บทเทศน์บทรำพึง
สัปดาห์ที่ 32 เทศกาลธรรมดาปี A

บทเทศน์บทรำพึง สัปดาห์ที่ 32 เทศกาลธรรมดาปี A

เมื่อประมาณ 1900 ปีที่ผ่านมา ภูเขาไฟวิสุเวียส (Mt Vesuvius) ปะทุเถ้าลาวาออกมาในประเทศอิตาลี เมื่อการระเบิดของภูเขาไฟนี้ยุติลง เมืองปอมเปอี (Pompeii) ทั้งเมืองจมอยู่ใต้เถ้าถ่านภูเขาไฟลึกลงไปถึงสิบแปดฟุต

เมืองยังคงจมอยู่สภาพนั้นเรื่อยมาจนถึงยุคสมัยใหม่ เมื่อนักโบราณคดีขุดพบมัน และสิ่งที่พวกเขาได้พบสร้างความฉงนใจให้กับทุกๆคน เพราะมีการพบก้อนขนมปังต่างๆ ที่เป็นเถ้าคาร์บอน ผลไม้ต่างๆที่ยังคงรักษารสเอาไว้ และพวกผลมะกอกที่ยังคงรักษาน้ำมันของตนไว้ได้

แต่มีการค้นพบที่อัศจรรย์มากไปกว่านั้น คือเถ้าของภูเขาไฟได้แช่แข็งผู้คนไว้ในท่วงท่าและตำแหน่งที่อยู่ในขณะที่ประสบหายนะนั้น ร่างกายของผู้คนเหล่านั้นสลายตัวลงไปก็จริง แต่ก็เหลือช่องว่างไว้เบื้องหลังในซากเถ้าถ่านที่แน่นหนานั้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญเทน้ำยาปูนปาสเตอร์เข้าไปในช่องว่างเหล่านั้น พวกเขาก็สามารถแยกแยะรูปพรรณสัณฐานของผู้ตกเป็นเหยื่อได้ บางรูปพรรณก็ให้ความรู้สึกที่หลากหลายอารมณ์ เช่น หนึ่งในนั้นพบแม่ที่อายุยังน้อยกอดลูกของเธอไว้แน่นในวงแขน อีกรูปหนึ่งเป็นทหารองครักษ์โรมันที่ยืนตัวตรงอยู่ตรงที่ประจำการ ถืออาวุธครบมือ เขายังคงสงบและซื่อสัตย์ในหน้าที่จนวาระสุดท้าย และตัวอย่างที่สามพบว่ามีชายคนหนึ่งยืนตรงพร้อมมีดาบอยู่ในมือ ที่เท้าของเขามีกองเงินและกองทองตั้งอยู่ และที่กระจายออกไปรอบๆมีร่างของอีก 5 คน บางทีอาจจะเป็นพวกที่เข้ามาชิงทรัพย์ แต่ถูกฆ่าตายเสียก่อน

ภาพลักษณะของผู้คนและเรื่องราวต่างๆที่ได้จากการเทปูนปลาสเตอร์ลงไปในช่องว่างนี้สะท้อนภาพอันน่ารันทดซึ่งเป็นสองหัวข้อหลักของพระวาจาพระเจ้าสำหรับอาทิตย์นี้ หัวข้อแรก คือ การมาถึงแบบฉับพลันทันที(the suddenness) ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดของโลกนี้ และการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูเจ้าซึ่งจะเข้ามาแทนที่ เหตุการณ์ทั้งสองนี้จะมาโดยปราศจากการเตือน “….. วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาถึงเหมือนขโมยที่มาตอนกลางคืน” (1 ธส 5:2) ไม่มีความดีความชอบใดๆจะมาตั้งเงื่อนไขเรียกร้องได้ ไม่สนใจว่าคุณจะรวยหรือจน คุณจะยังเป็นเด็กหรือแก่ คุณจะมีชื่อเสียงหรือไม่มีคนรู้จัก จะเป็นผิวขาว หรือดำ หรือน้ำตาล เวลาแบบฉับพลันทันทีนั้นจะมาถึงทุกๆคน

และนี่จะนำเราไปสู่หัวข้อที่สองของบทอ่านในวันนี้ ก็คือ การเตรียมพร้อมของเราสำหรับเวลาสุดท้าย เมื่อความตายมาถึงเรา จะพบว่าเราได้เตรียมตัวในห้วงเวลาสุดท้ายอย่างหญิงฉลาดห้าคนนั้นหรือไม่ หรือจะพบว่าเราปราศจากการเตรียมตัวใดๆ เหมือนหญิงโง่ห้าคนนั้น หรือเราจะได้ยินคำตอบที่น่ากลัวเหมือนพวกเขาที่ไปเคาะประตูแล้วได้ยินเสียงตอบออกมาว่า “เราไม่รู้จักท่าน” หรือในเวลาสุดท้ายจะพบว่าเราเป็นเหมือนชายคนที่มือถือดาบแห่งเมืองปอมเปอี ที่กำลังยืนอยู่บนกองเงิน กองทอง ที่ไร้ประโยชน์ หรือจะพบเราว่าเหมือนแม่ที่โอบกอดลูกน้อยไว้ด้วยกิริยาแห่งความรักในห้วงเวลาสุดท้าย หรือจะพบเราเป็นเหมือนนายทหารที่ยังคงค้างอยู่ในท่าทีแสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่

ดังนั้นสองหัวข้อที่พระวาจาของพระสอนเราในวันนี้ – เวลาสุดท้ายที่จะมาถึงโดยฉับพลัน และการเตรียมตัวของเราเองในเวลาสุดท้ายนั้น – ก็เป็นหัวข้อที่เตือนสติเรา เป็นหัวข้อที่ทำให้เราฮึกเหิม เป็นหัวข้อที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ จึงไม่ใช่เป็นหัวข้อที่เราใช้เป็นทางเลือก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราปิดหูไม่รับฟัง เพราะสองหัวข้อนี้รวมพลังเข้าด้วยกันเหมือนดาบสองคม ที่เราพบข้อความในจดหมายถึงชาวฮีบรูเขียนเอาไว้ “พระวาจาของพระเจ้าเป็น….. คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุเข้าไปถึงจุดที่วิญญาณ และจิตใจแยกจากกัน ถึงเส้นเอ็นและไขกระดูก วินิจฉัยความรู้สึกนึกคิดภายในใจได้ จึงไม่มีสรรพสิ่งใดๆซ่อนเร้นไว้เฉพาะพระพักตร์ แต่ทุกสิ่งเปิดเผยอย่างชัดเจนต่อสายพระเนตรของพระผู้ซึ่งเราต้องทูลถวายรายงาน” (ฮบ 4:12-13)

สองข้อสำคัญของวันนี้ – ความฉับพลันทันที และการเตรียมพร้อม – เป็นหัวข้อที่เหมาะที่พระศาสนจักรตั้งไว้ในช่วงท้ายๆ ก่อนจะจบปีพิธีกรรม และเป็นสองหัวข้อเดียวกันนี้ ที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งไว้สำหรับบรรดาอัครสาวกในช่วงบั้นปลายพระชนมชีพของพระองค์

ถ้าเราพิจารณาตนเองแล้วเห็นว่าเป็นพวกของหญิงโง่มากกว่า ก็อย่าหมดกำลังใจ เพราะยังมีเวลาที่จะแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ แล้วถ้าหากว่าเราเป็นพรรคพวกเดียวกับหญิงฉลาดอยู่แล้ว จงขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระหรรษทานต่างๆ และปรีชาญาณที่ทำให้เราเฝ้าติดตามพระวาจาของพระองค์เสมอมา

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ แปลและเรียบเรียงใหม่เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020
Based on : Illustrated Sunday Homilies – Year A ; by Mark Link, SJ)

บทเทศน์บทรำพึง สัปดาห์ที่ 32 เทศกาลธรรมดาปี A

หัวข้อ : แผ่นดินไหว และ วาระสุดท้ายของโลก

การทำลายล้างครั้งร้ายแรงทางธรรมชาติมักเกิดขึ้นโดยกะทันหัน และอย่างเงียบๆ ในวันที่ 8 ตุลาคม 2005 ก็ดูเหมือนเป็นวันหนึ่งเหมือนวันอื่นในประเทศปากีสถานและในแคว้นจามมูและแคชเมียร์ของประเทศอินเดีย จนกระทั่งเกิดแผ่นดินสั่นตัวอย่างแรง และตึกใหญ่ๆสูงๆพังทลายร่วงหล่นลงมาเหมือนกล่องไม้ขีด ถมทับผู้คนไปเกือบ 35,000 คน ภายในนาทีเดียว แม้กรุงเดลีที่อยู่ไกลออกไปพอควร ยังรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่น่ากลัวนี้ ก่อให้เกิดความวุ่นวายและสับสน คงเป็นการยากสำหรับผู้ตายที่จะจินตนาการว่าทำไมต้องจบชีวิตลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แต่ชีวิตจริงก็เป็นเช่นนี้แหละ

พระวาจาอาทิตย์นี้นำเราไปสู่ห้วงอารมณ์ที่เกี่ยวกับสิ่งสุดท้าย หรือช่วงเวลาท้ายๆของโลกจักรวาล (eschatological) ว่าเป็นลักษณะประมาณไหน ต้องเตรียมตัวอย่างไร อันที่จริงนี่เป็นสัญญาณเตือนเราว่าการนับปีทางพิธีกรรมใกล้จะจบลง และเราจะเริ่มนับใหม่กับเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ดังนั้นเนื้อหาที่โลดแล่นตลอดบทอ่านของวันนี้คือ “จงเป็นคนฉลาด จงเตรียมตัวให้พร้อม” (“Be wise! Be prepared!”) บทอ่านแรกเตือนใจเราให้แสวงหาปรีชาญาณ ปรีชาญาณถูกเปรียบเทียบว่าเป็นดังหญิงสาวที่ถูกมองเห็นได้โดยง่ายจากผู้ที่รักเธอ และถูกพบได้โดยผู้ที่แสวงหาเธอ ไม่เพียงแต่คนฉลาดที่จะแสวงหาปรีชาญาณเท่านั้น แต่ปรีชาญาณเองก็เดินตามหาผู้ที่คู่ควรกับเธอ และจะแสดงตัวเธอให้แก่พวกเขาอย่างน่าประหลาดใจ

บทอ่านที่สองก็บรรจุไว้ด้วยภาษาที่มุ่งไปสู่สิ่งสุดท้าย แต่อาจก่อให้เกิดความแปลกประหลาดในบริบทของวันนี้ นักบุญเปาโลเองคิดว่าการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์อยู่ใกล้มากๆแล้ว จึงให้เห็นภาพพจน์ของเสียงแตรของพระเจ้าในเวลาสุดท้ายของโลก มีเสียงของหัวหน้าทูตสวรรค์ ภาพของการเปิดหลุมฝังศพของบรรดาผู้ที่ตายไปแล้ว และการรับพวกเขาขึ้นไปในกลุ่มเมฆ ภาพนิมิตต่างๆเหล่านี้ต้องไม่ทำให้เราหลงไปจากเนื้อหาหลัก กล่าวคือ “เราจะได้พำนักอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป” นักบุญเปาโลต้องการบอกประชาชนของท่านว่า (a) ไม่ต้องโศกเศร้าต่อผู้ที่ล่วงหลับไปแล้ว เพราะว่า เราไม่เหมือนกับพวกที่ไม่มีความเชื่อในพระคริสต์ เนื่องจากเรามีความหวัง และ (b) ความหวังของเราไม่เพียงมีหลักยึดเหนี่ยวในพระคริสต์ในฐานะแค่แต่ละคน แต่เป็นความหวังของกลุ่มคนที่รวมเข้าไว้ด้วยกัน เป็นกลุ่มคนของผู้มีความเชื่อ

