บทภาวนาของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อนักบุญโยเซฟ

บทภาวนาของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อนักบุญโยเซฟ

ข้าแต่นักบุญโยเซฟ
พระเจ้าได้มอบท่านให้ดูแลเอาใจใส่พระบุตรแต่องค์เดียวของพระองค์ ท่ามกลางอันตรายมากมายของโลกนี้ เรามาหาท่าน ขอให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองลูกๆ ที่พระเจ้าทรงมอบให้ อาศัยศีลล้างบาปพวกเขาได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า และสมาชิกของพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ เราขอท่านทำให้พวกเขาศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้ พวกเขาจะได้กลายเป็นลูกบุญธรรม โปรดพิทักษ์รักษา ชี้แนะขั้นบันไดในชีวิตอบรมให้ใจละม้ายคล้ายดวงหทัยของพระเยซูและพระนางมารีย์

ข้าแต่นักบุญโยเซฟ ผู้ประสบความยากลำบาก และความกังวลใจฉันบิดา เมื่อพระเยซูได้หายไป โปรดคุ้มครองลูกๆที่รักของเราในเวลานี้ และนิรันดร์
ขอท่านเป็นบิดา และที่ปรึกษาของพวกเขา ให้พวกเขาเจริญขึ้นเหมือนพระเยซูเจ้า ทั้งในปรีชาญาณ อายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์
โปรดคุ้มครองพวกเขาจากความทุจริตของโลกและประทานพระหรรษทาน แก่เรา
เพื่อวันหนึ่งจะได้อยู่ร่วมกันในสวรรค์นิรันดร อาแมน

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล
12/1/2021

A Parent’s Prayer to Saint Joseph

O glorious St. Joseph, to you God committed the care of His only begotten Son amid the many dangers of this world. We come to you and ask you to take under your special protection the children God has given us. Through holy baptism they became children of God and members of His holy Church. We consecrate them to you today, that through this consecration they may become your foster children. Guard them, guide their steps in life, form their hearts after the hearts of Jesus and Mary.

St. Joseph, who felt the tribulation and worry of a parent when the child Jesus was lost, protect our dear children for time and eternity. May you be their father and counsellor. Let them, like Jeus, grow in age as well as in wisdom and grace before God and men. Preserve them from the corruption of his world, and give us the grace one day to be united with them in Heaven forever.
Amen

บทภาวนา เมื่อเผชิญปัญหาการเงิน

บทภาวนา เมื่อเผชิญปัญหาการเงิน

จงขอพระนางพรหมจารีมารีย์ให้ช่วย เมื่อคุณเผชิญปัญหาการเงินในชีวิต

ไม่ว่าเราชอบเงินหรือไม่  บ่อยครั้งเงินควบคุมชีวิตของเรา   เราไม่เคยมีเงินพอใช้  และนานๆที เราจะมีเงินตามที่เราปรารถนา       เราควบคุมการเงินได้ยาก  บ่อยๆมันเป็นเหตุทำให้เราวุ่นวายใจ  และเครียด ตราบที่เราพยายามให้อยู่รอดในสังคมปัจจุบัน

ไม่ว่าเราต้องแคร์อะไร  และกังวลใจ  เราสามารถหันไปหาพระเจ้า  และพระนางพรหมจารีมารีย์  เพื่อความบรรเทาใจ  และสันติสุข  ทั้งสองอาจไม่ขจัดอุปสรรคด้านการเงินตามความต้องการของเราเสมอ   แต่ทั้งสองสามารถช่วยเราให้อดทน   และพบสมบัติที่ยั่งยืนจริงๆ   ต่อไปนี้เป็นบทภาวนาสั้นๆ ต่อพระนางพรหมจารีมารีย์  ในเวลาที่เราลำบากด้านการเงิน   ปรับปรุงมาจากหนังสือภาวนา  และรำพึง  ภาษาอังกฤษ    ขอพระนางวิงวอนให้พระเจ้าทรงช่วยเรา  และพบสันติสุขในพระจ้า.. ครับ

“ข้าแต่พระมารดาผู้เมตตา  ผู้นำความหวัง  และความบรรเทาแก่ทุกคนที่เศร้าใจ  และรู้สึกถูกทอดทิ้ง   ลูกวอนขอพระแม่โปรดสงสารลุกในยามทุกข์ยาก   และขาดสิ่งจำเป็นในชีวิต    โปรดเห็นใจลูกในยามกังวล    โปรดช่วยเหลือและบรรเทาใจ  ในความอ่อนแอ และน่าเวทนา… พระแม่ ผู้เมตตา  ที่หลบภัยของผู้ขัดสนและเจ็บปวด   โปรดฟังคำภาวนาของลูก… (คิดถึงสิ่งท่านที่ต้องการ… แต่ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า  ผู้ทรงเห็นว่าอะไรเหมาะสมสำหรับความดีทางจิตวิญญาณของท่าน)

