บทภาวนาของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อนักบุญโยเซฟ

บทภาวนาของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อนักบุญโยเซฟ

ข้าแต่นักบุญโยเซฟ
พระเจ้าได้มอบท่านให้ดูแลเอาใจใส่พระบุตรแต่องค์เดียวของพระองค์ ท่ามกลางอันตรายมากมายของโลกนี้ เรามาหาท่าน ขอให้ท่านช่วยปกป้องคุ้มครองลูกๆ ที่พระเจ้าทรงมอบให้ อาศัยศีลล้างบาปพวกเขาได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า และสมาชิกของพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ เราขอท่านทำให้พวกเขาศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้ พวกเขาจะได้กลายเป็นลูกบุญธรรม โปรดพิทักษ์รักษา ชี้แนะขั้นบันไดในชีวิตอบรมให้ใจละม้ายคล้ายดวงหทัยของพระเยซูและพระนางมารีย์

ข้าแต่นักบุญโยเซฟ ผู้ประสบความยากลำบาก และความกังวลใจฉันบิดา เมื่อพระเยซูได้หายไป โปรดคุ้มครองลูกๆที่รักของเราในเวลานี้ และนิรันดร์
ขอท่านเป็นบิดา และที่ปรึกษาของพวกเขา ให้พวกเขาเจริญขึ้นเหมือนพระเยซูเจ้า ทั้งในปรีชาญาณ อายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้ามนุษย์
โปรดคุ้มครองพวกเขาจากความทุจริตของโลกและประทานพระหรรษทาน แก่เรา
เพื่อวันหนึ่งจะได้อยู่ร่วมกันในสวรรค์นิรันดร อาแมน

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล
12/1/2021

A Parent’s Prayer to Saint Joseph

O glorious St. Joseph, to you God committed the care of His only begotten Son amid the many dangers of this world. We come to you and ask you to take under your special protection the children God has given us. Through holy baptism they became children of God and members of His holy Church. We consecrate them to you today, that through this consecration they may become your foster children. Guard them, guide their steps in life, form their hearts after the hearts of Jesus and Mary.

St. Joseph, who felt the tribulation and worry of a parent when the child Jesus was lost, protect our dear children for time and eternity. May you be their father and counsellor. Let them, like Jeus, grow in age as well as in wisdom and grace before God and men. Preserve them from the corruption of his world, and give us the grace one day to be united with them in Heaven forever.
Amen

คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับกฎหมายการทำแท้ง

คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับกฎหมายการทำแท้ง

โดย บาทหลวง ดร.เชิดชัย เลิศจิตรเลขา คณะกรรมการที่ปรึกษาเทววิทยา ในสภาประมุขบาทหลวงฯ

การทำแท้งเป็นปัญหาที่มีการโต้เถียงกันมากที่สุดปัญหาหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโต้เถียงเกี่ยวกับการให้มีกฎหมายที่อนุญาตให้มีการทำแท้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้มีการพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสีย หรือผลดีและผลเสียที่จะตามมา เช่น ผู้ที่สนับสนุนให้มีกฎหมายการทำแท้งได้มักอ้างว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้หญิงที่ตั้งครรภ์ไปแอบทำแท้งกับหมอเถื่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ให้บริการการทำแท้งซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อหญิงเอง เพราะไม่ถูกหลักวิชาการและไม่ถูกหลักสุขอนามัย โดยในแต่ละปีมีผู้หญิงที่ต้องเสียชีวิตด้วยสาเหตุดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ส่วนกลุ่มผู้คัดค้านกฎหมายการทำแท้งก็อ้างว่า ทั้ง ๆ ที่การทำแท้งซึ่งเป็นการฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ มีกฎหมายห้ามและมีบทลงโทษ แต่ก็ยังมีผู้ที่ลักลอบทำแท้งกันมากมาย ดังนั้น ถ้ากฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว คงจะมีทารกผู้บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมากถูกฆาตกรรม โดยจะกลายเป็นการฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย  

          รายงานฉบับนี้ จะพิจารณาถึงปัญหาศีลธรรมเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง ในหัวข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้                1) เหตุผลที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแก้ไขกฎหมายห้ามทำแท้ง 2) คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง 3) ศักดิ์ศรีและสถานภาพความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์ 4) ความขัดแย้งของมโนธรรมต่อกฎหมายการทำแท้งที่ผิดศีลธรรม 5) มโนธรรมของคริสตชนในการเผชิญหน้ากับกฎหมายที่ผิดศีลธรรม และ 6) แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล และเวชบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้บริสุทธิ์

1. เหตุผลที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแก้ไขกฎหมายห้ามทำแท้ง

ตามกฎหมายไทย การทำแท้งเป็นความผิดอาญาฐานทำให้แท้งลูก ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการทำแท้งไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301-305 ซึ่งสรุปได้ว่า 1) ในกรณีที่หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้แท้งลูก หญิงนั้นมีความผิดฐานทำให้แท้งลูก               2) ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมหรือโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ผู้นั้นมีความผิดฐานทำให้แท้งลูก และ 3) และหากการทำแท้งนั้นเป็นเหตุให้หญิงได้รับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย หรือเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น

ดังนั้น การทำแท้งจึงเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยกเว้นเป็นการตั้งครรภ์ที่มีผลมาจากการถูกข่มขืน หรือการตั้งครรภ์นั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของหญิงนั้นที่ตั้งครรภ์ เงื่อนไขนี้ทำให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จากสาเหตุอื่นๆ เช่น ตั้งครรภ์เพราะมีเพศสัมพันธ์แต่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ ไม่สามารถทำแท้งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นสาเหตุให้ผู้หญิงเหล่านี้พึ่งพาคลินิกทำแท้งเถื่อนดังที่เป็นข่าว ในอดีตมีความพยายามจะแก้กฎหมาย มาตรา 305 หลายครั้ง ช่วงเวลาที่ไปได้ไกลที่สุดคือ ระหว่างการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ซึ่งระบุว่าจะต้องแก้ มาตรา 305 โดยเพิ่มข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ถูกกฎหมายอีก 2 ประการ คือ 1) เมื่อผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มีปัญหาด้านสุขภาพกายหรือจิต และ 2) เมื่อการตั้งครรภ์เกิดจากการคุมกำเนิดล้มเหลวจากการปฏิบัติของแพทย์

เมื่อ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้แท้งลูกหรือ “ทำแท้ง” โดยมีที่มาคือ ก่อนหน้านั้นได้มีผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 213 กรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 27 มาตรา 28 และมาตรา 77 หรือไม่ และเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 กำหนดให้หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกมีความผิดอาญานั้น เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของหญิงเกินจำเป็น ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 28 “บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย” และเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563 ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563  คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยมีเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ 305 คือ

  1. กำหนดอายุครรภ์สำหรับความผิดฐานหญิงทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ มีความผิดและต้องรับโทษ เพื่อคุ้มครองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ให้เกิดความสมดุลกัน
  2. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดฐานทำให้แท้งลูก ให้ครอบคลุมกรณีต่าง ๆ ที่จำเป็นและสมควรต้องทำแท้ง หรือยุติการตั้งครรภ์ให้กับหญิง และกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องทำตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภา เพื่อความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 301 ให้หญิงที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์สามารถทำแท้งได้ จากเดิมที่ห้ามหญิงตั้งครรภ์ “ทำแท้ง” โดยเด็ดขาด ซึ่งการกำหนดอายุครรภ์ดังกล่าวเป็นไปตามความเห็นของแพทย์สภาและราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ปลอดภัยที่สุดในการทำแท้ง ไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ทำแท้งเกิดอาการแทรกซ้อนและเป็นอันตรายแก่ชีวิต นอกจากนี้ ได้มีการแก้ไขลดอัตราโทษ เพื่อให้เหมาะสมกับการที่ผู้ทำแท้งต้องได้รับความเจ็บปวดทางร่างกายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดโทษสูงอีก โดยมีรายละเอียดดังนี้  “มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” จากเดิมที่กำหนดให้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับมาตรา 305 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเหตุยกเว้นความผิดฐานทำให้แท้งลูก ให้ครอบคลุมกรณีที่จำเป็นและสมควรต้องทำแท้ง หรือยุติการตั้งครรภ์ให้กับหญิง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ “มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 301 หรือ 302 เป็นการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้กระทำไม่มีความผิด 1) จำเป็นต้องกระทำ เนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น                      2) จำเป็นต้องกระทำ เนื่องจากหากทารกคลอดออกมาจะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะได้รับผลกระทบจากความผิดปกติทางกายหรือจิตใจถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง 3) หญิงมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ และ 4) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์”

2. คำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง

พระศาสนจักรคาทอลิกสอนว่า การทำแท้งโดยตรงเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมและเลวทรามที่สุด พระสมณสาสน์ “ข่าวดีเรื่องชีวิต” (Evangelium Vitae) ที่กล่าวถึงพระบัญญัติ “อย่าฆ่าคน” นั้น พระสันตะปาปาทรงแถลงในเบื้องต้นว่า “…โดยอาศัยอำนาจที่พระคริสตเจ้าทรงมอบให้แก่นักบุญเปโตร และผู้ที่สืบตำแหน่งต่อจากท่าน และในการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับบรรดาพระสังฆราชในพระศาสนจักรคาทอลิกทั่วโลก เราขอย้ำว่า การฆ่าชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์โดยตรงและกระทำด้วยความสมัครใจเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมอย่างหนักในทุกกรณี” (เทียบ EV ข้อ 57) จากคำสอนดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงต้องการให้คำนิยามความหมายเฉพาะของการทำแท้งโดยตรงว่าเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมอย่างร้ายแรงใน 2 ลักษณะ คือ ในลักษณะแรก พระองค์ทรงเน้นถึงการกระทำทางศีลธรรมที่ในตัวมันเองเป็นสิ่งที่ชั่ว ไร้ศีลธรรม (intrinsice malum) นั่นคือ เป็นการฆ่าชีวิตโดยตรงและด้วยความสมัครใจ และในลักษณะที่สอง พระองค์ทรงเน้นถึงความบริสุทธิ์ของผู้ที่ถูกกระทำ (the innocent) กล่าวคือ ทารกเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีความผิด

จุดยืนอันมั่นคงของพระศาสนจักรคาทอลิกที่ประณามการทำแท้งด้วยความจงใจ (direct abortion) นั้นมีมาตลอด เพราะการทำแท้งนี้เป็นการฆาตกรรมชีวิตผู้บริสุทธิ์ ซึ่งการทำแท้งโดยความตั้งใจเป็นการกระทำที่ชั่วในตัวเอง และทารกที่อยู่ในครรภ์ก็ไม่เคยเป็นผู้รุกรานที่ก้าวร้าว (an unjust aggressor) เพราะจากความเชื่อของคริสตชน สิทธิขั้นพื้นฐานแห่งการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์เป็นของประทานจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิต มนุษย์เป็นผู้เฝ้ารักษา แม้แต่มารดาก็มิใช่เจ้าของชีวิตบุตรของตน ชีวิตเป็นของประทานอันล้ำค่าจากพระเจ้าซึ่งมนุษย์มีหน้าที่เฝ้ารักษาเท่านั้น แล้วเหตุอันใดมนุษย์จะทำลายของขวัญอันล้ำค่านี้เสียเล่า พระศาสนจักรคาทอลิกเล็งเห็นความสำคัญของชีวิตมนุษย์ตลอดมา และยังคงต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและคุณค่าพื้นฐานของชีวิตมนุษย์เรื่อยมา

ศักดิ์ศรีและคุณค่านี้เป็นสิทธิพื้นฐานของความเป็นบุคคลที่ไม่มีใครสามารถทำลายลงได้  แต่ในสังคมปัจจุบันชีวิตมนุษย์ได้ถูกคุกคามและถูกทำลายอย่างน่าสยดสยอง เช่น การฆ่าคนในทุกรูปแบบ การทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ การทำแท้ง เมตตามรณะ การจงใจฆ่าตัวตาย  สิ่งต่าง ๆ ที่ละเมิดต่อบูรณภาพของความเป็นบุคคล เช่น การทำให้พิการ การทรมานทางร่างกายและจิตใจ การบีบคั้นจิตใจ สิ่งต่าง ๆ ที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นบุคคล (the human dignity) เช่น สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สมกับความเป็นมนุษย์ การขังคุกตามอำเภอใจ การเนรเทศ การจับเป็นทาส การบังคับค้าประเวณี การซื้อขายเด็กและสตรี ตลอดจนการใช้แรงงานมนุษย์ดุจเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นบุคคลที่เป็นอิสระและมีความรับผิดชอบ [ดูรายละเอียดในพระสมณสาส์น “เรื่องความรุ่งโรจน์แห่งความจริง” (Veritatis Splendor) ข้อ 80 เกี่ยวกับ “การกระทำที่ชั่วในตัวเอง” (intrinsice malum) ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ผิดศีลธรรมเสมอในทุกกรณีและในทุกสถานการณ์ และเทียบกับ Gaudium et Spes ข้อที่ 27]

          สภาพสังคมปัจจุบันที่โน้มเอียงใฝ่หา “วัฒนธรรมแห่งความตาย” (the culture of death) มากกว่า “วัฒนธรรมแห่งชีวิต” (the culture of life) พระศาสนจักรคาทอลิกที่เป็นผู้เผยพระวาจาของพระเจ้าซึ่งเป็นพระวาจาที่ให้ชีวิต (the gospel of life) ได้สอนถึงศักดิ์ศรีและคุณค่าพื้นฐานที่ต้องได้รับการเคารพอย่างสูงสุด โดยไม่อาจถูกละเมิดได้ [ดูรายละเอียดในพระสมณสาส์น “ข่าวดีเรื่องชีวิต” (Evangelium Vitae) เกี่ยวกับวัฒนธรรมแห่งชีวิตในบทที่สอง] นอกจากนั้น พระศาสนจักรคาทอลิกยังคงเลือกที่จะอยู่ข้างผู้อ่อนแอและถูกเบียดเบียนในสังคมปัจจุบัน ที่ไม่สามารถป้องกันสิทธิพื้นฐานของตนได้

          พระศาสนจักรคาทอลิกในฐานะที่เป็นผู้ปกป้องชีวิตมนุษย์ (pro-life) ชีวิตที่เริ่มตั้งแต่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์มารดาและสิ้นสุดลงเมื่อต้องตายตามธรรมชาติ ได้ยืนยันถึงคำสอนที่ไม่อาจละเมิดได้นี้ โดยไม่จำกัดเฉพาะในขอบเขตของพระศาสนจักรเท่านั้น แต่รวมไปถึงมนุษย์ทุกคนที่มีน้ำใจดี (all people of good will) ให้พิจารณาถึงการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ดังกล่าว โดยยึดมั่นว่าการปกป้องชีวิตมนุษย์นั้นตั้งอยู่บน “กฎศีลธรรมตามธรรมชาติ” ที่พระเจ้าทรงจารึกลงในจิตใจของมนุษย์ทุกคน และโดยอาศัยเหตุผลมนุษย์สามารถเข้าถึงความจริงนี้ได้อย่างเท่าเทียมเสมอกัน

3. ศักดิ์ศรีและสถานภาพความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์ (the dignity and the status of person of the embryo)

กฎบัตรขององค์การสหประชาชาติได้รับรองถึงสิทธิมนุษย์สากล เช่น ในข้อที่ 1 กล่าวว่า  “มนุษย์ทุกคนที่เกิดมามีเสรีภาพ สิทธิ และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ทุกคนที่มีมโนธรรมและเหตุผลเท่าเทียมกันจึงต้องปฏิบัติต่อกันและกันฉันพี่น้อง” และข้อที่ 3 กล่าวว่า  “ตามปัจเจกบุคคล ทุกคนมีสิทธิในการดำเนินชีวิตตามเสรีภาพและความมั่นคงในแต่ละบุคคลเอง” จากกฎบัตรดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าองค์การสหประชาชาติรับรองความเสมอภาคและเสรีภาพของบุคคล (human person) ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของปัจเจก (individual) หรือบุคคล (human person) ในฐานะที่เกิดและคลอดออกมาพ้นจากครรภ์มารดาแล้วเท่านั้น แต่ปัญหาที่ต้องเผชิญในขณะนี้คือ สิทธิและศักดิ์ศรีดังกล่าวครอบคลุมถึงความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์หรือไม่ ทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาเป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะต้องได้รับการปกป้องหรือไม่ ความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์มารดาเริ่มต้นเมื่อใด ความเป็นบุคคลหมายถึงอะไร มาตรการอะไรที่จะใช้วัดความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์ คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่เกี่ยวกับศักดิ์ศรีและสถานภาพความเป็นบุคคลของทารกในครรภ์

          พระศาสนจักรคาทอลิกเชื่อถึงการสร้างวิญญาณของมนุษย์โดยตรงจากพระเจ้า ในพระสมณสาสน์เรื่องของขวัญแห่งชีวิต (Donum Vitae) ข้อที่ 1 กล่าวว่า “ความเป็นมนุษย์ควรที่จะได้รับการเคารพและปฏิบัติอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับบุคคลโดยนับตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิสนธิ” ดังนั้น พระสมณสาสน์เรื่องของขวัญแห่งชีวิต (Donum Vitae) ได้รับรู้ถึงการโต้แย้งถึงปัญหาที่ว่า ความเป็นบุคคลนั้นเริ่มต้นเมื่อใด แต่พระสมณสาสน์เรื่องของขวัญแห่งชีวิต (Donum Vitae) ก็กล่าวเพียงว่า “ความเป็นมนุษย์ (Human being) จำต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติในฐานะที่เป็นบุคคล (human person) ตั้งแต่เริ่มการปฏิสนธิ”