พระวรสารของวันนี้เล่าเรื่องหญิงพรหมจารี 10 คน ซึ่งทำให้เราอาจตีความไปได้ในหลายมุมมอง ตัวอย่างเช่น การตีความแบบเปรียบเทียบที่เท่ากับว่าเจ้าบ่าวคือพระเยซูเจ้า พระองค์จะเสด็จกลับมาในวาระสุดท้าย งานเลี้ยงแต่งงานคือการจัดงานกินเลี้ยงในยุคสมัยของพระเมสสิยาห์ พรหมจารีเหล่านั้นก็คือบรรดาคริสตชนที่มีทั้งดีและไม่ดี ฯลฯ ซึ่งบางคนลงความเห็นว่า พระเยซูเจ้ามิน่าจะทรงต้องการสื่อความหมายเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับงานฉลองแต่งงานในเรื่องนี้ของพระเยซูเจ้ามีไม่มาก บรรดาผู้ให้คำอธิบายขาดหลักฐานว่า เจ้าบ่าวกำลังเข้าไปในบ้านของใคร งานเลี้ยงแต่งงานนี้เกิดขึ้นที่ไหน และบทบาทของเหล่าพรหมจารีที่เป็นแค่เพื่อนเจ้าสาวก็ไม่จำเป็นต้องกำลังรอคอยเจ้าบ่าว เพราะฉะนั้น รายละเอียดต่างๆในเรื่องอุปมาต้องไม่มาบดบังเนื้อหาสำคัญที่ระบุไว้ในบรรทัดสุดท้าย กล่าวคือ :

“จงตื่นเฝ้าระวังไว้เถิด เพราะท่านไม่รู้วันและเวลา”

หญิงพรหมจารี 5 คนที่เป็นคนโง่นั้นขาดการเตรียมตัวให้พร้อม และในภาพที่ตัดกัน พวกที่ฉลาดเตรียมพร้อมแม้ในภาวะเร่งด่วน พวกเธอก็มีแสงตะเกียงที่จุดสว่างได้ จึงเปี่ยมไปด้วยความยินดียิ่งที่จะต้อนรับเจ้าบ่าวที่มาในทันทีทันใด ลองคิดดูถ้าเป็นตัวเราว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพบว่าเราได้เตรียมตัวพร้อมและกำลังรอช่วงเวลาสุดท้ายซึ่งจะเกิดขึ้นโดยฉับพลันทันทีหรือไม่ บางที อาจจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหว หรือสึนามิ หรือน้ำท่วม หรือฟ้าผ่า

ครั้งหนึ่งมีฤาษีฉลาดคนหนึ่งกำลังเล่นอยู่ในสนาม ขณะที่เพื่อนเขาคนหนึ่งถามว่า “ถ้าพระเจ้าจะทรงเรียกท่านไปพบพระองค์เดี๋ยวนี้ ท่านจะทำอะไร” ฤาษีนั้นตอบทันทีโดยไม่รีรอว่า “ฉันจะเล่นอยู่ที่นี่ต่อไป” เป็นบุญของคนเหล่านั้นที่ดำรงชีพขณะปัจจุบันอย่างเต็มที่ และในขณะเดียวกันก็ได้เตรียมตัวอย่างดีพร้อมไว้แล้วสำหรับอนาคตที่ไม่อาจแลเห็นได้

วันที่ 14 กันยายน 2005 พระสงฆ์เยซูอิตชาวออสเตรเลียนคนหนึ่ง ชื่อ Fr. Paddy Meagher ได้โบกมืออำลาประเทศอินเดีย หลังจากที่ท่านได้อุทิศตนมาทำงานอภิบาลเป็นเวลาถึงสี่ทศวรรษ ที่ท่านลาจากไปเพราะท่านเป็นมะเร็งผิวหนังขั้นหนักแล้ว มะเร็งนี้แพร่ขยายไปทั่วใบหน้าและส่งผลไปถึงสมองและลำคอด้วย ท่านต่อสู้กับความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญและได้กล่าวว่า “ฉันรู้ว่าจะตายในไม่ช้า และฉันก็เตรียมพร้อมแล้ว แต่จะอย่างไร ฉันจะยังอ่านและเขียนต่อไปจนกว่าความตายจะมาถึง” คุณพ่อท่านนี้ตายวันที่ 5 มกราคม 2006 ท่านเหมือนหญิงฉลาดที่ตะเกียงของท่านมีน้ำมันอยู่เสมอ รวมทั้งเหยื่อของแผ่นดินไหวทั้งหลายที่เรียกหาพระเจ้าในเวลาวิกฤติเช่นนั้น สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งสุดท้ายกลับกลายเป็นเวลาที่เริ่มต้นใหม่สำหรับงานเลี้ยงฉลองแต่งงานที่เป็นนิรันดร์

(เขียนโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2017
Based on : Sunday Seeds for Daily Deeds โดย Francis Gonsalves, S.J.)

4 พฤศจิกายน
ระลึกถึง นักบุญ ชาร์ลส์ โบโรเมโอ พระสังฆราช

4 พฤศจิกายน ระลึกถึง นักบุญ ชาร์ลส์ โบโรเมโอ พระสังฆราช

( St Charles Borromeo, Bishop, memorial )

เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของท่านเค้าน์ จิแบร์โต โบโรเมโอ (Count Giberto Borromeo) และ มาร์เกริตา เด เมดิชี (Margherita de’ Medici) ซึ่งเธอเป็นน้องสาวของพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 4 (Pope Pius IV) นักบุญชาร์ลส์ได้รับศีลขั้นโกน (tonsure) เมื่ออายุ 12 และจบการศึกษาปริญญาเอกทางด้านกฎหมายทั้งฝ่ายบ้านเมือง และฝ่ายศาสนจักรเมื่ออายุ 21 ปี ท่านถูกเรียกตัวไปที่กรุงโรมโดยลุงของท่าน ซึ่งก็คือพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 4 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารรัฐของพระสันตะปาปา ได้รับตำแหน่งคาร์ดินัล (Cardinal Deacon) และเป็นทูตของพระสันตะปาปา เมื่ออายุ 22 แม้ว่ายังคงเป็นแค่สังฆานุกร ก็ได้รับตำแหน่งให้เป็นผู้บริหารอัครสังฆมณฑลมิลาน และด้วยคำสั่งจากพระสันตะปาปาให้สภาสังคายนาแห่งเมืองเตรนท์ที่เคยถูกระงับไป ให้กลับมาประชุมกันใหม่ และนักบุญชาร์ลส์เป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อสภาสังคายนานี้มาก เสมือนเป็นจิตวิญญาณของสภาครั้งนี้เลยทีเดียว ซึ่งมีการประกาศข้อคำสอนที่ทำให้เกิดความกระจ่างชัด และการปฏิรูปพระศาสนจักรด้วย นักบุญชาร์ลส์ ซึ่งขณะนั้นบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว ก็ได้รับการอภิเษกเป็นพระอัครสังฆราชแห่งมิลาน แต่ยังต้องอยู่ที่กรุงโรมไปอีกระยะหนึ่งเพื่อทำการปรับปรุงเรื่องคำสอน เรื่องมิสซา และบทสวดทำวัตร รวมไปถึงการปฏิรูปดนตรีศักดิ์สิทธิ์ และศูนย์บริหารงานของพระศาสนจักรที่กรุงโรม (Roman Curia) เพื่อให้สอดคล้องกับกฤษฎีกาของสภาสังคายนา ต่อมาเมื่อท่านไปอยู่ที่มิลานท่านได้จัดการบริหารอย่างเรียบง่ายที่สุด และประหยัดด้วย ได้ขายเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงของท่าน และเรือใบโบราณติดอาวุธออกไป ท่านจำกัดการรับประทานอาหารเหลือเพียงหนึ่งมื้อต่อวัน – ซึ่งมีเพียงขนมปัง น้ำ และลูกมะเดื่อแห้ง และนอนวันละแค่ 4 ชั่วโมง “มันไม่มีความจำเป็นใดๆว่าฉันจะต้องอยู่ไปจนเป็นพระสังฆราชแก่ๆ แต่จำเป็นที่ฉันจะต้องเป็นคนดีคนหนึ่ง” ท่านได้กล่าวไว้ในคราวหนึ่ง

นอกจากท่านจะเป็นรูปแบบของบุคคลที่ทรงอิทธิพลในการปฏิรูปพระศาสนจักรส่วนกลางแล้ว งานที่ท่านได้ทำในสังฆมณฑลของท่านตลอดระยะเวลา 19 ปีที่เหลืออยู่ก็มีมากมายอย่างเหลือเชื่อ ท่านได้ปฏิรูปบรรดาสมณะของท่าน 3,000 คน ก่อตั้งสามเณราลัย 6 แห่ง ก่อตั้งวิทยาลัยสำหรับชาวสวิสในเมืองมิลาน ก่อตั้งครูคำสอนฆราวาสจำนวนมากเพื่อช่วยเตรียมเด็กๆ สำหรับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง ท่านได้สร้างวัดและอารามฤาษีใหม่ๆ ได้ช่วยพวกที่เชื่อเวทมนต์ คาถา และพวกเฮเรติ๊กจำนวนมากให้กลับใจ ได้เทศน์สอน และแจกศีลมหาสนิทเป็นเวลาหลายชั่วโมง ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้บรรดาสมณะ และฆราวาสที่ได้เห็นจากตัวอย่างการกระทำของท่านที่ไม่เคยรีรอ หรือแม้แต่ท่านยอมนั่งบนถนนเพื่อสอนคนสูงวัย หรือบางทีสอนพวกเด็กๆ และเมื่อเกิดโรคระบาดที่มิลานเป็นเวลา 2 ปี นักบุญชาร์ลส์ได้ทำพินัยกรรมอย่างสงบ เตรียมตัวเองรับความตาย และท่านไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาล และตามบ้านเสมอๆ ในช่วงที่มีความอดอยาก ท่านก็จัดหาอาหารเลี้ยงคนจนวันละ 3,000 คน แม้กระทั่งก่อให้เกิดหนี้กับท่าน เมื่อกองทุนของท่านเองก็หมดไป

นักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ เกิดที่ ร็อกกา ดาโรนา (Rocca d’ Arona) ใกล้ทะเลสาบมัจจอเร่ (Lago Maggiore) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1538 ท่านสิ้นชีพเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ.1584 ที่มิลาน อายุ 46 ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญโดยพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 5 (Pope Pius V) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1610 ท่านได้รับความนับถือว่าเป็นองค์อุปถัมภ์ของครูคำสอน และจะถูกวิงวอนขอให้ช่วยเมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น

(คุณพ่อวิชา หิรัญญการ เขียนเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ.2019
โอกาสวันระลึกถึงนักบุญชาร์ลส์ โบโรเมโอ
Based on : Saint Companions for Each Day
by : A.J.M Mausolfe
J.K. Mausolfe)

เอกสารสังคายานาวาติกันครั้งที่ 2 (ฉบับใช้ชั่วคราว)

เอกสารสังคายานาวาติกันครั้งที่ 2 (ฉบับใช้ชั่วคราว)

01_Lumen Gentium พระธรรมนูญด้านพระธรรม กล่าวถึงพระศาสนจักร
https://bit.ly/2I0zXsc

02_Dei Verbum สังฆธรรมนูญเรื่องการเผยความจริงของพระเจ้า
https://bit.ly/389U8Pj

03_Sacrosanctum Concilium สังฆธรรมนูญว่าด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
https://bit.ly/366kPC3

04_Gaudium et Spes พระธรรมนูญว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกสมัยนี้
https://bit.ly/3mRoDxL

05_Inter Mirifica พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยสื่อมวลชน
https://bit.ly/34X1XpE

06_Unitatis Redintegratio พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยสากลสัมพันธภาพ
https://bit.ly/34Xr5fO

07_Orientalium Ecclesiarum พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยบรรดาคริสตจักรคาทอลิกตะวันออก
https://bit.ly/2U5AeNv

08_Christus Dominus พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยหน้าที่การอภิบาลสัตบุรุษของพระสังฆราชในพระศาสนจักร
https://bit.ly/3eqAZKn

09_Optatam Totius พระสมณกฤษฎีกาเรื่องการอบรมเพื่อเป็นพระสงฆ์
https://bit.ly/3p3OmFh

