่วนซิสเตอร์อรุณเพิ่งครบ 43 ปี ซิสเตอร์เดินไปเรียนทุกวัน ขากลับเดินครึ่งทางจากนั้นขึ้นรถเมล์ เพราะบ่ายโมงครึ่งต้องมาทานอาหารเที่ยงพร้อมกับหมู่คณะ และซิสเตอร์ฝากภาพสมาชิกที่บ้านศูนย์กลางของคณะ
ร่วมภาวนาให้กับซิสเตอร์อรุณสำหรับวันเกิดที่ผ่านไป การเรียน ภารกิจต่างของซิสเตอร์อรุณและของคณะมารีนา

อบรมเยาวชนศูนย์ฯแม่ลาน้อย

วัน ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ ศูนย์แพร่ธรรมและเขตวัดแม่ลาน้อยจัดการอบรมเด็กและเยาวชนศูนย์คาทอลิกแม่ลาน้อย จำนวน ๖๘ คน

ได้ให้ศึกษาพระวาจาและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้พระวาจาเป็นหนทางนำชีวิต ช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิต เหตุการณ์ที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาคือ “คดีอุ้มบุญ” ถือเป็นปัญหาที่เยาวชนต้องระวังและป้องกันไม่ให้เกิดกับตนเอง โดยเอาพระวาจาประจำวัน “ถ้าผู้ใดต้องการจะตามเรามา เขาจะต้องยอมเสียสละหมดทุกสิ่ง แล้วแบกกางเขนตามเรา เพราะผู้ใดต้องการมีชีวิตรอดก็จะกลับเสียชีวิต แต่ผู้ที่ยอมสละชีวิตเพราะเห็นแก่เรา จะได้ชีวิตรอด” (มธ.๑๖,๒๔-๒๖) เยาวชนต้องอดทน ต่อสู้ แบกกางเขน และตามทางพระเยซูเจ้าเท่านั้น จึงจะมีชีวิตรอด ไม่ทำในสิ่งที่เป็นการลดศักดิ์ศรีและคุณค่าตนเองที่พระเป็นเจ้าทรงประทานให้ อย่างเช่น “การอุ้มบุญ” หรือ “รับจ้างตั้งครรภ์” เด็ดขาด

นอกจากนี้ยังได้เสริมเรื่อง “สื่อสร้างสรรค์” เพื่อให้เยาวชนได้เท่าทันสื่อ และใช้สื่อในทางที่เป็นประโยชน์แก่ตนเอง โดยยึดพระวาจาเป็นแนวทางในการเสพสื่อ

อบรมเยาวชนนักเรียนคาทอลิกโรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ แม่ลาน้อย

“วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ ศูนย์แพร่ธรรมและเขตวัดแม่ลาน้อยจัดการอบรมนักเรียนคาทอลิกโรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ ๒๑ แม่ลาน้อย จำนวน ๑๑๓ คน”

ให้ศึกษาพระวาจาและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้พระวาจาเป็นหนทางนำชีวิต ช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิต เหตุการณ์ที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาคือ “คดีอุ้มบุญ” ถือเป็นปัญหาที่เยาวชนต้องระวังและป้องกันไม่ให้เกิดกับตนเอง โดยเอาพระวาจาประจำวัน “ถ้าผู้ใดต้องการจะตามเรามา เขาจะต้องยอมเสียสละหมดทุกสิ่ง แล้วแบกกางเขนตามเรา เพราะผู้ใดต้องการมีชีวิตรอดก็จะกลับเสียชีวิต แต่ผู้ที่ยอมสละชีวิตเพราะเห็นแก่เรา จะได้ชีวิตรอด” (มธ.๑๖,๒๔-๒๖) เยาวชนต้องอดทน ต่อสู้ แบกกางเขน และตามทางพระเยซูเจ้าเท่านั้น จึงจะมีชีวิตรอด ไม่ทำในสิ่งที่เป็นการลดศักดิ์ศรีและคุณค่าตนเองที่พระเป็นเจ้าทรงประทานให้ อย่างเช่น “การอุ้มบุญ” หรือ “รับจ้างตั้งครรภ์” เด็ดขาด

หมายเหตุ: โรงเรียนราษฎร์ประชานุเคราะห์ ๒๑ แม่ลาน้อย มีนักเรียนคาทอลิกร่วม ๒๐๐ คน มีโอกาสได้รับการดูแลอบรมด้านคำสอนและศาสนาค่อนข้างจะน้อย เพราะไม่ได้อยู่ในความดูแลของพระศาสนจักร ทางเขตวัดแม่ลาน้อยได้เข้าไปอบรมและให้ร่วมพิธีมิสซาเดือนละครั้ง”

สัมมนา Lectio Divina

พระ บิชอปโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีล เป็นวิทยากรอบรมเรื่อง Lectio Divina ให้กับนักศึกษาของศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่ อ.แม่ริม และกับบุคคลที่สนใจ จำนวน 40 คน ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2014 ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ประกอบกับพระคุณเจ้านำเสนอเนื้อหาได้อย่างน่าสนใจ ทำให้การอบรมดำเนินไปอย่างดี และช่วยให้ผู้ร่วมสัมมนารักการอ่านพระวาจามากยิ่งขึ้น