พระแม่เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า  ขอให้ลูกได้รับผลแห่งการเสนอวิงวอนของพระแม่โดยเร็ววันด้วยเถิด  อาเมน”

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์ 

(แปลวันที่ 1 สิงหาคม  2020 จาก  Aleteia.org 31 กรกฎาคม 2020)

สังฆมณฑลเชียงใหม่ อุทิศแด่ดวงวิญญาณของ นักบุญ โยอันนา หน่อวา สะอิ

สังฆมณฑลเชียงใหม่ อุทิศแด่ดวงวิญญาณของ นักบุญอันนา  หน่อวา  สะอิ
(มารดาของคุณพ่อ ดอมีนิกซาวีโอ สถิต สะอิ)
วันที่ 18-20 กรกฎาคม 2017        พิธีสวดภาวนา
วันที่ศุกร์ที่ 21  กรกฎาคม 2017        พิธีปลงศพและมิสซา
ณ วัดนักบุญเปาโล   บ้านแม่อมลอง

คาทอลิกไทยพร้อมเพรียงไม่สิ้นเสียงสายประคำ

สัปดาห์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา บทอ่านจากหนังสือพระวรสารตามคำเล่าของนักบุญมัทธิว 22:1-14

อุปมา​เรื่อง​งาน​วิวาหมงคล1

1 พระ​เยซู​เจ้า​ทรง​เล่า​เป็น​อุปมา​อีก​เรื่อง​หนึ่ง​ว่า 2 “อาณา​จักร​สวรรค์​เปรียบ​ได้​กับ​กษัตริย์​พระ​องค์​หนึ่ง​ซึ่ง​ทรง​จัด​งาน​อภิเษกสมรส​ให้​พระ​โอรส 3 ทรง​ส่ง​ผู้​รับใช้​ไป​เรียก​ผู้​รับ​เชิญ​ให้​มา​ใน​งาน​วิวาห์ แต่​พวกเขา​ไม่​ต้อง​การ​มา 4 พระ​องค์​จึง​ทรง​ส่ง​ผู้​รับใช้​อื่น​ไป​อีก รับสั่ง​ว่า ‘จง​ไป​บอก​ผู้​รับ​เชิญ​ว่า บัดนี้​เรา​ได้​เตรียม​การ​เลี้ยง​ไว้​พร้อม​แล้ว ได้​ฆ่า​วัว​และ​สัตว์​อ้วน​พี​แล้ว ทุกสิ่ง​พร้อมสรรพ เชิญ​มา​ใน​งาน​วิวาห์เถิด’ 5 แต่​ผู้​รับ​เชิญ​มิได้​สนใจ คน​หนึ่ง​ไป​ที่​ทุ่งนา อีก​คน​หนึ่ง​ไป​ทำ​ธุรกิจ 6 คน​ที่​เหลือ​ได้​จับ​ผู้​รับใช้​ของ​กษัตริย์ ทำร้าย​และ​ฆ่า​เสีย 7 กษัตริย์​กริ้ว จึง​ทรง​ส่ง​กองทหาร​ไป​ทำลาย​ฆาตกร​เหล่า​นั้น​และ​เผา​เมือง​ของ​เขา​ด้วย 8 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​แก่​ผู้​รับใช้​ว่า ‘งาน​วิวาห์​พร้อม​แล้ว แต่​ผู้​รับ​เชิญ​ไม่​เหมาะ​สม​กับ​งาน​นี้ 9 จง​ไป​ตาม​ทางแยก พบ​ผู้ใด​ก็ตาม จง​เชิญ​มา​ใน​งาน​วิวาห์เถิด’ 10 บรรดา​ผู้​รับใช้​จึง​ออก​ไป​ตาม​ถนน เชิญ​ทุก​คน​ที่​พบ​มา​รวม​กัน ทั้งคน​เลว​และ​คน​ดี แขก​รับ​เชิญ​จึง​มา​เต็ม​ห้อง​งาน​อภิเษกสมรส 11 กษัตริย์​เสด็จ​มา​ทอด​พระ​เนตร​แขก​รับ​เชิญ ทรง​เห็น​คน​หนึ่ง​ไม่​สวม​เสื้อ​สำหรับ​งาน​วิวาห์ 12 จึง​ตรัส​แก่​เขา​ว่า ‘เพื่อน​เอ๋ย ท่าน​ไม่​ได้​สวม​เสื้อ​สำหรับ​งาน​วิวาห์ แล้ว​เข้า​มา​ที่นี่​ได้​อย่างไร’ คน​นั้น​ก็​นิ่ง 13 กษัตริย์​จึง​ตรัส​สั่ง​ผู้​รับใช้​ว่า ‘จง​มัด​มือ​มัด​เท้า​ของ​เขา เอา​ไป​ทิ้ง​ใน​ที่​มืด​ข้างนอก​เถิด ที่นั่น จะ​มีแต่​การ​ร่ำไห้​คร่ำครวญ และ​ขบ​ฟัน​ด้วย​ความ​ขุ่นเคือง 14 เพราะ​ผู้​รับ​เชิญ​มี​มาก แต่​ผู้​รับ​เลือก​มี​น้อย’ ” 2

