วิถีปกาเกอะญอ : ความเชื่อ พิธีกรรม ความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งสูงสุด

วิถีปกาเกอะญอ: ความเชื่อ พิธีกรรม ความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสิ่งสูงสุด

จาก วิถีชีวิตของปกาเกอะญอที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า วิถีทำกินในระบบไร่หมุนเวียนที่ใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน ชาวปกาเกอะ ญอจึงให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ ๓ มิติ นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ คือ เมื่อรู้จักใช้จากธรรมชาติก็ต้องรู้จักรักษาและต้องเคารพต่อธรรมชาติด้วย  ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน วิถีทำกินทุกกิจกรรมในไร่หมุนเวียนไม่สามารถทำเพียงคนเดียวได้ จึงเกิดวัฒนธรรมแห่งการพึ่งพาและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งสูงสุด ซึ่งหมายถึงความเชื่อว่าสิ่งสูงสุดคือเจ้าของธรรมชาติ การจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติจึงต้องขออนุญาตจากสิ่งสูงสุด ใช้อย่างรู้คุณค่า และให้ความเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งสูงสุดด้วย

เมื่อวิถีการทำไร่หมุนเวียนของปกาเกอะญอซึ่งเป็นการทำเกษตรแบบพออยู่พอกิน เปลี่ยนมาเป็นการทำเกษตรเชิงพาณิชย์อย่างข้าวโพด หรือกะหล่ำปลี ความเชื่อ พิธีกรรม และความสัมพันธ์ใน ๓ มิติที่กล่าวมาข้างต้นในวิถีของชาวปกาเกอะญอแต่เดิม จึงเริ่มสั่นคลอน พี่สุนทร ได้อธิบายให้ฉันฟังว่า

“พืชในไร่หมุนเวียนแบบที่ชาวบ้านทำมีความหลากหลายและไปเกี่ยวข้องกับความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรมซึ่งร้อยรัดเข้ามาเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน และไปเกี่ยวข้องกับระบบสุริยจักรวาลระบบดวงดาวต่างๆ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและความหลากหลายทางระบบนิเวศพืชพันธุ์ต่างๆ แต่พอระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเข้ามา ความเชื่อพิธีกรรมไม่มีแล้ว ความสัมพันธ์ที่ไปสู่มิติธรรมชาติกับความเชื่อมันหายไป มีแต่เกษตรที่เป็นเรื่องของมูลค่า คือ เงินเป็นหลัก ซึ่งเกษตรเชิงเดี่ยวแบบนี้มันไม่มีน้ำมีนวล มันแห้งแล้ง มันว่างเปล่า เปลือยเปล่า เหมือนไก่ที่ไม่มีขน แต่พิธีกรรม ความเชื่อ วัฒนธรรม ก็เหมือนกับคนที่ใส่เสื้อ ไก่ที่มีขน แต่เกษตรเชิงเดี่ยวมันเปลือยเปล่า ดอยและภูเขาก็โล้น ไม่มีต้นไม้อะไรแล้ว มันจะเขียวเฉพาะตอนที่ต้นข้าวโพด กะหล่ำปลีมันขึ้นมา แต่หลังจากหมดหน้านี้ ภูเขาก็โล้น เพราะมันไม่มีองค์ประกอบเรื่องความสัมพันธ์ที่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ความเชื่อ ผีเจ้าที่เจ้าทาง ผีต้นไม้ ผีน้ำ ไม่มาเกี่ยวข้องแล้ว

 

แต่คนที่ใช้ไร่หมุนเวียน จะมีเรื่องของพิธีกรรม การใช้แรงคน แรงสัตว์ ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ คนกับสัตว์ คนกับพืชผักที่ขึ้นมายังทำให้จิตใจของคนอ่อนโยน รู้สึกว่าเรายังต้องเคารพยำเกรงต่อสิ่งที่อยู่ด้วยกัน ยกตัวอย่างชาวบ้านที่ยังต้องใช้ควายไถนา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับควาย คนเห็นควายไถนานานๆ ก็สงสาร ให้ควายหยุดพัก แต่เราหันมาใช้รถไถนาซึ่งไม่มีชีวิต มันเป็นเครื่องจักร เราจะใช้มันไถทั้งวันก็ได้ เพราะฉะนั้นการกล่อมเกลา ความอ่อนน้อม ความสงสาร ก็หายไปในระบบเกษตรสมัยใหม่”

ความเชื่อของปกาเกอะญอ เช่นเรื่องของไร่ เขาบอกว่า ไร่ข้าวจะมีพิธีตั้งแต่การเตรียมดิน สมัยก่อนที่เขายังทำไร่หมุนเวียนเขาจะต้องหาที่ โดยทำนายดูก่อนว่าที่ไหนจะทำการผลิต ไม่ใช่ว่าจะเลือกได้ตามใจชอบ แต่ต้องดูของชุมชนว่า ปีนี้เขาจะทำไร่บริเวณนี้ ปีหน้าจะทำอีกบริเวณหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กัน ถ้าแต่ละคนเลือกตามใจชอบ ก็จะยากต่อการเลี้ยงสัตว์  เขาจึงต้องมีการแบ่งโซนว่าปีนี้ทำไร่บริเวณนี้ แล้วอีกด้านเป็นที่เลี้ยงสัตว์ ปีหน้าก็จะหมุนเวียนไป มีการโซนนิ่งพื้นที่ทำกิน”

แต่มาถึงปัจจุบันเมื่อปกาเกอะญอเปลี่ยนจากวิถีการทำไร่หมุนเวียนมาทำเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างเช่น ปลูกกะหล่ำปลี มะเขือเทศ และข้าวโพด ความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ที่เคยยึดถือและปฏิบัติมาอย่างการทำพิธีเลี้ยงผีไร่ผีนา ก็ถูกแทนที่ด้วยการทำพิธีเลี้ยงผีกะหล่ำปลีผีมะเขือเทศ ซึ่งในเรื่องนี้ พี่สุนทรได้อธิบายว่า

“ตอนนี้เขาพยายามจะปรับเรื่องของพิธีกรรมความเชื่อเข้าไปอยู่ในระบบเกษตรสมัยใหม่ แต่เป้าหมายอาจไม่เหมือนเกษตรแบบดั้งเดิมที่ปลูกข้าวเป็นหลัก อาจเป็นเป้าหมายในการทำพิธีให้ราคาดี ให้ผลผลิตดี ตัวอย่างคนรุ่นใหม่จะเป็นอย่างนั้น แต่คนรุ่นเก่าจะมองว่า พืชใหม่แต่เราเอาคุณค่าทางความเชื่อเข้าไปให้มีมิติเรื่องของการเอาเงินที่ได้จากการขายพืชเชิงเดี่ยวมาใช้ในทางที่เหมาะที่ควร ไม่โลภ ไม่กอบโกย เราพยายามสร้างความศักดิ์สิทธิ์โดยเอามิติของความเชื่อเข้าไปจับ ในมุมที่หมายถึงใช้เงินอย่างรู้คุณค่า นี่เป็นมุมมองของคนเฒ่าคนแก่ และดินที่เราใช้ เราจะต้องมีความรู้ว่า ดินนี้มีเจ้าของ มีชีวิต ถ้าเราใส่ปุ๋ยใส่ยา ก็เหมือนกับเราเอายามาทาที่หลังที่เลือดซึมอยู่ ก็จะรู้สึกเจ็บแสบ เจ็บปวด ดินก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการทำพิธีของคนเฒ่าคนแก่ก็เพื่อขอขมา ขอโทษต่อดิน ต่อน้ำ

 

แต่คนรุ่นใหม่ไม่ได้คิดแบบนี้ เขาคิดแต่ว่าจะขายได้ราคา ซึ่งนี่ไปขัดความเชื่อเดิมของปกาเกอะญอ ที่ให้มองว่า เงินศักดิ์สิทธิ์ ทำเงินให้เป็นเงินที่มีคุณค่า ใช้เท่าที่จำเป็น เพราะปัจจุบันเราจำเป็นต้องใช้เงิน คล้ายๆ กับเงินบุญ คือ เงินที่มาจากการทำบุญ ถ้าเราเอาเงินบุญไปใช้ในทางที่ไม่ซื่อสัตย์ ก็จะเป็นบาปกับเรา แต่คนทั่วๆ ไปมองว่าเงินเป็นแค่เครื่องมือหนึ่งที่เราจะใช้อย่างไรก็ได้ตามใจชอบ”