10_Apostolicam Actuositatem พระสมณกฤษฎีกา ว่าด้วยการแพร่ธรรมของฆราวาส
https://bit.ly/2TSTM7G

11_Nostra Aetate คำแถลงของสภาสังคายนาเรื่องความสัมพันธ์ของพระศาสนจักรกับศาสนาต่างๆ ที่มิใช่ศาสนาคริสต์
https://bit.ly/34W9o0f

12_Ad Gentes พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยงานธรรมทูตแห่งพระศาสนจักร
https://bit.ly/3k3uXR6

13_Gravissimum Educationis คำแถลงเรื่องการศึกษาแบบพระคริสต์
https://bit.ly/32dWjh3

14_Presbyterorum Ordinis พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยการปฏิบัติงานและชีวิตพระสงฆ์
https://bit.ly/2JBLTl2

15_Dignitatis Humanae คำแถลงของสภาสังคายนาว่าด้วยเสรีภาพในการถือศาสนา สิทธิของบุคคลและของคณะบุคคลที่จะมีเสรีภาพทางสังคมและบ้านเมืองในเรื่องศาสนา
https://bit.ly/3kS3GlE

16_Perfectae Caritatis พระสมณกฤษฎีกาว่าด้วยการปรับปรุงและฟื้นฟูชีวิตนักบวช
https://bit.ly/32bLpse

บทเทศน์บทรำพึง
สมโภชนักบุญทั้งหลาย (1 พฤศจิกายน)
วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ (2 พฤศจิกายน)

บทเทศน์บทรำพึง
สมโภชนักบุญทั้งหลาย (1 พฤศจิกายน)
วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ (2 พฤศจิกายน)

เดือนระลึกถึงผู้ล่วงลับ (ตลอดเดือนพฤศจิกายน)

ชีวิตมนุษย์ยืนยาวเพียงแค่ต้นหญ้า ออกดอกงอกงามอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยว แล้วก็เหี่ยวเฉาร่วงโรยสิ้นสุดไป เหมือนต้องลมก็ปลิวกระจายไป

ไฉน มนุษย์จึงคิดจะมีชีวิตยืนยาว คิดค้นหาอาหารและยาอายุวัฒนะ กะจะต่อชีวิตให้ยืดยาวไปอย่างหาที่สุดมิได้ แต่พันวันของมนุษย์ก็เท่ากับแค่หนึ่งวันของพระเจ้า

อันที่จริง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ โดยเฉพาะจิตวิญญาณให้เป็นอมตะ นิรันดร มนุษย์จึงควรคิดคำนึงถึงชีวิตทางด้านฝ่ายจิต มิใช่คิดถึงแต่ชีวิตทางฝ่ายกายนี้เท่านั้น

วันนี้เราระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว มีผู้คนมากมายเหลือคณานับที่ได้รับการต้อนรับเข้าไปในพระอาณาจักรของพระเจ้า พวกเขาคือพระศาสนจักรซึ่งได้รับชัยชนะแล้ว ซึ่งก็คือบรรดานักบุญทั้งหลายนั่นเอง

จากหนังสือวิวรณ์ นักบุญยอห์นได้เห็นภาพนิมิต “ประชาชนมากมายเหลือคณานับจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกประเทศและทุกภาษา กำลังยืนอยู่เฉพาะพระบัลลังก์และเฉพาะพระพักตร์ลูกแกะ” นี่แสดงให้เห็นว่ามีคนธรรมดาๆ มากมายที่อยู่ในโลกนี้ ที่อาจจะไม่มีใครสังเกต พวกเขาได้ทำความดี และได้ผ่านพ้นจากการเบียดเบียนครั้งใหญ่ พวกเขาได้รับการชำระล้างด้วยพระโลหิตของพระชุมพา จากหนังสือพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว (บทที่ 5 : 1-12) บรรดาผู้มีบุญ ก็คือบุคคลธรรมดาๆ ทั้งหลาย ผู้มีใจยากจน ผู้เป็นทุกข์โศกเศร้า ผู้มีใจอ่อนโยน ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ผู้มีใจเมตตา ผู้มีใจบริสุทธิ์ ผู้สร้างสันติให้เกิดขึ้น ผู้ที่ยอมถูกเบียดเบียน ดูหมิ่น ข่มเหง และใส่ร้ายต่างๆ นานา พวกที่ผ่านการเบียดเบียนและทุกขเวทนาเหล่านี้ ก็จะได้พระราชัยสวรรค์เป็นกรรมสิทธิ์ นี่แสดงให้เห็นว่า มีคนธรรมดาๆ มากมาย ในโลกนี้ ในวัดของเรานี้ พวกเขาได้ถือตามคำสอนเรื่องบุญลาภของพระเยซูเจ้าอย่างดี และเมื่อตายไปก็ได้รับการต้อนรับในพระอาณาจักรของพระองค์

น่าสงสารคนที่พลาดไป คนที่ยังมีความขาดตกบกพร่อง คนที่ตายไปโดยที่ยังขาดความพร้อมของการกลับใจที่แท้จริง คนที่ยังมีโทษบาปหลงเหลืออยู่ให้ทำการใช้โทษ คนที่เมื่ออยู่บนตาชั่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและพบว่ายังขาดไป เขาเหล่านั้นยังไม่ได้รับรางวัลทันที ต้องไปใช้โทษอยู่ในไฟชำระ พวกเขาคือพระศาสนจักรที่กำลังทนทุกข์ กำลังได้รับการชำระให้ปราศจากบาปมลทิน จนกว่าจะถึงวันที่หลุดพ้นจากไฟชำระขึ้นสวรรค์

พวกเราช่วยเขาเหล่านั้นได้ด้วยคำภาวนา โดยเฉพาะคำภาวนาในพิธีบูชามิสซา คำภาวนาและการทำพลีกรรมเป็นพิเศษให้ท่านเหล่านั้น เราเป็นพระศาสนจักรที่กำลังเดินทางแสวงบุญอยู่ในโลกนี้ เป็นสหพันธ์นักบุญเดียวกัน (เดี๋ยวนี้ใช้คำว่า “ความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวของผู้ศักดิ์สิทธิ์”) จึงภาวนาเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ เพื่อว่า สักวันหนึ่ง เราจะได้อยู่ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในพระอาณาจักรของพระบิดาของเราทั้งหลาย

อย่าลืมถวายคำภาวนาแด่พระเจ้าตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายนนี้เพื่อผู้ที่ล่วงลับไปในพระคริสตเจ้า

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 )

วิถีใหม่เพื่อนิเวศวิทยาแบบองค์รวม

วิถีใหม่เพื่อนิเวศวิทยาแบบองค์รวม

23 ตุลาคม 2020 (Zenit.org)

คณะโฟโคลาเรได้จัดการประชุมออนไลน์ เมื่อวันที่ 23-25 ตุลาคม 2020 ที่กัสเตลกันดอลโฟ ประเทศอิตาลี โอกาสครบ 5 ปี สมณสาส์น เลาดาโต ซี

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ตรัสกับบรรดาผู้ร่วมประชุมว่า มีความจำเป็นเร่งด่วน สำหรับกระบวนทัศน์ด้านเศรษฐกิจ และสังคมใหม่ ที่ไตร่ตรองความจริงว่าเราเป็น “ครอบครัวเดียวกัน”

การบรรลุถึงนิเวศวิทยาแบบองค์รวมเรียกร้อง การกลับใจภายในลึกซึ้ง ทั้งระดับส่วนบุคคลและสังคม ดังที่ท่านพิจารณา การท้าทายยิ่งใหญ่ต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญในเวลานี้ รวมการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความจำเป็นเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และการแบ่งปันที่ศาสนาสามารถช่วยแก้ไขวิกฤติสิ่งแวดล้อม มันจำเป็นต้องหยุด กับตรรกะของการแสวงหาผลประโยชน์และความเห็นแก่ตัว และส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย สุภาพ ( เทียบ เลาดาโตซี 222-224 )

พี่น้องชายหญิงที่รัก… ขอให้ทุกคนที่ร่วมการประชุมนานาชาติ โอกาสครบ 5 ปี ของสมณสาส์นเลาตาโต ซี ปฏิบัติ 1 ปีนี้ ริเริ่มด้านนิเวศวิทยาในกลุ่มโฟโคลาเร ขอบใจสมณสภาเพื่อการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม และกลุ่มคาทอลิกด้านภูมิอากาศที่ร่วมมือกันจัดการประชุมนี้

หัวข้อ “วิถีใหม่เพื่อนิเวศวิทยาแบบองค์รวม” เพื่อมนุษยชาติ และการดูแลโลกของเราด้วยการมองด้านเทววิทยา สังคม วิทยาศาสตร์ และจริยศาสตร์… ทำให้นึกถึง เคียร่า ลูบิค มุ่งมั่นเพื่อโลก เป็นหนึ่งเดียวกัน… ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน… และสภาพแวดล้อม จำเป็นต้องถูกเชื่อมด้วยความรักจริงใจ สำหรับเพื่อมนุษย์ของเรา และการอุทิศตนเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมนี้ (เลาดาโต ซี 91)

เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เดินทางด้วยกัน อยู่ในโลกใบเดียวกัน ซึ่งเป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ด้วยกัน… มาช่วยกันส่งเสริมศักดิ์ศรีมนุษย์ ครอบครัว ความสัมพันธ์ในการงานเพื่อต่อสู้กับสาเหตุของความยากจน และทำงานเพื่อปกป้องสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปลสรุป
https://zenit.org/2020/10/23/pope-renews-call-for-integral-ecology-at-in-message-to-focolare-event

28 ตุลาคม
ฉลองนักบุญซีโมน และนักบุญยูดาห์ อัครสาวก

28 ตุลาคม ฉลองนักบุญซีโมน และนักบุญยูดาห์ อัครสาวก

(St. Simon and St. Jude, Apostles, feast)

1. นักบุญซีโมน ผู้รักชาติ (St. Simon the Zealot)

โดยแท้จริงแล้วเราไม่มีข้อมูลที่แน่นอนใดๆ เกี่ยวกับชีวิตของนักบุญองค์นี้ เช่น เราไม่รู้ว่าท่านไปเทศน์สอนพระวรสารที่ไหน และไม่รู้ว่าตายที่ไหน ทั้งไม่รู้ว่าท่านต้องรับทุกข์ทรมานแบบมรณสักขีอย่างไร แม้แต่หลุมศพของท่านอยู่ไหนก็ไม่มีใครรู้ แต่ชื่อที่ต่อท้ายท่านว่า “Zealot” (=”ผู้รักชาติ”) ได้ถูกนำมาตีความหมายเป็นนัยว่าอาจหมายถึง เป็นนักกฎหมาย ท่านต้องเป็นผู้ร้อนรนเป็นพิเศษต่อกฎหมายของโมเสส (Mosaic Law) หรืออาจจะหมายถึงว่าท่านเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มชาตินิยมที่ร้อนรนมาก ที่กำลังตระเตรียมปลดแอกของชาวโรมันที่น่ารังเกียจออกไป

ชาวกรีกและพวกคอปต์ มีธรรมประเพณีเล่าต่อกันมาว่า นักบุญซีโมนคือเจ้าบ่าวในงานแต่งงานที่เมืองคานาในแคว้นกาลิลี ที่ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ทรงทำอัศจรรย์ในที่สาธารณะเป็นครั้งแรก ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์คนตัดไม้และช่างฟอกหนัง


2. นักบุญยูดาห์ ธัดเดอัส (St. Jude Thaddeus)

นักบุญยูดาห์ ธัดเดอัส เป็นน้องของนักบุญยากอบองค์เล็ก ซึ่งเป็นบุตรของอัลเฟอัส และดังนั้นก็เป็นญาติๆของพระเยซูเจ้า ท่านเป็นผู้ที่เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ซึ่ง Origen ได้กล่าวถึงว่า “เป็นจดหมายที่มีข้อคำสอนที่มีเนื้อหาแข็งกร้าวทั้งๆที่เขียนสั้นๆ” เป็นเพราะคำถามของนักบุญยูดาห์องค์นี้เองในช่วงระหว่างการเลี้ยงครั้งสุดท้าย ที่พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า พระองค์จะทรงแสดงองค์ให้แก่เพียงพวกคนเหล่านั้นที่ซื่อสัตย์ในการปฏิบัติตามพระวาจาของพระองค์ (เทียบ ยน 14:23-24)