 

ข้อคิดรำพึงประจำสัปดาห์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

 เบื้องหลัง

เรื่องอุปมาที่พระเยซูเจ้าทรงเล่าให้ประชาชนฟังเกี่ยวกับงานวิวาหมงคลประจำสัปดาห์นี้ จากบทอ่านของพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว 22:1-14 โดยพระองค์ต้องการเปรียบเทียบว่า กษัตริย์ทรงหมายถึงพระเจ้าพระบิดา งานวิวาห์หมายถึงพระอาณาจักรของพระเจ้า ส่วนแขกที่ได้รับเชิญกลุ่มแรกนั้นพระองค์ทรงหมายถึงประชากรผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรที่ไม่ยอมรับพระเยซูเจ้าซึ่ง ณ ขณะนั้นคงหมายถึงชาวยิวที่ไม่ยอมรับพระองค์นั่นเอง ส่วนแขกกลุ่มที่สองที่พระองค์ทรงเรียกนั้นหมายถึงคนบาป และคนต่างศาสนาแต่พวกเขาเหล่านั้นกลับยอมรับและเชื่อในพระเยซูเจ้า ซึ่งจะเห็นว่าพระเยซูเจ้าต้องการบอกว่าเมื่อพระองค์เสด็จมาแล้วพระองค์ไม่ใช่มาเพื่อชาวอิสราแอล อย่างเดียว แต่เปิดกว้างสำหรับทุกคนทุกชาติทุกภาษาที่มีน้ำใจกลับมาเชื่อ และปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูเจ้า และติดตามพระองค์ในชีวิตประจำวัน

 

ข้อคิดรำพึงประจำสัปดาห์      

ในเมื่อแขกกลุ่มแรกที่พระองค์ทรงเชิญคือพวกชาวยิวได้ปฏิเสธพระองค์ ในที่สุดพระองค์ก็เชิญพวกเราทุกคน พระองค์เปิดกว้างสำหรับทุกคนทุกชาติทุกภาษา แล้วเรามนุษย์ปัจจุบันซึ่งยอมรับคำเชิญไปร่วมงานเลี้ยงของพระองค์แล้วเช่นกัน เราก็จะต้องปฏิบติตามระเบียบเงื่อนไขธรรมเนียมปฏิบัติของพระองค์ ไม่ใช่ตามใจเรา การได้รับความรอดนั้นไม่ใช่เข้ามาเป็นคริสตชนรับศีลล้างบาปศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ แล้วจะได้รับความรอดโดยอัตโนมัต แต่เราก็ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมระเบียบกฎเกณฑ์ของพระองค์เพื่อสมกับงานวิวาห์ของพระองค์ ซึ่งเป็นงานฉลองยิ่งใหญ่ที่พระองค์จัดเตรียมไว้สำหรับเราดังนั้นเสื้อของงานวิวาห์หรืองานรื่นเริงในสวรรค์กับพระองค์นั้น เราต้องสวมใส่เสื้อที่พระองค์ทรงกำหนดไว้สำหรับการเข้าร่วมความสุขกับพระองค์นั้นคือ เสื้อแห่งความดี เสื้อแห่งความรัก ความมีเมตตา เห็นอกเห็นใจต่อคนรอบข้าง ให้อภัยแก่กัน เสื้อแห่งการแบ่งปันอาหารแก่คนหิวโหย ให้เสื้อผ้าแก่คนไม่มีใส่ เสื้อแห่งการไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจแก่คนเจ็บป่วย คนติดคุก เสื้อแห่งการทำหน้าที่ในแต่ละฐานะ แต่ละบทบาทด้วยเต็มความสามารถรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ เมื่อทำดังนี้แล้ว พระเยซูเจ้าก็จะตรัสกับเราว่า “เชิญมาเถิดท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา เชิญมารับอาณาจักรเป็นมรดกที่เตรียมไว้ให้ท่านแล้วตั้งแต่สร้างโลก”