ส่วนพี่ประชาก็ได้กล่าวถึงความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติและพิธีกรรมต่างๆ ที่ชาวปกาเกอะญอให้ความเคารพนับถือซึ่งกำลังถูกลดคุณค่าลดความสำคัญลง  “ผมเห็นที่นี่ (เซโดซา) ยังมีการทำพิธีที่บ่งบอกว่ายังมีความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่อย่างน้องที่ปลูกหอมแดง ผมเคยไปกินหมู พอเก็บเกี่ยวเสร็จก็ซื้อหมูตัวหนึ่งมากินกันที่สวน เขาฆ่าหมูที่สวนหอมแดง แต่ไม่มีพิธีกรรม ไม่มีการพูดถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ ต่อไปถ้าไม่มีพิธีกรรมต่างๆ แล้ว การให้ความหมายในพิธีกรรมในเรื่องความเชื่อ ถ้ามันผิดทิศทางไม่รู้จะเป็นอย่างไรต่อไป” พี่ประชายังเป็นห่วงกังวลต่อปัญหาที่ชาวบ้านขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดรุกล้ำเข้าไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพยำเกรงมาช้านานโดยเล่าประสบการณ์ที่ได้พบเห็นด้วยตนเองว่า “ปีนี้เห็นเต็มๆ เลย ป่าช้าเขาถือมาก แต่ปีนี้บุกรุกแผ้วถางป่าช้าหมดแล้ว และมันเกิดเหตุตามธรรมชาติ หรือเกิดเหตุเพศภัยอะไรไม่รู้ เวลาฝนตก สังเกตว่าแถวนี้ฝนไม่ตกเลยนะ แต่บ้านอื่นนี่ตกหมด ตอนนั้นผมอยู่ที่ไร่ข้าว ใบข้าวนี่ม้วนแห้งเลย เห็นฝนมาก็ดีใจ ระหว่างทางกลับบ้าน พอมาถึงอีกหมู่บ้านหนึ่ง ฝนก็หยุดไม่มาทางนี้แล้ว ความเชื่อของชาวบ้านส่วนมากเขาอ้างถึงว่า มีการแผ้วถางป่าช้าที่คนสมัยก่อนห้าม นี่แสดงถึงความไม่เกรงกลัว ไม่คิดถึงความเชื่อและจารีตที่ชาวบ้านเคยยึดถือกันมา พอมีคนไปทำพิธี ฝนมาเลย มี ๒ ครั้งที่เห็นเต็มๆ เลย ที่ไปทำพิธีเลี้ยงแล้วฝนมาเลย นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น พอทำพิธีขอฝนเสร็จ ยังไม่ทันถึงบ้านเลย ฝนตกใส่แล้ว ต่อไปถ้า ฮิโข่  [1] ไม่อยู่ ไม่มีแล้วจะเป็นอย่างไร ลูกหลานจะสืบทอดได้อย่างไร”


[1]  ฮิโข่ หมายถึง  ผู้นำจิตวิญญาณที่ทำพิธีกรรมทางศาสนาในหมู่บ้าน

ไร่ข้าวโพด กับวิถีปกาเกอะญอที่เปลี่ยนไป

corn2

ไร่ข้าวโพด กับวิถีปกาเกอะญอที่เปลี่ยนไป
ความเข้มแข็งของกลุ่มชาติพันธุ์ จะทัดทานกระแสทุนนิยม (ข้ามชาติ) ได้หรือไม่?

(วารสารผู้ไถ่ ปีที่ 34 ฉบับที่ 93 เดือน กันยายน-ธันวาคม 2013)

แม่แจ่ม … เมืองแห่งข้าวโพด

จาก ตัวเมืองแม่แจ่ม รถขับเคลื่อนสี่ล้อกำลังไต่ระดับขึ้นไปบนความลาดชันของถนนเล็กๆ สายที่จะนำเราไปสู่หมู่บ้านเซโดซา หมู่บ้านชาวปกาเกอะญอที่อยู่บนยอดดอยสูงเทียมเมฆกลุ่มนั้น ตลอดสองข้างทาง สายตาเราจะปะทะกับดงกลุ่มพืชไร่ที่ชื่อว่า “ข้าวโพด” พืชเศรษฐกิจที่กำลังตกเป็น “ผู้ร้าย” ในขณะนี้

…เข้าสู่เดือนตุลาคม ไร่ข้าวโพดสีเหลืองซีดเซียวช่างดูแห้งแล้งในสายตาเรา …ดงข้าวโพดดงแล้วดงเล่าผ่านไปตามถนนสายนี้ รถยังคงไต่ระดับขึ้นไปสู่ยอดดอย มองไกลออกไป…เห็นหุบเขาสูงต่ำลดหลั่นกันโอบล้อมรอบตัวเรา ช่างดูสวยงาม! สีเขียวๆ บนดอยนั้นดอยนี้ถูกสลับด้วยสีเหลืองๆ ที่ดูจะเพิ่มมากขึ้น พี่สุนทรบอกว่า “สีเหลืองๆ นั่นล่ะ ไร่ข้าวโพดทั้งนั้น” ความรู้สึกที่มองเห็นทิวเขารอบตัวสวยงาม…ลดลงฮวบ! ช่างผิดกับครั้งก่อนเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วที่มีโอกาสมาเยือน ครั้งนั้นมีแต่สีเขียวของนาข้าวไร่ และต้นไม้มากมายในไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอ เราหยุดรถเพื่อลงไปถ่ายภาพดงข้าวโพดที่โอบล้อมข้าวไร่ที่เริ่มเป็นรวงข้าวเขียวๆ ซึ่งเหมือนถูกปลูกแซมอยู่ดูน้อยนิด พี่สุนทรใช้คำได้อย่างเห็นภาพด้วยประโยคที่ว่า เห็นไหมเงินล้อมข้าว”

ม็อบข้าวโพด หมู่บ้านปกาเกอะญอ
และความเปลี่ยนแปลง

“ตอนนี้สถานการณ์การปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กำลังน่าเป็นห่วง อย่างที่แม่ฮ่องสอน ไร่ข้าวโพดลุกลามขึ้นไปถึงบนดอยต่างๆ แล้ว มองไปทางไหนมีแต่ไร่ข้าวโพดพรืดเต็มไปหมด ส่วนแม่แจ่มตอนนี้กลายเป็นเมืองข้าวโพดไปแล้ว ขึ้นไปดูเองแล้วจะเห็นภาพ”

พี่สุนทรเกริ่นนำไว้เมื่อฉันติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องวิถีชาวปกาเกอะญอที่เปลี่ยนไปจากการปลูกพืชเกษตรเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถูกกล่าวถึงมากขึ้นทุกทีว่าเป็นต้นเหตุให้ชาวบ้านจำนวนมากขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดบุกรุกพื้นที่ป่า และรุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนหลายต่อหลายแห่ง นอกจากนี้ยังเป็นต้นเหตุของหมอกควันที่ปกคลุมเมืองจากการเผาป่าหรือพื้นที่รกร้างเพื่อเปิดพื้นที่เพาะปลูก และการเผาตอซังข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยวแล้ว รวมไปถึงปัญหาการพังทลายของหน้าดินบนภูเขา อันนำไปสู่การเกิดดินถล่มในหลายพื้นที่ และปัญหาอีกมากมายที่ตามมา

“อาทิตย์ที่แล้ว มีชาวบ้านประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าคน มาประท้วงราคาข้าวโพดตกต่ำที่หน้าอำเภอแม่แจ่ม ทางอำเภอบอกว่าไม่มีอำนาจที่จะจัดการและให้คำตอบที่ชัดเจนแก่ชาวบ้านได้ ในกลุ่มผู้ชุมนุมนี้ มีพี่น้องชาวปกาเกอะญอไปร่วมประท้วงกับเขาด้วย”

พี่สุนทรพูดถึงม็อบเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดจากหลายอำเภอ (แม่แจ่ม เชียงดาว ฝาง แม่วาง และ พร้าว) ในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวนกว่า ๕,๐๐๐ คน ที่รวมตัวกันเรียกร้องต่อรัฐให้แก้ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำ ครั้งแรกพวกเขารวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่(วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖) และเมื่อเห็นว่ารัฐยังไม่ดำเนินการอะไรตามข้อเสนอที่พวกเขาเรียกร้อง กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอำเภอแม่แจ่มนับพันคนจึงชุมนุมปิดล้อมที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม เพื่อทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาจนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ต้องหยุดงาน ๑ วัน เพราะไม่สามารถเข้าออกได้ (วันที่ ๑๕ ตุลาคม) นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่านายอำเภอยิงปืนขู่ผู้ชุมนุม สร้างความโกรธแค้นและไม่พอใจต่อกลุ่มผู้ชุมนุม จนถูกขับไล่และหนีออกมาได้กลางดึก ซึ่งในเรื่องนี้ พี่ประชา ซึ่งเป็นชาวปกาเกอะญอเช่นกัน ได้ให้ความเห็นว่า