ตามธรรมประเพณีเล่าว่า นักบุญยูดาห์ได้เทศน์สอนความเชื่ออยู่ในปาเลสไตน์เป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อมาได้ไปที่เปอร์เซียและอาร์เมเนีย และรับทรมานเป็นมรณสักขีที่นั่น ยังเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งจักรพรรดิ์ Domitian ได้เคยให้พวกหลานๆ ของนักบุญยูดาห์นำตัวท่านจากกาลิลีไปกรุงโรม แต่ได้ปล่อยตัวไป เพราะไม่พบว่าท่านเป็นคู่แข่งทางการเมืองแต่อย่างไร และเพราะท่านมีชื่อเดียวกับ ยูดาส อิสคาริโอท จึงทำให้ชื่อของยูดาห์ ธัดเดอัสนั้นไม่ค่อยมีคนสวดวอนขอความช่วยเหลือจากท่าน ทำให้คล้ายๆกับว่า การจะสวดขอให้ท่านช่วยวิงวอนต่อพระเจ้าแทนเรานั้น เป็นความหวังสุดท้ายแล้วในกรณีที่ทางอื่นๆไร้ผล เหตุนี้แหละที่ความมีชื่อเสียงของท่านในฐานะเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของคนที่แพ้เสมอ เริ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆในห้วงเวลาไม่นานมานี้


ชีวิตของอัครสาวกทั้งสองนี้ คือนักบุญซีโมน และนักบุญยูดาห์ แม้ถูกครอบคลุมด้วยข้อมูลที่พร่ามัวและไม่แน่นอน แต่ความใกล้ชิดของท่านทั้งสองที่มีต่อพระเยซูเจ้า ในฐานะมีส่วนร่วมในงานยิ่งใหญ่แห่งการไถ่บาป ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพวกท่าน ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข อันเนื่องมาจากการติดตามรอยพระบาทของพระเยซูคริสต์เจ้าอย่างใกล้ชิดมากกว่าการเป็นที่ล่วงรู้นั่งเอง

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

(คำสอน 5 นาที) จงยื่นมือช่วยคนยากจน (บสร 7: 32)

(คำสอน 5 นาที) จงยื่นมือช่วยคนยากจน (บสร 7: 32)

เมื่อวันที่  13 มิถุนายน 2020 วันฉลองนักบุญอันตน  แห่งปาดัว  สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ออกสาส์น  วันสากลระลึกถึงคนยากจน  (ครั้งที่ 4)  ตรงกับ วันอาทิตย์  ที่  (33 เทศกาลธรรมดา)  15 พฤศจิกายน  2020

            “จงยื่นมือมือช่วยคนยากจน” (บสร 7.32) เป็นกฎที่เราควรปฏิบัติในชีวิต  ช่วยเราให้มองข้ามอุปสรรคแห่งความเมินเฉย  ความยากจนมีหลายรูปแบบ ที่เราควรใส่ใจในแต่ละสถานการณ์ ทำให้เรามีโอกาสพบปะพระเยซูเจ้าในบรรดาพี่น้องชายหญิงผู้ต่ำต้อยที่สุด (เทียบ  มธ 25:40)

  1. ในพันธสัญญาเดิม หนังสือบุตรสิรา  กล่าวว่า  “จงมีใจเที่ยงตรงและมั่นคง  อย่าตกใจเมื่อตกทุกข์ได้อยาก  จงยึดพระองค์ไว้  อย่าพรากจากพระองค์ไปเลย  เพื่อท่านจะได้รับเกียรติในวันสุดท้ายของท่าน… จงวางใจในพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงช่วยเหลือท่าน จงเดินตามทางตรง  และมีความหวังในพระองค์..จงรอรับพระเมตตา” (บสร 2:2-7)
  2. หัวข้อประจำปีนี้  มาจาก  บสร 7:29-36  การภาวนาต่อพระเจ้าแล้วต้องเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกับคนยากจน  และผู้กำลังทนทุกข์  เราต้องใจดีช่วยเหลือคนจน
  3. ความใจกว้าง หมายถึง การช่วยเหลือคนอ่อนแอ  ให้กำลังใจผู้มีความลำบาก  บรรเทาใจผู้มีความทุกข์  และฟื้นฟูศักดิ์ศรี   การมุ่งช่วยคนจนเป็นสิ่งยาก  แต่จำเป็น ไม่ใช่เป็นแค่คำพูดสวยๆ  แต่ต้องอุทิศตนเป็นรูปธรรม  พระเยซูเจ้าตรัสว่า “คนยากจนนั้นอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอ “ (ยน 12:8)
  4. เราจะช่วยคนยากจนทั้งฝ่ายร่างกาย และจิตวิญญาณได้อย่างไร  เป็นหน้าที่ของชุมชนคริสตชน  เราต้องดำเนินชีวิตมีจิตใจยากจน  ตามที่พระเยซูเจ้าสอน เพื่อพิทักษ์คุ้มครอง  สนับสนุนพวกเขา  และเชิญเขามาร่วมชีวิตในชุมชน
  5. เราสามารถยื่นมือออกไปช่วยคนยากจน…ทุกวัน  มิใช่เมินเฉย  ต่อคนข้างบ้าน  มีข่าวร้ายในหน้าหนังสือพิมพ์  เวปไซท์  และโทรทัศน์  ทำให้ดูเหมือน  ความชั่วครองโลก  ความรุนแรง  การละเมิด  และการทุจริต  มิใช่ข้ออ้างให้เมินเฉย  แต่เราต้องก้าวต่อไป   และมีความหวัง
  6. การยื่นมือออกไป เป็นเครื่องหมายถึงความใกล้ชิด  เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน  และความรัก  ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา  ทั่วโลกตกเป็นเหยื่อของไวรัสที่นำความเจ็บปวด  ความตาย  ความสิ้นหวัง  และความยากลำบาก  เราเห็นหลายคนยื่นมือออกช่วยเหลือบรรดาผู้ป่วย  เช่น  บรรดาแพทย์  พยาบาล  เภสัชกร  พระสงฆ์  อาสาสมัคร  ทำกิจการดีมากมาย…  เพื่อช่วยเหลือ  และให้กำลังใจ
  7. ในช่วงการแพร่ระบาด  ยิ่งมีผลกระทบต่อคนยากจน  เราเห็นข้อจำกัดของเรา ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน  ยิ่งทำให้รู้สึกถึงภราดรภาพ  การเคารพ  และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เราต้องหันมาสร้างวัฒนธรรมดูแลสิ่งแวดล้อม  (เลาดาโตซี 229)  ต้องร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ  และการเมือง ซึ่งยังคงมีต่อเนื่อง
  8. “จงยื่นมือช่วยคนจน”  ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย…จงรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก … จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง  …จงแบ่งเบาภาระของกันและกัน (กท 5:13- 14;6:2)  “อย่าเบือนหน้าหนีคนที่ร้องไห้  อย่ารีรอที่จะไปเยี่ยมคนเจ็บไข้”  (บสร 7:34-35)
  9. อย่าเอามือใส่กระเป๋า  อย่าเมินเฉย  และชอบวิพากษ์วิจารณ์  “จงยื่นมือช่วยคนยากจน”  อย่ามีวิถีชีวิตที่ไม่สนใจผู้อื่น  คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัว  ไม่สนใจเสียงร้องของคนยากจน  เราจะไม่มีความสุข  จนกว่าจะเป็นเครื่องมือแห่งความยุติธรรม  และสันติสุขในโลก
  10. “ไม่ว่าจะทำสิ่งใด  จงระลึกถึงบั้นปลายชีวิต” (บสร 7:36) จะช่วยเราให้ช่วยเหลือคนจน  ด้วยความรัก  กล่าวคือ  แบ่งปัน  อุทิศตน  และรับใช้  ขอพระนางมารีย์  มารดาของคนยากจน… ช่วยเราให้ “ ยื่นมือออก”ให้คนยากจนสัมผัส  ภราดรภาพ

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์ สรุป
(15/6/2020 )

บทเทศน์บทรำพึง
อาทิตย์ที่ 30 เทศกาลธรรมดาปี A

บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 30 เทศกาลธรรมดาปี A

“ความเป็นบุคคลทั้งครบของพระเยซูเจ้าเมื่อทรงอยู่ในโลกนี้ก็คือ ‘กิจการแห่งความรัก’ ดังนั้น เราสามารถให้ข้อสรุปความเชื่อของเราด้วยเพียงสองคำ คือ พระเยซูเจ้า และความรัก” พระดำรัสของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2005 ในช่วงใกล้ๆจบสิ้นปีแห่งศีลมหาสนิท ที่จริงแล้ว เราอาจลืมสิ่งอื่นๆ ในหนังสือพระคัมภีร์และเพียงแต่ดำเนินชีวิตตามบทบัญญัติแห่งความรักของพระเยซูเจ้า “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน” (ยน 15:12) เราก็จะทำให้ทุกสิ่งที่เขียนไว้ในกฎหมาย ในคำสอนของบรรดาประกาศก และในพระวรสารเกิดผลอย่างเต็มที่ จงจำไว้ว่าพระเยซูเจ้าทรงมอบหมายภารกิจเดียวให้เราคือ “รัก”

พระเยซูเจ้าทรงทราบถึงอันตรายของการรักแค่ตามกฎหมาย พระองค์จึงทรงวิพากษ์ความรักต่อกฎหมายของโมเสสของชาวฟาริสี เพราะว่าการกระทำเช่นนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการทำลาย “กฎแห่งความรัก” มากที่สุด พระวรสารของวันนี้อธิบายการทดสอบพระเยซูเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายของพวกฟาริสี ก่อนที่พระองค์จะทรงบอกว่าพวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคด (มธ 23) ความรักต่อกฎหมายอย่างไร้สาระของพวกฟาริสีเห็นได้ชัดจากคำถามของเขา “บัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ” ขอเตือนก่อนว่า พวกฟาริสีได้แบ่งกฎหมายของโมเสสเป็น 613 ข้อบัญญัติ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบัญญัติข้อใหญ่หรือเล็กจะมีบทลงโทษที่คู่ควรกัน ควบคู่มาด้วย

พระเยซูเจ้าทรงตอบพวกเขาโดยอ้างจาก 2 แหล่งของภาคพันธสัญญาเดิม คือ (a) จาก ฉธบ 6:5 “ท่านต้องรักองค์พระเป็นเจ้าพระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน” และ (b) จาก ลวต 19:18 “ท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง”

บทบัญญัติข้อแรก หรือส่วนแรกมาจาก Shema หรือการประกาศความเชื่อที่ผู้ชายชาวยิวทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจที่จะท่องออกมาทั้งตอนเช้า กลางวัน และกลางคืน (ฉธบ 6:4-9) แต่ของพระเยซูเจ้าทรงเน้นความสำคัญทั้งสองภาค หรือกล่าวได้ว่าทรงให้ความสำคัญภาคที่สองเท่าๆกับภาคแรก สรุปคือ เราไม่สามารถรักพระได้โดยที่เราไม่รักเพื่อนพี่น้องของเรา และในทางกลับกันด้วย

การเข้าใจเรื่องรักเพื่อนมนุษย์เป็นเรื่องที่คนเข้าใจไม่เหมือนกัน สำหรับพระเยซูเจ้า เพื่อนมนุษย์หมายถึงคนที่กำลังจะตายเพราะถูกทำร้ายนอนอยู่กลางถนน ในอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี อนึ่ง ในบทอ่านแรกของอาทิตย์นี้มาจากหนังสืออพยพบอกว่าเพื่อนมนุษย์ของชาวยิวคือคนต่างชาติ หญิงม่าย ลูกกำพร้า และคนยากคนจน เราควรจะพิจารณาด้วยว่าคนเหล่านี้เป็น “เพื่อนมนุษย์” ของเราหรือไม่