ปัจจุบันพระองค์ยังทรงเชื้อเชิญเราทุนกให้ร่วมงานวิวาห์ของพระองค์ คือพระเยซูเจ้าเปรียบเหมือนเจ้าบ่าวที่กำลังรอเจ้าสาวคือเรามนุษย์ทุกคน แต่บางครั้งเราอาจจะปฏิเสธพระองค์ อ้างสารพัดธุระต่างๆ ไม่ว่างที่จะไปวัดสวดภาวนาพูดคุยกับพระองค์ ไม่มีเวลาสำหรับครอบครัว ไม่มีเวลาสำหรับคนรอบข้างส่วนรวม ไม่มีเวลาสำหรับการอ่านพระวาจาของพระองค์ ไม่มีเวลาสวดทำวัตร และอะไรต่อมิอะไรที่จะอ้างอีกมากมาย ทั้งๆ ที่พระองค์ซึ่งเป็นเจ้าบ่าวกำลังรอเราเข้าร่วมในงานเลี้ยงนี้กับพระองค์และกับเพื่อนมนุษย์ทุกคน แล้วเราจะไม่ยินดีรับคำเชิญของพระองค์หรือ

บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว 21:33-43

บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว 21:33-43

อุปมาเรื่องคนเช่าสวนชั่วร้าย
“ท่านทั้งหลาย จงฟังอุปมาอีกเรื่องหนึ่งเถิด คหบดีผู้หนึ่งปลูกองุ่นไว้สวนหนึ่ง ทำรั้วล้อม ขุดบ่อย่ำองุ่น สร้างหอเฝ้า ให้ชาวสวนเช่า แล้วก็ออกเดินทางไปต่างเมือง 34 เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บผล เจ้าของสวนจึงให้ผู้รับใช้ไปพบคนเช่าสวนเพื่อรับส่วนแบ่งจากผลผลิต 35 แต่คนเช่าสวนได้จับคนใช้ ทุบตีคนหนึ่ง ฆ่าอีกคนหนึ่ง เอาหินทุ่มอีกคนหนึ่ง 36 เจ้าของสวนจึงส่งผู้รับใช้จำนวนมากกว่าพวกแรกไปอีก คนเช่าสวนก็ทำกับพวกนี้เช่นเดียวกัน 37 ในที่สุด เจ้าของสวนได้ส่งบุตรชายของตนไปพบคนเช่าสวน คิดว่า ‘คนเช่าสวนคงจะเกรงใจลูกของเราบ้าง’ 38 แต่เมื่อคนเช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมา ก็พูดกันว่า ‘คนนี้เป็นทายาท เราจงฆ่าเขาเสียเถิด เราจะได้มรดกของเขา’ 39 “เขาจึงจับบุตรเจ้าของสวน นำตัวออกไปนอกสวนแล้วฆ่าเสีย 40 ดังนี้ เมื่อเจ้าของสวนมา เขาจะทำอย่างไรกับคนเช่าสวนพวกนั้น” 41 บรรดาผู้ฟังตอบว่า “เจ้าของสวนจะกำจัดพวกใจอำมหิตนี้อย่างโหดเหี้ยม และจะยกสวนให้คนอื่นเช่า ซึ่งจะแบ่งผลคืนให้เขาตามกำหนดเวลา” 42 พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ท่านมิได้อ่านในพระคัมภีร์หรือว่าหินที่ช่างก่อสร้างทิ้งเสียนั้น ได้กลายเป็นศิลาหัวมุม องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำเช่นนั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์แก่เรายิ่งนัก 43 “ดังนั้น เราบอกท่านว่า พระอาณาจักรของพระเจ้าจะถูกยกจากท่านทั้งหลาย ไปมอบให้แก่ชนชาติอื่นที่จะทำให้บังเกิดผล”

ข้อคิดรำพึงประจำสัปดาห์27 เทศกาลธรรมดา
เบื้องหลังของอุปมา
อุปมาที่พระเยซูเจ้าทรงเล่าเกี่ยวกับคนเช่าสวนองุ่นชั่วร้ายตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว 21:33-43 ในสัปดาห์นี้นั้น ณ เวลานั้นพระองค์ต้องการเปรียบเทียบคือ เรื่องสวนองุ่นน่าจะหมายถึงประชาชนชาวอิสราแอล เจ้าของสวนองุ่นนั้นพระเยซูเจ้าตองการบอกเราว่าทรงหมายถึงพระเจ้า ส่วนคนเช่าสวนนั้นพระองค์ทรงหมายถึงบรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟารีสีที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ดูแลประชากรของพระองค์ แต่กลับไม่ทำหน้าที่ และยังเบียดเบียนรังแกคนอื่นอีกต่างหาก
ส่วนผู้รับใช้ที่พระเจ้าส่งไปพบคนเช่าสวนเพื่อรับส่วนแบ่งจากผลผลิตกลุ่มแรกหมายถึงประกาศกยุคแรกที่พระเจ้าส่งมาอยู่ท่ามกลางชาวอิสราแอล จากนั้นพระเจ้าทรงส่งประกาศกยุคหลังๆ มาอีกแต่ก็ถูกคนเช่าสวนทำร้ายและฆ่าอีก ต่อมาเจ้าของสวนส่งบุตรของเจ้าของสวนซึ่งหมายถึงพระเยซูเจ้าเอง