พระสมณสาสน์ “ข่าวดีเรื่องชีวิต” (Evangelium Vitae) ข้อที่ 60 กล่าวย้ำว่า ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นในขณะที่เกิดการปฏิสนธิ และพระสันตะปาปาทรงเน้นอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “…ในความเป็นจริง ขณะที่ไข่ของมารดา (ovum) ได้รับการผสมนั้น ชีวิตใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วซึ่งไม่ใช่ชีวิตของบิดาหรือมารดา แต่เป็นชีวิตใหม่ของมนุษย์ที่เจริญพัฒนาโดยตัวของตนเอง โดยความเป็นมนุษย์เริ่มต้นที่นี่ วิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมก็ได้รับรองความเป็นจริงข้อนี้ นอกนั้นยังได้ชี้ให้เห็นด้วยว่า ในระยะเริ่มแรกแห่งชีวิตโครงการเจริญพัฒนาชีวิตได้ถูกสร้างขึ้นแล้วในความเป็นบุคคลที่ปัจเจกบุคคลซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะต่าง ๆ ที่เป็นแบบเฉพาะ ดังนั้น ตั้งแต่เกิดการปฏิสนธิชีวิตมนุษย์ได้เริ่มขึ้น ซึ่งการพัฒนาความสามารถนั้นต้องการเวลาในความพร้อมที่จะปฏิบัติเยี่ยงบุคคล” [เทียบ EV ข้อที่ 60 อ้างเอกสารจากกระทรวงเผยแพร่ความเชื่อ เรื่องการทำแท้ง ใน ASS 66 (1974) ข้อที่ 738 และ เทียบ ธรรมนูญใหม่ฯ ข้อ 51]

          ตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า สถานภาพความเป็นบุคคลของทารกที่อยู่ในครรภ์มีความสำคัญอย่างมาก สำหรับการใช้เป็นข้ออ้างอิงในการปกป้องชีวิตของเขา ซึ่งในขณะที่เกิดการปฏิสนธินั้นชีวิตใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้วและพร้อมที่จะพัฒนาโดยตัวของตนเอง ซึ่งต้องการเวลาในความพร้อมที่จะปฏิบัติเยี่ยงบุคคล และจากความคิดในปัจจุบันที่เน้นว่า เฉพาะบุคคลเท่านั้นที่ได้รับการปกป้องศักดิ์ศรี และสิทธิขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะจากกฎหมายบ้านเมืองที่มีบทลงโทษ และที่เน้นว่าการให้คำนิยามความหมายของความเป็นบุคคลก็แตกต่างกันไป แล้วแต่มาตรการที่ใช้วัดความเป็นบุคคล ซึ่งไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้สำหรับทารกที่อยู่ในครรภ์ ในเรื่องนี้จำเป็นต้องพิจารณาดูว่าคำนิยามความหมายของความเป็นบุคคลจากมิติต่าง ๆ มีข้อบกพร่องอย่างไร เมื่อใช้ประยุกต์กับสถานภาพของทารกในครรภ์ นอกจากนั้น การให้คำนิยามความหมายของความเป็นบุคคลที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบบูรณาการ (integral) ยังคงเป็นความพยายามที่กำลังแสวงหากันอยู่

4. ความขัดแย้งของมโนธรรมต่อกฎหมายการทำแท้งที่ผิดศีลธรรม

กฎหมายบ้านเมืองที่มีผลบังคับใช้ในการปฏิบัติในสังคมและมีบทลงโทษ สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนซึ่งมีลักษณะที่เป็นรูปธรรม (concrete) มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีของกฎหมายดังกล่าวคือ สามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติได้โดยตรง แต่ข้อเสียคือ ความไม่สมบูรณ์ของกฎหมาย กล่าวคือ โดยธรรมชาติกฎหมายบ้านเมืองมักจะมีช่องว่างอยู่เสมอ เพราะผู้ที่มีอำนาจออกกฎหมายไม่สามารถบัญญัติกฎหมายให้ครอบคลุมความเป็นศีลธรรมในทุกสถานการณ์โดยที่ไม่มีข้อยกเว้นได้ ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและเข้ากับสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

กฎหมายบ้านเมืองที่สอดคล้องกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติเท่านั้น จึงจะสามารถมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้ากฎหมายขัดกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติก็จะขาดอำนาจความเป็นกฎหมายในทันที และโดยธรรมชาติแล้วไม่มีกฎหมายฉบับใดที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วน (imperfect law) เพราะกฎหมายไม่สามารถครอบคลุมคุณค่าศีลธรรม (moral values) ที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วน เพราะช่องว่างของกฎหมาย ดังนั้น ในสถานการณ์ที่กฎหมายมีช่องว่าง ประชาชนที่อยู่ในสังคมที่เป็นผู้มีความรับผิดชอบจำต้องประยุกต์คุณธรรม epikeia ซึ่งเป็นคุณธรรมที่มุ่งปฏิบัติตามเจตนารมณ์หรือจุดมุ่งหมายของกฎหมาย (spirit of the law) มากกว่าที่จะปฏิบัติตามกฎหมายตามตัวอักษร (letter of the law)

นอกจากกฎหมายบ้านเมืองจะมีช่องว่างและไม่ยุติธรรมแล้ว (unjust law) กฎหมายอาจจะผิดศีลธรรม (immoral law) ก็ได้ ถ้ากฎหมายดังกล่าวขัดกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติ (natural moral law) ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน เช่น การทำแท้ง ซึ่งขัดกับสิทธิในการถือกำเนิด การุณยฆาตซึ่งขัดกับสิทธิในการมีชีวิตอยู่ การค้ามนุษย์ซึ่งขัดกับสิทธิในการดำเนินชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี เป็นต้น

ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 305 (ที่เป็นกฎหมายที่ใช้มานานถึง 52 ปี) ขัดกับรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 28 “บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของตนเอง” จนนำไปสู่การร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้แท้งลูก และเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และขั้นต่อไปจะมีการส่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้วจึงเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยด่วน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ก่อนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 จึงเป็นการบัญญัติกฎหมายที่อนุญาตให้เปิดโอกาสให้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้จึงเป็นกฎหมายที่ผิดศีลธรรม เพราะขัดกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติ ที่ชีวิตมนุษย์ควรได้รับการเคารพและไม่สามารถละเมิดได้ตั้งแต่การปฏิสนธิ

5. มโนธรรมของคริสตชนในการเผชิญหน้ากับกฎหมายที่ผิดศีลธรรม

คำสอนของพระศาสนจักรสอนว่า มนุษย์ทุกคนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของมโนธรรมของตนเอง สังฆธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง พระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่ “ความปีติยินดีและความหวัง” (Gaudium et Spes) ข้อที่ 16 กล่าวถึงธรรมชาติของมโนธรรมไว้ว่า “มนุษย์ค้นพบว่า ในส่วนลึกของมโนธรรมมีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ตนไม่ได้เป็นผู้กำหนดให้เพื่อตนเอง แต่เขาต้องเชื่อฟัง และเสียงของกฎนี้เชิญชวนเขาอยู่ตลอดเวลาให้ทำความดีและหลีกหนีความชั่ว และเมื่อใดถึงเวลาที่จำเป็นกระซิบอยู่ในหูของหัวใจว่า “จงทำการนี้ จงหลีกเลี่ยงการนั้น” อันที่จริง มนุษย์มีกฎที่พระเจ้าทรงจารึกไว้ในใจของตน การเชื่อฟังกฎนี้จึงเป็นศักดิ์ศรีของเขา และเขาก็จะถูกพิพากษาตัดสินตามกฎนี้” (เทียบ รม. 2: 14-16) และยังกล่าวต่อไปว่า “มโนธรรมเป็นจุดลึกลับและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของมนุษย์ ที่จุดนี้ มนุษย์อยู่เป็นส่วนตัวเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ซึ่งตรัสกับเขาในส่วนลึกของจิตใจ มโนธรรมทำให้กฎนี้ปรากฏแจ้งอย่างน่าพิศวงว่า การปฏิบัติตามกฎอย่างสมบูรณ์ คือ ความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ คริสตชนจึงพยายามแสวงหาความจริงร่วมกับเพื่อนมนุษย์โดยความซื่อสัตย์ต่อมโนธรรม” ด้วยเหตุนี้เอง จึงสังเกตได้ว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์อยู่ที่การตัดสินใจกระทำตามคำสั่งของมโนธรรมของตนเอง

ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้แท้งลูกเป็นกฎหมายบ้านเมืองที่ผิดศีลธรรม (immoral law) เพราะขัดกับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติ กฎหมายบ้านเมืองที่ถูกต้องสอดคล้องกับกฎศีลธรรมธรรมชาติเท่านั้น จึงมีผลบังคับต่อมโนธรรม และกฎหมายที่ผิดศีลธรรมจึงไม่มีผลบังคับต่อมโนธรรมของประชาชนและไม่ต้องปฏิบัติตาม ประชาชนที่มีวุฒิภาวะและความรับผิดชอบ จำต้องต่อต้านกฎหมายที่ผิดศีลธรรมอย่างแข็งขัน โดยมีลำดับของความเข้มข้น โดยเริ่มจากการปฏิเสธในการให้ร่วมมือจนถึงขั้นการชุมนุมประท้วงโดยสันติวิธี ซึ่งการยอมสู้ทน (tolerance) หรืออหิงสาเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับบุคคลที่อยู่ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะต่อกฎหมายบ้านเมืองที่ผิดศีลธรรม

การตัดสินมโนธรรมของคริสตชนที่เผชิญกับกฎหมายที่ผิดศีลธรรม ในหนังสือกิจการอัครสาวกนักบุญเปโตรกล่าวว่า “ควรที่จะเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์” (เทียบ กจ 5:29) ซึ่งในสมัยอัครสาวกถือว่าการนอบน้อมเชื่อฟังพระเจ้าเป็นการตัดสินใจในระดับมโนธรรมของตน ในสถานการณ์แห่งความขัดแย้งระหว่างมโนธรรมกับกฎหมายที่ผิดศีลธรรม คริสตชนและมนุษย์ทุกคนจำต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของมโนธรรมของตนเอง

นอกนั้น ธรรมนูญใหม่ฯ ข้อที่ 59 กล่าวถึงการคัดค้านที่เกิดจากมโนธรรมเมื่อมีกฎหมายทำแท้งว่า “เมื่อกฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้ ผู้ทำงานด้านสุขภาพอนามัยต้อง ‘ปฏิเสธอย่างสุภาพแต่หนักแน่น’ มนุษย์ไม่สามารถเชื่อฟังกฎหมายที่ผิดศีลธรรม เช่น กรณีของกฎหมายที่อนุญาตให้ทำแท้งได้ตามหลักการที่ว่าการทำแท้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจละเมิดชีวิตมนุษย์ที่ทำลายไม่ได้ เพราะกฎของพระเจ้าที่ปกป้องคุ้มครองชีวิตต้องมาก่อนกฎหมายใด ๆ ของมนุษย์ เมื่อกฎหมายของมนุษย์ขัดแย้งกับมโนธรรมต้องยืนยันถึงสิทธิประการแรกและความเป็นเลิศสูงสุดของบัญญัติของพระเจ้า ‘เราต้องนบนอบเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์’ (กจ 5:29)” (เทียบ ธรรมนูญใหม่ฯ ข้อ 59)

6. แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในเรื่องสุขภาพ

บทสรุปในแนวทางการปฏิบัติสำหรับบรรดาผู้ที่ทำงานด้านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล สำหรับแพทย์ พยาบาล และผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง จากสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลกในปี ค.ศ. 1974 สามารถสรุปเนื้อหาได้ดังต่อไปนี้

  1. โรงพยาบาลคาทอลิกไม่สามารถให้การบริการการทำแท้งได้ ไม่ว่ากฎหมายจะอนุญาตหรือไม่ก็ตาม และพวกเขาก็ไม่สามารถร่วมมือในการให้บริการดังกล่าวได้แม้แต่การร่วมมือในด้านการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือ (material cooperation)
  2. แพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพที่ทำงานในแผนกซึ่งให้การบริการการทำแท้งในโรงพยาบาลที่ไม่ใช่ของคาทอลิก ไม่สามารถปฏิบัติงานในแผนกนี้อย่างผู้ที่มีมโนธรรมถูกต้องได้
  3. แพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพควรที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อสาธารณชนในความเชื่อแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต ความเป็นของบุคคลทั้งครบ คุณค่าของชีวิตในทุกขั้นตอน และการมีความเมตตากรุณาต่อผู้เจ็บป่วย
  4. แพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพควรร่วมลงชื่อด้วยมโนธรรมของตน ในการปฏิเสธให้ความร่วมมือต่อสถานพยาบาลที่มีการทำแท้ง
  5. การทำแท้งเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอย่างหนัก โรงพยาบาลคาทอลิกที่ให้บริการทำแท้งหรือรับบริการการทำแท้งหรือชักชวนให้ผู้อื่นทำแท้ง ก็ได้กระทำความผิดอย่างร้ายแรงต่อมนุษย์ซึ่งขัดกับพระบัญญัติแห่งความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์
  6. การให้ความร่วมมือในการทำแท้งถึงแม้ว่าจะเป็นการร่วมมือประเภทจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือให้พร้อมก่อนล่วงหน้า (the remote material cooperation) แต่เพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่อ คริสตชนพยาบาลควรหลีกเลี่ยงในการกระทำนั้น ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะไม่เป็นสิ่งชั่วในตัวมันเองก็ตาม
  7. กฎหมายของพระศาสนจักรคาทอลิก ข้อที่ 1398 กล่าวถึงผู้ที่กระทำหรือได้รับการกระทำหรือชักชวนให้ผู้อื่นกระทำแท้งด้วยความสมัครใจว่า เขาตัดตนเองออกจากพระศาสนจักรโดยอัตโนมัติ (automatic excommunication) โดยที่จุดประสงค์ของการขับออกจากพระศาสนจักรนี้ ก็เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงธรรมเนียมของคริสตชนในสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่ประกาศว่า “การทำแท้ง การฆ่าทารก เป็นการฆาตกรรมที่ไม่มีข้อโต้แย้ง” แต่แน่นอนที่สุดการตัดตนเองออกจากพระศาสนจักรนี้ใช้กับผู้ที่กระทำการนี้ด้วยความรู้ตัวและด้วยความเต็มใจในการกระทำผิด แต่พวกเขาสามารถกลับคืนสู่พระ ศาสนจักรได้อีก ในการกลับใจ ในศีลอภัยบาป ในการเป็นทุกข์เสียใจ เพราะพระศาสนจักรต้องการความรอดพ้นของวิญญาณเหนือสิ่งอื่นใด

บรรณานุกรม

  1. Catechism of the Catholic Church, 2258. 
  2. Congregation for the Doctrine of the Faith, Instruction Dignitas personae. On Certain Bioethical Questions (September 8, 2008) AAS 100 (2008).
  3. Congregation for the Doctrine of the Faith, Declaration on Procured Abortion(18 November 1974), Nos. 12-13: AAS 66 (1974), 738. 
  4. Congregation for the Doctrine of the Faith, Instruction on Respect for Human Life in its Origin and on the Dignity of Procreation Donum Vitae(22 February 1987), I, No. 1: AAS 80 (1988), 78-79.
  5. John Paul II, Evangelium Vitae. Encyclical Letter of Pope John Paul II on the Value and Inviolability of Human Life. (March 25, 1995) AAS 87 (1995).
  6. John Paul II, Veritatis Splendor, Encyclical Letter of Pope John Paul II Regarding Certain Fundamental Questions of the Church’s role in moral Teaching. (August 1993)
  7. Second Vatican Council, Pastoral Constitution on the Church in the Modern WorldGaudium et Spes.
  8. Pontifical Council for Pastoral Assistance to Health Care Workers, New Charter for Health Care Workers. The National Catholic Bioethics Center : Philadelphia 2017.
  9. สมณสภาเพื่อช่วยเหลืองานอภิบาลสำหรับผู้ทำงานด้านการดูแลสุขภาพอนามัย ธรรมนูญใหม่สำหรับผู้ทำงานด้านการดูแลสุขภาพอนามัย, ส สยามออฟเซ็ท : กรุงเทพฯ 2563

โดย บาทหลวง ดร.เชิดชัย เลิศจิตรเลขา คณะกรรมการที่ปรึกษาเทววิทยา ในสภาประมุขบาทหลวงฯ

ข้อคิดข้อรำพึง
ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง ปี B

ข้อคิดข้อรำพึง ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง ปี B

สุภาพสตรีชราคนหนึ่งได้เดินทางกลับจากวัดมาถึงบ้านของเธอ เธอพบขโมยคนหนึ่งกำลังขโมยของอยู่ในบ้าน ด้วยความตกใจ เธอตะโกนขึ้นมาสุดเสียงว่า “Acts 2:38 ( = หนังสือกิจการอัครสาวกบทที่ 2 ข้อ 38 ) – จงกลับใจ และรับศีลล้างบาปเดชะพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า เพื่อจะได้รับการอภัยบาป” ขโมยได้ยินเช่นนั้นก็หยุดนิ่งและยืนตัวแข็งไม่เคลื่อนไหวใดๆ ในขณะที่หญิงชราได้แจ้งไปยังตำรวจ เมื่อตำรวจมาถึง พวกเขาก็ใส่กุญแจมือขโมยผู้นั้น ตำรวจคนหนึ่งพูดว่า “โอ๊ะ น่าแปลกใจจริงๆ ทำไมคุณถึงหยุดนิ่งเมื่อเธอตะโกนถ้อยคำจากพระคัมภีร์ออกมา” “ถ้อยคำจากพระคัมภีร์หรือ” ขโมยถามด้วยความแปลกใจ “ผมคิดว่าเธอมีขวาน ( = AXE ตอนที่เธอร้องคำว่า Acts ) และมีปืน .38 อีก 2 กระบอกซะอีก”

วันฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้างนี้เป็นวันสุดท้ายของเทศกาลคริสต์มาส มีการเล่าเรื่องการรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้านี้โดยผู้นิพนธ์พระวรสารทั้งสาม ได้แก่ นักบุญมัทธิว นักบุญมาระโก และนักบุญลูกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแต่ละท่านให้ความสำคัญที่จะนำเสนอเหตุการณ์ที่สำคัญมากนี้ เพราะถือเป็นจุดเปลี่ยนในพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าเลยทีเดียว ในขณะที่เรารำพึงว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น ณ ที่นี้ในพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า เราต้องเชื่อมโยงกับชีวิตของเรา กับศีลล้างบาปที่เราได้รับ และอะไรที่มีความหมายต่อเราแต่ละคน