นักบุญออกัสตินได้เขียนไว้ว่า “จงรัก และจงทำสิ่งที่คุณพอใจ” ความหมายที่ท่านต้องการหมายถึงก็คือ ใครที่รักอย่างแท้จริง ย่อมไม่สามารถทำสิ่งที่ผิดได้ แต่ในปัจจุบัน เราอาจจะเห็นในสื่อชนิดต่างๆ ที่เปรียบเทียบความรักเท่ากับเรื่องเพศ ความพึงพอใจ อารมณ์ความรู้สึก และประโยชน์นิยม ซึ่งถือว่าเป็นการบิดเบือนความเข้าใจในเรื่องความรักของเรา มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งชื่อ Love Story ออกฉายในปี ค.ศ. 1970 ทำมาจากนวนิยายของ Erich Segal มีคำพูดในภาพยนตร์ที่ทำให้คนจดจำได้ คำนั้นคือ “รัก ต้องไม่มีคำว่า เสียใจ” แต่อันที่จริง คู่รักมักจะพูดคำว่า “ฉันเสียใจ” ค่อนข้างบ่อย เพราะความบกพร่องบ้าง ความผิดพลาดบ้าง นี่ทำให้เราเริ่มตระหนักว่า เรายังอยู่ห่างไกลจากคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ว่า “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน”

พระเจ้า-พระเยซูเจ้า ทรงเป็นความรัก ภาพของพระเยซูเจ้าที่ทรงโน้มองค์ลงล้างเท้าบรรดาอัครสาวก และพระวรกายที่โชกไปด้วยพระโลหิตขณะทรงถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน เป็นสัญลักษณ์ที่สูงส่งที่สุดของความรัก มีเรื่องของหญิงม่ายยากจนคนหนึ่งในประเทศอินเดีย เธอมีลูกชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ซึ่งมีความพิการทางสมองอย่างรุนแรง และเพื่อที่เธอจะมีเวลาดูแลลูกสาวเล็กๆอีกสองคนของเธอ จึงจำเป็นต้องส่งลูกชายไปอยู่ศูนย์ที่ช่วยดูแลผู้พิการทางสมอง ที่ดำเนินการโดยองค์กรทางศาสนา แต่หลังจากส่งลูกชายไปอยู่ที่ศูนย์นี้ได้เพียงสองสามวัน แม่ม่ายคนนั้นร้องไห้กลับไปที่ศูนย์ ไปหาพระสงฆ์ที่ดูแลศูนย์พูดว่า “คุณพ่อคะ ฉันเสียใจค่ะ ฉันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีลูกชายอยู่ด้วย ฉันขอนำตัวเขากลับไปอยู่ด้วยนะคะ” แต่นั้นมา จนทุกวันนี้ แม้เด็กชายคนนั้นจะมีพฤติกรรมที่รุนแรง และกรีดร้องบ่อยๆ (เพราะความผิดปกติของสมอง) แต่ก็จะเห็นผู้เป็นแม่อยู่เคียงข้าง คอยเอาใจใส่เขาด้วยความรัก นี่เป็นตัวอย่างของความรักที่ยินดีรับใช้ และเสียสละอุทิศตนที่น่ายกย่องจริงๆ และเป็นความรักในแบบที่พระเยซูเจ้าทรงหมายถึง

พระวาจาของพระเจ้าวันนี้เตือนใจเราให้ประกาศ “ข่าวดี ที่ว่า พระเจ้า-พระเยซูเจ้า ทรงเป็นความรัก” เราจะสามารถทำให้ความรักของเราเป็นท่วงทำนองของดนตรีอันไพเราะผสานกับความรักของพระเยซูเจ้าได้หรือไม่

(เขียนโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2017
Based on : Sunday Seeds for Daily Deeds โดย Francis Gonsalves, S.J.)

บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 30 เทศกาลธรรมดาปี A

หลายอาทิตย์ที่ผ่านมา พระวรสารโดยนักบุญมัทธิว ได้เล่าถึงเรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงตอบโต้กับบรรดาหัวหน้าสมณะ ผู้อาวุโสของประชาชน พวกฟาริสี และพรรคพวกของกษัตริย์เฮโรด และในพระวรสารของอาทิตย์นี้ยังรายงานว่า พระองค์ได้ทรงทำให้ชาวสะดูสีนิ่งอึ้งไป พวกฟาริสียินดียิ่งนักในเรื่องนี้ เพราะสองพวกนี้มีจุดยืนทางความเชื่อบางอย่างที่แตกต่างกัน กระนั้นก็ดี พวกฟาริสีก็ยังอยากเอาชนะพระเยซูเจ้า พวกเขามาชุมนุมกันและให้คนหนึ่งซึ่งเป็นบัณฑิตทางกฎหมายมาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกในธรรมบัญญัติ”

ในสมัยนั้นมีความพยายามที่จะแสวงหาข้อสรุปว่าอะไรเป็นบัญญัติเอก ที่บัญญัติข้ออื่นๆ ต้องขึ้นตรงต่อบัญญัตินั้น พระเยซูเจ้าตรัสตอบได้ทันทีว่า “ท่านจะต้องรักองค์พระเป็นเจ้าพระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน นี่คือบทบัญญัติเอก” โดยทรงยกข้อความนี้มาจากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิม ข้อความนี้ชาวยิวทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างมาก เป็นคำพูดที่ชาวยิวจำติดใจในการที่จะต้องประกาศความเชื่อของตน ผู้นับถือศาสนายิวจะภาวนาด้วยคำเหล่านี้ในตอนเช้า และในเวลาค่ำเรื่อยไปจนตลอดชีวิต มันเป็นประโยคแรกที่เด็กชาวยิวต้องเรียนรู้ และชาวยิวทุกคนหวังว่าจะเป็นประโยคสุดท้ายที่เปล่งออกมาก่อนสิ้นลมปราณ

ดังนั้น คำตอบเพียงเท่านี้ก็เป็นที่พึงพอใจของบัณฑิตทางกฎหมาย และพวกฟาริสีแล้ว แต่ช้าก่อนยังมีมากกว่านั้น พระเยซูเจ้าทรงบอกว่านั่นเป็นเพียงข้อแรก ข้อที่สองทรงอ้างจากหนังสือเลวีนิติในพันธสัญญาเดิมเช่นกัน “ท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกก็ขึ้นอยู่กับบทบัญญัติสองประการนี้” พวกเขาคงจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่พระองค์ทรงนำทั้งสองข้อมาไว้รวมกัน

ณ ที่นี้เอง ที่พระเยซูเจ้าทรงอธิบายถึงขาทั้งสองข้างของชีวิตคริสตชนที่สมบูรณ์ บางคนคิดจะยืนด้วยขาเพียงข้างเดียว เขารักพระแต่ไม่รักเพื่อนมนุษย์ เขาต้องการมีชีวิตจิตที่เป็นส่วนบุคคล เป็นส่วนตัว ไม่ขึ้นกับโลก แต่พระเยซูเจ้าทรงเรียกเราให้มาเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมแห่งความเชื่อ คือพระศาสนจักร เพื่อที่จะแผ่ขยายพระเมตตารักของพระองค์ไปยังผู้อื่น และเป็นเครื่องมือนำสันติภาพของพระองค์

บางคนอาจทำตรงกันข้าม เขาอาจจะรักพี่น้องเพื่อนมนุษย์ แต่ไม่มีสัมพันธภาพใดๆ กับพระ บางครั้งเราอาจจะได้ยินคนหนึ่งพูดว่า “ฉันเป็นคนดี ฉันไม่ขโมย ฉันไม่ทำร้ายใคร ฉันช่วยเหลือเพื่อนบ้านของฉัน” แต่แท้จริงแล้ว ในฐานะคริสตชน เราได้รับการเรียกมาให้มีความสัมพันธ์ที่มีชีวิตกับพระคริสตเจ้า เราถูกเรียกมาให้มีประสบการณ์การอยู่ร่วมกันแบบ พระตรีเอกภาพ ซึ่งเป็นขั้นของชีวิตเหนือธรรมชาติ

มีเรื่องเล่าว่า นักหนังสือพิมพ์ชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งประกาศตนว่าเป็นคนไม่มีศาสนา ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า ต้องการไปเยี่ยมศูนย์ดูแลคนโรคเรื้อน ที่ซิสเตอร์นักบวชคณะหนึ่งทำงานอยู่ ทั้งนี้ เพราะเขาต้องการจะรายงานตรงเพื่อให้ข้อมูลและเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านของเขา เมื่อนัดหมายไว้แล้ว เขาก็ไปที่นั่น คุณแม่อธิการออกมาต้อนรับเขาด้วยตัวเอง พาเขาไปดูสถานที่โดยรวม และดูคนโรคเรื้อนที่อยู่ในศูนย์ด้วย ตามที่เราทาบว่า โรคเรื้อนเป็นโรคที่น่าสะพรึงกลัวมาก นักหนังสือพิมพ์นั้นแต่แรกเมื่อเห็นก็ตกใจ และอยากจะถอนตัวด้วยซ้ำ แต่เขาก็ประทับใจมากกับการอุทิศตนของซิสเตอร์คนหนึ่ง เขาเห็นว่าซิสเตอร์คนนั้นคอยดูแลเอาใจใส่คนโรคเรื้อนเหล่านั้นอย่างร่าเริง ทำด้วยความรักความเมตตาอย่างเห็นได้ชัด เธอปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับว่าพวกเขาเป็นคนที่น่ารักน่าเทิดทูนที่สุดในโลก เขารู้สึกประหลาดใจมาก ทนความสงสัยไว้ไม่ไหว จึงพูดกับซิสเตอร์นั้นว่า “ซิสเตอร์ครับ เป็นผมจะไม่ทำงานนี้ แม้จะให้เงินเป็นล้านก็ตาม” ซิสเตอร์ยิ้ม และพูดว่า “ฉันก็เช่นกันค่ะ” และเธอก็หันไปเอาใจใส่คนไข้เหล่านั้นต่อไป ชายนั้นตกตะลึงนิ่งอยู่สักครู่ พลางครุ่นคิดได้ว่าบรรดาซิสเตอร์เหล่านี้ไม่ได้ทำงานรับใช้นี้เพื่อเห็นแก่เงิน แต่เพราะพวกเธอมีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า บทพิสูจน์ที่ชัดแจ้งของความรักต่อพระเจ้าก็คือการรับใช้ประชากรของพระ โดยเฉพาะในบรรดาผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือ ที่ไม่มีอำนาจ และที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ กล่าวโดยสรุป ต่อมานักหนังสือพิมพ์คนนั้นกลับมารับศีลล้างบาปเป็นคริสตชน โดยเขากล่าวว่า “ศาสนาที่สอนการอุทิศตนอย่างแท้จริง โดยปราศจากการคิดถึงตนเอง เพื่อบริการรับใช้บรรดาคนที่ต่ำต้อย คนที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เช่นนี้ ต้องเป็นศาสนาที่เที่ยงแท้ ทำให้ฉันเชื่อว่า พระเจ้าทรงมีอยู่จริง ผู้ซึ่งเป็นพระบิดาของเราทั้งมวล และความรักของพระองค์แผ่ไพศาลออกไปแบบไม่มีขอบเขต” (- เรื่องเล่าจาก Your Word, O Lord, Are Spirit, and They Are Life – Year A ; โดย Fr James Valladares)

ดังนั้น พระเยซูเจ้าทรงสอนเราให้ดำรงชีวิตคริสตชนที่สมบูรณ์แบบ คือรักพระอย่างที่สุด และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง เราต้องยืนด้วยขาแห่งความมั่นคงทั้งสองข้างนี้

เลิกเป็นกระต่ายขาเดียวสักที

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2008)

สรุปเนื้อหาสมณสาส์นเวียนด้านสังคมของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
“ทุกคนต่างเป็นพี่น้องกัน – Fratelli Tutti”

สรุปเนื้อหาสมณสาส์นเวียนด้านสังคมของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส
“ทุกคนต่างเป็นพี่น้องกัน - Fratelli Tutti”