ข้อคิดรำพึงประจำสัปดาห์
ในอุปมาที่พระเยซูเจ้าทรงเล่าให้เราฟังในสัปดาห์นี้มาจากคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว 21:33-43 ได้ฉายภาพความจริงของพระเจ้าพระบิดาเป็นทั้งบิดาผู้ใจดีที่มีความอดทน ให้โอกาส ขณะเดียวกันพระองค์ทรงมีความยุติธรรมด้วย กล่าวคือจะเห็นว่าพระองค์ทรงส่งประกาศกคนแล้วคนเล่าเพื่อมาเทศน์เตือนสอนให้พวกเขากลับใจปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในทางที่ถูกต้อง แต่ผู้นำเหล่านั้นก็ไม่กลับใจพวกเขากลับฆ่าประกาศกคนแล้วคนเล่า แม้กระทั่งพระเยซูเจ้าพระบุตรของพระเจ้าที่ทรงมารับเอากายอยู่ท่ามกลางพวกเขาก็กำลังจะถูกฆ่าเช่นเดียวกัน ในที่สุดพระบิดาก็ทรงเผยให้เห็นถึงความยุติธรรมที่พระองค์ต้องการให้เรามนุษย์มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการกระทำของเราเองด้วย
ปัจจุบัน พระเจ้าเรียกเรามนุษย์ทุกคนให้เข้ามามีส่วนร่วมในงานไถ่กู้ของพระองค์ โดยให้เราเป็นผู้รับผิดชอบดูและงานของพระองค์บนโลกนี้แทนพระองค์ จะเห็นว่ามนุษย์เราแม้เป็นคนบาป พระองค์ก็ยังให้เกียรติมาร่วมรับผิดชอบงานของพระองค์ ในฐานะเหมือนกับผู้เช่าสวน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเอาใจใส่เพื่อให้เกิดดอกออกผล มีการพัฒนาชีวิตด้วยความดี แล้วเมื่อพระองค์กลับมาเรียกเราจะได้มีผลกำไรให้กับพระองค์บ้างตามสมควร ตามความยุติธรรม จะเห็นว่ามนุษย์เราอยู่บนโลกนี้เราต้องสำนึกว่าเราไม่ใช่เจ้าของแต่เป็นผู้ดูแลสวนในฐานะผู้เช่าสวน ซึ่งพระองค์ไว้ใจให้เราเข้ามามีส่วนรับผิดชอบด้วยความอิสระเสรีภาพ แต่ที่สำคัญคือ เราต้องสำนึกเสมอว่า วันหนึ่งเราจะต้องคืนทุกสิ่งทุกอย่างแด่พระเจ้า เพราะเราเป็นผู้เช่าไม่ใช่เจ้าของ แต่ในขณะที่เราอยู่ในฐานะผู้เช่านั้นต้องบำรุงรักษาทรัพย์สินให้อยู่ในสภาพที่ดีและออกดอกออกผล แต่มนุษย์เราบางคนหลงลืมคิดว่าเป็นของตนเอง เมื่อพระองค์ส่งบุคคลต่างๆ เข้ามาเทศน์สอน ตักเตือนก็ไม่รับฟัง ดีไม่ดีทำร้ายและพูดทำลายจนเสียผู้เสียคนไปก็มี
ในที่สุดเมื่อเราในฐานะที่ได้มีโอกาสรับฟังข้อคำสอน พระวาจาของพระองค์ ไม่ว่าจะโดยผ่านทางบทอ่านในวันอาทติย์ การเทศน์สอนของผู้มีหน้าที่ต่างๆ แล้ว แต่ถ้าไม่มีการยอมรับฟังการเทศน์สอน เตือนของพระองค์และไม่เกิดการกลับใจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางที่ถูกต้องแล้ว สุดท้ายพระบิดาเจ้าก็จะตัดสินเราด้วยความยุติธรรมจากการกระทำของเราเองเช่นกัน

บทอ่านประจำสัปดาห์ที่ 26 (มธ. 21:28-32)

บทอ่านประจำสัปดาห์ที่ 26 (มธ. 21:28-32)