ศีลล้างบาปมีความหมายอะไรสำหรับเรา ก็เป็นความหมายเดียวกันนั้นสำหรับพระเยซูเจ้า พระองค์กำลังจะทรงเริ่มต้นพระชนมชีพเปิดเผยต่อสาธารณะ นั่นคือการเริ่มต้นพระภารกิจของพระองค์นั่นเอง การรับพิธีล้างของพระองค์ถือเป็นจุดเริ่มต้น เป็นเหมือนจารีตพิธีในการเข้าไปสู่พระภารกิจนั้น ในน้ำแห่งแม่น้ำจอร์แดนพระองค์ทรงถูกนำไปสู่การเริ่มต้นและการเรียกให้ไปสู่ภารกิจที่ทรงได้รับมอบหมาย

คริสตชนทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปต่างก็มีภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้นำข่าวดีไปถึงทุกผู้ทุกคนที่อยู่ล้อมรอบเรา ข่าวดีนั้นคือพระเยซูคริสตเจ้า จะมีสักกี่คนที่เราได้นำข่าวดีนี้ไปมอบให้ จะมีสักคนหนึ่งไหมที่ประทับใจในตัวเราหรือในสิ่งที่เราได้กระทำ จนเขาขอเรียนรู้เรื่องพระคริสตเจ้ามากขึ้น หรือเขาขอมาเป็นคริสตชนด้วย เราอาจจะรู้สึกละอายใจที่เราไม่ได้เป็นคาทอลิกหรือเป็นคริสตชนที่ดีเพียงพอก็เป็นไปได้

ในศีลล้างบาปของเรา พระเจ้าทรงนับเราเป็นบุตรสุดที่รักของพระองค์ ดังนั้น สิ่งที่เราจะดำเนินการต่อจากนี้ไปคือต้องออกมาจากตัวตนที่เราได้รับมา ดังเช่นพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นพระบุตรที่รักของพระเจ้า เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่เราจะตระหนักว่า พระเยซูเจ้าได้ทรงค้นพบอัตลักษณ์ของพระองค์ ได้ทรงพร้อมจะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า และทรงติดตามชะตากรรมของพระองค์ ความเชื่อของพระเยซูเจ้านั่นเองที่ช่วยพระองค์ แล้วความเชื่อของเราจะช่วยเราได้อย่างไร

ศีลล้างบาปได้ทำให้เราเป็นบรรดาบุตรสุดที่รักของพระเจ้า และภารกิจที่เราได้รับมอบหมายคือติดตามพระเยซูเจ้าเพื่อช่วยสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้า – ให้เป็นอาณาจักรแห่งความยุติธรรม แห่งการรักษาเยียวยา และแห่งการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ในศีลล้างบาปของเรา เราถูกชำระให้สะอาดโดยน้ำ และพระจิตเจ้าทรงส่องสว่างเราให้ก้าวไปไกลกว่าขอบเขตที่กำหนด ให้ไกลกว่าความคุ้นเคยชิน และให้ไกลกว่าระดับความพึงพอใจของเรา ชีวิตตามธรรมชาติจมลงไปในน้ำ และเริ่มต้นการเกิดใหม่โดยฉายแสงความสว่างของเราไปในทิศทางเดียวกับที่เป็นของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเริ่มต้นงานสู่สาธารณะโดยทรงเป็นผู้นอบน้อมต่อพระเจ้า ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่แท้จริงแห่งตัวตนของพระองค์ ให้เราภาวนาเพื่อเราจะพบอัตลักษณ์ของเราผ่านทางพระคริสตเจ้าโดยศีลล้างบาปของเรา เพื่อว่าเราจะสามารถได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ด้วย ที่ว่า “ท่านเป็นบุตรชายและหญิงที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”

ขณะที่เราจุ่มมือของเราลงไปในอ่างศีลล้างบาป ให้เราคิดถึงศักดิ์ศรี คิดถึงกระแสเรียกของเรา และพระดำรัสของพระเจ้าที่ทรงมอบหมายภาระหน้าที่นี้ให้กับเรา “ท่านเป็นที่รักของเรา เป็นผู้ที่เราโปรดปราน จงไป และจงเป็นศิษย์ของเรา” แล้วนั้น ขอให้เราจงเป็นเช่นนั้นเทอญ

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 2021
Based on : The Table of the Word ; by : Fr John Pichappilly)

ข้อคิดข้อรำพึง ฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง ปี B

พระสงฆ์เยสุอิตองค์หนึ่งในประเทศอินเดียกำลังประกอบพิธีล้างบาปให้กับเด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณสี่ขวบ ตามจารีตพิธีกรรมตอนเริ่มต้นพระสงฆ์จะถามว่า “ท่านมาขออะไรจากพระศาสนจักรให้ลูกของท่าน” จริงๆพ่อแม่จะต้องตอบว่า “ขอให้ลูกของเราได้รับศีลล้างบาป” แต่พ่อแม่ของเด็กชายคนนี้ตอบอย่างจริงใจว่า “ขอให้ลูกของเราได้ถูกรับเข้าในโรงเรียนของคุณพ่อ” ที่จริงพระสงฆ์เยสุอิตจะไม่ค่อยอยากล้างบาปเด็กที่อายุสี่ขวบก่อนเริ่มต้นปีการศึกษา เพราะการล้างบาปในกรณีเช่นนี้ พ่อแม่ถือเป็นหลักประกันว่าลูกของตนจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนคาทอลิก อย่างไรก็ตาม การรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้าเป็นการยอมรับในแบบอื่นที่ต่างออกไป – เป็นการยอมรับถึงความเป็นพระบุตร และยอมรับบทบาทของผู้รับใช้

ในความหมายทางเทววิทยาแล้ว เรื่องวันสมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์ กับวันฉลองพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะพิธีล้างของพระเยซูเจ้าก็เป็นการแสดงองค์ด้วย (also an epiphany) ตราบเท่าที่พระองค์ทรงถูกเผยแสดงในฐานะ “พระบุตรสุดที่รักของพระเจ้า” ให้เรามาพิจารณาถึงสัญลักษณ์ และสิ่งบ่งชี้ ที่เกิดขึ้นในการรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้า

การรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้าที่เล่าไว้ในพระวรสารของนักบุญมัทธิว มาระโก และลูกา มีความแตกต่างกันในเรื่องของรายละเอียดเป็นสำคัญ สำหรับปี B นี้เราใช้พระวรสารของนักบุญมาระโก ซึ่งไม่เหมือนกับของนักบุญมัทธิว และลูกา ที่ทั้งสองแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหมือนกับการแสดงองค์จากภายนอก ด้วยเสียงที่ประกาศว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา” แต่พระวรสารของนักบุญมาระโกแสดงให้เห็นว่าการรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้าเป็นประสบการณ์ภายในสำหรับพระเยซูเจ้า ผู้ทรงได้ยินถ้อยคำที่ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา” ที่เป็นเช่นนี้ เพราะนักบุญมาระโกต้องการให้กลุ่มคริสตชนตระหนักว่าพระเยซูเจ้าคือใคร และจะทรงมาทำกิจการอะไรให้สำเร็จลุล่วงไป ต่อจากเหตุการณ์นี้เป็นต้นไป คือจากน้ำแห่งแม่น้ำจอร์แดน พระเยซูเจ้าจะเคลื่อนองค์ไปสู่ภูเขาแห่งการแสดงองค์อย่างรุ่งโรจน์ (Transfiguration) และที่สุดไปสู่กรุงเยรูซาเล็มและสู่ภูเขาแห่งความตาย

ในวันฉลองนี้ สัญลักษณ์ของน้ำเป็นที่เด่นชัด ในหนังสือปฐมกาลมีข้อความอธิบายจุดเริ่มต้นของโลกในแบบเป็นแผ่นดินที่ร้างไร้รูปร่าง ความมืดมิดปกคลุมอยู่เหนือทะเลลึก และลมพายุแรงกล้าพัดอยู่เหนือน้ำ แล้วนั้นพระองค์ทรงสร้างจักรวาลขึ้นมา (คำว่าลมพายุแรงกล้าพัดอยู่เหนือน้ำ = ลมของพระเจ้า = การเนรมิตสร้างเกิดขึ้นโดย “พระวาจา” ของพระเจ้า หรือโดย “กิจการของพระองค์ – ผู้แปล นำมาจาก footnote หนังสือพระคัมภีร์คาทอลิกฉบับสมบูรณ์ หน้า 16 ข้อ d) พระคัมภีร์ตอนอื่นที่พูดถึงเรื่องน้ำก็มีเช่น ประกาศกอิสยาห์ ที่ว่า “ทุกคนที่กระหาย จงมาดื่มน้ำเถิด” น้ำจึงสื่อความหมายถึงชีวิต

พระวรสารของนักบุญลูกาที่เล่าเรื่องนี้ไม่ได้ชี้ชัดเป็นพิเศษว่าท่านยอห์น บัปติสต์ทำพิธีล้างให้พระเยซูเจ้า และบทอ่านที่สองวันนี้ได้นำมาจากหนังสือกิจการอัครสาวก(ซึ่งผู้ที่เขียนก็คือนักบุญลูกา) ดูเหมือนจะโยงความคิดที่ว่า “พิธีล้างเพื่อการกลับใจ” นั้นยังขาดยังพร่องไป และจะไปถึงจุดที่เติมเต็มบริบูรณ์ก็เพียงแต่พิธีล้างที่พระเยซูเจ้าได้ทรงเทศน์สอนนั่นเอง กล่าวคือ ในพระนามของพระองค์ และด้วยฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า พระจิตของพระเจ้าก็คือ “น้ำที่ให้ชีวิต” (ดู ยน 4:10) และดังนั้น ในพิธีล้างของพระเยซูเจ้า พระวาจาของพระบิดาจะเป็นตราประทับถึงความเที่ยงแท้ของการเป็นพระบุตรของพระเยซูเจ้า ซึ่งก็คือพระวจนาตถ์ของพระเจ้า การที่พระเยซูเจ้าเสด็จลงไปในน้ำ(ที่กาลิลี = Galilee) จะตีคู่ขนานไปกับการถูกยกขึ้นของพระองค์บนไม้กางเขน(ที่กัลวาริโอ = Calvary) ที่ซึ่งโลหิตและน้ำไหลหลั่งจากด้านข้างของพระวรกายพระองค์ (ยน 19:34) หรืออาจพูดได้ว่า พระองค์ได้ถูกเผยแสดงว่าเป็น “ผู้ไถ่” และ “ผู้รับใช้” ในแม่น้ำจอร์แดน ที่นี่ พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่กับบรรดาคนบาปเพื่อรับใช้และเพื่อช่วยพวกเขาให้รอด ดังที่นักบุญเปาโลได้เขียนไว้ว่า “เพราะเห็นแก่เราพระเจ้าทรงทำให้พระองค์ผู้ไม่รู้จักบาปเป็นผู้รับบาป” (2 คร 5:21)

น้ำ เป็นสัญลักษณ์ถึงชีวิต การเติบโต ความสะอาด และการชำระล้าง ในประเทศอินเดีย น้ำเชื่อมโยงกับแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่นแม่น้ำคงคา พิธีล้างของพระเยซูเจ้าท้าทายเราให้ลงไปในน้ำ และค้นพบประสบการณ์ที่เป็นการเผยแสดงจากภายในถึงน้ำที่ให้ชีวิต พระเยซูเจ้าในแม่น้ำจอร์แดนท้าให้บรรดาคริสตชนกล้าเผชิญหน้ากับการจุ่มตัวลงไปในน้ำที่กาลิลี และการถูกยกขึ้นบนกางเขนที่กัลวาริโอ ในฐานะที่พวกเขาเป็นบรรดาบุตรชายหญิง และเป็นผู้รับใช้ ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ ศีลล้างบาปก็จะไม่เป็นพิธีที่ใช้น้ำเพื่อทำให้ปลอดเชื้อ และไม่ใช่พิธีเพื่อประโยชน์บางอย่างเช่นการถูกยอมรับเข้าในโรงเรียน แต่จะเป็นพิธีที่นำไปสู่การยอมรับ ซึ่งเป็นการยอมรับของพระบิดาที่ตรัสว่า “พวกท่านเป็นบุตร เป็นธิดา เป็นผู้ที่เราโปรดปราน”

(คุณพ่อ วิชา หิรัญการ เขียนเมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2021
Based on : Sunday Seeds For Daily Deeds ; by : Francis Gonsalves, S.J.)

สายประคำกับนักบุญโยเซฟ

สายประคำกับนักบุญโยเซฟ

ตามปกติเวลาเราคาทอลิก  สวดสายประคำ  เรารำพึงชีวิตของพระเยซูเจ้า  และแม่พระ  โดยมีข้อรำพึง 4 หัวข้อ  คือ  พระธรรมล้ำลึกแห่งความปิติยินดี   พระมหาทรมาน   สิริมงคล  และธรรมลำลึกแห่งแสงสว่าง  ที่พระศาสนจักรรับรอง

ใน ปีนักบุญโยเซฟ (8 ธันวาคม  2020 – 8 ธันวาคม 2021 ) ผมได้ค้นคว้าการสวดสายประคำกับนักบุญโยเซฟ (Rosary of  Saint  Joseph) ทำให้พบธรรมล้ำลึกแห่งความปีติยินดี เป็นข้อรำพึงเกี่ยวกับบทบาทชีวิตของนักบุญโยเซฟ   เราสามารถนำมาสวดสายประคำ   .ในโอกาสพิเศษนี้  แม้มิได้รับการรับรองเป็นทางการ  แต่มีบันทึกในพระวรสาร  จึงสามารถนำมาไตร่ตรอง  และประยุกต์กับชีวิตปัจจุบันได้

  • การหมั้นกับพระนางมารีย์

“เรื่องราวการประสูติของพระเยซูคริสตเจ้าเป็นดังนี้  พระนางมารีย์พระมารดาของพระองค์หมั้นกับโยเซฟ” (มธ 1:18 ก) เป็นการเริ่มความรักความสัมพันธ์กันมิใช่ฝ่ายร่างกาย แต่ฝ่ายจิตวิญญาณ  อาศัยการเสนอวิงวอนของนักบุญโยเซฟ  ขอให้เราเข้าใจความหมายแท้ของความรักในครอบครัวของเรา

  • ทูตสวรรค์แจ้งข่าวแก่โยเซฟ

“แต่ก่อนที่ท่านทั้งสองจะครองชีวิตร่วมกัน  ปรากฏว่าพระนางตั้งครรภ์แล้วเดชะพระจิตเจ้า  โยเซฟคู่หมั้นของพระนางเป็นผู้ชอบธรรม  ไม่ต้องการฟ้องหย่าพระนางอย่างเปิดเผย  จึงคิดถอนหมั้นอย่างเงียบๆขณะที่โยเซฟกำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่  ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็เข้าฝัน  กล่าวว่า โยเซฟ  โอรสกษัตริย์ดาวิด  อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย  เพราะเด็กที่ปฏิสนธิในครรภ์ของนางนั้น  มาจากพระจิตเจ้า” (มธ 1:18ข – 20)

  • การบังเกิด  และการตั้งชื่อพระเยซู

“นางจะให้กำเนิดบุตรชาย  ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู  เพราะเขาจะช่วยประชากรของเขาให้

รอดพ้นจากบาป…  เมื่อโยเซฟตื่นขึ้น  เขาก็ทำตามที่ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งไว้”  (มธ.1:21,24)

  • การหนีไปประเทศอียิปต์

“เมื่อบรรดาโหราจารย์กลับไปแล้ว  ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟ  กล่าวว่า “จงลุกขึ้นพาพระกุมาร  และพระมารดาหนีไปอียิปต์  เพราะกษัตริเฮโรดกำลังสืบหาพระกุมาร  เพื่อจะประหารชีวิต” (มธ 2:13)

  • ชีวิตซ่อนเร้นที่นาซาเร็ธ

“หลังจากกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์  ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟในประเทศ

อียิปต์กล่าวว่า “จงลุกขึ้น  พาพระกุมารและพระมารดากลับไปแผ่นดินอิสราเอล  เพราะผู้ที่ต้องการฆ่าพระกุมาร ตายแล้ว… เขาจึงกลับไปยังแคว้นกาลิลี ไปอาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งชื่อ  นาซาเร็ธ” ( 2:19-20,22-23)

ในพระวรสารนักบุญลูกา  ยังมีเรื่องการถวายพระกุมารในพระวิหาร (ลก 2:22-35) และการพบพระเยซูเจ้าในพระวิหาร (ลก 2: 41 – 50)  แต่เนื่องจากเนื้อที่จำกัด…จึงได้แค่นี้  ผมหวังว่าท่านจะรักนักบุญโยเซฟมากยิ่งขึ้นนะครับ

(ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ สรุปความคิด (4/1/2021)
จากยูทูป Saint Joseph’ Rosary ของ Full of Grace TV)

ศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน
(Apostolic Penitentiary)
สำหรับปีนักบุญโยเซฟ

ศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน
(Apostolic Penitentiary)
สำหรับปีนักบุญโยเซฟ

กฤษฎีกา ว่าด้วยเรื่องการประทานพระคุณการุณย์พิเศษโอกาสปีนักบุญโยเซฟ
ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงประกาศเพื่อฉลองครบรอบ 150 ปี
การประกาศให้นักบุญโยเซฟเป็นองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรสากล

วันนี้เป็นวันครบรอบ 150 ปีของกฤษฎีกา Quemadmodum Deus ที่ท่านบุญราศี สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอที่ 9 ได้ทรงประกาศให้นักบุญโยเซฟเป็นองค์อุปถัมภ์ของพระศาสนจักรคาทอลิก เนื่องจากสมเด็จ     พระสันตะปาปาทรงหวั่นพระทัยที่พระศาสนจักรได้ถูกคุกคามจากบรรดาศัตรู จนตกอยู่ในสภาพการณ์ที่หนักหน่วงและเศร้าหมองในขณะนั้น

เพื่อให้การมอบความวางใจของพระศาสนจักรทั้งมวลที่มีต่อการอุปถัมภ์ของผู้พิทักษ์ปกป้องพระเยซูจะยังดำรงคงอยู่ตลอดไป สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสจึงทรงกำหนดให้ตั้งแต่วันนี้ซึ่งเป็นวันครบรอบการประกาศกฤษฎีกา อันเป็นวันศักดิ์สิทธิ์สำหรับการฉลองพระนางมารีย์พรหมจารีผู้ปฏิสนธินิรมล และเจ้าสาวของโยเซฟผู้บริสุทธิ์ยิ่ง จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2021 เป็นการเฉลิมฉลองปีนักบุญโยเซฟ ซึ่งสัตบุรุษแต่ละคนสามารถรับพลังชีวิตความเชื่อของตนทุกๆ วันจากแบบฉบับของท่านเพื่อทำให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จสมบูรณ์

ดังนั้น โดยอาศัยการอธิษฐานภาวนาและการประกอบกิจการดี บรรดาสัตบุรุษทุกคนจะได้รับการปลอบโยน ความบรรเทาจากความทุกข์ยากอันแสนสาหัสของมนุษย์ที่มีอยู่ในสังคม ซึ่งทุกวันนี้กำลังคุกคามยุคสมัยของเราอยู่ โดยอาศัยความช่วยเหลือของท่านนักบุญโยเซฟ หัวหน้าครอบครัวแห่งนาซาเร็ธ

ความศรัทธาต่อท่านผู้ปกป้องดูแลองค์พระผู้ไถ่ได้เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางตลอดประวัติศาสตร์ของ     พระศาสนจักร ซึ่งไม่เพียงแต่ท่านจะได้รับการคารวะเป็นพิเศษ รองจากการถวายคารวกิจต่อพระชนนีของพระเจ้า เจ้าสาวของท่าน ท่านยังได้รับการยกย่องให้เป็นองค์อุปถัมภ์ในอีกหลายๆ เรื่อง

อำนาจการสอนของพระศาสนจักรยังคงค้นพบความยิ่งใหญ่ที่มีมาแต่เก่าก่อนและในสมัยใหม่ด้วยซึ่งมีอยู่ในขุมทรัพย์นี้ นั่นคือ ท่านนักบุญโยเซฟ ตามที่เขียนไว้ในพระวรสารของนักบุญมัทธิวเกี่ยวกับเจ้าบ้าน “ที่นำทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน” (มธ 13:52)

พระคุณการุณย์ ซึ่งศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน (Apostolic Penitentiary) มอบให้ตลอดปีของนักบุญโยเซฟ โดยกฤษฎีกาฉบับนี้ ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส จะช่วยเป็นอย่างมากให้บรรลุจุดประสงค์นี้ได้โดยง่าย

พระศาสนจักรมอบพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ให้ตามเงื่อนไขปกติ (คือ รับศีลอภัยบาป รับศีลมหาสนิท และภาวนาตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปา) แก่บรรดาสัตบุรุษ ซึ่งโดยมีจิตวิญญาณที่หลุดพ้นจากบาปทั้งสิ้น จะได้มีส่วนร่วมในปีนักบุญโยเซฟในโอกาสและในรูปแบบที่ได้รับการแนะนำจากศาล   พระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน (Apostolic Penitentiary)

  • นักบุญโยเซฟ บุรุษผู้มีความเชื่อโดยแท้จริง ได้เชื้อเชิญเราให้ค้นพบความสัมพันธ์ฉันบุตรกับ พระบิดาอีกครั้ง ให้เราพร้อมที่จะรื้อฟื้นความซื่อสัตย์ในการอธิษฐานภาวนา วางตนเองเพื่อรับฟัง และตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยการแยกแยะไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ จึงมีการมอบพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์แก่ผู้ที่รำพึงบท “ข้าแต่พระบิดา” เป็นเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หรือเข้าเงียบสงบจิตใจอย่างน้อยเป็นเวลาหนึ่งวัน ซึ่งกำหนดให้มีบทเทศน์บทรำพึงที่เกี่ยวกับนักบุญโยเซฟ
  • ในพระวรสาร ท่านนักบุญโยเซฟได้รับสมญาว่า “ผู้ชอบธรรม” (เทียบ มธ 1:19) ท่านในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์รักษา “ส่วนล้ำลึกที่สุดซึ่งอยู่ในส่วนลึกของจิตใจและจิตวิญญาณ” คือในฐานะที่เป็นผู้เก็บรักษาพระธรรมล้ำลึกของพระเจ้า และทั้งนี้ ท่านยังเป็นองค์อุปถัมภ์ที่ล้ำเลิศของชีวิตภายใน ท่านจึงปลุกเราให้เฝ้าค้นหาคุณค่าของความเงียบ ความรอบคอบ และความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของตน คุณธรรมแห่งความยุติธรรมที่นักบุญโยเซฟปฏิบัติอย่างดีเลิศ ก็คือ การยึดถือกฎของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ คือ กฎแห่งความเมตตากรุณา “เนื่องจาก เป็นพระเมตตากรุณาของพระเจ้าเองที่นำไปสู่การปฏิบัติความยุติธรรมแท้จริงอย่างสมบูรณ์” เพราะฉะนั้น ผู้ที่ประกอบกิจเมตตากรุณาทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต ตามแบบฉบับของนักบุญโยเซฟ ก็ย่อมจะได้รับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ด้วยเช่นเดียวกัน
  • ลักษณะสำคัญในกระแสเรียกของโยเซฟ คือ การเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องครอบครัวศักดิ์สิทธิ์แห่ง นาซาเร็ธ เป็นภัสดาของพระนางมารีย์พรหมจารีและเป็นบิดาของพระเยซูเจ้าตามกฎหมาย เพื่อว่าครอบครัว คริสตชนทุกครอบครัว จะได้รับการเร่งเร้าให้เสริมสร้างบรรยากาศของความเป็นหนึ่งเดียวอย่างแน่นแฟ้น ให้มีบรรยากาศแห่งความรักและการอธิษฐานภาวนาอย่างที่มีในครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น จึงขอมอบพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ผ่านทางการสวดลูกประคำพร้อมกันภายในครอบครัวและระหว่างคู่หมั้นที่จะแต่งงาน
  • ผู้รับใช้พระเจ้า สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ได้ทรงกำหนดให้มีการฉลองนักบุญโยเซฟ กรรมกร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1955 “โดยทรงมีพระประสงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงศักดิ์ศรีของการทำงาน และให้การฉลองนี้เป็นพลังบันดาลใจสำหรับชีวิตในสังคมและให้กฎหมายต่าง ๆ ได้ตั้งอยู่บนการจัดสรรสิทธิและหน้าอย่างยุติธรรม” ดังนั้น ผู้ที่จะมอบกิจการของตนทุกวันไว้ในความอุปถัมภ์ของนักบุญ   โยเซฟ ก็จะได้รับพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ ร่วมกับสัตบุรุษทุกคนที่ภาวนาวอนขอท่านนักบุญโยเซฟกรรมกรแห่งนาซาเร็ธ เพื่อผู้ที่กำลังหางานทำสามารถมีงานทำ และการงานของทุกคนจะได้รับการยอมรับมากขึ้นว่าเป็นงานที่มีศักดิ์ศรี 
  • การหลบหนีไปอียิปต์ของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ “ได้ทำให้เราเห็นว่าพระเจ้าประทับอยู่ในที่ที่มนุษย์อยู่ในอันตราย ในที่ที่มนุษย์ทุกข์ทรมาน ในที่ที่ต้องหลบหนี ในที่ที่ถูกผลักไสและถูกทอดทิ้ง ดังนั้น จึงขอมอบพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์แก่บรรดาสัตบุรุษที่สวดบทร่ำวิงวอนนักบุญโยเซฟ (สำหรับจารีตละติน) หรือบทสรรเสริญนักบุญโยเซฟ “Akathistos” (สำหรับจารีตไบเซนไตน์) หรือบทภาวนาอื่น ๆ ต่อนักบุญโยเซฟในธรรมประเพณีพิธีกรรมแบบอื่น ๆ สำหรับพระศาสนจักรซึ่งกำลังถูกเบียดเบียนทั้งจากภายในและภายนอก และเพื่อบรรเทาใจคริสตชนทุกคนที่กำลังถูกเบียดเบียนทุกรูปแบบ

นักบุญเทเรซาแห่งอาวิลลารับรู้ว่า นักบุญโยเซฟเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองในทุกสถานการณ์ของชีวิต “ดูเหมือนว่าพระเจ้าได้ประทานนักบุญองค์อื่น ๆ ให้คอยช่วยเหลือในความจำเป็นประการใดประการหนึ่ง แต่ดิฉันมีประสบการณ์ว่า ท่านนักบุญโยเซฟผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้แผ่ขยายการอุปถัมภ์ของท่านจนครอบคลุมความต้องการต่าง ๆ ทั้งหมด” เมื่อไม่นานมานี้ ท่านนักบุญยอห์นปอลที่ 2 ก็ยังทรงย้ำว่า ภาพลักษณ์ของนักบุญโยเซฟได้รับ “การฟื้นฟูให้สอดคล้องกับพระศาสนจักรสมัยของเราในคริสต์ศตวรรษใหม่”

เพื่อยืนยันถึงความช่วยเหลือที่แผ่ขยายไปทุกที่ของนักบุญโยเซฟในพระศาสนจักร นอกจากในกรณีต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน (Penitenzieria Apostolica) ยังได้มอบพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์แก่บรรดาสัตบุรุษที่สวดบทภาวนาบทใดก็ได้ที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง หรือประกอบกิจศรัทธาเทิดเกียรตินักบุญโยเซฟ เช่น สวดบทภาวนา “ข้าแต่นักบุญโยเซฟผู้มีบุญ…” โดยเฉพาะในวันที่ 19 มีนาคมและ 1 พฤษภาคม ในวันฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า พระแม่มารีย์ และนักบุญโยเซฟ ในวันอาทิตย์ของนักบุญโยเซฟ (สำหรับจารีตไบเซนไตน์) ในวันที่ 19 ของทุกเดือน และทุกวันพุธตามธรรมเนียมละติน ซึ่งเป็นวันที่ระลึกถึงท่านนักบุญ

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดภาวะเร่งด่วนด้านสุขอนามัย การมอบพระคุณการุณย์ครบบริบูรณ์ได้เผื่อแผ่โดยเฉพาะแก่บรรดาคนชรา คนเจ็บป่วย คนใกล้จะตาย และทุกคนที่ไม่อาจออกจากบ้านได้เพราะสาเหตุอันสมควร โดยที่เขามีจิตวิญญาณที่หลุดพ้นจากบาปทั้งสิ้น และมีความตั้งใจจะปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งสามประการโดยทันทีเมื่อมีโอกาส (คือ รับศีลอภัยบาป รับศีลมหาสนิท และภาวนาตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปา) ที่บ้านของเขาหรือที่ซึ่งมีอุปสรรครั้งเขาไว้ โดยให้เขาเหล่านั้นสวดบทภาวนาเทิดเกียรตินักบุญโยเซฟ ผู้บรรเทาคนไข้และผู้อุปถัมภ์ให้สิ้นใจอย่างดี โดยถวายความเจ็บปวดหรือความทุกข์ยากของชีวิตด้วยความไว้วางใจแด่พระเจ้า

ดังนั้น เพื่อการอภิบาลที่มุ่งนำพาให้เข้าถึงพระหรรษทานของพระเจ้าจะได้ง่ายขึ้น โดยอาศัยอำนาจที่     พระคริสตเจ้าทรงมอบแก่พระศาสนจักร ศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายในจึงวอนขออย่างจริงจังให้พระสงฆ์ทุกองค์ที่มีอำนาจในการอภัยบาป ได้มีใจกว้างและพร้อมที่จะโปรดศีลอภัยบาป และมอบ  ศีลมหาสนิทแก่บรรดาผู้ป่วยทุกครั้งเสมอ

กฤษฎีการฉบับนี้ใช้ได้ตลอดปีนักบุญโยเซฟ ข้อกำหนดใด ๆ ที่ขัดกับกฤษฎีกาฉบับนี้ย่อมไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป

ให้ไว้ ณ กรุงโรม จากสำนักงานศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน  ลงวันที่ 8 เดือนธันวาคม ค.ศ. 2020

พระคาร์ดินัลเมาโร ปีอาเชนซา
ประธานแห่งศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน
(Maurus Card. Piacenza, Paenitentiarius Maior)
อาร์ชบิชอปคริสโตเฟอร์ นีเกียล
รองประธานแห่งศาลพระศาสนจักรเพื่อชีวิตจิตภายใน
(+Christophorus Nykiel, Regens)

บทภาวนาวอนขอนักบุญโยเซฟ

วันทาท่านผู้พิทักษ์ปกป้ององค์พระผู้ไถ่
ภัสดาของพระนางมารีย์พรหมจารี
พระเจ้าทรงมอบพระบุตรของพระองค์ไว้กับท่าน
พระแม่มารีย์ทรงมอบความไว้วางใจในท่าน
พระคริสตเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์มาประทับอยู่กับท่าน

ข้าแต่นักบุญโยเซฟ
โปรดแสดงตนเป็นบิดาแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
และโปรดนำทางชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลาย
โปรดวอนขอพระหรรษทาน พระเมตตากรุณา
และความกล้าหาญแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
อีกทั้งโปรดป้องกันข้าพเจ้าทั้งหลายให้พ้นจากภยันตรายทุกประการด้วยเทอญ
อาแมน

ข้อคิดข้อรำพึง
สมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

ข้อคิดข้อรำพึง
สมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

ในบทกวีเรื่อง “ตำนานจากรัสเซีย” คุณฟิลิส แมคกินลี ได้เล่าเรื่องของคุณยายแก่ๆ คนหนึ่ง เธอได้ถูกเชิญให้ไปเยี่ยมกษัตริย์องค์เล็กที่เพิ่งประสูติมาที่เบธเลเฮม คุณยายกำลังจะเข้านอนในคืนนั้นพอดี ในขณะที่ข้างนอกอากาศกำลังหนาวเหน็บ ก็มีเสียงของบรรดาชุมพาบาลมาเคาะประตูเรียก พวกเขาแบ่งปันข่าวดีแก่เธอว่ากุมารที่ผู้คนรอคอยกันอย่างยาวนานนั้น บัดนี้เสด็จมาบังเกิดแล้ว และขอให้เธอไปเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ คุณยายเป็นหญิงชราที่มีจิตใจดีมาก แต่ความอบอุ่นของเตียงนอนขณะนั้นน่าพิสมัยกว่าการออกเดินทางอันหนาวเหน็บในคืนฤดูหนาว เธอจึงบอกผู้มาเยือนว่าเธอจะไปพรุ่งนี้ และเมื่อพวกเขาร้องขออาหารบ้างเพื่อจะนำไปในคืนนี้แทนในนามของเธอ เธอก็ตอบอีกครั้งหนึ่งว่าพรุ่งนี้

วันรุ่งขึ้นมาถึง เธอพร้อมที่จะทำตามที่สัญญาไว้แล้ว เธอจัดเตรียมตะกร้าซึ่งเต็มไปด้วยของขวัญอย่างดี เช่น

“ผ้าคลุมไหล่อย่างดีสำหรับสุภาพสตรีที่นุ่มนิ่มนวมเนียน
ช้อนเงินสำหรับเด็กน้อยและของเล่นส่งเสียงกุ๋งกิ๋ง
อีกทั้งของเล่นที่ทำด้วยงาช้างล้ำค่าเกินบรรยาย
แต่คอกสัตว์นั้นพลันว่างเปล่าเมื่อคุณยายไปถึง”

คุณยายมาถึงช้าไป จึงไม่ได้พบพระกุมารและไม่ได้มอบของขวัญที่จัดเตรียมมา เธอโกรธตัวเองที่ไม่ได้ยอมรับเชิญตั้งแต่เมื่อคืนที่แล้ว เธอจึงเริ่มท่องเที่ยวค้นหาพระกุมารทั่วทุกหนทุกแห่งในโลก เธอพบคนอีกมากมายที่กำลังค้นหาผู้ที่จะนำความหวังใหม่และความหมายใหม่แก่ชีวิตของพวกเขา เธอพบเด็กๆ มากมายที่นอนอยู่บนเปล และมีแม่ของพวกเขาเลี้ยงดูอภิบาลอยู่ เธอมอบของขวัญให้เด็กเหล่านั้นทุก ๆ คน ด้วยความหวังว่าจะเป็นพระกุมารเยซูคริสต์ แต่เธอก็ไม่เคยแน่ใจเลยสักราย

วันนี้สมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์ บรรดาโหราจารย์เหล่านั้นไม่ได้รีรอที่จะมาพบ พระกุมาร ตามคำเชื้อเชิญของดวงดาราทางทิศตะวันออก แม้จะผ่านพานพบอุปสรรคต่างๆ มากมาย แต่ก็ได้พบพระผู้มีบุญญา พวกท่านได้ถวายของขวัญที่เปี่ยมไปด้วยความหมายแด่องค์พระกุมาร นั่นคือ ทองคำ (เปรียบพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์) กำยาน (เปรียบพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า) และมดยอบ (เปรียบพระองค์ทรงเป็นมนุษย์) นี่หมายความว่า พระเจ้าทรงเผยพระองค์ในองค์พระเยซูเจ้า

หลายๆ ท้องถิ่นเฉลิมฉลองวันสมโภชนี้ยิ่งใหญ่กว่าวันคริสต์มาส (คืนที่ 24 ธันวาคม) ทั้งนี้ เพราะวันคริสต์มาสนั้นพระองค์ทรงเผยแสดงองค์แก่ชนชาติยิว ชนชาติที่ทรงเลือกสรร แต่พวกเขาส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะต้อนรับพระองค์ แต่วันพระคริสต์แสดงองค์ หมายถึง ชนต่างชาติมากมายยินดีต้อนรับพระองค์

ขอจบด้วยบทเพลง “In the Bleak Midwinter” ท่อนสุดท้ายที่พ่อได้ร้องอวยพรสัตบุรุษ ในค่ำคืนวันคริสตสมภพที่ผ่านมา ความว่า “ฉันคนจน ๆ จะนำสิ่งใดมาถวายแด่พระกุมาร ถ้าฉันเป็นชุมพาบาลก็จะถวายแกะ ถ้าเป็นโหราจารย์ฉันจะถวายของขวัญตามแบบของฉัน ฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่จะมอบให้แด่พระองค์ได้คืออะไร คือดวงใจของฉัน”

“What can I give him, poor as I am?
If I were a shepherd, I would bring a lamb;
If I were a wise man, I would do my part;
Yet what I can I give him, GIVE MY HEART.”

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 2009 )

ข้อคิดข้อรำพึง
สมโภชพระคริสตเจ้าแสดงองค์

Raymon E.Brown ซึ่งเป็นผู้รู้เรื่องพระคัมภีร์พระธรรมใหม่ที่โดดเด่นผู้หนึ่ง ได้ให้ความเห็นว่า เรื่องของโหราจารย์ 3 คนของนักบุญมัทธิวในพระวรสารวันนี้ มีฐานเนื้อเรื่องจากเรื่องของกษัตริย์บาลาคและประกาศกบาลาอัมในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม (กดว. 22-24) บาลาคเป็นกษัตริย์ของชาวโมอับ เมื่อชาวอิสราเอลอพยพมาจากอียิปต์ภายใต้การนำของโมเสส บาลาคกลัวชาวอิสราเอลและต้องการทำลายพวกเขา เช่นเดียวกับที่กษัตริย์เฮโรดทรงกลัวการบังเกิดมาของพระเมสสิยาห์และต้องการจะทำลายพระองค์ และเพื่อให้บรรลุสิ่งประสงค์ บาลาคจึงเรียกประกาศกบาลาอัมผู้มีชื่อเสียงให้มาสาปแช่งชาวอิสราเอล

บาลาอัม เป็นประกาศกที่มาจากทางตะวันออก และมากับผู้รับใช้ 2 คน ดังนั้นจำนวนสมาชิกของคณะนี้จึงกลายเป็น 3 คน เหมือนโหราจารย์ทั้งสาม และเมื่อพวกเขาไปถึง แทนที่จะสาปแช่งชาวอิสราเอล เขากลับทำให้ความพยายามของกษัตริย์บาลาคเป็นหมัน โดยได้กล่าวอวยพรอิสราเอลและทำนายว่าจะยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า จะมีผู้นำกำเนิดขึ้นมา

ประกาศกบาลาอัมยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ดาวดวงหนึ่งกำลังขึ้นมาจากยาโคบ คทาอันหนึ่งกำลังมาจากอิสราเอล” กษัตริย์บาลาคทรงโกรธบาลาอัมอย่างยิ่ง เรียกให้มาสาปแช่ง แต่กลับกล่าวอวยพรอิสราเอลถึงสามครั้ง ที่จริงกษัตริย์บาลาคก็เหมือนกษัตริย์เฮโรดที่พยายามจะใช้พวกโหราจารย์มาทำลายศัตรู แต่ความพยายามของเขากลับล้มเหลว มีคำกล่าวถึงบุคคลพวกนี้ว่า “ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่สูง มักกลัวการตกลงมา” นักบุญยอห์น คริสซอสตอม ได้อธิบายถึงปฏิกิริยาของกษัตริย์เฮโรดในเรื่องการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้าว่าดังนี้ “ตำแหน่งยิ่งสูงมาก ก็มีความกลัวมากไปด้วย เหมือนยอดบนสุดของต้นไม้ที่ปลูกไว้บนที่สูงจะแผ่วไหว แม้เมื่อลมพัดอย่างแผ่วเบาเท่านั้น ดังนั้นผู้อยู่ในตำแหน่งสูงๆ จะเดือดร้อนเมื่อได้ยินเสียงกระซิบที่แผ่วเบา ส่วนพวกที่อยู่ในที่ต่ำ เช่นต้นไม้ในหุบผา ยังคงอยู่นิ่งๆ อย่างมีสันติ”

วันนี้ เราสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ เป็นการที่พระเยซูเจ้าทรงเผยพระองค์ให้แก่คนต่างชาติต่างศาสนา ผู้คนทั้งหลายมักมีท่าทีต่างกันไปในการบังเกิดมาของพระองค์ เช่นว่า โหราจารย์ทั้งสามเสาะแสวงหาเพื่อจะได้พบองค์พระผู้ไถ่ จะได้นมัสการพระองค์ ส่วนเฮโรดกลับกลัวว่าจะมีผู้มาสืบบัลลังก์แทน

ที่จริง มีเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากมายจากเรื่องโหราจารย์ทั้งสามนี้ เช่นว่า มีการตั้งชื่อให้ท่านในภายหลังว่า ชื่อ เมลคีออร์ กาสปาร์ และบัลทาซาร์ เช่นว่า บ้างว่า ทั้งสามเป็นชาวคาลเดียน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นชาติที่บูชาดวงดาวว่าเป็นพระเจ้า บ้างว่าเป็นชาวเปอร์เซียน คนอื่นๆ ว่าพวกเขามาจากสุดปลายแผ่นดินโลก มีความคิดหนึ่งซึ่งก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ว่า พวกเขาเป็นลูกหลานเชื้อสายของประกาศกบาลาอัม ซึ่งได้พยากรณ์ว่า ดาวดวงหนึ่งจะขึ้นมาจากยาโคบ และทันทีที่พวกเขาเห็นดาวนั้น ก็จะรู้ทันทีว่าพระมหากษัตริย์ทรงบังเกิดแล้ว

ยังมีเรื่องเกี่ยวกับชีวิตตามตำนาน การตายของพวกเขาทั้งสาม อายุเท่าไรเวลาตาย พระธาตุของพวกเขาไปอยู่ที่ไหน เช่น จากเปอร์เซีย ย้ายไปที่คอนสแตนตินโนเปิล ต่อมาไปปรากฏอยู่ที่มิลาน และที่สุดท้าย อยู่ที่เมืองโคโลญ ในประเทศเยอรมันนี จนทุกวันนี้ อยู่ในกล่องประดับหินสีที่สวยงามในมหาวิหารที่เมืองโคโลญ

ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับดวงดาวที่พาโหราจารย์ไปเฝ้าพระกุมาร ที่ตำนานบอกว่าหลังจากนำท่านทั้งสามพบพระกุมารแล้ว ดาวนี้ก็ตก แต่ตกลงไปในบ่อน้ำที่เมืองเบธเลเฮม ทุกวันนี้ยังอยู่ที่นั่น และยังมีบางคนเห็นดาวนั้นได้บางครั้ง แต่ต้องเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์

ยังมีเรื่องเกร็ดเกี่ยวกับกษัตริย์เฮโรด และเรื่องเกร็ดเกี่ยวกับของขวัญที่ทั้งสามนำมาถวาย มีการให้ความหมายมากกว่าที่เรารู้มากนัก คือเรารู้แค่ความหมายว่า ของขวัญเป็นสัญลักษณ์หมายถึงพระกุมารทรงเป็นกษัตริย์ เป็นพระ และเป็นมนุษย์ แต่ยังมีความหมายอื่นๆ อีก 5 อย่าง รวมแล้วไม่น้อยกว่า 6 อย่าง แต่ไม่ขอนำมาเขียนในนี้เพราะเขียนยาวมากแล้ว

อยากจะจบด้วยข้อคิดเกี่ยวกับวันสมโภชนี้ว่าดังนี้ พระเยซูเจ้าทรงเป็นเครื่องหมายที่คนขัดแย้งกัน บางคนนิยมชมชอบพระองค์ ในขณะที่พวกอื่นต่อต้านพระองค์ โหราจารย์และชาวชุมพาบาลต่างประทับใจในพระองค์ ส่วนกษัตริย์เฮโรดทรงรู้สึกถูกทำให้รำคาญใจ แต่สำหรับผู้ต้องการความรอดพ้น จะจ้องมองพระองค์ตามแบบที่นักบุญเยโรมเขียนไว้ว่าดังนี้

“มองไปที่รางหญ้าของพระคริสต์จะเห็นสรวงสวรรค์ เสียงร้องของพระกุมารทำให้เราได้ยินบทเพลงสรรเสริญของทูตสวรรค์ กษัตริย์เฮโรดตามล่าพระองค์ แต่โหราจารย์พากันมานมัสการ พระองค์ผู้เดียวนี้ที่พวกฟาริสีไม่ยอมรับรู้ แต่ดวงดาวกลับชี้ชัด พระองค์ทรงรับพิธีล้างจากผู้รับใช้ แต่เสียงฟ้าร้องจากพระเจ้ากลับได้ยินอย่างชัดเจน พระองค์ทรงโผล่ขึ้นมาจากน้ำ แต่นกพิราบ ซึ่งจริงๆ แล้ว คือพระจิตเจ้าเสด็จลงมาอยู่เหนือพระองค์”

ครับ…ขอให้เราแสวงหาพระองค์ให้พบ และรักพระองค์จนหมดหัวใจ

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา อาทิตย์ที่ 8 มกราคม ค.ศ. 2012 ถอดความจาก JOHN’S Illustrated Sunday Homilies)

“AMORIS LAETITIA” “ความชื่นชมยินดีแห่งความรัก”

ภาพ การพบปะกับครอบครัวที่ Santiago De Cuba

“AMORIS LAETITIA” “ความชื่นชมยินดีแห่งความรัก”
เพื่อศึกษาและไตร่ตรองอย่างจริงจังเนื้อหาสาระจากสมณสาส์นเตือนใจ

“ความชื่นชมยินดีแห่งความรัก”

เป้าหมายและความคิดริเริ่มแห่งปี “ความชื่นชมยินดีแห่งความรัก” (Amoris Laetitia)

คำอธิบายของสมณสภาเพื่อฆราวาส ครอบครัว และชีวิต ผู้รับผิดชอบโครงการ

        สมณสภาเพื่อฆราวาส ครอบครัว และชีวิต ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2020เกี่ยวกับ ปีแห่ง “ครอบครัว Amoris Laetitia” (19 มีนาคม 2021 – 26 มิถุนายน 2022) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 5 ประการด้วยกัน ดังนี้ 1. “เพื่อขยายเนื้อหาของเอกสาร” 2. “เพื่อประกาศว่าเครื่องหมายแห่งการสมรสเป็นของขวัญ” 3. “เพื่อทำให้ครอบครัวเป็นครอบครัวอภิบาล” 4. “เพื่อทำให้เยาวชนรับรู้ถึงความสำคัญของการอบรมเกี่ยวกับความจริงแห่งความรักและพระพรของตนเอง” และ 5. “เพื่อขยายขอบเขตและพันธกิจแห่งการอภิบาลครอบครัว…เพื่อครอบคลุมสามีภรรยา เด็ก เยาวชน คนชรา และสถานการณ์แห่งความเปราะบางของครอบครัว”

        ในบรรดาความคิดริเริ่มที่ได้มีแผนการแล้วคือ “วันปู่ย่าตายายและผู้สูงอายุ”  และ จัดเวทีอภิปรายในเดือนมิถุนายน 2021 พร้อมด้วยวีดีโอ 10 ตอน ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเรื่องเกี่ยวกับเอกสาร ประจักษ์พยานของคนพิการ ข้อเสนอในการอภิบาล การประชุมสากลครั้งที่ 10 เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวในเดือนมิถุนายน 2022

        สมณสภาเพื่อฆราวาส ครอบครัว และชีวิต จะอ้างอิงถึงเอกสาร “การประกาศของคริสตชนเกี่ยวกับครอบครัวคือข่าวดีที่แท้จริง” (Amoris Laetitia, 1)

กำหนดการในการเปิดและปิดปี Amoris Laetitia

        สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจะทรงเปิดปี “Amoris Laetitia Family” วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2021 วันนั้นพระศาสนจักรจะเฉลิมฉลองครบปีที่ห้าในการพิมพ์สมณลิขิตเตือนใจ Amoris Laetitia ว่าด้วย “ความงดงามและความชื่นชมยินดีแห่งความรักในครอบครัว” พระองค์จะทรงปิดปีในวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2022 ในโอกาสการประชุมครอบครัวสากลครั้งที่ 10 ซึ่งจะมีขึ้น ณ กรุงโรม

        นี่เป็นการอธิบายของสมณสภาเพื่อฆราวาส ครอบครัว และชีวิต เกี่ยวกับ “โครงการ”  ปีแห่ง “Amoris Laetitia” ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งพระองค์ตั้งพระทัยที่จะสัมผัสกับชีวิตครอบครัวโลก โดยอาศัยข้อเสนอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจ การอภิบาล หรือวัฒนธรรม ซึ่งวัด สังฆมณฑล มหาวิทยาลัย กระบวนการขับเคลื่อนของพระศาสนจักร และสมาพันธ์ครอบครัวสามารถทำได้

        “ประสบการณ์ของโรคระบาดโควิด19 ทำให้ปรากฏชัดเจนถึงบทบาทสำคัญของครอบครัวในฐานะที่เป็นพระศาสนจักรบ้าน และความสำคัญของชุมชนที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับครอบครัว ซึ่งทำให้พระศาสนจักรเป็น ‘ครอบครัวแห่งครอบครัว’ (AL ข้อ 87)” สมณสภาเพื่อฆราวาส ครอบครัว และชีวิต เน้นประเด็นดังกล่าว

        นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ครอบครัว “สมควรที่จะมีปีแห่งการเฉลิมฉลอง เพราะว่าครอบครัวคือศูนย์กลางแห่งการปฏิบัติการ และดูแลเอาใจใส่งานอภิบาลทั้งปวง นี่เป็นความจริงของพระศาสนจักร”

ปีแห่ง “Amoris Laetitia” มุ่งสู่เป้าหมาย 5 ประการด้วยกัน:

  1. เพื่อเผยแผ่ขยายความเนื้อหาสาระของสมณสาส์นเตือนใจความชื่นชมยินดีแห่งความรัก (Amoris Laetitia) “เพื่อให้ประชาสัตบุรุษมีประสบการณ์ว่าพระวรสารเกี่ยวกับครอบครัวเป็นความชื่นชมยินดีของการได้รับของขวัญ และของการเป็นของขวัญให้แก่พระศาสนจักรและสังคมนั้น” สามารถเป็นแสงสว่างในความมืดแห่งโลกได้” (AL ข้อ 200) ครอบครัวที่พบปะ และมีประสบการณ์สัมผัสกับความชื่นชมยินดี เขาได้รับของขวัญและกลายเป็นของขวัญให้กับพระศาสนจักรและสังคม “สามารถเป็นแสงสว่างในความมืดของโลก” (AL ข้อ 65) และทุกวันนี้โลกต้องการแสงสว่างดังกล่าว
  2. เพื่อประกาศว่าเครื่องหมายแห่งการสมรสเป็นของขวัญอันประเสริฐ และในตัวเองมีพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงความรักของมนุษย์ ในเป้าหมายนี้จำเป็นที่ผู้อภิบาล ผู้นำพระศาสนจักร และครอบครัวจะต้องเดินไปด้วยกันในความรับผิดชอบในการอภิบาลร่วมกัน และเอื้ออาทรต่อกันและกันในกระแสเรียกต่างๆ ในพระศาสนจักร (เทียบ AL ข้อ 203)
  3. เพื่อทำให้ครอบครัวเป็นผู้มีบทบาทหลักในการอภิบาลครอบครัว เพื่อเป้าหมายนี้ “ความพยายามที่จะประกาศพระวรสารและการสอนคำสอนต้องเป็นหัวใจของครอบครัว” (AL ข้อ 200) นี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างที่สุด เพราะว่าครอบครัว ที่เป็นศิษย์พระเยซูคริสต์ ก็เป็นครอบครัวธรรมทูตด้วย
  4. ปลุกจิตสำนึกบรรดาเยาวชน ให้เห็นถึงความสำคัญของการที่จะต้องได้รับการอบรมในความจริงแห่งความรัก และในของขวัญของตนเองพร้อมกับความคิดริเริ่มที่จะอุทิศตนเพื่อพวกเขา
  5. เพื่อขยายขอบฟ้าแห่งพฤติกรรมแห่งการอภิบาลครอบครัว เพื่อที่จะครอบคลุมทั้งครอบครัวซึ่งได้คู่สามีภรรยา เด็ก เยาวชน ผู้ชรา และสถานการณ์ที่เปราะบางของครอบครัว”

ความคิดริเริ่มและแหล่งทรัพยากรข้อมูล

  1. เวที “พวกเรายืนอยู่จุดไหนกับ Amoris Laetitia? แนวปฏิบัติตามสมณสาส์นเตือนใจของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส” จากวันที่ 9 – 12 มิถุนายน 2021 กับผู้นำการอภิลบาลครอบครัวแห่งสภาบิชอปทั่วโลก และกระบวนการขับเคลื่อนครอบครัวสากลต่างๆ
  2. โครงการจัดทำวีดีโอ 10 ชิ้น (10 Amoris Laetitia Videos) สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจะทรงอธิบายสาระแต่ละบท ของสมณสาส์นเตือนใจกับครอบครัวซึ่งจะเป็นประจักษ์พยานในบางมิติของชีวิตประจำวัน ทุกเดือนจะมีการฉายวีดีโอเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการอภิบบาลสำหรับครอบครัวในสังฆมณฑล วัด และทั่วทั้งโลก
  3. ฉันเป็นพระศาสนจักร: เผยแพร่การเป็นประจักษ์พยานด้วยวีดีโอ เกี่ยวกับการเป็นผู้นำของพระศาสนจักร และความเชื่อของคนพิการ
  4. การเดินไปด้วยกันในฐานะที่เป็นครอบครัว: ข้อเสนอการอภิบาลที่เป็นรูปธรรม 12 ข้อ ที่จะเดินไปในฐานะที่เป็นครอบครัวซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Amoris Laetitia
  5. เมื่อคำนึงถึงการประชุมครอบครัวสากลครั้งที่ 10 ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงโรม ในปี 2022 สังฆมณฑลและครอบครัวต่างๆทั่วโลก จะได้รับการเชิญให้เผยแพร่และไตร่ตรองกันต่อไปในการเรียนคำสอน ซึ่งศูนย์กลางกรุงโรมจะแจกจ่ายแนวทางให้ เพื่อที่จะเป็นความคิดริเริ่มในการอภิบาลเป็นการทดลอง
  6. วันฉลอง “วันปู่ย่าตายายและผู้สูงอายุ”

        เครื่องมือสำหรับชีวิตจิตของครอบครัว ของการอบรม และการอภิบาลเตรียมการสมรส การอบรมเกี่ยวกับความรักของเยาวชน เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของสามีภรรยาและครอบครัวที่ดำเนินชีวิตในพระหรรษทานแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตประจำวัน จะถูกนำมาอภิปรายกัน

        นอกจากนี้แล้วสมณสภาเพื่อฆราวาส ครอบครัว และชีวิต ยังประกาศว่า “การประชุมสมัชชามหาวิทยาลัยระดับสากลจะมีการจัดขึ้นเพื่อค้นหาเนื้อหาและความสลับซับซ้อนแห่งสมณสาส์นเตือนใจที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับหัวข้อที่มีผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวของโลก”

การประชุมระดับสากล ณ กรุงโรม ในปี 2022

        “ความรักในครอบครัว: กระแสเรียกและหนทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์” เป็นหัวข้อที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงเลือกสำหรับการประชุมครอบครัวสากลซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงโรมในเดือนมิถุนายน 2022

        “ในโอกาสครบห้าปีแห่งสมณสาส์นเตือนใจ Amoris Laetitia และสามปีหลังสมณสาส์นเตือนใจ Gaudete et Exsultate” สมณสภาเพื่อฆราวาส ครอบครัว และชีวิต อธิบาย “การประชุมครั้งนี้ตั้งใจที่จะนำเอาความรักในครอบครัวเป็นกระแสเรียก และหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะเข้าใจและแบ่งปันความหมายที่ล้ำลึกและช่วยให้รอดของความสัมพันธ์ในครอบครัวในชีวิตประจำวัน”

        การประชุมระดับสากลจะดำเนินโดยสังฆมณฑลกรุงโรม ร่วมกับสมณสภาของโรมันคูเรีย และมีการวางแผนขั้นต้น ที่จะจัดโอกาสครบปีที่ห้าแห่งสมณสาส์นเตือนใจ “Amoris Laetitia” รวมทั้งครบสามปีแห่งสมณสาส์นเตือนใจ “Gaudeta et Exsultate” คือ ในปี 2021 ทว่าจำเป็นต้องเลื่อนไปเป็นปี 2022 เนื่องจากโรคระบาด

        “ในการให้รูปแบบกับประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมของความรัก” สมณสภาเพื่อฆราวาส ครอบครัว และชีวิต ได้อธิบาย “การสมรสและครอบครัวชี้ให้เห็นถึงคุณค่าสูงส่งแห่งความสัมพันธ์ของมนุษย์ในการแบ่งปันความชื่นชมยินดี และความทุกข์ในการดำเนินชีวิตประจำวันในการนำพาประชาสัตบุรุษให้ได้สัมผัสกับพระเจ้า หนทางทางนี้ที่ดำเนินไปด้วยความซื่อสัตย์ และยืนหยัดมั่นคงจะช่วยส่งเสริมความรักและการรับรู้ถึงกระแสเรียกสู่ความศักดิ์สิทธิ์ที่เหมาะสมคู่ควรสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งทำให้เป็นรูปธรรมในความสัมพันธ์ของการสมรสและชีวิตครอบครัว ในความหมายนี้ ชีวิตครอบครัวคริสตชนเป็นกระแสเรียกและเป็นหนทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เป็นการแสดงออกถึง “พระพักตร์ที่สวยงามที่สุดของพระศาสนจักร” (Gaudete et Exultate ข้อ 9)”

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บเรื่องราวข่าวนี้มาแบ่งปันและเตรียมการ)

สารวันสันติภาพสากลครั้งที่ 54
วันที่ 1 มกราคม 2021

สารวันสันติภาพสากลครั้งที่ 54
วันที่ 1 มกราคม 2021

“วัฒนธรรมในการใส่ใจดูแลผู้อื่นคือหนทางสู่สันติสุข”

สารของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิสสำหรับวันสันติภาพสากล ที่พวกเราจะเฉลิมฉลองกันวันที่ 1 มกราคม 2021 ภายใต้หัวข้อ “วัฒนธรรมในการใส่ใจดูแลผู้อื่นคือหนทางแห่งสันติสุข”

*****

วัฒนธรรมในการใส่ใจดูแลผู้อื่นคือหนทางแห่งสันติสุข

  1. ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นวันขึ้นปีใหม่ด้วยการส่งความปรารถนาดีมายังผู้นำประเทศและรัฐบาล ผู้นำองค์กรสากล ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณของศาสนาต่างๆ รวมทั้งผู้ที่มีน้ำใจดีทุกท่าน ข้าพเจ้าขอส่งความสุขให้กับทุกคนในโอกาสขึ้นปีใหม่ ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่าคงจะสามารถทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้าในหนทางแห่งภราดรภาพ ความยุติธรรม และสันติสุข ระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน ประชาชน และชนชาติต่างๆ

ปี ค.ศ. 2020 พวกเราเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แพร่ไปทั่วโลกโดยปราศจากพรมแดนทำให้วิกฤติหนักหน่วงยิ่งขึ้นไปอีกดุจเรื่องของสภาพภูมิอากาศ อาหาร เศรษฐกิจ การอพยพย้ายถิ่น และก่อให้เกิดความทุกข์ยากมากมาย  ข้าพเจ้าคิดถึงเป็นพิเศษถึงครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกและบุคคลอันเป็นที่รัก และบุคคลที่ต้องตกงาน เช่นเดียวกันข้าพเจ้าคิดถึงคณะแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักค้นคว้าวิจัย อาสาสมัคร ศาสนบริกรที่ดูแลคนป่วย พนักงานในโรงพยาบาล และศูนย์ดูแลสุขภาพต่างๆ ท่านเหล่านั้นต้องเสียสละเป็นอย่างมากเพื่อที่จะอยู่กับผู้ป่วยเพื่อบรรเทาความทุกข์ของพวกเขา และเพื่อช่วยชีวิตของพวกเขาไว้  อันที่จริงพวกเขาต้องสิ้นชีวิตไปหลายคนในกระบวนการเยียวยาภัยจากโรคระบาดดังกล่าว เพื่อแสดงความกตัญญูต่อท่านเหล่านั้น ข้าพเจ้าประสงค์ที่จะวิงวอนผู้นำประเทศ นักการเมือง และภาคเอกชนให้พยายามใช้ทุกวิถีทาง เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงยารักษาโรคโควิด-19 และเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆอันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วย คนยากจน และคนที่มีความอ่อนแอเปราะบางมากที่สุด [1]

        ทว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่ต้องกล่าวว่า ท่ามกลางประจักษ์พยานแห่งความรักและความเอื้ออาทรเหล่านี้ พวกเรายังเห็นรูปแบบต่างๆของการเป็นชาตินิยมแบบสุดโต่ง การแยกชนชั้นวรรณะ การกลัวคนต่างชาติต่างวัฒนธรรม สงคราม และความขัดแย้งที่ไม่เพียงแต่จะนำเอาความตายมาให้เท่านั้น แต่รวมถึงการทำลายล้างมนุษยชาติด้วย

        สิ่งเหล่านี้รวมทั้งเหตุการณ์อื่นๆ ที่ปรากฏในหนทางแห่งมนุษยชาติในปีที่ผ่านมาสอนพวกเราให้รับรู้ว่า เหตุการณืทั้งหลานทั้งปวงมีความสำคัญมากเท่าใดที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันสร้างสังคมที่มีภราดรภาพ นี่คือเหตุผลที่ข้าพเจ้าเลือกหัวข้อแห่งสาส์นในปีนี้ “วัฒนธรรมในการใส่ใจดูแลผู้อื่นคือหนทางแห่งสันติสุข”  นี่เป็นวัฒนธรรมแห่งการดูแลกันและกัน ซึ่งเป็นหนทางที่ต่อสู้กับวัฒนธรรมแห่งการอยู่นิ่งเฉย การกินทิ้งกินขว้าง และการเผชิญหน้ากันใช้ความรุนแรง ซึ่งปรากฏอยู่ในยุคสมัยของพวกเรา

2. พระเจ้าพระผู้สร้างคือบ่อเกิดแห่งกระแสเรียกมนุษย์ที่ต้องใส่ใจดูแลผู้อื่น

        ธรรมเนียมประเพณีของหลายศาสนาพูดถึงกำเนิดมนุษย์และความสัมพันธ์กับพระผู้สร้างกับธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ในหนังสือพระคัมภีร์ฉบับปฐมกาลแสดงให้เห็นตั้งแต่หน้าแรกถึงความสำคัญของการดูแล หรือการปกป้องโลกและระหว่างพวกเราในฐานะที่เป็นพี่น้องกัน ในการเล่าเรื่องของพระคัมภีร์เกี่ยวกับการสร้างพระเจ้าประทานสวนอีเดน (เทียบ ปฐก. 2: 8) ให้อาดัมเป็นผู้ดูแล ให้เขา “หว่านไถและรักดำรงรักษาไว้” (ปฐก. 2: 15) นี่หมายถึงการทำให้แผ่นดินบังเกิดผล ในขณะเดียวกันก็ปกป้องดูแลรักษาสวนนี้ไว้เพื่อให้ผืนแผ่นดินสามารถชุบเลี้ยงชีวิตพวกเราได้ [2] คำว่า “หว่านไถ” และ “ดำรงรักษาไว้” หมายถึงความสัมพันธ์ของอาดัมกับสวน ที่ซึ่งเป็นบ้านของเขา แต่ยังหมายถึงความไว้วางใจที่พระเจ้าทรงมีต่อเขาโดยทำให้เขาเป็นเจ้านาย และผู้พิทักษ์สิ่งสร้างทุกอย่างด้วย

        การเกิดของ “กาอินและอาแบล” เป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของการเป็นพี่น้องกัน ซึ่งความสัมพันธ์กันนั้นเป็นที่เข้าใจกันดี แม้กระทั่งจากกาอินเอง เขาอาจจะมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับรูปแบบของการปกป้องหรือ “ดูแลรักษา” หลังจากเขาได้ฆ่าอาแบลน้องชายแล้ว กาอินตอบคำถามของพระเจ้าด้วยการกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลน้องของข้าพเจ้าหรือ?” (ปฐก. 4: 9) [3] พวกเราเองก็เช่นเดียวกัน เป็นกาอินผู้ถูกเรียกร้องให้ “เป็นผู้ดูแลน้อง” “เรื่องโบราณนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานถึงความเชื่อมั่น ซึ่งพวกเรามีส่วนร่วมในทุกวันนี้ คือทุกสิ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กันหมด การใส่ใจดูแลชีวิตของพวกเรา และความสัมพันธ์ของพวกเรากับธรรมชาติจะแยกออกจากความเป็นภราดรภาพ ความยุติธรรม และความซื่อสัตย์ต่อผู้อื่นไม่ได้” [4]

3. พระเจ้า พระผู้สร้างทรงเป็นแบบฉบับของการดูแลรักษา

        พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าพระเจ้ามิได้เป็นแต่ผู้สร้างเท่านั้น ทว่าพระองค์ยังทรงเป็นผู้ดูแลรักษาสิ่งสร้างของพระองค์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาดัมเอวาและลูกหลานของเขาทั้งสอง แม้จะถูกสาปแช่งเพราะความผิดที่เขาทำ กาอินก็ยังคงได้รับการคุ้มครองจากพระเจ้าเพื่อที่เขาจะเอาชีวิตรอด (เทียบ ปฐก. 4: 15) ในขณะที่มีการยืนยันถึงศักดิ์ศรีอันจะละเมิดเสียมิได้ของบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า นี่ยังเป็นเครื่องหมายแห่งแผนการของพระเจ้าที่จะธำรงไว้ซึ่งความสมานฉันแห่งสิ่งสร้างของพระองค์ เพราะ “สันติสุขและการใช้ความรุนแรงจะไปด้วยกันไม่ได้” [5]

        การพิทักษ์สิ่งสร้าง คือหัวใจของการสถาปนาวันซาบาโตวันพระเจ้า ซึ่งนอกเหนือไปจากการให้ทำการนมัสการพระเจ้าแล้วยังให้มีการฟื้นฟูระเบียบสังคม และความใส่ใจต่อคนยากจน (เทียบ ปฐก. 1: 1-3; ลวต. 25: 4) การฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ทุกเจ็ดปีที่ถือเป็น “ปีซาบาโต” (ปียูบีลี) เพื่อแผ่นดินจะได้มีการว่างเว้นพักผืนแผ่นดิน สำหรับผู้ที่เป็นทาสและผู้ที่เป็นหนี้ ในปีแห่งพระหรรษทานนั้นผู้ที่มีความต้องการมากที่สุดจะได้รับดูแลและได้รับโอกาสใหม่ในชีวิต เพื่อที่จะไม่มีคนยากจนในหมู่ประชากร (เทียบ ฉธบ. 15: 4)

        ในขนบธรรมเนียมตามพระคัมภีร์นั้น ความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมจะให้ความหมายสูงสุดในวิธีที่ชุมชนปฏิบัติต่อสมาชิกที่มีความอ่อนแอเปราะบางมากที่สุด ท่านประกาศกอามอส (เทียบ 2: 6-8) อิสยาห์ (เทียบ อสย. 58) เรียกร้องเสมอถึงความยุติธรรมต่อคนยากจน ซึ่งในความอ่อนแอเปราะบางและการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ส่งเสียงร้อง และได้ยินถึงพระกรรณ์ของพระเจ้าผู้ทรงเฝ้าดูแลพวกเขา (เทียบ สดด. 34: 7; 113: 7-8)

4. การเอาใจใส่ดูแลในพันธกิจของพระเยซูคริสต์

        ชีวิตและพันธกิจของพระเยซูคริสต์แสดงให้เห็นถึงการเผยแสดงถึงความรักของพระบิดาต่อมวลมนุษยชาติ (เทียบ ยน. 3: 16) ในศาลาธรรมที่ตำบลนาซาเร็ธพระเยซูคริสต์ทรงแสดงพระองค์ว่าเป็นผู้ที่ได้รับการเจิมจากพระเจ้า และ “ถูกส่งมาเพื่อประกาศข่าวดีต่อคนยากจน และประกาศความเป็นอิสระแก่ผู้ที่ถูกจองจำ เพื่อคืนสายตาให้กับคนตาบอด เพื่อปลดปล่อยผู้ที่ถูกกดขี่ให้เป็นอิสระ” (ลก. 4: 18) การกระทำเหล่านี้ของพระผู้ไถ่ ผนึกกับปีศักดิ์สิทธิ์อันเป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดีถึงพันธกิจที่พระองค์ได้รับจากพระบิดา ในพระเมตตาอันยิ่งใหญ่พระเยซูคริสต์ทรงเข้าไปหาคนเจ็บป่วยทั้งกายและวิญญาณแล้วพระองค์ทรงรักษาพวกเขา พระองค์ทรงให้อภัยคนบาปและมอบชีวิตใหม่ให้พวกเขา พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดีที่ทรงเอาพระทัยใส่ดูแลฝูงแกะของพระองค์ (เทียบ ยน. 10: 11-18; อสค. 34: 1-31) พระองค์ทรงเป็นชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่หยุดช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ พันแผลให้ แล้วดูแลเขาเป็นอย่างดี (เทียบ ลก. 10: 30-37)

        และ ที่เป็นสุดยอดแห่งพันธกิจคือการที่พระเยซูคริสต์ทรงมอบการพิสูจน์ที่ยอดเยี่ยมแห่งการเอาใจใส่ดูแลของพระองค์ต่อพวกเราด้วยการมอบพระองค์เองเป็นบูชาบนไม้กางเขน เพื่อให้พวกเรารอดพ้นจากการเป็นทาสของบาปและความตาย โดยอาศัยของขวัญการบูชาชีวิตพระองค์เอง พระองค์ทรงเปิดประตูสู่หนทางแห่งความรักให้กับพวกเรา พระองค์ตรัสกับพวกเราแต่ละคนว่า “จงตามเรามา แล้วทำเช่นเดียวกัน” (เทียบ ลก. 10: 37)

5. วัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่ดูแลในชีวิตของผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์

        งานพันธกิจอันเป็นกุศลกิจทั้งฝ่ายจิตฝ่ายกายแห่งความเมตตาเป็นหัวใจแห่งความรักเมตตาดังที่มีการฏิบัติกันในพระศาสนจักรยุคแรก คริสตชนรุ่นแรกได้นำเอาสิ่งที่พวกเขามีมาแบ่งปันกันเพื่อที่จะไม่ให้มีผู้ใดที่ขาดเหลือ (เทียบ กจ. 4: 34-35) พวกเขาพยายามที่จะทำให้ชุมชนของพวกเขาเป็นบ้านที่ให้การต้อนรับ ใส่ใจในความทุกข์เดือดร้อนของทุกคนและพร้อมที่จะช่วยผู้ที่ต้องการ  นี่จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่จะเสนอสิ่งต่างๆให้เพื่อที่จะเลี้ยงดูคนยากจน ฝังศพผู้ตาย ดูแลเด็กกำหพร้า คนชรา และผู้ที่เป็นเหยื่อของเรือล่ม  ต่อมาเมื่อความใจกว้างของคริสตชนเริ่มเสื่อมศรัทธาลง  ปิตาจารย์ของพระศาสนจักรบางคนยืนยันว่าพระเจ้าทรงหมายมุ่งให้ทรัพย์สมบัติเป็นความดีประโยชน์สุขส่วนรวม… เพราะฉะนั้นทุกคนจึงมีสิทธิ ทว่าความละโมภทำให้สิทธินี้เป็นของเพียงบางคน” [6] หลังจากที่มีการเบียดเบียนศาสนาในคริสตศตวรรษแรกๆ  พระศาสนจักรใช้เสรีภาพที่ฟื้นฟูตนเองขึ้นใหม่ในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมและวัฒนธรรม “ความจำเป็นของกาลเวลาเรียกร้องให้ทุกคนต้องมีความพยายามใหม่ในการบริการรับใช้เมตตากิจของคริสตชน  ประวัติศาสตร์จารึกเรื่องราวไว้มากมายแห่งเมตตากิจที่เป็นรูปธรรม…  งานของพระศาสนจักรท่ามกลางคนยากจนมีการจัดการกันได้ดีมากและเป็นระบบที่ดี ยังมีสถาบันเกิดขึ้นมากมายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล บ้านสำหรับคนอนาถา โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่พักสำหรับคนเดินทาง…” [7]

6. หลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรในฐานะที่เป็นพื้นฐานแห่งวัฒนธรรมในการใส่ใจดูแล

        มูลนิธิสงเคราะห์หรือสถาบันบริการรับใช้ (diakonia) ยุคแรกๆ ของพระศาสนจักรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการไตร่ตรองถึงบรรดาปิตาจารย์และได้รับการจรรโลงโจตลอดหลายศตวรรษแห่งเมตตากิจอันเป็นประจักษ์พยานชีวิตที่โดดเด่นในหลายท่านต่อความเชื่อที่ได้กลายเป็นหัวใจแห่งคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร คำสอนนี้มอบให้ไว้กับทุกคนที่มีน้ำใจดีในฐานะที่เป็นแรงอุปถัมภ์แห่งหลักการ มาตรการ และข้อเสนอซึ่งสามารถรับใช้ดุจ “สูตร” แห่งการเอาใจใส่ดูและผู้อื่น คือหน้าที่ในการส่งเสริมศักดิ์ศรีและความดีประโยชน์สุขส่วนรวมของมนุษย์แต่ละคนทั้งในความเอื้ออาทรต่อคนยากจน คนที่อ่อนแอเปราะบาง และติดตามแสวงหาความดีประโยชน์สุขส่วนรวมพร้อมกับช่วยกันปกป้องสิ่งสร้าง สรพพสิ่งสรรพสัตว์ทั้งมวล

* การเอาใจใส่ดูแลผู้อื่นดุจการส่งเสริมศักดิ์ศรีและสิทธิของแต่ละบุคคล

 “ความเข้าใจเรื่องบุคคลซึ่งมีกำเนิดและพัฒนาในคริสต์ศาสนาส่งเสริมการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม บุคคลจะหมายถึงความสัมพันธ์เสมอ ไม่ใช่ปัจเจกนิยม ซึ่งยืนยันถึงการที่ต้องหมายถึงทุกคน ไม่ใช่ตัดผู้ใดออกไป อันเป็นศักดิ์ศรีที่มีอัตลักษณ์จำเพาะที่จะล่วงละเมิดมิได้ ไม่ใช่การเอารัดเปรียบกัน” [8] แต่ละบุคคลเป็นเป้าหมายในตัวเองและไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะวัดกันด้วยคุณค่าหรือประโยชน์ของเขา ทุกคนถูกสร้างมาเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นชุมชน เป็นสังคม ซึ่งทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน สิทธิของมนุษย์เกิดจากศักดิ์ศรีนี้เช่นเดียวกันกับหน้าที่ อย่างเช่นความรับผิดชอบที่ต้องให้การต้อนรับและช่วยเหลือคนยากจน คนป่วย คนที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ รวมถึงทุกคนที่เป็น “เพื่อนบ้านของพวกเราทั้งที่อยู่ใกล้หรือไกลทั้งในระยะทางและกาลเวลา” [9]

* การเอาใจใส่ดูและผู้อื่นเพื่อความดีและคุณประโยชน์สุขส่วนรวม

        ทุกมิติแห่งชีวิตสังคม การเมือง และเศรษกิจจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้ต้องอยู่ที่การบริการรับใช้เพื่อความดีและคุณประโยชน์สุขส่วนรวม หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ “จำนวนทั้งครบแห่งสภาพสังคมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งที่เป็นกลุ่มหรือเป็นปัจเจกบุคคลบรรลุความสำเร็จของตนเองได้มากขึ้นและง่ายขึ้น” [10] ผลที่ตามมาคือ แผนงานหรือโครงการของพวกเราจะต้องคำนึงเสมอถึงผลที่จะกระทบต่อครอบครัวมนุษย์ทั้งปวง และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อทั้งปัจจุบันและชนรุ่นหลัง โรคระบาดโควิด-19 ได้แสดงให้พวกเราเห็นถึงความจริงและเวลาที่เหมาะเจาะแห่งความจริงนี้  ท่ามกลางโรคระบาด “พวกเราต่างก็รับรู้อย่างดีว่า พวกเราทุกคนต่างอยู่ในสำเภาลำเดียวกัน พวกเราทุกคนมีความเปราะบาง และไม่รู้ที่จะทำอย่างไรต่อไป ในขณะเดียวกันประเด็นนี้มีความสำคัญ และมีความจำเป็นที่พวกเราจะต้องช่วยกันพายเรือ” [11]  เพราะว่า “ไม่มีผู้ใดจะสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวตนเอง” [12] และไม่มีรัฐใดที่จะสร้างหลักประกันได้ถึงความดีประโยชน์สุขส่วนรวมแห่งประชากรของตน หากเขาจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง [13]

* การเอาใจใส่ดูแลโดยอาศัยความเอื้ออาทรต่อกัน

        ความเอื้ออาทรต่อกันแสดงออกได้อย่างเป็นรูปธรรมถึงความรักของพวกเราต่อผู้อื่น ไม่ใช่เป็นความรู้สึกแบบเลื่อนลอยแต่เป็น “ความตั้งใจที่ยืนหยัดมั่นคงปวารณาตนที่จะทำการเพื่อความดีและคุณประโยชน์สุขส่วนรวม กล่าวคือเพื่อความดีและคุณประโยชน์สุขของทุกคนและแต่ละคน พวกเราทุกคนล้วนต้องมีความรับผิดชอบต่อทุกคน” [14] ความเอื้ออาทรต่อกันช่วยให้พวกเราใส่ใจผู้อื่น ไม่ว่าจะในฐานะส่วนบุคคล หรือในวงกว้างในฐานะที่เป็นประชากรหรือเป็นชนชาติ ซึ่งเป็นเพียงสถิติหรือเป็นวิธีที่จะใช้แล้วก็ไม่สนใจเมื่อเห็นว่านั่นไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป แต่ต้องถือว่าแต่ละคนเป็นเพื่อนบ้านของพวกเรา เป็นเพื่อนร่วมเดินทางของพวกเรา ถูกเรียกร้องเช่นเดียวกับพวกเราให้มีส่วนร่วมในโต๊ะเลี้ยงอาหารแห่งชีวิตซึ่งทุกคนล้วนได้รับการเชื้อเชิญจากพระเจ้า

* การเอาใจใส่ดูแลและการพิทักษ์คุ้มครองสรรพสิ่งสรรพสัตว์

        สมณสาส์นเวียน “Laudato Si’” รับรู้อย่างดีว่าสรรพสิ่งสรรพสัตว์ทั้งปวงต่างก็มีการเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างกัน ในสาระยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่พวกเราจะต้องฟังเสียงร้องของคนยากจนและเสียงร้องของสรรพสิ่งสรรพสัตว์ด้วย  การฟังด้วยความตั้งใจอย่างสม่ำเสมอจะนำให้พวกเราเกิดจิตสำนึกในการเอาใจใส่ดูแลโลกซึ่งเป็นบ้านส่วนรวมของพวกเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงบรรดาพี่น้องของพวกเราที่มีความทุกข์เดือดร้อนด้วย ณ จุดนี้นี้ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า “จิตสำนึกแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างล้ำลึกกับธรรมชาติไม่อาจจะเป็นของแท้ได้ ถ้าหากหัวใจของพวกเราปราศจากซึ่งความอ่อนโยน ความเห็นอกเห็นใจ และความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ของพวกเรา” [15] “สันติสุข ความยุติธรรม และการเอาใจใส่ดูแลสิ่งสร้างสรพพสิ่งสรรพสัตว์ เป็นสามสิ่งที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ซึ่งจะแยกจากกันไม่ได้โดยเลือกปฏิบัติเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มิฉะนั้นแล้วพวกเราจะย้อนกับไปสู่ลัทธินิยมส่วนย่อย (reductionalism) [16]

7. เข็มทิศที่ชี้ไปยังหนทางร่วม

        ในยุคที่วัฒนธรรมกินทิ้งกินขว้างครองเมือง พร้อมกับความไม่เท่าเทียมกันซึ่งยิ่งวันยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งภายในชุมชนและในระดับชาติต่างๆ [17] ข้าพเจ้าประสงค์ที่จะขอร้องผู้นำภาครัฐ องค์กรสากล ผู้นำธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ นักสื่อสารสังคม และนักการศึกษาให้ยึดหลักการเหล่านี้เป็น “เข็มทิศ” ที่สามารถชี้ให้เห็นถึงทิศทางร่วมกันและสร้างหลักประกันว่าพวกเราจะมี “อนาคตที่มีความเป็นมนุษย์มากกว่า” [18] ในกระบวนการโลกาภิวัตน์ ซึ่งช่วยให้พวกเรารู้สึกนิยมคุณค่าแห่งศักดิ์ศรีของทุกบุคคล ที่จะกระทำการไปด้วยกันในความเอื้ออาทรต่อกันเพื่อเห็นแก่ความดี คุณประโยชน์สุขส่วนรวม และเพื่อที่จะนำความบรรเทาไปสู่ผู้เผชิญความทุกข์ โดยเฉพาะที่เกิดจากความยากจน โรคภัยไข้เจ็บ การเป็นทาส  การใช้อาวุธในความขัดแย้ง และการแบ่งชนชั้นวรรณะ ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนหยิบเข็มทิศขึ้นมา และให้เข็มทิศนี้กลายเป็นประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมในการดูแลเอาใจใส่ดูแลพร้อมกับช่วยกันเอาชนะต่อความไม่เท่าเทียมกันหลายประการที่มีอยู่ในสังคม นี่จะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยความร่วมมือกันอย่างมีความหมายทั่วไปในส่วนของสตรี ในครอบครัว และในทุกพื้นที่ทางสังคม การเมือง และสถาบัน

        เข็มทิศแห่งหลักการทางสังคมเหล่านี้ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตแห่งวัฒนธรรมของการเอาใจใส่ดูแลยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภราดรภาพ การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ความเอื้ออาทรต่อกันและการยึดปฏิบัติตามกฎหมายสากล สำหรับประเด็นนี้พวกเราต้องรับรู้ถึงความจำเป็นในการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอันจะล่วงละเมิดมิได้ เพราะนี่เป็นสิทธิสากลและแบ่งแยกมิได้ [19]

        เช่นเดียวกันมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเคารพต่อกฎเกณฑ์ด้านมนุษยธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ที่ยังมีความขัดแย้งและสงคราม ซึ่งยังดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง หลายท้องที่และชุมชนซึ่งจำไม่ได้แล้วกับเวลาที่พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยและสันติสุข หลายเมืองกลายเป็นศูนย์กลางแห่งความไม่ปลอดภัยจากลูกระเบิด กระสุนปืนใหญ่ และอาวุธสงคราม เด็ก ๆ ไม่สามารถที่จะเล่าเรียน ผู้คนทั้งชายและหญิงไม่สามารถทำงานเพื่อเลี้ยงครอบครัว ความอดอยากก็แพร่ไปทั่วชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน  ประชาชนถูกบังคับให้ต้องหลบลี้หนีภัย ต้องทิ้งที่พำนักพักพิงไม่เฉพาะแต่บ้านของตนเท่านั้น แต่ประวัติศาสตร์ของครอบครัวและรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมของตนเองด้วย

        ในขณะที่ความขัดแย้งอาจเกิดจากหลายสาเหตุผลที่ตามมาจะเหมือนกันเสมอ จะมีทั้งการทำลายและเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม พวกเราจำเป็นต้องยุติภัยอันนี้ และถามตัวเราเองว่า สิ่งใดที่ทำให้โลกมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่เป็นเรื่องสามัญธรรมดา และหัวใจของพวกเราจะสามารถเปลี่ยนได้ไหมกับวิธีการคิดของพวกเราเพื่อที่ช่วยกันทำงานเพื่อสร้งสันติสุขในความเอื้ออาทรและภราดรภาพ

        นอกนั้นยังมีทรัพยากรอีกมากที่ถูกนำไปใช้ไปในเรื่องของอาวุธโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธนิวเคลียร์ [20] ซึ่งควรที่จะนำเอามาใช้ในเรื่องที่เป็นประโยชน์มีความสำคัญมากกว่า เช่นสร้างหลักประกันให้กับความปลอดภัยส่วนบุคคล ส่งเสริมสันติสุข และการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม ต่อสู้กับความยากจน การดูและรักษาสุขภาพอนามัย  ปัญหาระดับโลกเช่นโรคระบาดโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศล้วนแต่ทำให้การท้าทายเหล่านี้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการตัดสินใจที่กล้าหาญสักเพียงใดที่จะ “สร้างกองทุนโลก” ด้วยการใช้เงินที่ถูกนำไปใช้ในการสร้างอาวุธ และค่าใช้จ่ายทางทหาร เพื่อที่จะขจัดความอดอยากอย่างถาวรและพัฒนาประเทศที่ยากจน” [21]

8. การศึกษาวัฒนธรรมแห่งการเอาใจใส่ดูแล

        การส่งเสริมวัฒนธรรมการเอาใจใส่ดูแลเรียกร้องให้ต้องมีกระบวนการศึกษา “เข็มทิศ” แห่งหลักการสังคมสามารถเป็นปแระโยชน์ และไว้ใจได้ในหลายบริบทที่มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน ขอยกบางตัวอย่าง:

– การอบรมนี้ต้องเริ่มต้นที่ครอบครัว ซึ่งเป็นอนูธรรมชาติ และที่เป็นพื้นฐานแรกของสังคมซึ่งพวกเราเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตอย่างไร และมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างไรในเจตนารมณ์แห่งการให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ทว่า ครอบครัวต้องทำให้มีพลังอำนาจที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ที่สำคัญและขาดเสียมิได้นี้

– พร้อมกับครองครัวก็คือโรงเรียนและมหาวิทยาลัย และในบางกรณีก็รวมถึงสื่อสารมวลชนด้วยซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อการศึกษา [22] พวกเขาถูกเรียกร้องให้ต้องถ่ายทอดระบบของคุณค่าที่มีพื้นฐานอยู่ในการรับรู้ถึงศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคลรวมทั้งสิทธิขั้นพื้นฐานที่เกิดจากการรับรู้นั้น การศึกษาเป็นเสาหลักอย่างหนึ่งของสังคมที่มีความยุติธรรมและที่มีความเป็นภราดรภาพ

– ศาสนาโดยทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำศาสนาสามารถมีบทบาทที่สำคัญยิ่งยวดในการถ่ายทอดถึงผู้ที่นับถือศาสนาของตน และถึงสังคมทั่วไปให้ได้ทราบถึงคุณค่าของความเอื้ออาทรต่อกัน ความเคารพต่อความแตกต่างและความห่วงใยต่อบรรดาพี่น้องชายหญิงที่มีความเดือดร้อน ณ ประเด็นนี้ข้าพเจ้าคิดถึงพระดำรัสของพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 เมื่อปี ค.ศ. 1969 ต่อรัฐสภาแห่งประเทศอูกันดา “จงอย่ากลัวพระศาสนจักร พระศาสนจักรให้เกียรติพวกท่าน พระศาสนจักรอบรมประชาชนให้มีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีสำหรับท่าน พระศาสนจักรไม่ได้สร้างความเป็นศัตรู และความแตกแยก พระศาสนจักรพยายามส่งเสริมเสรีภาพ ความยุติธรรมในสังคม และสันติสุข หากพระศาสนาจักรสามารถเลือกได้ ก็จะเลือกเข้าข้างคนยากจน เลือกการศึกษาสำหรับเด็ก ๆ และประชาชน เลือกที่จะเอาใจใส่ดูแลบุคคลที่มีทุกข์ และบุคคลที่ถูกทอดทิ้ง” [23]

– ข้าพเจ้าขอเป็นกำลังใจอีกครั้งหนึ่งต่อทุกคนที่บริการรับใช้สังคม และผู้ที่อยู่ในองค์กรสากลทั้งที่เป็นฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชนที่มีความเกี่ยวข้องกับการศึกษาค้นคว้าเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของ “การศึกษที่เปิดกว้างที่รับฟังด้วยความอดทน มีการเสวนาที่สร้างสรรค์ และมีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อกัน” [24] ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการขอร้องนี้ที่ขอในนามของผลกระทบในระดับโลกาภิวัตน์ต่อการศึกษาจะได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง

9. สังคมจะไม่มีสันติสุขปากปราศจากซึ่งวัฒนธรรมแห่งการใส่ใจดูแลซึ่งกันและกัน

        วัฒนธรรมในการใส่ใจการดูแลกันและกันจึงเรียกร้องหน้าที่ให้มีการช่วยเหลือดูแลกันเพื่อปกป้องและส่งเสริมศักดิ์ศรีและความดีประโยชน์สุขของทุกคน พร้อมที่จะใส่ใจดูแลและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ทำงานเพื่อการคืนดีกันและเพื่อเยียวยารักษา ให้ความเคารพและให้การยอมรับกันและกัน  เมื่อเป็นเช่นนี้มันหมายถึงหนทางพิเศษที่เข้าถึงสันติสุข “ในหลายภูมิภาคของโลกมีความจำเป็นต้องมีหนทางแห่งสันติสุขเพื่อรักษาบาดแผลที่เปิดกว้าง และจำเป็นที่ต้องมีผู้สร้างสันติสุขซึ่งรวมทั้งชายและหญิงซึ่งพร้อมที่จะทำงานด้วยความกล้าหาญ และมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อที่จะเริ่มกระบวนการเยียวยารักษาและมีการพบปะเสวนากันซึ่งต้องรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่” [25]

        ณ เวลาเช่นนี้เมื่อสำเภามนุษย์ถูกซัดด้วยพายุแห่งวิกฤตปัจจุบัน การดิ้นรนเพื่อสู่ขอบฟ้าที่คลื่นลมสงบ “หางเสือ” แห่งศักดิ์ศรีมนุษย์และ “เข็มทิศ” แห่งหลักการสังคมที่เป็นพื้นฐานสามารถทำให้พวกเราช่วยกันถือท้ายให้สำเภาแล่นไปสู่เป้าหมายได้อย่างแน่นอน  ในฐานะที่เป็นคริสตชน พวกเราควรพิศเพ่งไปยังพระมารดามารีย์ของพวกเราผู้เป็นดาราสมุทร และมารดาแห่งความหวัง ขอให้พวกเราทำงานร่วมกันเพื่อก้าวสู้ขอบฟ้าใหม่แห่งความรักและสันติสุข ภราดรภาพและความเอื้ออาทรต่อกัน การสนับสนุนกันและการยอมรับกัน ขอให้พวกเราจงอย่าได้ยอมแพ้ต่อการประจญที่จะทำให้พวกเราไม่สนใจผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความทุกข์เดือดร้อนมากที่สุดโดยหันหน้าไปทางทิศอื่น [26] ตรงกันข้ามขอให้พวกเราใช้ความพยายามทุกวันในทำนองที่เป็นรูปธรรม “เพื่อสร้างชุมชนที่เป็นพี่เป็นน้องกันที่ยอมรับและในการใส่ใจดูแลกันและกัน” [27]

        จากนครรัฐวาติกัน วันที่ 8 ธันวาคม 2020

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บสารฉบับนี้มาแบ่งปันและไตร่ตรองโอกาสขึ้นปีใหม่ ค.ศ. 2021)

เชิงอรรถ

________________________

[1] Cf. Video Message to the Seventy-fifth Meeting of the General Assembly of the United Nations, 25 September 2020.

[2] Cf. Encyclical Letter Laudato Si’ (24 May 2015), 67.

[3] Cf. “Fraternity, the Foundation and Pathway to Peace”, Message for the 2014 World Day of Peace (8 December 2013), 2.

[4] Encyclical Letter Laudato Si’ (24 May 2015), 70.

[5] PONTIFICAL COUNCIL FOR JUSTICE AND PEACE, Compendium of the Social Doctrine of the Church, No. 488.

[6] De Officiis, 1, 28, 132: PL 16, 67.

[7] K. BIHLMEYER-H. TÜCHLE, Church History, vol. 1, Westminster, The Newman Press, 1958, pp. 373, 374.

[8] Address to Participants in the Conference organized by the Dicastery for Promoting Integral Human Development to mark the Fiftieth Anniversary of the Encyclical Populorum Progressio (4 April 2017).

[9] Message for the Twenty-second Session of the Conference of the Parties to the United Nations Framework Convention on Climate Change (COP22), 10 November 2016. Cf. INTERDICASTERIAL ROUNDTABLE OF THE HOLY SEE ON INTEGRAL ECOLOGY, Journeying Towards Care for Our Common Home: Five Years after Laudato Si’, Libreria Editrice Vaticana, 31 May 2020.

[10] SECOND VATICAN ECUMENICAL COUNCIL, Pastoral Constitution on the Church in the Modern World Gaudium et Spes, 26.

[11] Extraordinary Moment of Prayer in Time of Epidemic, 27 March 2020.

[12] Ibid.

[13] Cf. Encyclical Letter Fratelli Tutti (3 October 2020), 8; 153.

[14] SAINT JOHN PAUL II, Encyclical Letter Sollicitudo Rei Socialis (30 December 1987), 38.

[15] Encyclical Letter Laudato Si’ (24 May 2015), 91.

[16] EPISCOPAL CONFERENCE OF THE DOMINICAN REPUBLIC, Pastoral Letter Sobre la relación del hombre con la naturaleza (21 January 1987); cf. Encyclical Letter Laudato Si’ (24 May 2015), 92.

[17] Cf. Encyclical Letter Fratelli Tutti (3 October 2020), 125.

[18] Ibid., 29.

[19] Cf. Message to Participants in the International Conference “Human Rights in the Contemporary World: Achievements, Omissions, Negations”, Rome, 10-11 December 2018.

[20] Cf. Message to the United Nations Conference to Negotiate a Legally Binding Instrument to Prohibit Nuclear Weapons, Leading Towards their Total Elimination, 23 March 2017.

[21] Video Message for the 2020 World Food Day (16 October 2020).

[22] Cf. BENEDICT XVI, “Educating Young People in Justice and Peace”, Message for the 2012 World Day of Peace, (8 December 2011), 2; “Overcome Indifference and Win Peace”, Message for the 2016 World Day of Peace, (8 December 2015), 6.

[23] Address to the Parliament of Uganda, Kampala, 1 August 1969.

[24] Message for the Launch of the Global Compact on Education, 12 September 2019.

[25] Encyclical Letter Fratelli Tutti (3 October 2020), 225.

[26] Cf. ibid., 64.

[27] Ibid., 96; cf. “Fraternity, the Foundation and Pathway to Peace”, Message for the 2014 World Day of Peace (8 December 2013), 1.

วันที่ 1 มกราคม
วันสมโภชพระนางมารีย์ พระชนนีพระเจ้า

วันที่ 1 มกราคม
วันสมโภชพระนางมารีย์ พระชนนีพระเจ้า

ข้อคิดข้อรำพึง สมโภชพระนางมารีย์ พระชนนีพระเจ้า

คุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา เคยเล่าเรื่องเด็กชายคนหนึ่งว่าดังนี้ “ครั้งหนึ่งฉันพบเด็กชายคนหนึ่งและได้พาให้มาอยู่บ้านสำหรับเด็กๆ พวกเราจับเขาอาบน้ำ ให้สวมเสื้อผ้าสะอาด และให้ทุกสิ่งที่จำเป็น หลังจากนั้นหนึ่งวัน เด็กชายคนนี้วิ่งหายไป มีบางคนพบตัวเขา แต่แล้วเขาก็วิ่งหายไปอีก ดังนั้น ฉันจึงบอกบรรดาซิสเตอร์ของฉันว่า ช่วยตามเด็กคนนั้นไป แล้วดูซิว่าเวลาเขาวิ่งหนี เขาจะวิ่งไปที่ไหน แล้วเด็กชายก็วิ่งหนีไปเป็นครั้งที่สาม จึงพบว่าเขาวิ่งไปที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง มีแม่ของเขาอยู่ที่นั่น เธอกำลังทำอาหารจากหม้อดินและเตาเล็กๆ กับอาหารที่เธอเก็บมาจากถังขยะ พวกซิสเตอร์ถามเด็กนั่นว่า ทำไมหนูจึงหนีออกมาจากบ้าน เด็กชายตอบว่า นี่คือบ้านของผม เพราะว่าแม่ผมอยู่ที่นี่” ซึ่งก็เป็นความจริง แม่ของเราอยู่ที่ไหน บ้านของเราก็อยู่ที่นั่น

วันนี้ เราสมโภชพระนางมารีย์ พระชนนีพระเจ้า พระศาสนจักรของเราอยากจะเตือนใจเราว่า เราจำเป็นต้องมีแบบอย่างที่ดีที่สุด ที่คอยช่วยนำทางเราไปตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงเสนอพระแม่มารีย์มารดาของพระเยซูเจ้าให้แก่พวกเราในวันแรกแห่งปี นับแต่รุ่งอรุณของวันแรกแห่งปีใหม่เราจะไม่ต้องอยู่คนเดียว เราจะมีพระมารดาแห่งพระผู้ไถ่ คอยปกป้องและนำทางเราไปตลอดปี

แม่พระไม่ได้เป็นแม่พระมหาทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นแม่พระแห่งชัยชนะด้วย แม้ว่าเป็นเวลาต่อเนื่องที่แม่พระต้องรับทนความทุกข์ยาก แต่ก็ทรงเอาชนะมันได้หมด ไม่มีอะไรเลยที่เราทั้งหลายได้เคยรับทนทุกข์ และแม่พระไม่ได้ทรงรับทนทุกข์ไปด้วย

เช่นว่า ถ้าเราเคยสับสนกับชีวิต แม่พระก็ทรงเคยมีประสบการณ์เช่นนี้ เพียงแม่พระเพิ่งจะเป็นสาววัยรุ่นทูตสวรรค์กาเบรียลก็ปรากฏมา และแจ้งให้เธอทราบว่าจะเป็นมารดา แต่เมื่อเผชิญกับพายุแห่งความสับสน แม่พระกลับมีความเชื่อในพระเจ้าทวีขึ้น แม้จะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระนาง แต่พระนางก็ยังเชื่อในพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ว่าจะทำให้พายุนี้สงบ และทำให้ชีวิตของพระนางดำเนินไปอย่างปลอดภัย

เช่นว่า ถ้าเราพบว่าไม่มีความมั่นคง แม่พระก็เคยทรงได้รู้สึกเช่นนั้น หลังจากพระเยซูเจ้าประสูติ ก็ต้องทรงหนีไปอยู่ที่อียิปต์ แม่พระและพระเยซูเจ้าทรงเป็นเหมือนผู้ลี้ภัย แม่พระทรงยอมรับความลำเค็ญเหล่านี้ และทรงเอาชนะมันได้

เช่นว่า ถ้าเรามีประสบการณ์แสนเศร้าที่คนที่เรารักจากไป แม่พระทรงเคยประสบเช่นกัน และด้วยดวงพระทัยที่ปวดร้าวกว่าด้วย เพราะบุตรชายแต่คนเดียวถูกตรึงไม้กางเขนตายไปต่อหน้าต่อตา แต่ทรงผ่านประสบการณ์เหล่านี้ไปได้ทั้งหมด เพราะทรงไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า

แม่พระทรงเสริมเพิ่มความเชื่อในพระให้เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆจากการผ่านประสบการณ์เหล่านี้ แม่พระจึงทรงเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเยซูเจ้าทรงมอบให้แก่เรา

H.W. Longfellor ได้เขียนไว้ว่า “แม้พระเยซูเจ้าซึ่งได้สิ้นพระชนม์เพื่อเราบนไม้กางเขน ในชั่วโมงสุดท้ายในความเจ็บปวดแห่งความตายที่ไม่อาจบรรยายได้ ยังทรงคิดถึงพระมารดาของพระองค์ คล้ายๆ จะสอนเราว่าความรักอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ควรเป็นความคิดสุดท้ายก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป”

ขอให้โลกนี้มีพระนางมารีย์เป็นแม่ของตน
ขอให้ทุกคนในโลกเป็นลูกที่ดีของพระแม่
แม่ทางฝ่ายจิตวิญญาณของเราอยู่ที่ไหน บ้านแท้ของเราก็อยู่ที่นั่นด้วย

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2011 )

27 ธันวาคม
ฉลองนักบุญยอห์น อัครสาวกและผู้นิพนธ์พระวรสาร

27 ธันวาคม ฉลองนักบุญยอห์น อัครสาวกและผู้นิพนธ์พระวรสาร

(St. John, Apostle & Evangelist, feast)

นักบุญยอห์น เป็นน้องชายของนักบุญยากอบองค์ใหญ่ ทั้งคู่มาจากครอบครัวชาวประมงที่มีฐานะแห่งทะเลสาบกาลิลี ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทั้งคู่ผู้มีสมญาว่า “บุตรแห่งเสียงฟ้าร้อง” (Sons of Thunder) เป็นผู้ช่วยงานของบิดาของพวกเขาที่ชื่อ เศเบดี ทั้งสองพี่น้องได้เคยเป็นศิษย์ของยอห์น บัปติสต์ มาก่อน จนกระทั่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเรียกพวกเขา นักบุญยอห์นเป็นหนึ่งในสามอัครสาวกที่ได้สิทธิพิเศษเป็นพยานด้วยตาในเหตุการณ์อัศจรรย์ที่พระเยซูเจ้าทรงปลุกลูกสาวของไยรัสให้ฟื้นคืนชีพ และเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์อย่างรุ่งเรือง (Transfiguration) นักบุญยอห์นและนักบุญเปโตรต่างก็เป็นหนึ่งที่ถูกส่งเข้าไปในเมืองเพื่อเตรียมการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย และในโอกาสที่สำคัญนั้น นักบุญยอห์นซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคนที่หนุ่มสุดในบรรดาอัครสาวก ได้รับอนุญาตให้เอียงศีรษะพิงพระอุระของพระอาจารย์ นักบุญยอห์น “ซึ่งเป็นสานุศิษย์ผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก” ได้รับอนุญาตด้วยให้เข้าไปในวังของคายาฟาสในคืนที่พระเยซูเจ้าทรงถูกทรยศ “ด้วยว่าเป็นที่รู้จักกับมหาสมณะ” ท่านเป็นเพียงหนึ่งเดียวในอัครสาวกทั้งสิบสองที่ได้ยืนอยู่ใต้เชิงกางเขนตลอดพระทรมานของพระคริสต์ และเป็นเพราะท่านเป็นคนที่เอาใจใส่ด้วยความรัก องค์พระผู้ไถ่ซึ่งกำลังจะสิ้นพระชนม์ได้ทรงมอบพระมารดาผู้นิรมลของพระองค์ให้ท่านคอยดูแล ในช่วงวันปัสกาแรกก็เป็นท่านยอห์นอีกนั่นแหละพร้อมกับนักบุญเปโตรที่พากันวิ่งไปที่พระคูหาที่ว่างเปล่า

หลังการกลับฟื้นคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าแล้ว เราจะเห็นนักบุญยอห์นดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงพระเยซูเจ้า พระผู้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ที่ท่านเห็นว่าเป็นข้อพิสูจน์ที่แท้จริงถึงความใกล้ชิดของพระกับประชากรของพระองค์ เริ่มแรกจากการที่ท่านจดจำพระเยซูเจ้าได้ในการปรากฏองค์แก่บรรดาอัครสาวกบนชายฝั่งทะเลสาบกาลิลี ต่อมาเป็นท่านอีกนั่นเองกับนักบุญเปโตรที่ทำอัศจรรย์แรกหลังการกลับฟื้นคืนพระชนมชีพ ซึ่งก็คือ การรักษาคนง่อยที่ประตูพระวิหาร และภายหลังจากที่ท่านถูกคุมขังโดยชาวยิว ท่านก็ได้เดินทางไปสะมาเรียเพื่อเยี่ยมเยียนพวกที่กลับใจใหม่

กระทั่งช่วงการเบียดเบียนของกษัตริย์เฮโรด อะกริปปาที่ 1 ประมาณ 12 ปีหลังการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้า พวกอัครสาวกยังดูเหมือนคงอยู่ในปาเลสไตน์ และเมื่อพวกเขาต้องกระจัดกระจายไป นักบุญยอห์นได้ไปยังเอเซียไมเนอร์ และจากเมืองเอเฟซัสที่ใช้เป็นศูนย์กลางในการจัดตั้งและปกครอง “พระศาสนจักรทั้งเจ็ด” ณ ที่นี่เองที่อยู่ท่ามกลางคนต่างศาสนาที่ยังคงนับถือตามธรรมประเพณีของชาวโรมันและชาวกรีกรวมทั้งระบบปรัชญาต่างๆ คำศัพท์ “พระวจนะ” (Logos = the Word) ก็ถูกนำมาใช้ ซึ่งเป็นคำที่ใช้บ่อยๆ และมีความหมายตรงกับพระผู้ไถ่ หรือพระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งเป็นพระผู้ซึ่งชาวต่างศาสนาก็คาดหวังรอคอย และเป็นที่เมืองเอเฟซัสนี้เองที่นักบุญยอห์นได้เขียนสิ่งที่เรียกว่าเป็น “ข่าวดีฝ่ายจิต” (Spiritual Gospel) หรือพระวรสารของท่าน โดยท่านได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมพระวรสารสหทัศน์ทั้งสาม (คือพระวรสารที่เขียนโดย มาระโก มัทธิว และลูกา ที่มีความคล้ายคลึงกันพอควร) อย่างรอบคอบ โดยลงลึกในรายละเอียดต่างๆอย่างยอดเยี่ยม และเน้นความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์เพื่อคัดค้านความคิดของพวกเหตุผลนิยม (Gnostics) ที่ทรงอิทธิพลและแพร่หลายมากในขณะนั้น หลังจากนั้นไม่นาน ท่านถูกเนรเทศไปที่เกาะปัทมอส (Patmos) โดยพระจักรพรรดิดอมีเทียน ซึ่งเป็นที่ที่ท่านเขียนหนังสือวิวรณ์ (Apocalypse) ถือกันว่าเป็นการไขแสดงจากสวรรค์ที่มอบหมายให้ท่านทำ เป็นคำทำนายเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างพลพรรคของซาตานกับผู้ติดตามพระเป็นเจ้า จนกระทั่งจุดสูงสุดคือการทำลายล้างโลก และการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ ถ้าพิจารณาความลึกซึ้งจากข้อเขียนต่างๆของท่านต้องถือว่าท่านเป็น “ขั้นเทพ” (Divine) ทีเดียว นักเทววิทยาได้ใช้สัญลักษณ์นกอินทรีย์ที่บินขึ้นสูงสู่ดวงอาทิตย์โดยปราศจากความกลัวกับท่าน

ความร้อนรนของนักบุญยอห์นและความอ่อนโยนในการเอาใจใส่ดูแลฝูงแกะของท่านสะท้อนออกมาในคำเตือนสอนบ่อยๆของท่าน เช่นว่า “ลูกรัก จงรักกันและกันเถิด” “ลูกที่รักทั้งหลาย เราอย่ารักกันแต่ปากเพียงด้วยคำพูดเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง” “เพราะผู้ไม่รักพี่น้องที่เขาแลเห็นได้ ย่อมไม่รักพระเจ้าที่เขาแลเห็นไม่ได้” “ผู้ใดรัก ก็มีชีวิตของพระเจ้าในตัวเขา พระเจ้าทรงเป็นความรัก”

นักบุญยอห์นได้อาศัยอยู่ที่เมืองเอเฟซัสจนอายุชรามาก โดยท่านได้กลับจากเกาะปัทมอสเมื่อพระจักรพรรดิสิ้นชีพลง ท่านเป็นอัครสาวกที่สิ้นชีพเป็นคนสุดท้าย นักบุญยอห์นได้รับความเคารพในฐานะเป็นองค์อุปถัมภ์ของแคว้นเอเซียไมเนอร์ และถูกอ้อนวอนขอยามเมื่อฝนตกหนัก ลูกเห็บตก และฟ้าแลบฟ้าร้องที่รุนแรง

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)