สมเด็จพระสันตะปาปากับเยาวชนนานาชาติ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงชี้ให้เห็นว่าภราดรภาพและมิตรภาพ (กัลยาณมิตร) ทางสังคม คือหนทางในการสร้างโลกที่ดีกว่า ความยุติธรรมและสันติสุขปรากฎขึ้นได้มากกว่าโดยอาศัยความร่วมมือของทุกคนและทุกสถาบัน ทุกองค์กร  พระองค์ทรงเน้นเป็นพิเศษว่าพวกเราจะต้องระงับสงครามและโลกาภิวัตน์ที่เอารัดเอาเปรียบมุ่งแต่ผลประโยชน์ตนเองโดยไม่สนใจใยดีต่อผู้อื่น

        นี่ช่างเป็นอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร แต่ก็ยังเป็นหนทางที่สัมผัสได้ด้วยสำหรับบุคคลทุกชนชั้น ซึ่งปรารถนาที่จะสร้างโลกที่มีความยุติธรรมและมีภราดรภาพมากกว่าในความสัมพันธ์ตามปกติ ทั้งในชีวิตสังคม ในทางการเมือง และสถาบันของพวกเขา?  นี่เป็นเรื่องใหญ่ เนื้อหาใจความของสมณสาส์นเวียน “ทุกคนต่างเป็นพี่น้องกัน – Fratelli Tutti” ซึ่งมุ่งที่จะให้คำตอบ  พระสันตะปาปาฟรานซิสตรัสว่า สมณสาส์นเวียนฉบับนี้ดุจเป็น “สมณสาส์นเวียนด้านสังคม” (ข้อ 6) ที่ยืมหัวข้อมาจาก “คำเตือนใจ” ของนักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซีผู้ที่ใช้คำนี้ในการ “ทักทายพี่น้องของท่าน และเสนอวิถีชีวิตที่เน้นถึงคุณค่าแห่งพระวรสาร” (ข้อ 1) “Poverello” (เพื่อนที่ยากจนน่าสงสาร) ของท่านนักบุญไม่ได้หมายถึงการสู้รบด้วยวาทะหรือการปะคารม ทว่าความเชื่อผลักดันท่านในการเผยแผ่ความรักของพระเจ้า”  พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงอักษรว่า “ท่านนักบุญได้กลายเป็นบิดาของทุกคนและเป็นแรงบันดาลใจให้เห็นถึงวิสัยทัศน์แห่งสังคมแบบภราดรภาพ” (ข้อ 2-4)  สมณสาส์นเวียนฉบับนี้มุ่งส่งเสริมแรงบันดาลใจสากลสู่ภราดรภาพและสังคมแห่งมิตรภาพ หรือกัลยาณมิตร เริ่มต้นจากการเป็นสมาชิกร่วมของพวกเราในครอบครัวมนุษยชาติ จากการยอมรับว่าพวกเราล้วนเป็นพี่น้องกัน เพราะว่าพวกเราต่างเป็นลูกของพระผู้สร้างหนึ่งเดียวกัน ทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกัน ดังนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องรับรู้ว่าในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีความเชื่อมโยงกัน จำเป็นต้องร่วมมือร่วมใจกันเท่านั้นที่ทำให้พวกเราจะอยู่รอดได้  เอกสารภราดรภาพมนุษย์ที่ลงนามโดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสและ มหาอีหม่ามแห่งอัลลาซา ประเทศอียิปต์ (Grand Imam of Al-Azhar) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2019 ณ กรุงอาบู ดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับอีมิเรต อันมีอิทธิพลในการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งถูกนำมาอ้างอิงหลายครั้งหลายครา  ภราดรภาพควรที่จะได้รับการสนับสนุนไม่ใช่เพียงด้วยวาจาสวยหรู แต่ต้องด้วยการลงมือปฏิบัติ การกระทำอย่างรูปธรรมทำให้สัมผัสได้กับ “ประเภทของการเมืองที่ดีกว่า” ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ด้านการเงิน แต่เพื่อการบริการรับใช้ความดีประโยชน์สุขส่วนรวม สามารถเชิดชูศักดิ์ศรีของทุกคนให้เป็นศูนย์กลาง และสร้างหลักประกันให้ทุกคนมีงานทำ เพื่อว่าแต่ละคนจะได้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง ต้องเป็นลักษณะการเมืองที่ปราศจากซึ่งประชานิยม สามารถที่จะหาทางแก้ปัญหาสิ่งที่โจมตีสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และมุ่งที่จะขจัดความหิวโหยและการค้ามนุษย์ ในขณะเดียวกันสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเน้นว่า โลกที่มีความยุติธรรมมากกว่าจะบรรลุได้ด้วยการส่งเสริมสันติสุข ซึ่งไม่เพียงแต่จะปราศจากซึ่งสงครามเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ต้องมี “ยุทธวิธี” ด้วย  ซึ่งเป็นงานที่ต้องการความร่วมมือของทุกคน โดยที่มีการเชื่อมโยงกับความจริง สันติสุข และการคืนดีกันต้องเป็นการปฏิบัติ “อย่างจริงจัง” ต้องทำเพื่อความยุติธรรมโดยอาศัยการเสวนาเพื่อการพัฒนาร่วมกัน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้พระสันตะปาปาต้องประณามสงคราม ซึ่งเป็นการปฏิเสธ “สิทธิ” ทุกอย่าง และเป็นสิ่งที่ไม่อาจที่จะเข้าใจได้แม้ในรูปแบบของความชอบธรรมที่ตนสมมุติขึ้นมา เพราะสงครามนิวเคลียร์ อาวุธเคมีและชีวภาพได้ก่อผลร้ายให้กับประชากรผู้บริสุทธิ์  นอกจากนี้แล้วพวกเราต้องปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อโทษประหารชีวิตซึ่งมีคำจำกัดความว่า “ยอมรับไม่ได้” และเป็นศูนย์กลางแห่งการไตร่ตรองถึงการให้อภัยที่เชื่อมโยงกับความเข้าใจเกี่ยวกับความยุติธรรม  การให้อภัยไม่ได้หมายถึงการลืมและไม่ใช่การยกเลิกการปกป้องสิทธิในการรักษาศักดิ์ศรีของตนซึ่งเป็นของขวัญของพระเจ้า ภูมิหลังของสมณสาส์นเวียนนี้ สืบเนื่องมาจากภัยพิบัติของโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งพระสันตะปาปาฟรานซิสเผยว่าเป็น “สิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่พวกเราไม่ได้คาดคิด” ในขณะที่พระองค์กำลังอักษรสมณสาส์นฉบับนี้ แต่ความเร่งด่วนเกี่ยวกับสุขภาพชีวิตชาวโลกได้แสดงให้พวกเราเห็นว่า “ไม่มีผู้ใดสามารถเผชิญหน้ากับชีวิตได้โดยลำพัง” และเวลามาถึงแล้วที่จะต้อง “ฝันในบ้านที่พวกเราเป็นครอบครัวมนุษย์เดียวกัน” ซึ่งพวกเราต่างเป็นพี่น้องกัน (ข้อ 7-8)

ปัญหาของโลกาภิวัตน์ การปฏิบัติในโลกาภิวัตน์

โดยอาศัยการเปิดตัวของสมณสาส์นเวียนด้วยบทนำสั้นๆ และแบ่งเนื้อหาออกเป็น 8 บทในเนื้อหาสมณสาส์นเวียนฉบับนี้ พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงอธิบายว่าเนื้อหาสาระในสมณสาส์นนี้รวบรวมคำแถลงการณ์หลายครั้งของพระองค์เกี่ยวกับภราดรภาพและมิตรภาพทางสังคม แต่มีการจัดการไตร่ตรองในบริบทที่กว้างๆ พร้อมกับเสริมด้วยจดหมายและเอกสารหลายฉบับที่ส่งมายังสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจากทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มชนทั่วโลก” (ข้อ 5) ในบทแรก “เมฆทึบปกคลุมโลกที่ปิดกั้นตัวเองเนื้อหาของเอกสารไตร่ตรองถึงความเพี้ยนแห่งยุคร่วมสมัย การบิดเบี้ยวและสร้างความเข้าใจผิดต่างๆ เช่น ประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม การสูญเสียความหมายของชุมชนสังคม และประวัติศาสตร์ การเห็นแก่ตัวและการวางตนเฉยต่อความดีประโยชน์สุขส่วนรวม ความสำคัญแห่งตรรกะเรื่องตลาดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกำไร และวัฒนธรรมแห่งการกินทิ้งกินขว้าง การว่างงาน การแบ่งแยกผิว ความยากจน สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงการหลงผิดต่างๆ เช่น การเป็นทาส การค้ามนุษย์ สตรีที่เป็นเบี้ยล่างถูกบังคับให้ทำแท้ง และการค้าอวัยวะมนุษย์ (ข้อ 10-24)  เนื้อหาได้พูดถึงปัญหาโลกาภิวัตน์ที่เรียกร้องให้มีการกระทำแบบโลกาภิวัตน์ พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเน้นพร้อมกับย่ำระฆังเตือนให้ระวัง “วัฒนธรรมของการสร้างกำแพง”  ที่ส่งเสริมการขยายตัวขององค์กรอาชญากรรมที่โหมด้วยการกระทำให้เกิดความกลัว และการอยู่อย่างสันโดษ (ข้อ 27-28) ยิ่งไปกว่านั้นทุกวันนี้พวกเราสังเกตได้ว่าจริยธรรมยิ่งวันยิ่งจะเสื่อมลง (ข้อ 29) ซึ่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่งโดยสื่อสารมวลชนจะเติมเชื้อเพลิงโหมไฟให้กับการไม่ให้ความเคารพต่อผู้อื่นพร้อมกับทำลายความอหิงสาไปทั้งหมดจนก่อให้เกิดวัฎจักรแห่งการอยู่อย่างสันโดษ และยึดเอาตนเองเป็นใหญ่ซึ่งเสรีภาพจะกลายเป็นภาพลวงตา และการเสวนาจะไม่สร้างสรรค์ (ข้อ 42-50)

ความรักสร้างสะพาน: ชาวสะมาเรียผู้ใจดี

ทว่าท่ามกลางความมืดมนมากมายสมณสาส์นเวียนตอบสนองด้วยตัวอย่างที่ชัดเจน ซึ่งเป็นการป่าวประกาศให้มีความหวังด้วยเรื่องของชาวสะมาเรียผู้ใจดี บทที่สอง “คนแปลกหน้าบนท้องถนน” อุทิศให้กับภาพพจน์นี้ ในบทนี้พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเน้นว่าในสงคมที่กำลังป่วย ได้หันหลังให้กับความทุกข์และกลายเป็นบุคคลที่ “ไม่รู้จัก” การดูแลเอาใจใส่คนที่อ่อนแอและเปราะบาง (ข้อ 64-65) พวกเราทุกคนถูกเรียกร้องให้ต้องเป็นดุจชาวสะมาเรียผู้ใจดี ให้เป็นเพื่อนบ้านต่อผู้อื่น (ข้อ 81) ให้เอาชนะต่อความลำเอียง ผลประโยชน์ส่วนตัว เครื่องกีดขวางแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ความจริงเราทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างสังคมที่สามารถรวม ผนึกกำลังร่วมกัน และยกระดับผู้ที่ล้มลงและมีทุกข์ (ข้อ 77)  ความรักสร้างสะพานและ  “พวกเราถูกสร้างมาเพื่อความรัก” (ข้อ 88) พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงตรัสเพิ่มพร้อมกับเตือนใจบรรดาคริสตชนให้รับรู้เมื่อพบกับทุกคนที่ถูกทอดทิ้ง (ข้อ 85) หลักการแห่งความสามารถที่จะรักตาม “มิติสากล” (ข้อ 83) มีการกล่าวถึงในบทที่สาม “การพิจารณาไตร่ตรองและก่อให้เกิดโลกที่เปิดกว้างในบทนี้พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเตือนใจพวกเราให้ออก “ไปข้างนอก อกกจากตนเอง” เพื่อที่จะพบ “การมีชีวิตที่สมบูรณ์กว่าในผู้อื่น”  (ข้อ 88) เปิดใจพวกเราให้กับผู้อื่นตามพลวัตแห่งความรักความเมตตาซึ่งทำให้พวกเราเอนเอียงไปสู่ “ความสำเร็จสากล” (ข้อ 95) ในภูมิหลังสมณสาส์นเวียนเตือนใจพวกเราว่าสถานภาพชีวิตฝ่ายจิตแห่งชีวิตของบุคคลจะถูกวัดด้วยความรักซึ่งจะมา “เป็นอันดับหนึ่ง” เสมอ และนี่แหละจะนำให้พวกเราแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าสำหรับชีวิตของผู้อื่นที่ห่างไกลจากการเห็นแก่ตัว (ข้อ 92-93)