อุปมาเรื่องบุตรสองคน

28 “ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร ชายคนหนึ่งมีบุตรสองคน เขาไปพบบุตรคนแรกพูดว่า “ลูกเอ๋ย วันนี้ จงไปทำงานในสวนองุ่นเถิด” 29 บุตรตอบว่า “ลูกไม่อยากไป” แต่ต่อมาก็เปลี่ยนใจและไปทำงาน 30 พ่อจึงไปพบบุตรคนที่สอง พูดอย่างเดียวกัน บุตรคนที่สองตอบว่า “ครับพ่อ” แต่แล้วก็ไม่ได้ไป 31 สองคนนี้ใครทำตามใจพ่อ” พวกเขาตอบว่า “คนแรก” พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนเก็บภาษีและหญิงโสเภณีจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าก่อนท่าน 32 เพราะยอห์นได้มาพบท่าน ชี้หนทางแห่งความชอบธรรม6 ท่านก็ไม่เชื่อยอห์น ส่วนคนเก็บภาษีและหญิงโสเภณีเชื่อ แต่ท่านทั้งหลายเห็นดังนี้แล้ว ก็ยังคงไม่เปลี่ยนใจมาเชื่อยอห์น

 

ข้อคิดรำพึงประจำสัปดาห์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา

อุปมาเรื่องบุตรสองคนจากเรื่องเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ. 21:28-32)

เบื้องหลังของพระวรสารวันนี้ ลูกคนแรกนี้พระองค์คงต้องการหมายถึงบรรดาผู้ที่ในช่วงแรกๆ ไม่สนใจไม่ติดตามพระองค์ แต่นานวันเข้าเมื่อเห็นกิจกรรมที่พระองค์กระทำ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคนเจ็บป่วย เลี้ยงอาหารคนจำนวนมาก และทบทวนถึงคำสอนของพระองค์ที่เขาได้ยินเป็นประจำ ในที่สุดเขากลับมาติดตามและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ส่วนลูกคนที่สองนั้นพระองค์ต้องการหมายถึงบรรดาสมณะและผู้อาวุโสของประชาชนที่ดูเหมือนจะสนใจติดตามพระองค์ แต่แล้วไม่มีการกลับใจ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยิ่งกว่านั้นคอยแต่จับผิดตำหนิพระองค์

 

ข้อคิดรำพึงประจำสัปดาห์

  1. อันดับแรกคือ เราต้องตอบคำถามที่พระเยซูเจ้าถามบรรดาสมณะและผู้อาวุโสของประชาชนว่า “ท่านทั้งหลายคิดว่าอย่างไร? กับลูกสองคนในเรื่องเล่านี้ ซึ่งพระองค์ต้องการถามถึงเราทุกคนในปัจจุบันนี้เช่นกันว่า เราคิดอย่างไรกับกรณีบุตรสองคนในเรื่องนี้ คือ พระองค์เข้าใจถึงความอ่อนแอของมนุษย์เป็นอย่างดี เพราะพระองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ ลดฐาจะจากพระบุตรพระเจ้ามารับเอากายอยู่ท่ามกลางมนุษย์ พระองค์จึงไม่ปิดโอกาสของคนใดคนหนึ่งในการกลับตัวกลับใจ แม้ในช่วงแรกๆ อาจจะไม่สนใจ แต่เมื่อมีโอกาสหยุดคิดรำพึง คนนั้นๆ จะกลับตัวกลับใจกลับมาดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง ซึ่งลูกคนแรกนี้พระองค์ต้องการหมายถึงบรรดาผู้ที่ในช่วงแรกๆ ไม่สนใจไม่ติดตามพระองค์ แต่นานวันเข้าเขากลับมาติดตามและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ต้องการการติดตามพระองค์ด้วยการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ด้วยลมปาก เช่น เราบอกว่าเราเป็นคริสตชนแต่ถ้าไม่เคยเข้าวัดสวดภาวนา ไม่เคยขอโทษต่อพระองค์ในความผิดพลาดพลั้ง ไม่เคยขอบคุณพระองค์เลย ก็เป็นเพียงแค่ลมปาก แต่พระองค์ต้องการให้เราลงมือกระทำปฏิบัติคำสอนและความรัก เราอาจจะสวดบทแสดงความรัก แต่ถ้าเราไม่เคยปฏิบัติตามเลยก็แสดงว่าเราก็เป็นเพียงคนหลอกลวง แค่ลมปากเท่านั้น แม้เราสวดบทข้าแต่พระบิดาได้คล่องและท่องขึ้นในว่า “..ข้าพเจ้าจะยกโทษให้ผู้อื่นแต่ถ้ายังโกรธเคียดแค้นคนอื่นก็เป็นเพียงลมปากเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “คนที่กล่าวแก่เราว่า “พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า” นั้นมิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์” (มธ. 7:21)
  2. ดังนั้นเราต้องกลับมาทบทวนชีวิตของตนเอง เหมือนกับลูกคนแรกแล้วกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ ตามที่นักบุญยอห์น กล่าวว่า “เราอย่ารักกันแต่ปาก เพียงด้วยคำพูดเท่านั้น แต่เราจงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง” (1 ยน. 3:18) และถ้าจะดีก็คือ เราไม่ควรเป็นลูกทั้งสองคนที่กลับไปกลับมา แต่เมื่อพระองค์เรียกเราแล้วเราควรที่จะตอบสนองต่อการเรียกของพระองค์นี้ทันทีและตลอดไป แต่อย่างไรก็ตามพระองค์เข้าใจความอ่อนแอของมนุษย์จึงให้โอกาสเสมอ แล้วเราจะตอบพระองค์ว่า เราจะเป็นลูกคนใดในสัปดาห์นี้