“เรื่องการประท้วงในอำเภอ ผมเห็นไม่เหมือนชาวบ้านเขา พี่น้องหมู่บ้านแม่รองที่ไปร่วมชุมนุมเป็นชาวปกาเกอะญอ  ปกติปกาเกอะญอจะเป็นคนอ่อนโยน  แต่ครั้งนี้ด้วยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด มีหนี้สิน มีความต้องการ มีความโลภมาก ไม่คิดหน้าคิดหลัง ไปประท้วงกับพี่น้องแม่แจ่ม กลับดุเดือดกว่า มีหลายคนเล่าให้ฟัง นี่ไม่ใช่ตัวตนของเขาแล้วน่ะ สงสัยจะเครียดกับหนี้สินที่ลงทุนไปเยอะ และคงมีการยุแยงว่าจะไม่ได้เงิน ราคาจะไม่ถึงที่ต้องการ ก็เลยเครียด”

ข้อมูลมากมายทยอยเข้าสู่โหมดการรับรู้ของฉันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้คุยกับแหล่งข้อมูลผู้ซึ่งทำงานพัฒนาชุมชนบ้านเกิดของพวกเขาเองมาเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างพี่สุนทร วงศ์จอมพร เจ้าหน้าที่ของศูนย์สังคมพัฒนา และศูนย์วิจัยและฝึกอบรมศาสนาวัฒนธรรมชุมชน สังฆมณฑลเชียงใหม่ เขาเป็นชาวปกาเกอะญอ มีภูมิลำเนาอยู่หมู่บ้านดอกแดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ พี่สุนทรทำงานอยู่กับศูนย์สังคมพัฒนาฯ หรือรู้จักกันในชื่อ DISAC เชียงใหม่ หน่วยงานคาทอลิกที่ทำงานพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่บนดอยสูงในเขตจังหวัดทางภาคเหนือมาเป็นเวลากว่า 39 ปี

ส่วนพี่ประชา จันทร์ทอแสง อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านเซโดซา ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เขาเป็นผู้นำชาวบ้าน เป็นประธานศูนย์เด็กเล็ก บ้านเซโดซา ประธานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ตูมอยู่ ๓ วาระ เป็นกรรมการกองบุญข้าวตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ กระทั่งปัจจุบัน และยังทำงานให้กับศูนย์วิจัยและฝึกอบรมศาสนาและวัฒนธรรม อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีคุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ทั้งสองท่านต่างมองปัญหาการปลูกพืชพาณิชย์เชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกาเกอะญอด้วยความเป็นห่วง  พี่ประชาเล่าให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอำเภอแม่แจ่มที่กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดอันดับต้นๆ ของเชียงใหม่ และขยายพื้นที่ลุกลามมาสู่หมู่บ้านของเขาที่อยู่ไกลขึ้นไปบนดอยสูงว่า

“ความจริงผมเป็นคนอีกหมู่บ้านหนึ่ง แต่มาอยู่ที่นี่ได้ ๑๐ กว่าปีแล้ว มาอยู่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ประมาณ ๑๐ ปีมานี้มีความเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่ในช่วงปีสองปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วในการปลูกพืชประเภทต่างๆ ชาวบ้านเริ่มปลูกข้าวโพดกันมา ๒ ปีแล้ว บ้านเซโดซามีประมาณ ๖๐% ที่ปลูกข้าวโพดกัน ปีนี้ที่ปลูกข้าวโพดกันเยอะ เพราะเขาเห็นกันว่าเพื่อนต่างหมู่บ้านปลูกข้าวโพดขายแล้วมีเงินซื้อรถ ซื้ออะไร ฐานะดีขึ้น ก็เลยหันมาปลูกกันบ้าง ใครที่มีศักยภาพจะปลูกได้แค่ไหน มีทุนน้อยก็ปลูกน้อย มีทุนเยอะก็ปลูกมากหน่อย ปีที่ผ่านมาปัญหารุนแรงขึ้นมาก ปลูกข้าวโพดต้องใช้ทุนเยอะ ต้องซื้อทั้งเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย

 

อย่างไร่หมุนเวียนที่นี่ ปกติจะใช้เวลาหมุนเวียนรอบหนึ่ง ๗ ปี ต่อมาต้องให้ป่าไม้ดูแล ๑ ปี เหลือ ๖ ปี แล้วในปีหนึ่งเราต้องแบ่งว่าจะปลูกอะไรก็ได้ตามความสนใจของคนนั้น ได้มีการคุยกันกับชาวบ้าน เราก็ดูความจำเป็นเรื่องการใช้จ่ายใช้เงินเป็นปัจจัยจำเป็นในปัจจุบันนี้ เพราะเดี๋ยวนี้ค่าใช้จ่ายต้องส่งลูกเรียน ต้องมีพื้นที่ที่จะปลูกพืชขาย จึงได้มีการตกลงกันว่า ไร่ที่มีอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ให้ใช้ได้ในปีที่ ๖ ปรากฏว่าปีนี้เขาก็เลยแบ่งปลูกข้าวโพดกันเต็มเลย”

พี่ประชาได้อธิบายให้ฉันฟังถึงกฎระเบียบของชุมชนหมู่บ้านเซโดซาในการใช้ที่ดินไร่หมุนเวียนเพื่อทำการเกษตรซึ่งชาวบ้านที่นี่ยังยึดถืออย่างเคร่งครัดอยู่ แต่พี่ประชาเองก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีใครละเมิดแหกกฎระเบียบของชุมชนหรือไม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชุมชน

“ส่วนปัญหาเรื่องหนี้สินที่นี่ยังไม่ค่อยมี แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าถ้าแนวโน้มหันมาปลูกพืชที่ไว้ขายอย่างเดียว ต่อไปปัญหาหนี้สินและปัญหาสุขภาพจะเป็นปัญหาในอนาคต และอีกอย่างที่สำคัญคือเรื่องความเชื่อต่างๆ ที่อยู่ในกระบวนการผลิตข้าวในไร่หมุนเวียน ต่อไปจะไม่มีมิตินั้นแล้ว จะกลายเป็นปลูกเพื่อขายเพื่ออยากได้ทางวัตถุอย่างเดียว โดยไม่มีมิติของความเชื่อและสิ่งสูงสุด เพราะในกระบวนการผลิตข้าวในไร่หมุนเวียนของปกาเกอะญอ ตลอดกระบวนการผลิตจะมีมิติความเชื่ออยู่ในทุกขั้นตอน แต่ในการปลูกข้าวโพด การปลูกกะหล่ำจะไม่มี”

บทเทศน์ : อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา 9 กุมภาพันธ์ 2014

12OrdinarioA5

อาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา
9 กุมภาพันธ์ 2014

บทอ่าน อสย 58 : 7-10 ; 1 คร 2: 1- 5 ;  มธ 5 : 13 -16
พระวรสารสัมพันธ์กับ คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก (CCC)  782, 2821
จุดเน้น เราเป็นประชากรของพระเจ้า ถูกเรียกให้เป็นเกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก

พระเจ้าทรงสัญญากับประชากรอิสราแอล ประชากรของพระเจ้า ทางประกาศกอิสยาห์ว่า “ความสว่างของท่านจะปรากฏขึ้นในความมืด และความมืดของท่านจะเป็นเหมือนเวลาเที่ยงวัน” และวันนี้ ประกาศกอิสยาห์พูดกับเราด้วย เพราะเราเป็นประชากรของพระเจ้าด้วย มิใช่อาศัยเนื้อหนัง (กายภาพ) แต่อาศัยความเชื่อ เกิดใหม่ในพระคริสตเจ้าและศีลล้างบาป จากน้ำ และพระจิต (CCC 782 ;ยน 3 :3-5)

เป็นประชากรของพระเจ้า หมายความว่าอะไร หมายความว่า พระคริสตเจ้าทรงเรียกเราให้เป็นเกลือดองแผ่นดิน ทุกครั้งที่เราเข้ามาในวัดนี้ เราระลึกถึงศีลล้างบาปด้วยการจุ่มน้ำเสก เราเคยใส่เกลือเวลาเสกน้ำ พี่น้องอาจสงสัยว่าทำไม เกลือมีคุณสมบัติช่วยรักษาอาหาร (ให้เก็บไว้รับประทานได้นานๆ) ก่อนที่เราจะใช้ตู้เย็น อะไรทำลายเรา หลังจากศีลล้างบาป อะไรรักษาเราให้พ้นบาป ก็คือความเชื่อ

ถ้าเกลือจืดไปแล้ว ย่อมไม่มีประโยชน์อะไร ทั้งเรื่องรสชาด และรักษาถนอมอาหาร ในทำนองเดียวกัน  ถ้าเราทำให้ความเชื่ออ่อนแอ เราเสี่ยงตกในบาป เป็นพระพรต้องขอบคุณพระ ที่เรามีศีลอภัยบาป เรามีโอกาสรับการชดเชยใช้โทษบาป ซึ่งเป็นพระหรรษทานยิ่งใหญ่ เป็นพิเศษในเทศกาลมหาพรต การอดอาหาร และการทำบุญให้ทาน ซึ่งเราปฏิบัติตามแบบอย่างของประกาศกอิสยาห์ มัธยัสต์ตนเองจากสิ่งฟุ่มเฟือย เพื่อแบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน

ประชากรของพระเจ้า ยังหมายถึง พระคริสเจ้าทรงเรียกเราให้เป็นแสงสว่างส่องโลก เมื่อเราได้รับศีลล้างบาป เราแต่ละคนได้รับเทียนที่จุดจากเทียนปัสกา ซึ่งถูกจุดส่องสว่างทุกครั้งในพิธีศีลล้างบาป เทียนเป็นสัญลักษณ์ หมายถึง แสงสว่างของพระคริสตเจ้าที่ขับไล่ความมืดในวัดนี้ และใช้จุดต่อเทียนต้นอื่นๆ ที่ผู้รับศีลล้างบาปใหม่ ถือส่องความมืดในสังคมโลก  แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราวางเทียนไว้ใต้ถัง แสงสว่างถูกกัน เทียนอาจจะดับ พี่น้องลองคิดดู ท่านได้รับไฟแห่งความเชื่อ ซึ่งก็คือแสงสว่างของพระคริสตเจ้า ถ้าท่านเก็บรักษาไฟนั้นสำหรับตัวเอง มันก็จะตาย แต่ถ้าท่านแบ่งปันให้ผู้อื่น มันก็กระจายตัวออกไปเหมือนเทียนเหล่านั้น ในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ แสงต่อแสง เทียนต่อเทียน จนกระทั่งทั้งวัดสว่างไสว จนกระทั่งทั้งโลกสว่างไสว

เราเป็นประชากรของพระเจ้า เป็นเกลือดองแผ่นดิน และแสงสว่างส่องโลก เราเป็นร่างกายของพระคริสตเจ้า รวมกันเป็นหนึ่ง อาศัยศีลล้างบาป พระเยซูคริสตเจ้า ทรงเป็นดังศีรษะ และพระจิตเจ้าเป็นดังลมหายใจแห่งชีวิต ที่ทำให้เราเข้มแข็ง

ขณะที่เราอาจมีความกังวลใจ และความหวาดกลัว ขอให้เราไว้ใจในพระคริสตเจ้า เพราะเราเชื่อ เพราะเราเป็นเกลือดองโลก และแสงสว่าง เรามิได้หวังพึ่งสติปัญญา ภาษามนุษย์ แต่หวังพึ่งพลังจากพระเจ้า

บิชอปวีระ อาภรณ์รัตน์ แปล
จาก Homilies โดย Catholic Diocese of Lansing,
(มกราคม – มีนาคม 2014), หน้า 55-56.

บทเทศน์ : ฉลองการถวายพระกุมารในพระวิหาร 2 กุมภาพันธ์ 2014 (วันนักบวชสากล)

11OrdinarioA4

ฉลองการถวายพระกุมารในพระวิหาร
2 กุมภาพันธ์ 2014 (วันนักบวชสากล)

บทอ่าน มลค 3: 1-4 ; ฮบ 2: 14–18 ; ลก 2: 22-40 หรือ 2: 22-32
พระวรสารสัมพันธ์กับ คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก (CCC) 529, 583, 695, 711, 713
จุดเน้น องค์พระผู้ช่วยให้รอดทนทุกข์ ช่วยให้โลกมีความหวัง

ประกาศกมาลาคีบอกเราว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะส่งผู้ถือสารคนหนึ่งมา พระองค์จะส่งคนหนึ่งผู้จะเป็นผู้ชำระให้บริสุทธิ์ ผู้ช่วยเตรียมประชาชนเข้าในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า

นักบุญลูกาบอกเราให้เห็นภาพในพระวิหาร ที่พระนางมารีย์และนักบุญโยเซฟนำบุตรชายคนแรกมาถวายแด่พระเจ้า ท่านซีเมโอนตระหนักว่าเด็กผู้นี้เป็นผู้ชำระให้บริสุทธิ์ เป็นแสงสว่างเผยแสดง (ความจริง) แก่คนต่างชาติ และพระสิริรุ่งโรจน์สำหรับอิสราเอลประชากรของพระองค์

อย่างไรก็ดี จดหมายถึงชาวฮีบรูยืนยันให้เราเข้าใจว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ชำระให้บริสุทธิ์นั้น ถึงแม้พระเจ้าสามารถช่วยไถ่กู้เราด้วยวิธีต่างๆ แต่พระองค์ทรงเลือกส่งพระบุตรพระองค์เดียวมากลายเป็นหนึ่งท่ามกลางเรา

ผู้เขียนจดหมายถึงชาวฮีบรูยืนยันว่า พระเยซูเจ้ามิได้เอาพระทัยใส่ต่อบรรดาทูตสวรรค์ แต่เอาพระทัยใส่ต่อเชื้อสายของอับราฮัม เพราะพระเยซูเจ้าทรงถูกส่งมาช่วยเรา โดยให้กลายเป็นหนึ่งในท่ามกลางเรา จดหมายถึงชาวฮีบรูกล่าวว่า เพื่อเป็นมหาสมณะเพียบพร้อมด้วยพระกรุณา และทรงซื่อสัตย์ในการติดต่อกับพระเจ้า พระเยซูเจ้าต้องทรงเป็นเหมือนกับบรรดาพี่น้องทุกประการ ทำไม ทำไมพระผู้สร้างจักรวาลต้องกลายเป็นหนึ่งท่ามกลางเรา เพื่อทำให้คำสัญญาของมาลาคีและบรรดาประกาศกอื่นบังเกิดผล ทำไมพระเจ้าไม่เลือกวิถีอื่นใดให้เรียบง่ายกว่านี้

ธรรมล้ำลึกของการเลือกนี้ เราไม่มีทางเข้าใจชัดเจนสมบูรณ์ แต่เราอ่านในจดหมายถึงชาวฮีบรูว่า เพราะ (พระเยซู) ทรงถูกทดสอบ โดยอาศัยการที่พระองค์ทรงรับความทรมาน พระองค์สามารถช่วยเหลือบรรดาคนที่กำลังถูกทดลอง และเรามิได้ถูกทดลองทุกวันดอกหรือ

นี่เป็นเครื่องหมายน่าประหลาดใจแห่งความรักของพระเจ้าต่อประชากรของพระองค์ ไม่เหมือนพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่ออื่นๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประชาชนกำลังแสวงหาพระเจ้าอย่างจริงใจ ความเชื่อคริสตชนสามารถกล่าวได้ว่า พระเจ้าทรงรู้ รู้จริงๆ สิ่งที่หมายถึงความทุกข์ เมื่อเราต่อสู้กับความสงสัย และความเจ็บปวดแห่งการสูญเสียและกังวลใจเพื่ออนาคต และการทนทุกข์ของความรักในรูปแบบต่างๆ มากมาย เราสามารถหันมาหาพระเจ้าผู้ทรงรู้ชัดถึงความหมายนั้น

พระเจ้าทรงถูกแสดงให้เราเห็นในฐานะกษัตริย์ ผู้รับใช้ที่ทนทุกข์แบบมนุษย์ที่สิ้นชีวิตบนไม้กางเขน ผู้ทรงมอบชีวิตสำหรับเรา ผู้ที่ถูกตรึงกางเขนนี้ คือ พระเจ้า ผู้ทรงรู้จักความทุกข์ของเรา ต้องการให้กำลังใจเรา เหมือนพระมารดามารีย์ได้ปลอบใจพระเยซูเจ้าในวันนั้น เมื่อพระมารดาและนักบุญโยเซฟถวายพระกุมารเยซูในพระวิหาร ท่านทั้งสองได้มีส่วนร่วมในแผนการของพระเจ้า ที่ให้ความหมายแก่ความทุกข์ของเรา และเพื่อจัดเตรียมแสงสว่างสำหรับนานาชาติ ความหวังใหม่สำหรับโลกใบนี้

 

บิชอปวีระ อาภรณ์รัตน์ แปล
จาก Homilies โดย Catholic Diocese of Lansing,
(มกราคม – มีนาคม 2014), หน้า 45-47.

หมายเหตุ :

วันนี้เป็น “วันนักบวชสากล” พวกเขาจะรื้อฟื้นคำสัญญา ขอพี่น้องภาวนาเพื่อบรรดานักบวช จะได้สานต่อพันธกิจของพระเยซูเจ้าในประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของเรา

บทเทศน์ : อาทิตย์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา 26 มกราคม 2014

10OrdinarioA3

อาทิตย์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา
26 มกราคม 2014

บทอ่าน อสย  8: 23-9 : 3  ;  1คร 1: 10–13, 17  ;  มธ 4: 12-23

พระวรสารสัมพันธ์กับ  คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก (CCC)  878, 1720, 1989

จุดเน้น             แสงสว่างได้ส่องมาสู่ผู้อาศัยในแผ่นดินแห่งความมืด

ประกาศกอิสยาห์ได้ประกาศคำพูดนี้  ในช่วงเวลาเมื่ออาณาจักรยูดาห์สมัยโบราณได้ตกอยู่ในความกลัวและอันตรายจากภายนอกและภายใน  ประกาศกได้ใช้ภาพลักษณ์ของแสงส่อง  เพื่อชี้หนทางซึ่ง พระเมตตาและความยุติธรรมของพระเจ้าบังเกิดผลกับประชาชนทุกคน

แสงสว่างมิได้เลือกส่อง  มิได้แบ่งแยก  แต่แสงไม่ส่องสว่างเฉพาะแก่คนที่พยายามหลบหนี  แสงไม่ได้พูดว่า “ฉันจะส่องแก่ประชาชนเหล่านี้  แต่ไม่ส่องแก่คนอื่นๆ โน้น”   แสงไม่ได้เลือกส่องสว่างบ้านหนึ่ง  และไม่ยอมส่องแก่บ้านอื่นๆ ใกล้เคียง

เราได้ยินพระวรสารวันนี้ ก็สะท้อนคำพูดนี้ของประกาศกอิสยาห์ กล่าวว่า “ประชาชนที่จมอยู่ในความมืด ได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่” นักบุญมัทธิวใช้คำเหล่านี้เพื่อแนะนำพันธกิจของพระเยซูเจ้า ผู้ทรงเรียกประชาชนให้ “กลับใจเพราะอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว

แสงสว่างที่พระเยซูเจ้านำมามิได้แยกเลือกส่อง   แสงนี้ส่องแก่ผู้จมอยู่ในความมืด  เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเรียกศิษย์ชุดแรก  ซีโมนกับอันดรูว์กำลังทอดแห  อาจยากจนไม่มีเรือของตนเอง  แต่ยากอบและยอห์นกำลังซ่อมแหอยู่ในเรือ  ต้องทิ้งเรือและเศเบดีบิดา  เพื่อมาเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า   พระเยซูเจ้าทรงปฏิบัติภารกิจต่อประชาชนทุกฐานะ  ทั้งคนรวยและคนยากจน  คนดีและคนบาป  ชาวยิวและไม่ใช่ยิว  ทั้งผู้ชายผู้หญิงและเด็กๆ ที่จริงแสงของพระองค์ส่องสว่างแก่ทุกคน  ความมืดไม่ได้เป็นโชคชะตา แต่เป็นการเลือกของมนุษย์

แสงนี้มิได้เลือกส่อง  ในบทอ่านที่สอง  นักบุญเปาโลกังวลที่คริสตชนที่เมืองโครินธ์แตกแยกกัน  รู้สึกว่าแสงส่องให้บางคน  บางกลุ่มมากกว่าคนอื่นๆ  มีการแบ่งแยกในองค์พระคริสตเจ้ากระนั้นหรือ  นักบุญเปาโลถามชาวโครินธ์   นักบุญเปาโลเขียนเกี่ยวกับสถานการณ์ซึ่งเราส่วนใหญ่คุ้นเคยในชีวิตของตน บางครั้งเราพบว่า  แตกแยก  อ้างส่วนแบ่งของแสงสว่าง  อยากให้ส่องมากกว่าคนอื่น  ซึ่งที่จริงส่องให้ทุกคน  เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้ในชุมชนวัด  ในที่ทำงาน  ในครอบครัว  ในบรรดาเพื่อน  ในกลุ่มบ้านเมือง  การเมือง ฯลฯ  บางครั้งเราอาจคิดว่า  เราเป็นเจ้าของแสงสว่างนั้น  หรือเราสมควรได้แสงสว่างมากกว่าคนอื่น   นี่ไม่ใช่คำสอนของพระเยซูเจ้า  มันตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของแสงที่ส่องสว่างแก่ประชาชนทุกคน

เมื่อเราเปิดใจกว้างขึ้น  ยอมรับว่าพระเจ้าส่องสว่างแก่คนที่แตกต่างจากเราด้วย  เราอาจถูกผจญให้แยกกลุ่มไปหาความมืด  เราลืมคุณลักษณะของแสงสว่างที่ส่องได้หมด  พระเยซูเจ้าตรัสว่า อาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว  บางครั้งเราจำเป็นต้องมองข้ามการแตกแยก  เพื่อให้ความรักของพระเจ้าส่องสว่างอย่างคาดไม่ถึง  เพียงแต่เราต้องเปิดใจและสุภาพ

บิชอปวีระ  อาภรณ์รัตน์  แปล
จาก  Homilies  โดย Catholic  Diocese  of  Lansing,
(มกราคม – มีนาคม 2014), หน้า 36-37.

 

บทเทศน์ : อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา 19 มกราคม 2014

09OrdinarioA2

อาทิตย์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา
19 มกราคม 2014

บทอ่าน อสย 49: 3 , 5-4 ; 1 คร 1: 1- 3 ,ยน 1: 29-34
หัวข้อ  ชื่อ “ลูกแกะของพระเจ้า” ให้ภาพลักษณ์เกี่ยวกับความรัก การเสียสละและการฉลองชัยชนะ

ในหนังสือซามูแอลฉบับที่ 2 ประกาศกนาธันบอกกับกษัตริย์ดาวิดถึงเรื่องนี้ “ในเมืองหนึ่ง มีชายสองคน คนที่หนึ่งร่ำรวย อีกคนหนึ่งยากจน คนร่ำรวยมีฝูงแกะ และโคมากมาย ส่วนคนยากจนมีลูกแกะเพศเมียเพียงตัวเดียว… เขารักแกะตัวนั้นมาก วันหนึ่งมีคนเดินทางมาแวะที่บ้านของคนร่ำรวย แต่เขาไม่อยากฆ่าแกะหรือโคของตนนำมาทำอาหารให้แขกที่บังเอิญมาเยี่ยม เขาจึงเอาลูกแกะของคนยากจนมาทำอาหารให้แขกแทน” (2 ซมอ 12:1-4)

เรื่องความใจแข็งโหดร้ายของคนร่ำรวย เป็นภาพลักษณ์หนึ่งที่นักบุญยอห์นบัปติสมีในใจ เมื่อท่านได้แนะนำพระเยซูเจ้าให้ศิษย์ ท่านกล่าวว่า “นี่คือลูกแกะของพระเจ้า” (ยน 1:29)

เรื่องประกาศกนาธันเกี่ยวกับลูกแกะของคนยากจนนั้น เหมาะสมกับพระเยซูเจ้า พระบิดาทรงรักพระเยซูเจ้าอย่างมากด้วย พระองค์ทรงถูกฆ่าอย่างโหดร้ายเช่นกัน

แต่ยังมีอีกภาพลักษณ์หนึ่งในใจของนักบุญยอห์นบัปติส เมื่อท่านชี้นิ้วไปที่พระเยซูเจ้า กล่าวว่า “นี่คือ ลูกแกะของพระเจ้า” คือ ภาพลักษณ์ของลูกแกะที่ถูกถวายบูชาประจำวันในพระวิหาร เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระเจ้าตรัสแก่โมเสสในหนังสืออพยพว่า

“ทุกๆวันตลอดไป ท่านจะนำลูกแกะเพศผู้สองตัว อายุหนึ่งปีมาถวายบนพระแท่นบูชา ท่านจะต้องถวายลูกแกะตัวหนึ่งในเวลาเช้า อีกตัวหนึ่งถวายเวลาเย็น” (อพย 29:38-39)

การถวายทุกวันในพระวิหาร ทุกปี แม้ในเวลากันดารอาหาร และประชาชนหิวโหยด้วย เมื่อนักบุญยอห์นบัปติส ชี้ไปที่พระเยซูเจ้า กล่าวว่า “นี่คือลูกแกะของพระเจ้า ผู้ทรงลบล้างบาปของโลก” ท่านจึงคิดถึงลูกแกะบูชาที่ถูกฆ่าถวายทุกเช้า และทุกเย็นในพระวิหาร เพื่อลบล้างบาปของประชาชน

ผลที่ตามมา นักบุญยอห์นกล่าวกับศิษย์ของท่านว่า “เราถวายลูกแกะทุกวันในพระวิหารเพื่อลบล้างบาปของเรา แต่ลูกแกะของพระเจ้า เป็นคนเดียวผู้สามารถช่วยไถ่กู้เราจากบาปของโลก”

เป็นเวลานานก่อนนักบุญยอห์นบัปติสต์ บรรดาประกาศกได้พูดถึง ผู้รับใช้ของพระเจ้า ซึ่งวันหนึ่งจะทนทุกข์ และสิ้นชีวิต เหมือนลูกแกะประกาศกอิสยาห์ กล่าวในบทที่ 53:7-8 ว่า

“เขายอมรับทุกข์ทรมาน และความอัปยศ เขามิได้ปริปากเหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า เหมือนลูกแกะที่ไม่ร้องต่อหน้าคนตัดขน เขาถูกจับกุม ถูกพิพากษา และถูกนำไปประหาร… เขาถูกประหารเพราะการล่วงละเมิดของประชากรของเขา คำพูดของประกาศกเยเรมีย์ ก็เหมาะสมกับพระเยซูเจ้าด้วย ยรม 11:19 กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกแกะว่าง่ายซึ่งถูกนำมายังที่ฆ่า ข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าเขากำลังวางแผนร้ายต่อข้าพเจ้า