สิทธิอันไม่มีพรมแดน ผู้อพยพ: การปกครองสากลเพื่อการวางแผนระยะยาว

ในขณะที่ส่วนหนึ่งของบทที่สองและบทที่สี่ทั้งบทอุทิศให้กับเรื่องผู้อพยพ บทที่สี่ที่มีชื่อว่า “หัวใจที่เปิดกว้างสู่โลกทั้งโลก” เมื่อชีวิตของผู้คนต้องตกอยู่ใน “ความเสี่ยง” (ข้อ 37) หลายคนต้องหนีสงคราม การเบียดเบียน ภัยธรรมชาติ การค้ามนุษย์ ถูกตัดขาดจากชุมชนของตนเอง ผู้อพยพควรได้รับการต้อนรับ ได้รับการคุ้มครอง ได้รับการสนับสนุนให้ผนึกเข้าอยู่ในสังคม การอพยพที่ไม่มีความจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง พระสันตะปาปาทรงยืนยัน โดยการสร้างโอกาสที่เป็นรูปธรรมให้ประชาชนดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในบ้านเกิดเมืองนอนของตน แต่ในขณะเดียวกันพวกเราจำเป็นต้องให้ความเคารพต่อสิทธิที่พวกเขาจะไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าที่อื่น ในประเทศที่เป็นเจ้าภาพสมดุลที่ดีต้องมีระหว่างการให้การคุ้มครองสิทธิแห่งประชากรของตนและการต้อนรับและให้ความช่วยเหลือต่อผู้อพยพ (ข้อ 38-40)  พระสันตะปาปาทรงชี้ให้เห็นเป็นพิเศษถึง “หลายขั้นตอนที่จะละเว้นมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตอบสนองต่อผู้ที่ลี้ภัยกับวิกฤติของการละเมิดมนุษยธรรมอย่างแสนสาหัส”   เช่น การอำนวยความสะดวกในการการออกวีซ่า เปิดประตูให้กับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สร้างหลักประกันให้ผู้อพยพได้มีที่พักอาศัย  มีความปลอดภัย มีบริการที่จำเป็น เปิดโอกาสให้มีงานทำ และมีการฝึกอาชีพ สนับสนุนให้สมาชิกครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน คุ้มครองผู้เยาว์  รับประกันเสรีภาพในการนับถือศาสนา ส่งเสริมให้เข้าอยู่ในสังคม  สันตะบิดรยังเรียกร้องให้มีความคิดด้านสังคมถึงเรื่อง “การเป็นประชากรอย่างสมบูรณ์” และปฏิเสธการแยกชนชั้นโดยเลิกใช้คำว่า “ชนกลุ่มน้อย” (ข้อ 129-131) สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดก็คือการปกครองโลกซึ่งเป็นความร่วมมือสากลเพื่อการอพยพ ซึ่งต้องมีการวางแผนระยะยาวโดยก้าวข้ามความเร่งด่วนแต่อย่างเดียว (ข้อ 132) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทุกคนโดยมีพื้นฐานอยู่บนหลักการแห่งการให้แบบเปล่าๆ  โดยอาศัยวิธีนี้ประเทศต่างๆ จะสามารถคิดในฐานะที่พวกเราเป็น “ครอบครัวมนุษย์” (ข้อ 139-141) คนอื่นที่แตกต่างจากพวกเราเป็นของขวัญและเป็นความมั่งคั่งสำหรับทุกคน เพราะว่าความแตกต่างหมายถึงโอกาสที่จะทำให้เราเจริญเติบโต (ข้อ 133-135) วัฒนธรรมที่ดีเป็นวัฒนธรรมที่ให้การต้อนรับที่สามารถเปิดหัวใจของผู้อื่นโดยไม่ต้องปฏิเสธวัฒนธรรมของตนเองพร้อมกับมอบสิ่งที่ดีงามให้กับพวกเขา  เฉกเช่นรูปทรงที่มีหลายมุมซี่งเป็นภาพพจน์โปรดของพระสันตะปาปาฟรานซิส การมองโลกแบบองค์รวมทั้งครบย่อมจะดีกว่าเพียงส่วนเดียว ทว่าคุณค่าของแต่ละส่วนต้องได้รับความเคารพด้วย (ข้อ 145-146)

การเมือง: รูปแบบที่มีคุณค่าแห่งความรักเมตตา

เนื้อหาในบทที่ห้าคือ “ประเภทของการเมืองที่ดีกว่า” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่มีค่ามากที่สุดแห่งความรัก เพราะว่านั่นมีเพื่อการบริการรับใช้ต่อความดีประโยชน์สุขส่วนรวม (ข้อ 180) และการรับรู้อย่างดีถึงความสำคัญของประชาชน เข้าใจดีว่านั่นเป็นการเมืองที่เปิดกว้างพร้อมที่จะให้มีการอภิปรายและการเสวนา (ข้อ 160) ตามข้อสังเกตของสมเด็จพระสันตะปาปา ในมุมมองหนึ่งนี่เป็นประชานิยม ซึ่งเผชิญหน้ากับ “ประชานิยม” นั้นที่ไม่สนใจใยดีกับความถูกต้องของความเข้าใจของคำว่า “ประชาชน” โดยสร้างความนิยมเพื่อที่จะเอารัดเอาเปรียบพวกเขาเพื่อรับใช้ตนเอง และสร้างการเห็นแก่ตัวเพื่อที่จะเพิ่มความนิยมของตนเอง (ข้อ 159)  แต่การเมืองที่ดีกว่ายังเป็นการเมืองที่ปกป้องแรงงานด้วย ซึ่งเป็น “ปัจจัยที่สำคัญยิ่งในชีวิตสังคม” และหาโอกาสในการสร้างหลักประกันให้ทุกคนมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตน (ข้อ 162) พระสันตะปาปาทรงอธิบายว่าความช่วยเหลือที่ดีที่สุดต่อคนยากจนไม่ใช่มีแต่ให้เงิน ซึ่งเป็นความช่วยเหลือแบบชั่วคราว แต่ต้องทำให้พวกเขามีชีวิตที่มีศักดิ๋ศรีโดยอาศัยการทำงาน นโยบายต่อต้านความยากจนที่ดีจริง ไม่เพียงแต่ทำใหคนยากจนไม่ก้าวร้าว แต่จะต้องส่งเสริมพวกเขาในมิติแห่งความเอื้ออาทรและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อ 187) ยิ่งกว่านั้นหน้าที่ของการเมืองจะต้องหาทางแก้ปัญหาให้กับทุกสิ่งที่มาทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เช่น การถูกตัดขาดออกจากสังคม การค้าอวัยวะมนุษย์ การค้าอาวุธและยาเสพติด การเอารัดเอาเปรียบเรื่องเพศ การทำงานเยี่ยงทาส การก่อการร้าย และองค์กรอาชญากรรม พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงย้ำการอุทธรณ์ให้เลิกการค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาดอันเป็น “ต้นเหตุแห่งความอับอายของมนุษย์” และความหิวโหยซึ่งเป็น “อาชญากรรม” เพราะว่าอาหารเป็น “สิทธิอันจะล่วงละเมิดเสียมิได้” (ข้อ 188-189)

ตลาดการค้าในตัวเองไม่สามารถแก้ไขได้ทุกปัญหา ต้องมีการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ

อัศจรรย์ของความใจดี

        ตั้งแต่บทที่หก “การเสวนาและมิตรภาพในสังคม” สร้างความเข้าใจเรื่องชีวิตให้ดียิ่งขึ้นว่าเป็น “ศิลปะแห่งการพบปะกัน” กับทุกคน แม้กับผู้ที่อยู่ตามชายขอบของโลกและกับคนพื้นเมือง เพราะว่า “พวกเราแต่ละคนสามารถเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากผู้อื่น ไม่มีผู้ใดไร้ค่า และไม่มีผู้ใดที่จะทอดทิ้งไว้ข้างหลัง” (ข้อ 215) อันที่จริงแล้วการเสวนาที่ดีคือสิ่งที่จะทำให้พวกเราเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของเขา และที่สำคัญคือความจริงแห่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเขา ลัทธิอนุโลมนิยมไม่ใช่การแก้ปัญหาดังที่พวกเราอ่านในสมณสาส์นเวียน เพราะหากปราศจากซึ่งหลักการสากลและหลักคุณธรรมที่ระงับมความชั่วภายใน กฎหมายก็จะกลายเป็นเพียงข้อบังคับที่คิดขึ้นมาเอง (ข้อ 206) จากมุมมองนี้บทบาทพิเศษตกเป็นของสื่อสารสังคมซึ่งปราศจากการเอารัดเอาเปรียบความอ่อนแอของมนุษย์ และการนำเอาสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในตัวเรามาตีแผ่ จะต้องนำพาให้ทุกคนไปสู่การพบปะกันด้วยใจกว้างและการไม่ปิดกั้นคนที่ต่ำต้อยที่สุด ต้องส่งเสริมความใกล้ชิดกันและความหมายแห่งครอบครัวมนุษย์ (ข้อ 205) นั้นแหละจึงจะหมายถึงการที่พระสันตะปาปากล่าวถึงอัศจรรย์แห่ง “ความใจดี การมีน้ำใจ” ซึ่งเป็นทัศนคติที่พวกเราต้องฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เพราะว่านี่เป็นดวงดารา “ที่ให้ความสว่างท่ามกลางความมืด” และ “ทำให้พวกเราเป็นไทจากความโหดร้าย … การร้อนอกร้อนใจอย่างกระวนกระวาย … การเร่งรีบทำงานอย่างบ้าคลั่ง เน้นผลงาน” ซึ่งมักจะกระทำกันอยู่ในยุคร่วมสมัย พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงอักษรว่าคนที่ใจดีจะสร้างความเป็นอยู่ร่วมกันที่ดี และเปิดทางในสถานที่ซึ่งความโกรธนั้นย่อมเผาสะพาน (ข้อ 222-224)

ศิลปะแห่งสันติสุขและความสำคัญของการให้อภัย

คุณค่าและการส่งเสริมสันติจะสะท้อนให้เราเห็นในบทที่เจ็ด “หนทางในการฟื้นฟูการพบปะกันซึ่งพระสันตะปาปาทรงย้ำว่าสันติสุขนั้นเชื่อมโยงกับความจริง ความยุติธรรม และความเมตตา ซึ่งห่างไกลจากความปรารถนาที่จะแก้แค้น นี่เป็น “การกระทำเชิงบวก” และมีเป้าหมายที่จะสร้างสังคมบนพื้นฐานแห่งการรับใช้ผู้อื่น และการติดตามการคืนดีกันพร้อมกับการพัฒนาซึ่งกันและกัน (ข้อ 227-229) ทุกคนในสังคมต้องรู้สึก “ความเป็นกันเอง” พระสันตะปาปาตรัสต่อไปว่า ดังนั้นสันติสุขจึงเป็น “ศิลปะ” ที่หมายถึงการให้ความเคารพต่อทุกคนและทุกคนต่างต้องทำหน้าที่ของตนเอง  การสร้างสันติสุขเป็น “ความพยายามที่เปิดกว้าง เป็นภาระที่ไม่มีวันสิ้นสุด” เพราะฉะนั้นจึงมีความสำคัญที่ต้องนำพาบุคคล ศักดิ์ศรีของเขา และความดีประโยชน์สุขส่วนรวมเป็นศูนย์กลางแห่งการกระทำทุกอย่าง (ข้อ 230-232) การให้อภัยเชื่อมโยงกันกับสันติสุข  พวกเราต้องรักทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น นี่เป็นคำชี้นำของสมณสาส์นเวียนฉบับนี้  ทว่าการรักผู้ที่ข่มเหงพวกเรานั้นหมายถึงการช่วยเขาให้เปลี่ยนใจและไม่ปล่อยให้เขาข่มเหงเพื่อนบ้านอีกต่อไป ตรงกันข้าม ผู้ที่ได้รับทุกข์เพราะความอยุติธรรมต้องปกป้องสิทธิของตนอย่างเข้มแข็ง เพื่อที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง ซึ่งเป็นของขวัญของพระเจ้า (ข้อ 241-242) การให้อภัยไม่ได้หมายความการไม่ต้องรับโทษ แต่เป็นความชอบธรรมและความทรงจำ เพราะว่าการให้อภัยไม่ได้หมายความว่าเป็นการลืม แต่เป็นการปฏิเสธอำนาจทำลายแห่งความชั่ว และความปรารถนาที่จะแก้แค้น จงอย่าได้ลืมความน่ากลัวแห่งหายนะการสังหารหมู่ ระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากี การเบียดเบียน และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พระสันตะปาปาฟรานซิสเตือนใจอีกว่า พวกเราต้องจำสิ่งเหล่านี้ไว้เสมอเพื่อที่พวกเราจะไม่ถูกฉีดยาชา และดำรงไว้ซึ่งเปลวไฟแห่งมโนธรรมร่วมของพวกเราจะได้ลุกโชติช่วงอยู่เสมอ นี่ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันที่ต้องจดจำคนดีและคนที่เลือกการให้อภัยและภราดรภาพ (ข้อ 246-252)

ขอย้ำเตือนต้องไม่มีสงครามอีกต่อไป สงครามเป็นความล้มเหลวของมนุษยชาติ

ส่วนหนึ่งของบทที่เจ็ดจะมุ่งประเด็นไปที่สงครามซึ่งไม่ใช่ “ปีศาจจากอดีต” พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเน้น “แต่สงครามคือการคุมคามอยู่เสมอ” และสงครามเป็น “การปฏิเสธสิทธิทุกชนิด” “สงครามเป็นความล้มเหลวของการเมืองและของมนุษยชาติ” และเป็น “ความปราชัยอย่างสิ้นเชิงต่อพลังแห่งความชั่ว” ที่ฝังอยู่ใน “ห้วงเหว” ของความชั่วร้าย  ยิ่งไปกว่านั้นอีกเพราะเอาวุธนิเคลียร์ สารเคมี และชีวภาพที่ทำลายพลเรือนผู้บริสุทธิ์มากมาย วันนี้พวกเราไม่อาจคิดเฉกเช่นในอดีตถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับ “สงครามที่ชอบธรรม” ได้อีกต่อไป และพวกเราต้องยืนยันอย่างเข้มแข็งว่า “จะต้องไม่มีสงครามอีกต่อไป” เมื่อคิดว่าเรากำลังมีประเสบการณ์กับ “สงครามโลกที่ต่อสู้กันเป็นหย่อมๆ” เพราะว่าความขัดแย้งทุกอย่างเชื่อมโยงกัน การทำลายอย่างสิ้นเชิงของอาวุธนิวเคลียร์เป็น “สิ่งต้องห้ามเชิงจริยธรรมและกฎแห่งความเป็นมนุษย์” ด้วยจำนวนเงินที่ลงทุนไปกับอาวุธสงครม พระสันตะปาปาทรงเสนอว่าน่าจะนำเงินไปเป็นกองทุนสากลเพื่อที่จะขจัดความโหยหิว (ข้อ 255-262)

 

โทษประหารชีวิตยอมรับไม่ได้และจะต้องยกเลิกไป

พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และจะต้องยกเลิกไป เพราะว่า “แม้แต่ฆาตกรก็ไม่สูญเสียศักดิ์ศรีของตนไป” พระสันตะปาปาทรงอักษรว่า “พระเจ้าเองก็ทรงให้ประกันกับเรื่องนี้”  จากประเด็นนี้จึงมีข้อเตือนใจสองประการด้วยกัน: อย่ามองการลงโทษว่าเป็นการแก้แค้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเยียวยา และการนำคืนเข้าสู่สังคม และเพื่อที่จะปรับปรุงสภาพเรือนจำโดยเห็นแก่การให้ความเคารพต่อศักดิ์ศรีของนักโทษ และให้พิจารณาด้วยว่า “การจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษประหารอย่างลับๆ” (ข้อ 263-269) มีการเน้นถึงความจำเป็นที่ต้องให้ความเคารพต่อ “ความศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต” ซึ่งทุกวันนี้ปรากฏว่า “ในบางภาคส่วนแห่งครอบครัวมนุษย์ยังมีการละเมิดกันอยู่” เช่นทารกที่ยังไม่เกิด คนยากจน คนพิการ และคนชรา (ข้อ 18)

การรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ในบทที่แปดซึ่งเป็นบทสุดท้ายพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเน้นเรื่อง “ศาสนาเพื่อรับใช้ภราดรภาพในโลกของพวกเรา” และมีการย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การใช้ความรุนแรงไม่มีที่ยืนในความเชื่อทางศาสนา นั่นตั้งอยู่ในความเข้าใจที่ผิดเพี้ยน ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ “สมควรจะได้รับการประณามอย่างรุนแรง” เช่นการก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องที่มาจากศาสนา แต่เป็นการตีความที่เพี้ยนจากความเชื่อทางศาสนา เช่นเดียวกับ “นโยบายที่เชื่อมโยงกับความหิวโหย ความยากจน ความอยุติธรรม และการกดขี่ข่มเหง” การก่อการร้ายต้องไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยเงินหรืออาวุธ และร้ายกว่านั้นจากสื่อสารสังคม เพราะว่าเป็นอาชญากรรมสากลต่อความปลอดภัยและสันติภาพแห่งโลก และเมื่อเป็นเช่นนี้ต้องได้รับการประณาม (ข้อ 282-283) ในขณะเดียวกันพระสันตะปาปาทรงย้ำว่าการเดินทางแห่งสันติภาพท่ามกลางศาสนาต่างๆ นั้นมีความเป็นไปได้และเพราะฉะนั้นจึงต้องมีหลักประกันในเสรีภาพของการนับถือศาสนาซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์สำหรับผู้ที่มีความเชื่อทุกคน (ข้อ 279) สมณสาส์นเวียนฉบับนี้ไตร่ตรองเป็นพิเศษถึงบทบาทของพระศาสนจักร: มีการประกาศว่าพระศาสนจักรมิได้ “จำกัดพันธกิจของตนเองอยู่แต่ในบริบทส่วนตัวของตน” พระศาสนจักรมิได้อยู่ที่ชายขอบของสังคม และในขณะที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง พระศาสนจักรก็ไม่ปฏิเสธมิติการเมืองแห่งชีวิตด้วย การใส่ใจต่อความดีประโยชน์สุขส่วนรวม และความห่วงใยต่อการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม ความจริงแล้วจะเกี่ยวกับมนุษยชาติและทุกสิ่งที่เกี่ยวกับมนุษย์ก็จะเกี่ยวกับพระศาสนจักรด้วยตามหลักการแห่งพระวรสาร (ข้อ 276-278) สุดท้าย เป็นการเตือนใจผู้นำศาสนาถึงบทบาทของพวกเขาในฐานะที่เป็น “คนกลางที่แท้จริง” ซึ่งใช้ชีวิตในการสร้างสันติสุข พระสันตะปาปาฟรานซิสทรงอ้างอิงถึง “แถลงการณ์ว่าด้วยภราดรภาพของมนุษย์เพื่อสันติภาพโลก และการดำเนินชีวิตร่วมกัน” ซึ่งพระองค์ทรงลงพระนามในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2019 ณ กรุงอาบูดาบี้พร้อมกับมหาอีหม่ามแห่งอัลลาซาร์ อะห์เหม็ด อัล ตาเยบ (Grand Imam of Al-Azhar, Ahmad Al-Tayyeb จากเหตุการณ์สำคัญแห่งการเสวนาระหว่างศาสนานั้น พระสันตะปาปาทรงหวนกลับมายังการอุทธรณ์ว่า ในนามของภราดรภาพมนุษย์ ขอให้มีการใช้การเสวนาเป็นหนทางแห่งการร่วมมือกันและการเข้าใจกันเป็นวิธีและมาตรการในการแก้ปัญหา (ข้อ 285)

บุญราศีชารลส์ เดอ ฟูโกลด์ (Charles de Foucauld) “ความเป็นพี่น้องสากล”

สมณสาส์นเวียนสรุปโดยรำลึกถึงมาร์ติน ลูเธอร์ คิง (Martin Luther King), อาร์ชบิชอปเดสมอนด์ ตูตู (Desmond Tutu), มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) และที่สำคัญบุญราศีชารลส์ เดอ ฟูโกลด์ (Charles de Foucauld) ซึ่งเป็นแบบฉบับสำหรับทุกคนว่านี่หมายถึงสิ่งใดในการเข้าข้างกับบุคคลที่ต่ำต้อยที่สุดเพื่อที่จะกลายเป็น “ความเป็นพี่น้องสากล” (ข้อ 286-287) ช่วงสุดท้ายของสมณสาส์นเวียนฉบับนี้อุทิศให้กับบทภาวนาสองบท บทแรก “แด่พระผู้สร้าง” และบทที่สองเป็น “บทภาวนาเพื่อความเป็นเอกภาพของคริสตชน” เพื่อที่หัวใจมนุษย์จะมีแต่ “เจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ”

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บบทสรุปเนื้อหาของสมณสาส์นเวียน“ทุกคนต่างเป็นพี่น้องกัน – Fratelli Tutti” มาแบ่งปันและไตร่ตรอง)

โป๊ปฟรังซิสรับรอง ความสัมพันธ์ทางบ้านเมืองของเพศเดียวกัน เป็นครั้งแรกในฐานะโป๊ป

โป๊ปฟรังซิสรับรอง ความสัมพันธ์ทางบ้านเมืองของเพศเดียวกัน เป็นครั้งแรกในฐานะโป๊ป

21 ตุลาคม 2020 กรุงโรม

โป๊ปฟรังซิสรับรองความสัมพันธ์ทางบ้านเมืองของเพศเดียวกัน  เป็นครั้งแรก  ในฐานะโป๊ป  เมื่อให้สัมภาษณ์สารคดี  “ฟรังซิสโก”  ที่กรุงโรม เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม  2020

            เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่พระองค์สนใจมากที่สุด คืออะไร  ทรงตอบว่า เรื่องสภาพแวดล้อม  ความยากจน  การอพยพ  การแบ่งผิว  และความไม่เสมอภาคเรื่องรายได้  และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติ

            โป๊ปฟรังซิสให้สัมภาษณ์ว่า  “คนรักเพศเดียวกันมีสิทธิอยู่ในครอบครัว  พวกเขาเป็นลูกๆของพระเจ้า  เราต้องมีกฎหมายความสัมพันธ์ทางบ้านเมืองนี้  ที่พวกเขาได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 

                โป๊ปฟรังซิสได้เคยให้สัมภาษณ์ในอดีตว่าพระองค์มิได้ต่อต้านความสัมพันธ์ทางบ้านเมืองแต่รับรองการรับเลี้ยงลูกบุญธรรมโดยคู่ชีวิตเพศเดียวกัน

            โป๊ปฟรังซิสเสริมว่า “พ่อยืนยันเรื่องนี้เมื่อมีข้อเสนอต่อพระสังฆราช  ระหว่าง ค.ศ.2010  ในประเทศอาร์เจนติน่า  เรื่อง การแต่งงานของเกย์  การยอมรับความสัมพันธ์ทางบ้านเมืองอาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะป้องกันกฎหมายการแต่งงานของเพศเดียวกันในประเทศ

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์   แปล
https://www.pennlive.com/nation-world/2020/10/pope-francis-endorses-same-sex-civil-unions-for-first-time-as-pope.html