ข้อคิดรำพึง : ประจำสัปดาห์ที่ 25

อุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่น (มธ. 20:1-16)

1“อาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อบ้านผู้หนึ่งซึ่งออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจ้างคนงานมาทำงานในสวนองุ่น 2 ครั้นได้ตกลงค่าจ้างวันละหนึ่งเหรียญกับคนงานแล้ว ก็ส่งไปทำงานในสวนองุ่น 3 ประมาณสามโมงเช้า พ่อบ้านออกมาก็เห็นคนอื่นๆ ยืนอยู่ที่ลานสาธารณะโดยไม่ทำงาน 4 จึงพูดกับคนเหล่านี้ว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด ฉันจะให้ค่าจ้างตามสมควร’ 5 คนเหล่านี้ก็ไป พ่อบ้านออกไปอีกประมาณเที่ยงวันและบ่ายสามโมง กระทำเช่นเดียวกัน 6 ประมาณห้าโมงเย็น พ่อบ้านออกไปอีก พบคนอื่นๆ ยืนอยู่ จึงถามเขาว่า ‘ทำไมท่านยืนอยู่ที่นี่ทั้งวันโดยไม่ทำอะไร’ 7 เขาตอบว่า ‘เพราะไม่มีใครมาจ้าง’ พ่อบ้านพูดจึงว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด’

8 “ครั้นถึงเวลาค่ำ เจ้าของสวนบอกผู้จัดการว่า ‘ไปเรียกคนงานมา จ่ายค่าจ้างให้เขาโดยเริ่มตั้งแต่คนสุดท้ายจนถึงคนแรก’ 9 เมื่อพวกที่เริ่มงานเวลาห้าโมงเย็นมาถึง เขาได้รับคนละหนึ่งเหรียญ 10 เมื่อคนงานพวกแรกมาถึง เขาคิดว่าตนจะได้รับมากกว่านั้น แต่ก็ได้รับคนละหนึ่งเหรียญเช่นกัน 11 ขณะรับค่าจ้างเขาก็บ่นถึงเจ้าของสวนว่า 12 ‘พวกที่มาสุดท้ายนี้ทำงานเพียงชั่วโมงเดียว ท่านก็ให้ค่าจ้างแก่เขาเท่ากับเรา ซึ่งต้องตรากตรำอยู่กลางแดดตลอดวัน’ 13 เจ้าของสวนจึงพูดกับคนหนึ่งในพวกนี้ว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ฉันไม่ได้โกงท่านเลย ท่านไม่ได้ตกลงกับฉันคนละหนึ่งเหรียญหรือ 14 จงเอาค่าจ้างของท่านไปเถิด ฉันอยากจะให้คนที่มาสุดท้ายนี้เท่ากับให้ท่าน 15 ฉันไม่มีสิทธิ์ใช้เงินของฉันตามที่ฉันพอใจหรือ ท่านอิจฉาริษยาเพราะฉันใจดีหรือ’ 16 “ดังนี้แหละ คนกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นคนกลุ่มแรก และคนกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นคนกลุ่มสุดท้าย”

ข้อคิดรำพึงประจำสัปดาห์ 25 เทศกาลธรรมดา

บทอ่านประจำสัปดาห์นี้ จากพระวรสารนักบุญมัทธิว 20:1-16

เบื้องหลังของบทอ่านสัปดาห์นี้ คือ พระเยซูเจ้าต้องการบอกว่าเจ้าของสวนองุ่นก็คือพระบิดาเจ้าผู้มีพระทัยดีต่อลูกๆ ของพระองค์ทุกคน มีความกระตือรือร้นที่จะมาตามหาลูกๆ ของพระองค์ทุกคนให้เข้าไปมีส่วนรับความยินดีในอาณาจักรของพระองค์ ส่วนคนงานที่ถูกเรียกให้เข้าไปทำงานในสวนตั้งแต่เช้า ณ ขณะนั้น หมายถึงพวกฟารีสีที่เขามักจะโกรธทุกครั้งเวลาที่พระเยซูเจ้าคลุกคลีร่วมโต๊ะอาหารกับคนที่ถูกมองว่าเป็นคนบาป หรือคนเก็บภาษีทั้งหลาย ส่วนคนงานที่ถูกเรียกให้ไปทำงานในสวนตอนเย็นแล้วนั้น หมายถึงคนด้อยโอกาสหรือที่พวกฟารีสีเรียกว่าคนบาป ที่สังคมรังเกียจ แต่กลุ่มนี้เมื่อได้ฟังพระวาจาของพระองค์แล้วกลับใจ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแลัวกลับใจเป็นคนดีติดตามพระเยซูเจ้าและทุ่มเทชีวิตอย่างเต็มที่ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกฟารีสีก็มักจะโกรธพระองค์อยู่เสมอ และกล่าวหาว่าพระองค์ไม่ยุติธรรม