ดั้งนั้นชื่อ “ลูกแกะของพระเจ้า” จึงหมายถึงภาพลักษณ์ 2 ประการ

ภาพลักษณ์แรก คือ ความรัก ดังที่เราได้เห็นในเรื่องคนร่ำรวย – คนยากจนของประกาศกนาธัน ภาพลักษณ์ที่สอง คือ ความทุกข์ และการถวายบูชาดังที่เราได้เห็นในกรณีย์ ลูกแกะถูกฆ่าบูชาในพระวิหาร และผู้รับใช้ที่ทนทุกข์ของพระเจ้า

ยังมีภาพลักษ์สุดท้าย ในหนังสือวิวรณ์ นักบุญยอห์นอัครสาวกได้ประยุกต์คำว่า “ลูกแกะของพระเจ้า” ถึงพระเยซูเจ้าไม่น้อยกว่า 28 ครั้ง บทที่ 5 เป็นตัวอย่างที่ดีที่ บรรยายภาพนิมิต ของลูกแกะบนพระบัลลังก์ มีประชาชนล้อมรอบร้องเพลงสรรเสริญ ว่า “พระองค์ทรงถูกประหาร ทรงหลั่งพระโลหิตไถ่กู้มนุษย์สำหรับพระเจ้า จากทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกประเทศ ทุกชาติ ทรงทำให้เขาเหล่านั้นเป็นสมณราชตระกูลสำหรับพระเจ้าของเรา” (วว 5:9-10) แล้วประชาชนรอบพระบัลลังก์มีบรรดาทูตสวรรค์มาร่วม

“ข้าพเจ้าเห็น และได้ยินเสียงทูตสวรรค์จำนวนมากนับล้าน นับโกฏ นับอสงไขยรอบบังลัลงก์… ร้องสรรเสริญเสียงดังว่า “ ลูกแกะที่ถูกประหารแล้วนั้นทรงเป็นผู้สมควรได้รับพระอานุภาพ พระเกียรติยศ พระสิริรุ่งโรจน์ และคำถวายพระพร…พระองค์ จงได้รับคำถวายพระพร พระเกียรติยศ พระสิริรุ่งโรจน์ และพระอำนาจปกครองตลอดนิรันดรเทอญ” และประชาชนทุกคนรอบพระบัลลังก์ตะโกนว่า “อาเมน” (วว 5:11-13)

สรุป ชื่อ “ลูกแกะของพระเจ้า” มีความหมาย 3 ประการ คือ ความรักสำหรับลูกแกะ ความทุกข์ และการถวายบูชา โดยลูกแกะ และพระสิริรุ่งโรจน์ และคำถวายพรแด่ลูกแกะ

เราไม่แปลกใจที่พระเยซูเจ้าทรงมีหลายชื่อเรียกเช่น แสงสว่างส่องโลก ผู้เลี้ยงแกะที่ดี และปังทรงชีวิต ชื่อเรียก “ ลูกแกะของพระเจ้า”เป็นชื่อหนึ่งที่เราใช้ทุกครั้งเวลาถวายมิสซา

ก่อนรับศีลมหาสนิท เราขับร้องเพลง “ลูกแกะของพระเจ้า” เป็นช่วงเวลาพิเศษในพิธีมิสซา ทำให้คิดถึงยุคสุดท้ายเมื่อประชาชาทุกชาติทุกภาษาจะร่วมเสียงกับบรรดาทูตสวรรค์ ขับร้องสรรเสริญพระเยซูเจ้า ลูกแกะนิรันดรของพระเจ้า

“พระองค์ทรงถูกประหาร ทรงหลั่งพระโลหิตไถ่กู้มนุษย์สำหรับพระเจ้าจากทุกเผ่า ทุกภาษา ทุกประเทศ ทุกชาติ ทรงทำให้เขาเหล่านั้นเป็นสมณราชตระกูล สำหรับพระเจ้าของเรา… ลูกแกะที่ถูกประหารแล้วนั้นทรงเป็นผู้สมควรได้รับ…พระเกียรติยศ พระสิริรุ่งโรจน์ และคำถวายพระพร

พระองค์…จงได้รับคำถวายพระพร พระเกียรติยศ พระสิริรุ่งโรจน์และพระอำนาจปกครอง ตลอดนิรันดรเทอญ….อาแมน

บิชอปวีระ อาภรณ์รัตน์ แปล
จาก Sunday Homilies โดย Mark Link,SJ
2010 หน้า 106 – 109

บทเทศน์ : ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง 12 มกราคม 2014

08OrdinarioA1

ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง
12 มกราคม 2014

บทอ่าน อสย 42: 1-4, 6-7 ; กจ 10: 30-38 ; มธ 3: 13-17

หัวข้อ พิธีล้างของพระเยซูเจ้าเริ่ม “ยุคใหม่” ยุคใหม่นี้ คือ “สิ่งสร้างใหม่” พระเยซูเจ้าทรงเป็นอาดัมใหม่

Ann Thomas อยู่กับเพื่อนชื่อ Betty เดินซื้อของเก่า ณ สถานที่แห่งหนึ่ง แอนไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ แต่เบตตี้เหลือบไปเห็นไม้กางเขนเก่าๆ อันหนึ่ง หยิบขึ้นมาดูก็รู้ว่าทำด้วยเงินเก่าแก่ เป็นของมีค่า

เมื่อเบตตี้กลับบ้าน เธอก็ทำความสะอาด จนรู้ว่ากางเขนเป็นของมีค่า ลูกชายของเบตตี้อายุ 7 ขวบ หยิบกางเขนขึ้นมาดูด้วยความเคารพเป็นเวลานานแล้วร้องไห้ แม่ถามว่าร้องไห้ทำไม เด็กตอบว่า “ผมกำลังดูพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน”

สามคนมองกางเขนอันเดียวกัน คนหนึ่งเฉยๆ อีกคนเห็นเป็นของมีค่า คนที่สามเห็นพระเยซูเจ้า

เรื่องไม้กางเขนก็เป็นจริงเกี่ยวกับพระวรสาร 3 คนฟังพระวรสารเรื่องเดียวกัน แต่เกิดผลลัพธ์แตกต่างกัน คนแรกเพียงแต่ฟังเรื่องราว และไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่สองฟังและพยายามเรียนรู้ความหมาย คนที่สามฟัง พยายามเรียนรู้ความหมาย และพยายามประยุกต์เข้ากับชีวิต

ให้เรานำ 3 วิธีมาใช้กับพิธีล้างของพระเยซูเจ้า

วิธีแรก เราแค่ฟังเรื่องราว รู้ว่านักบุญยอห์นทำพิธีล้างให้พระเยซูเจ้า มี 3 เหตุการณ์เกิดขึ้น คือ ท้องฟ้าเปิดออก พระจิตเสด็จลงมา และมีเสียงจากสวรรค์

วิธีที่สอง พยายามเรียนรู้ความหมายของเรื่องนี้ ท้องฟ้าเปิดออก ตามความเข้าใจของชาวยิวโบราณ ท้องฟ้าแยกสวรรค์กับแผ่นดิน ถ้าพระเจ้าทรงต้องการเสด็จมาสู่โลก ก็ต้องผ่านท้องฟ้าที่กั้นอยู่ ดังที่ประกาศกอิสยาห์ได้เคยขอพระเจ้าให้ช่วยไถ่กู้โลกจากบาป เคยกล่าวกับพระเจ้าว่า “ทำไมพระองค์ไม่ทรงแหวกท้องฟ้าและเสด็จลงมาเล่า” (อสย 63: 19) สดุดี 144: 5-7 ก็เช่นกัน “ข้าแต่พระยาเวห์ โปรดทรงเอียงท้องฟ้า และเสด็จลงมา… ช่วยข้าพเจ้า”

ภาพลักษณ์ของการเปิดท้องฟ้า หมายความว่า พระเจ้าทรงฟังคำภาวนาของประชาชน พระองค์กำลังเสด็จมาช่วยพวกเขา กล่าวคือ ยุคใหม่เริ่มขึ้นบนแผ่นดินแล้ว

ภาพลักษณ์ที่สอง พระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพระเยซูเจ้าและเหนือน้ำ เหมือนในหนังสือปฐมกาลที่บรรยายการเนรมิตสร้างโลกว่า “พระจิตของพระเจ้า (ลมพายุแรงกล้า) พัดอยู่เหนือน้ำ” (ปฐก 1: 2)

ภาพลักษณ์ของพระจิตเคลื่อนไหวเหนือพระเยซูเจ้าและเหนือน้ำ บ่งบอกถึงยุคใหม่เริ่มแล้ว นั่นคือ สิ่งสร้างใหม่ หรือ การสร้างใหม่ของโลก

ทำให้เรามาถึงภาพลักษณ์สุดท้าย คือ เสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา” หมายถึง พระเยซูเจ้าเป็นบุตรของพระองค์ พระเยซูเจ้าเป็นอาดัมใหม่แห่งการสร้างใหม่ นักบุญเปาโลเปรียบพระเยซูเจ้ากับอาดัม ดังนี้

“อาดัมมนุษย์คนแรกถูกสร้างขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิต อาดัมคนสุดท้าย (พระเยซูเจ้า) เป็นจิตซึ่งประทานชีวิต… มนุษย์คนแรก (อาดัม) มาจากดิน อาดัมคนที่สองมาจากสวรรค์… เราเกิดมามีลักษณะเหมือน (อาดัม) คนฝ่ายโลกฉันใด เราก็จะมีลักษณะเหมือนคนจากสวรรค์ (พระเยซูเจ้า) ฉันนั้น (1 คร 15: 45-49)

ดังนั้นเราสามารถสรุปความหมายของพิธีล้างของพระเยซูเจ้าในแม่น้ำจอร์แดน ว่าเป็นจุดเริ่มยุคใหม่ในประวัติศาสตร์ ยุคใหม่นี้หมายถึงสิ่งสร้างใหม่ ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงเป็นอาดัมใหม่

ตอนนี้มาถึงขั้นที่ 3 ของเรื่องพิธีล้างของพระเยซูเจ้า กล่าวคือ นอกจากฟังเรื่องนี้ เราเรียนรู้ความหมายลึกขึ้นของเนื้อเรื่อง สัมพันธ์กับชีวิตของเรา และดำเนินชีวิตอย่างไร

วิธีหนึ่งก็คือ ทำตามแบบที่บ๊อบบี้ เด็กอายุ 7 ขวบ ที่ทำต่อไม้กางเขนเงิน เราสามารถไตร่ตรองเรื่องนี้ในใจและภาวนา ยกตัวอย่าง ไตร่ตรองเรื่องสิ่งสร้างใหม่ ที่ได้เริ่มจากพิธีล้างของพระเยซูเจ้า เราแต่ละคนได้รับศีลล้างบาปแล้ว เมื่อเราได้รับศีลล้างบาป ท้องฟ้าเปิดออก พระจิตเจ้าเสด็จมาเหนือเรา และมีเสียงจากสวรรค์กล่าวว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา”

นักบุญเปาโลเขียนถึงคริสตชนใหม่ว่า “เมื่อรับศีลล้างบาป ท่านทั้งหลายถูกฝังพร้อมกับพระคริสตเจ้า และกลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเจ้า… ในอดีตท่านตายแล้ว เพราะบาป… แต่พระเจ้าโปรดให้ท่านมีชีวิตพร้อมกับพระคริสตเจ้า” (คส 2: 12-13)

นักบุญเปาโลอธิบายประยุกต์เรื่องพิธีล้างของพระเยซูเจ้ากับชีวิตของเราคริสตชน พ่อขอจบด้วยคำพูดของนักบุญเปาโลว่า “ถ้าท่านทั้งหลายกลับคืนชีพพร้อมกับพระคริสตเจ้าแล้ว ก็จงใฝ่หาแต่สิ่งที่อยู่เบื้องบนเถิด… จงคิดถึงแต่สิ่งที่อยู่เบื้องบน อย่าพะวงถึงสิ่งของบนแผ่นดินนี้… ชีวิตของท่านก็ซ่อนอยู่กับพระคริสตเจ้า เมื่อพระคริสตเจ้าองค์ชีวิตของท่านจะทรงสำแดงพระองค์ เมื่อนั้นท่านจะปรากฏพร้อมกับพระองค์ ในพระสิริรุ่งโรจน์ด้วย” (คส 3: 1-4)

บิชอป วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล
จาก Sunday Homilies Year A
โดย Mark Link, SJ. (2010), หน้า 102-105.

หมายเหตุ : วันที่ 12 มกราคม ระลึกถึงบุญราศีคุณพ่อนิโคลัส บุญเกิด กฤษบำรุง

บทเทศน์ : วันสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์ 5 มกราคม 2014

07NavidadA3

วันสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์
5 มกราคม 2014

บทอ่าน อสย 60: 1-6 ; อฟ 3: 2-3, 5-6 ; มธ 2: 1-12

หัวข้อ ของขวัญของโหราจารย์ เป็นสัญลักษณ์หมายถึง ฐานะมนุษย์ ฐานะพระเจ้า และฐานะกษัตริย์ของพระเยซูเจ้า และเรียกร้องเราให้มีกิจการแบบคริสตชน

ใน ค.ศ. 1969 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งยานอวกาศ Apollo 11 พร้อมนักบินอวกาศ 3 คนไปสำรวจดวงจันทร์ได้สำเร็จ และกลับมาสู่โลกเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม เมื่อนักบินอวกาศยิ้มออกมาจากแคปซูลอวกาศ ประธานาธิปดีนิกสันได้ต้อนรับพวกเขาด้วยความยินดี เขาได้เดินทางไปที่ต่างๆ เป็นพยานถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ บอกว่าเป็นสัปดาห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่การสร้างโลก นักบินอวกาศทั้งสามได้เดินทางไป 23 ประเทศ ภายใน 45 วัน นักบินอวกาศคนหนึ่งชื่อ เอ็ดวิน อัลดริน ได้ไปที่วาติกัน ได้กล่าวว่า “เป็นช่วงเวลาที่ประทับใจมากที่สุด” และได้รับของขวัญพิเศษจากสมเด็จพระสันตะปาปาปอล ที่ 6 เขาได้เขียนหนังสือชื่อ “Return to Earth” (การกลับมาสู่โลก) เขากล่าวว่า “สมเด็จพระสันตะปาปาได้เปิดรูปปั้นที่สวยมากๆ ของโหราจารย์ 3 องค์ พระองค์กล่าวว่า นักปราชญ์ทั้ง 3 คนนี้มีดาวนำพวกเขามาพบพระกุมารเยซู และกล่าวอีกว่า เราทั้งสามคนไปถึงจุดหมายของเรา ด้วยการมองดูดวงดาวเช่นกัน”

ขณะที่นักบินอวกาศทั้งสามได้ชื่นชมกับรูปปั้นของปราชญ์ทั้งสามนั้น ความคิดของพวกเขาหันไปยังเรื่องราวที่เราได้รับฟังจากพระวรสารวันนี้ เหมือนเราอย่างไม่มีข้อสงสัย พวกเขาได้ไตร่ตรองความหมายลึกซึ้งของเรื่องนี้แน่ๆ เราทราบดีว่า พระเยซูเจ้าทรงแสดงองค์แก่คนต่างศาสนา ที่มิใช่ชาวยิว ตรงกับวันฉลอง Epiphany ที่หมายความว่า การแสดงองค์

นักปราชญ์ทั้ง 3 คน หรือโหราจารย์จากตะวันออกสนใจพระเยซูเจ้าได้อย่างไร พวกเขาคิดอะไรกับเด็กเกิดใหม่ที่มีสภาพแวดล้อมพิเศษนี้

นักบุญมัทธิวได้มีคำถามเดียวกันนี้ในใจ เมื่อท่านนับของขวัญที่ปราชญ์มอบให้พระเยซูเจ้า นักบุญมัทธิวบันทึกว่า “เขาเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัตินำทองคำ กำยาน และมดยอบ ออกมาถวายพระองค์”

คนสมัยก่อนถือว่า ทองคำ เป็นยอดของโลหะทั้งหลาย ดังนั้น ถือว่าเป็นของขวัญดีที่สุดสำหรับกษัตริย์ เราคริสตชนจึงอธิบายทองคำที่โหราจารย์ถวายพระกุมารว่าแสดงฐานะกษัตริย์ของพระเยซูเจ้า

เกี่ยวกับฐานะกษัตริย์ของพระเยซูเจ้า นักบุญเปาโลบันทึกในจดหมายถึงชาวเอเฟซัสว่า “(พระบิดา) ทรงแสดงในองค์พระคริสตเจ้า เมื่อทรงบันดาลให้พระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย และให้ประทับเบื้องขวาของพระองค์ในสวรรค์… พระเจ้าทรงวางทุกสิ่งไว้ใต้พระบาทของพระคริสตเจ้า และทรงแต่งตั้งพระคริสตเจ้าไว้เหนือสรรพสิ่ง” (อฟ 1: 20-22)

ของขวัญชิ้นที่ 2 คือ กำยาน

คนสมัยก่อนใช้กำยานในการนมัสการ กลิ่นหอมและควันลอยสูงสู่พระเจ้า เราคริสตชนจึงอธิบาย กำยาน ว่าหมายถึง ฐานะพระเจ้าของพระเยซูเจ้า ในจดหมายถึงชาวฮีบรู กล่าวว่า “(พระเยซูเจ้า) ทรงเป็นรังสีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ทรงเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ขององค์พระเจ้า พระบุตรทรงผดุงจักรวาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์” (ฮบ 1: 3)

ของขวัญชิ้นสุดท้าย คือ มดยอบ

คนโบราณใช้มดยอบสำหรับชโลมศพคนตายก่อนนำไปฝัง เรานึกถึงบรรดาสตรีได้นำมดยอบไปที่พระคูหาของพระเยซูเจ้า เราคริสตชนจึงแปล มดยอบ ว่าหมายถึง ฐานะมนุษย์ของพระเยซูเจ้า นักบุญเปาโลเขียนจดหมายถึงชาวฟิลิปปีว่า “(พระเยซูเจ้า) ทรงมีธรรมชาติพระเจ้า แต่… ทรงรับสภาพมนุษย์ดุจเรา… ทรงถ่อมพระองค์จนถึงกับทรงยอมรับแม้ความตาย เป็นความตายบนไม้กางเขน” (ฟป 2: 6-8)

นักบุญเปโตร คริโซโลโก บิชอป ประมาณ 1,500 ปีที่แล้ว ได้กล่าวถึงวันฉลองนี้ว่า “วันนี้คณะบัณฑิตได้เพ่งมองด้วยความปีติยินดีในสิ่งที่พวกท่านเห็น คือสวรรค์บนแผ่นดิน และแผ่นดินถูกรวมเข้ากับสวรรค์ เห็นมนุษย์ในองค์พระเจ้า และพระเป็นเจ้าในร่างมนุษย์ พระเป็นเจ้าผู้ซึ่งโลกทั้งโลกไม่อาจบรรจุได้ บัดนี้ ทรงแฝงอยู่ในร่างของทารกน้อย ขณะที่เพ่งมอง พวกท่านได้เชื่อโดยไม่มีความสงสัยเลย เครื่องบรรณาการที่พวกท่านถวายก็เป็นพยานถึงความเชื่อนี้ คือ กำยานถวายแด่พระเจ้า ทองคำสำหรับกษัตริย์ และมดยอบถวายแด่ผู้ที่จะต้องรับความตาย”

ในทางปฏิบัติ ทั้งหมดนี้มีความหมายอะไรสำหรับเราที่นี่ในวัดวันนี้ วันฉลองนี้หมายความว่า ในสมัยนี้เราต้องสานต่อสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงเริ่มในสมัยของพระองค์ หากว่าข่าวสารของพระเยซูเจ้าต้องทำให้ทุกชาติทุกภาษารับรู้ เราต้องออกแรง เราต้องประกาศ ข่าวดี ที่พระเยซูบุตรของพระเจ้า ทรงรับสภาพมนุษย์และได้เจริญชีวิตท่ามกลางเรา

เราต้องแบ่งปันข่าวดีที่พระเยซูเจ้าทรงเข้ามาในประวัติศาสตร์ มิใช่สำหรับชาวยิวเท่านั้น แต่สำหรับประชาชนทุกคน

เราต้องแบ่งปันข่าวดีที่พระเยซูเจ้าได้มาเริ่มอาณาจักรพระเจ้า พระองค์ทรงมาจัดตั้งระบบโลกใหม่ อาณาจักรที่ไม่ควรมีความเศร้าโศกอีกต่อไป ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป ไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป อาณาจักรซึ่งคนขัดสน ถูกทอดทิ้งให้เป็นคนแปลกหน้าตอนกลางคืน จะพบเพื่อนที่รักเขา

นี่คือ “ข่าวดี” ที่เราต้องนำไปในสังคม นี่คือสาระในทางปฏิบัติของวันฉลองพระคริสตเจ้าแสดงองค์ ที่เรียกร้องเราคริสตชนแต่ละคนให้ไปปฏิบัติ ดังที่คริสตชนนิรนามคนหนึ่งเขียนไว้ว่า

“เมื่อบทเพลงของทูตสวรรค์จบแล้ว

เมื่อบรรดากษัตริย์  และเจ้าชายกลับบ้าน

งานคริสต์มาสก็เริ่มขึ้น  คือ

สร้างชาติให้สามัคคี  นำสันติสุขมาสู่พี่น้องของเรา

 

เมื่อดวงดาวนั้นลับขอบฟ้า

เมื่อคนเลี้ยงแกะนำฝูงแกะกลับไป

เลี้ยงดูผู้หิวโหย  ปลดปล่อยผู้ถูกคุมขัง

และเสียงเพลงนั้นยังดังก้องอยู่ในหัวใจของเรา”

บิชอป  วีระ  อาภรณ์รัตน์  แปล

จาก  Sunday Homilies Year A

โดย Mark Link (2010), หน้า 42-45.

ซุปเปอร์บุ๊ค (Superbook)

feature_default2

ซุปเปอร์บุ๊ค (Superbook)

หนังสือมหัศจรรย์ เป็นวีดีทัศน์การ์ตูนชุดพระคัมภีร์ (31 ปีมาแล้ว) ฉายในโทรทัศน์ที่ Tatsunoko Production ผลิตในประเทศญี่ปุ่นร่วมมือกับ Christian Broadcasting Network (CBN) ในสหรัฐอเมริกา

ซุปเปอร์บุ๊คเป็นเรื่องในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ 52 ตอน ชุดแรกมี 26 ตอน ออกอากาศเมื่อ 1 ตุลาคม 1981 ถึง 29 มีนาคม 1982    ชุดที่สองมี 26 ตอน ออกอากาศเมื่อ 4 เมษายน 1983 ถึง 26 กันยายน 1983

ปัจจุบัน CBN กำลังผลิต Superbook ชุดใหม่ (2009) มี 20 ตอน  ความคิดในการดำเนินเรื่องคือ เด็กผู้ชาย  เด็กผู้หญิง  และหุ่นยนต์  เดินทางย้อนเวลาไปหาอดีตในสมัยพระคัมภีร์  และประยุกต์การสอนให้เข้ากับชีวิตประจำวัน   ตัวแสดงหลัก   เด็กผู้ชาย ชื่อ คริสโตเฟอร์   เด็กผู้หญิง ชื่อ จอย  เป็นดีที่สุดของคริสโตเฟอร์    ศาสตราจารย์ ชื่อ แฟรด บิดาของคริสโตเฟอร์   เป็นนักวิทยาศาสตร์ขี้ลืม และมีลักษณะพิเศษ

กิสโม เป็นหุ่นยนต์ (Robot) ของเล่น  ซึ่งต้องไขลานเป็นประจำ  จะมีบทบาทพูดได้  เมื่อย้อนเวลาหาอดีตเท่านั้น รัฟเฟิ้ล เป็นสุนัขตัวเล็กๆ ของคริสโตเฟอร์

รายการซุปเปอร์บุ๊ค ชุดใหม่ (2009)

1.  ในปฐมกาล เกี่ยวกับการสร้างสรรค์
2.  โนอาห์
3. ของขวัญสมบูรณ์ – อับราฮัม และอิสอัค
4.  การแสวงหาการให้อภัย – ยาโคบ และเอซาว
5.  การเลือกที่สมบูรณ์ – การอพยพ
6.  กฎหมายของแผ่นดิน – บัญญัติ 10 ประการ
7.  การผจญภัยกับยักษ์ – ดาวิดและโกลิอัท
8.  เสียงคำราม – ดาเนียลในถ้ำสิงห์
9.  ราชินีเอสเธอร์
10. ราหับ

11. โยเซฟ
12. โยนาห์
13. การทดสอบ
14. คริสต์มาสครั้งแรก – การประสูติของพระเยซู
15.  มหัศจรรย์ของพระเยซู
16. ใบลานและปัสกา – อาทิตย์ใบลาน
17. แม่และลูก – ปัสกา
18. ทางสู่ดามัสกัส – เซาโล / เปาโล
19. พระองค์ทรงกลับคืนชีพ
20. อัลฟาและโอเมก้า – วิวรณ์

ซุปเปอร์บุ๊ค (Superbook)

 ทีมงานจัดทำเป็น 16 ภาษา : อังกฤษ  อาร์มีเนีย  จีน  เยอรมัน  โปแลนด์  โปรตุเกส  สเปน  สวีเดน  อิตาเลี่ยน  อาฟริกา  ฟินแลนด์  ฮังการี  โรมาเนีย  รัสเซีย  ลัตเวีย  และอาราบิก

CBN สยาม  ได้ดำเนินการแปล  และพากย์ไทยได้  13 ตอนแล้ว  กำลังตรวจความถูกต้อง  จะจำหน่ายและฉายในโทรทัศน์ในเดือนเมษายนนี้

การส่งเสริมเด็กและเยาวชนรู้เรื่องพระคัมภีร์  และรักพระวาจาของพระเจ้า  เขาจะเป็นผู้ช่วยสร้างสันติสุขในครอบครัวและชุมชน

http://www.facebook.com/SuperbookTV

http://www.cbn.com/superbook/index.aspx