 

ข้อคิดรำพึง

  1. ปัจจุบันงานไถ่กู้มนุษยชาติของพระองค์ยังดำเนินต่อไปจนสิ้นภิภพ และพระองค์สั่งให้เราไป

เทศนาสั่งสอนคนทั่วโลกจนสุดปลายแผ่นดิน เราจะเห็นว่าพระองค์ซึ่งเป็นเจ้าของสวนองุ่นหรืออาณาจักรสวรรค์นั้นมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาลูกๆ ของพระองค์ให้เข้าไปรับความสุขกับพระองค์ในสวรรค์ และในความเป็นจริงปัจจุบันยังมีลูกๆ ของพระองค์อีกจำนวนมากที่กำลังรอฟังพระวาจาของพระองค์ และพร้อมที่จะกลับใจติดตามพระองค์ แต่ยังไม่มีใครไปประกาศให้เขาเช่นคนที่อยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ อีกมาก ดังนั้นในข้อแรกนี้พระองค์คงต้องการเรียกร้องให้เรามีส่วนร่วมในการตามหาลูกแกะของพระองค์เหล่านี้ด้วยความขยันกระตือรือร้นเช่นเดียวกับพระองค์

  1. พระองค์ไม่ต้องการให้เราใช้ชีวิตอย่างเสียเวลาไปเปล่าๆ ในแต่ละวัน พระองค์จึงตามหาลูกของ

พระองค์ทุกคนเพื่อเข้าไปรับความสุข ความยินดี เปรียบเหมือนคนที่ไม่มีงานทำอยู่ไปวันๆ ซึ่งเขาพร้อมที่จะทำงาน แต่ไม่มีคนเรียกไปทำงาน แต่เมื่อมีคนจ้างให้ทำงาน เขาพร้อมที่จะลงมือทำทันทีและทำเต็มความสามารถเท่าที่เวลาจำกัด ในที่สุดเขาก็ได้รับค่าจ้างตามความยุติธรรม และเมื่อทำงานเต็มที่ด้วยความทุ่มเทพระองค์ก็ให้ค่าตอบแทนสมกับที่เขาได้ทุ่มเทแม้จะใช้เวลาน้อยกว่าก็ตาม นี้คือความเร่งด่วนที่พระองค์ต้องการให้เรามนุษย์นั้นรีบกลับคืนดีกับพระองค์

  1. เราซึ่งอาจจะเป็นคริสตชนตั้งแต่เกิดจนแก่เฒ่าแล้ว หรือได้มีโอกาสเรียนคำสอนก่อนคนอื่นๆ ก็

ตาม เราไม่ควรที่จะอิจฉาบรรดาพี่น้องที่เพิ่งได้มีโอกาสเรียนคำสอน เพิ่งกลับใจใหม่และมีความขยันทุ่มเทในการดำเนินชีวิตคริสตชนอย่างดีเต็มความสามารถ เราควรที่จะดีใจกับพี่น้องของเราคนหนึ่งที่มีโอกาสฟังพระวาจาและกลับตัวกลับใจเป็นลูกที่ดีของพระองค์ และพระองค์บอกกับเราว่า ‘จงไปทำงานในสวนองุ่นของฉันเถิด ฉันจะให้ค่าจ้างตามสมควร’ พระองค์ไม่ได้หลอกเรา ไม่อยุติธรรม แต่พระองค์จะตอบแทนน้ำใจดีของเราตามที่เราได้ลงทุนลงแรง ออกแรง และยิ่งเรามีโอกาสดีกว่าคนอื่นเราก็ยิ่งจะต้องใช้โอกาสให้เต็มความสามารถที่พระองค์ประทานให้เรา

  1. พระองค์ต้องการให้ลูกๆ ของพระองค์ทุกคนได้เข้ามารับส่วนแบ่งความสุขในอาณาจักรของ

พระองค์ โดยพระองค์มีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาลูกๆ ของพระองค์ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ไม่ทรงต้องการให้ลูกของพระองค์เสียเวลาไปเปล่าๆ ในแต่ละวัน แล้วเราพร้อมที่จะเข้าไปทำงานกับพระองค์แล้วหรือไม่ เราดีใจกับเพื่อนพี่น้องของเราที่กลับใจเข้ามาเรียนคำสอนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ เราใช้เวลาและพระพรที่พระองค์ประทานให้เราแต่ละคนเหมาะกับเราแต่ละคนอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง