24 พฤศจิกายน
ระลึกถึง นักบุญอันดรูว์ ดุง-ลัก พระสงฆ์และเพื่อนๆมรณสักขีชาวเวียดนาม

24 พฤศจิกายน ระลึกถึง นักบุญอันดรูว์ ดุง-ลัก พระสงฆ์และเพื่อนๆมรณสักขีชาวเวียดนาม

(SS. Andrew Dung-Lac, Priest, and Companions, Martyrs, memorial)

เวียดนาม(ในอดีตขณะนั้นแบ่งอาณาจักรเป็น 3 ส่วน) ได้รับความเชื่อเป็นคริสตชนโดยผ่านทางชาวโปรตุเกส สำนักแพร่ธรรมแรกได้ถูกเปิดขึ้นที่เมืองดานัง ในปี ค.ศ. 1615 โดยพวกมิชชันนารีคณะเยซูอิต ซึ่งได้ทำงานกับชาวคาทอลิกในญี่ปุ่น แต่ถูกขับไล่ออกมา และต่อมามีชาวฝรั่งเศส กับ สเปน มาแพร่ธรรมตามลำดับ

มีการเบียดเบียนอย่างรุนแรงเป็นช่วงๆ มิชชันนารีทุกคนถูกห้าม และบรรดาผู้ปกครองพยายามขับไล่และลบร่องรอยความเป็นคริสตชน โดยสั่งให้ผู้ที่กลับใจทิ้งศาสนาด้วยการเหยียบไม้กางเขน ประมาณว่ามีหนึ่งแสนถึงสามแสนคนที่เป็นเหยื่อโดยต้องสู้ทนความยากลำบากนานาชนิด และโดนทรมานถึงตาย กลุ่มสุดท้ายที่เป็นมรณสักขีมีจำนวนฆราวาส 17 คน ซึ่งรวมถึงเด็กชายอายุ 9 ปีคนหนึ่งด้วย จนถึงปี ค.ศ. 1862 จึงมีสนธิสัญญากับฝรั่งเศสรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาคาทอลิก แม้ว่าต่อมาจะไม่ถึงกับหยุดการเบียดเบียนทุกอย่างก็ตาม (คือ ยังพอมีการเบียดเบียนอยู่บ้าง)

ในบรรดามรณสักขีช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1820 – 1862 มี อันดรูว์ ดุง-ลัก พระสงฆ์และเพื่อนๆมรณสักขีอีก 116 องค์ กลุ่มนี้ (ที่มีทั้งหมด 117 องค์) และได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีในโอกาสต่างๆ 4 ครั้งด้วยกันในระหว่างปี 1900 – 1951 และทั้งหมดมาได้รับการแต่งตั้งเป็นนักบุญพร้อมๆกัน โดย นักบุญ ยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1988

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

22 พฤศจิกายน
ระลึกถึง นักบุญเซซีลีอา พรหมจารีและมรณสักข

22 พฤศจิกายน ระลึกถึง นักบุญเซซีลีอา พรหมจารีและมรณสักข

( St. Cecilia, Virgin & Martyr, memorial )

นักบุญเซซีลีอา เกิดในตระกูลขุนนางในโรม ประมาณปลายศตวรรษที่ 2 ภายใต้สมัยจักรพรรดิ อเล็กซานเดอร์ เซเวรุส ได้ถูกอบรมเลี้ยงดูแบบคริสตชน ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เธอตัดสินใจจะเป็นโสดเพื่อเห็นแก่ความรักของพระเจ้า เธอได้จำศีล อดอาหาร ทำกิจใช้โทษบาปต่างๆ และกิจการกุศล แต่พ่อแม่เธอวางแผนการอื่นไว้สำหรับเธอ คือ จะให้เธอแต่งงานกับหนุ่มขุนนางชื่อ วาเลเรียน

ในตอนเย็นของวันแต่งงาน ขณะที่เพลงแต่งงานยังคงก้องดังอยู่ในหูของเธอ เธอรื้อฟื้นคำปฏิญาณว่าเธอจะเป็นพรหมจารีถวายแด่พระเจ้า เมื่อจะต้องเข้าเรือนหอ เธอรวบรวมความกล้าบอกกับเจ้าบ่าว “ฉันมีความลับจะบอกเธอ ฉันมีเทวดาของพระเจ้าเฝ้ามองฉันอยู่ ถ้าคุณสัมผัสฉันแบบชู้สาว เขาจะโกรธและคุณจะโชคร้าย แต่ถ้าคุณเคารพความเป็นพรหมจารีของฉัน เขาจะรักคุณเหมือนที่เขารักฉัน”

วาเลเรียน เป็นผู้ดี ยินยอมตามคำบอกของเซซีลีอา ถ้าเธอจะแสดงให้เขาเห็นเทวดา เธอตอบว่า “ถ้าคุณเชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงดำรงอยู่แต่เพียงผู้เดียว และรับศีลล้างบาป คุณก็จะเห็นเทวดา”

วาเลเรียนยอมตามนั้น เธอส่งเขาไปหาพระสังฆราช อูร์บัน (Urban) ซึ่งล้างบาปให้เขา เมื่อเขากลับมาจะแจ้งข่าวกับเธอ เขาต้องตกตะลึงเมื่อเห็นเธอสนทนาอยู่กับเทวดา เทวดามาหาเขาและวางพวงดอกไม้กุหลาบและลิลลี่เหนือศรีษะของทั้งสอง วาเลเรียนมีความเลื่อมใสจนว่าภายในไม่กี่วันต่อมา เขาและน้องชายเขาชื่อ ธิบูร์ซีอุส (Tiburtius) ซึ่งเขานำมาสู่ความเชื่อเช่นเดียวกับเขา เป็นพยานยืนยันความเชื่อโดยยอมเป็นมรณสักขี ทั้งคู่ถูกตัดศรีษะโดย อัลมาชิม (Almachim) ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการตอนนั้น เซซีลีอาให้ฝังศพของทั้งสองไว้ และถึงเวรเธอที่จะยืนยันความเชื่อ เธอตอบคำขู่ของผู้ว่าราชการว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า ฉันเป็นเจ้าสาวขององค์พระเยซูคริสต์ของฉัน” เธอถูกตัดสินให้ตายโดยต้มลงในหม้อน้ำเดือด แต่เธอยังคงมีชีวิตต่อไปอีก 1 วันและ 1 คืน แม้ถูกกดจมลงไปในน้ำที่เดือด ถูกนำขึ้นมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาถูกจามด้วยขวานที่ศีรษะและบริเวณอก เลือดไหลออกมาเป็นเวลา 3 วัน เธอภาวนาและให้กำลังใจคนที่มาเยี่ยมเยียนเธอ และที่สุดจากไปโดยขับร้องสรรเสริญพระเจ้า

ตามตำนานกล่าวไว้ด้วยว่า เธอได้ขับร้องเพลงในวันที่กำหนดให้เธอแต่งงานด้วย เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก และดังนั้นเธอจึงได้รับการยกย่องให้เป็นองค์อุปถัมภ์ดนตรีศักดิ์สิทธิ์

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

บทเทศน์บทรำพึง
สมโภชพระเยซูเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล

บทเทศน์บทรำพึง สมโภชพระเยซูเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล

หัวข้อ : The king and I

มีเรื่องเล่าว่า กษัตริย์ชราผู้ไม่มีรัชทายาทพระองค์หนึ่งทรงต้องการมอบบัลลังก์ของพระองค์ให้กับชายหนุ่มผู้คู่ควรกับอาณาจักรของพระองค์ ดังนั้น ทรงประกาศออกไปว่าจะทรงคัดเลือกผู้สืบตำแหน่งต่อ มีชายหนุ่มที่ร่ำรวย และแข็งแรงมากมายได้มาที่พระราชวังเพื่อรับการคัดเลือก แต่ก็ถูกส่งกลับไปจนหมดสิ้น มีคนเลี้ยงแกะยากจนคนหนึ่งอาศัยในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล เขาปรารถนาจะเป็นกษัตริย์ด้วยเหมือนกัน จึงได้รวบรวมเงินทั้งหมดที่มีไปซื้อเสื้อผ้าชุดที่เหมาะสม แล้วก็เดินทางไปที่พระราชวัง ใกล้จะถึงพระราชวังเขาพบขอทานคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าและขาดกะรุ่งกะริ่งเข้ามาขอทานจากเขา เขานึกสงสารมาก กล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย ฉันมาจากหมู่บ้านห่างไกลเพื่อมาสมัครเป็นกษัตริย์และฉันก็ไม่มีเงินเหลือจะให้ทานหรอก แต่ฉันมีเสื้อผ้าใหม่ชุดที่สวมอยู่นี่ ฉันจะให้ชุดใหม่นี้แก่ท่านแลกเปลี่ยนกับชุดของท่าน” ชายขอทานนั้นตกลง เมื่อแลกเปลี่ยนแล้วเขาขอบคุณชายคนนั้นแล้วจากไป ชายคนนั้นมองดูชุดที่ขาดกะรุ่งกะริ่งของตนแล้วรู้สึกเขินอาย จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน แต่ทันใดนั้น มีข้าราชสำนักคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบอกกับเขาว่า “พระมหากษัตริย์ต้องการพบท่าน” เมื่อเขาเข้าไปในพระราชวัง เขาตกใจมากที่เห็นว่าพระมหากษัตริย์คือขอทานคนนั้นซึ่งกำลังสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขาอยู่ พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ลูกรัก ลูกเป็นผู้สมควรที่สุดที่จะปกครองอาณาจักรของเรา”

เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับกษัตริย์และอาณาจักรต่างๆ มีเสน่ห์ดึงดูดใจให้คิดถึงภาพของความโอ่อ่าหรูหราและอำนาจ แต่พระวาจาของวันนี้ เราจะเห็นภาพอำนาจของกษัตริย์ที่ดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง และการเลือกผู้ที่สมควรเป็นทายาทก็เป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจ เนื่องจากเป็นอาทิตย์สุดท้ายของปีพิธีกรรม และได้กล่าวถึง “ผู้ที่เล็กน้อยหรือต่ำต้อยที่สุด” แต่ก็เหมือนกับตอนจบอย่างสง่าของอุปรากรเรื่องหนึ่ง (like the grand finale of an opera) นักบุญมัทธิวได้เก็บรักษาข้อความนี้ไว้ในฐานะเป็นจุดสูงสุด (climax) ของคำเทศน์สอนสุดท้ายในเรื่องงานบริการของพระเยซูเจ้า จริงๆแล้ว นี่ก็คือ “คำสั่งสุดท้าย” ของพระเยซูเจ้าในเรื่องการบริการรับใช้เพื่อนพี่น้องนั่นเอง และสิ่งที่ตามมาก็คือ การนำไปสู่ความรอด (salvation)

พิธีกรรมของวันนี้ชี้ให้เห็นความเป็นกษัตริย์ของพระคริสต์ ตัดกับฉากของเหตุการณ์เรื่อง “ประวัติศาสตร์แห่งความรอด” ที่ท้ายสุดแล้วพระเยซูเจ้าจะทรงปราบศัตรูทั้งหมดของพระองค์ให้อยู่ใต้พระบาท แล้วนั้นจะทูนถวายอาณาจักรแด่พระบิดาเจ้า เพื่อว่า “พระเจ้าจะได้ทรงเป็นทุกสิ่งในทุกคน” (ในบทอ่านที่สอง) อำนาจและอานุภาพทั้งหลายจะถูกทำลายเมื่อพระเยซูเจ้าจะเสด็จมาครั้งที่สอง เมื่อนั้นพระองค์จะทรงตัดสินทุกคนตามมาตรวัดของพระบัญญัติสูงสุดของพระองค์ นั่นคือ “ความรัก”

ในบทอ่านแรกนำเสนอหัวข้อความเป็นกษัตริย์ด้วยภาพของนายชุมพาบาล โดยเปรียบเทียบพาดพิงไปถึงกษัตริย์ดาวิด บรรดากษัตริย์ของอาณาจักรยูดาห์ก่อนเนรเทศส่วนมากเป็นนายชุมพาบาลจอมปลอมที่นำบรรดาฝูงแกะให้หลงไป ดังนั้น พระเจ้าเองจะทรงเลี้ยงดูแกะของพระองค์ และจะตามหาแกะที่สูญหายไป นำแกะที่หลงทางกลับมา พันแผลแกะที่บาดเจ็บ และเสริมกำลังแกะที่อ่อนเพลีย ประโยคสุดท้ายให้ความหมายของการตัดสินคือ “เราจะพิพากษาระหว่างแกะกับแกะ ระหว่างแกะเพศผู้กับแพะเพศผู้”

ภาพเปรียบเทียบของการแยกผู้คนทั้งหลายโดยใช้ภาพของแกะและแพะที่กล่าวไว้ในบทอ่านแรก และในพระวรสารก็กล่าวอีกว่า “พระองค์จะทรงแยกเขาออกเป็นสองพวก ดังคนเลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ ให้แกะอยู่เบื้องขวา ส่วนแพะอยู่เบื้องซ้าย” นั้น จะใช้พื้นฐานของปฏิบัติการจริง ว่าได้ให้บริการด้วยความรักต่อผู้ที่ “ต่ำต้อยที่สุด” ในสังคมหรือไม่ อันได้แก่ ให้อาหารแก่ผู้หิว ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยเปล่า ไปเยี่ยมคนเจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ พวกที่ได้รับการต้อนรับเข้าในพระอาณาจักรได้แสดงความแปลกใจออกมา เพราะพวกเขาได้ทำงานรับใช้โดยไม่ได้เห็นแก่รางวัล แต่มาจากความรักที่มีต่อเพื่อนพี่น้องอย่างบริสุทธิ์ใจ เราเห็นตัวอย่างจริงเช่นนี้มากมาย เช่น นักบุญเดเมียน พระสงฆ์ (St Damien of Molokai, 1840-1889) ที่ไปอยู่ที่เกาะของคนโรคเรื้อนเพื่อรับใช้พวกเขา จนตัวเองติดโรคไปด้วย และตายไปในที่สุด หรือ นักบุญเทเรซา แห่งกัลกัตตา ที่ไปอยู่ท่ามกลางพี่น้องที่ยากจนและน่าสงสารที่สุดเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ฯลฯ

ในปี ค.ศ. 1956 มีภาพยนต์ที่มีชื่อเสียงที่เคยเป็นละครเวทีที่โด่งดังมาก่อนเรื่อง The King and I (ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายในเมืองไทย) มีหลายเพลงประกอบที่มีความไพเราะ ประพันธ์โดย ร็อดเจอร์ส และ แฮมเมอร์สไตน์ (Rodgers and Hammerstein) เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ของสยาม (= ในหลวงรัชกาลที่ 4) ได้ทรงมอบบรรดาพระโอรสและพระธิดาเล็กๆทั้งหลาย ให้อยู่ในการดูแลและสอนภาษากับแหม่มแอนนา เนื้อเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก (แต่งเสริมเติมแต่งขึ้นมาให้มีความน่าสนใจ จากบทบันทึกของแหม่มแอนนา) ณ ที่นี้ขอเปรียบเทียบว่า พระคริสต์ – องค์กษัตริย์ กับ เราแต่ละคน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันด้วยบทบัญญัติแห่งความรัก พระเยซูเจ้าทรงมอบเด็กเล็กๆ (ลูกของพระองค์ = บรรดาคนต่ำต้อยที่สุดทั้งหลาย) ให้อยู่ในความเอาใจใส่ดูแลของเรา เราแต่ละคนได้ตอบสนองต่อพระองค์และบรรดาคนเล็กน้อยที่สุดเหล่านั้นเช่นไร

(เขียนโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2017
Based on : Sunday Seeds for Daily Deeds โดย Francis Gonsalves, S.J.)

บทเทศน์บทรำพึง สมโภชพระเยซูเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล

“พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่นั้นคือใครผู้ใด พระองค์คือพระเยซูเจ้าผู้เข้มแข็ง”

วันนี้ เป็นวันสมโภชพระเยซูเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล ข้อความข้างบนเป็นบทสร้อยที่เราร้องสลับกับบทสดุดีในพิธีมิสซาของวันนี้ โดยเติมชื่อพระเยซูเจ้า เข้าไปเพื่อให้เหมาะกับวันสมโภชนี้

หลายคนที่เป็นคนรุ่นเก่าหน่อย คงจะได้เคยชมภาพยนตร์ หรืออย่างน้อยก็คุ้นกับชื่อ “King of kings” ซึ่งแปลเป็นไทยได้งดงามทั้งภาษาและความหมายว่า “จอมราชัน” ซึ่งเป็นผู้อื่นใดไปมิได้ นอกจากหมายถึง พระเยซูเจ้า แต่เพียงพระองค์เดียว

แต่เมื่อชมเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของพระองค์ หรือศึกษาจากพระวรสารเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์แล้ว เราจะทราบว่า ความยิ่งใหญ่ของพระองค์มาจากความเรียบง่าย มาจากการทำตามพระประสงค์ของพระบิดา มาจากความสุภาพถ่อมองค์ลงจนถึงที่สุด และมาจากความรักและเมตตาอย่างล้นเหลือต่อมวลมนุษย์ชาติ จนยอมพลีพระชนม์เพื่อเขาเหล่านั้น

เมื่อทรงมีชัยชนะเหนือความตายแล้ว เมื่อแผนการไถ่กู้มนุษย์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระเจ้าทรงประทานบำเหน็จให้พระองค์อย่างยิ่งใหญ่ ทรงพระสิริโอ่อ่าตระการตา ทุกๆ สิ่งสร้างเมื่อได้ยินพระนาม “พระเยซู” จะคู้เข่าลงนมัสการพระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาลอย่างแท้จริง

ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะร่วมส่วนในความไพบูลย์ของพระองค์จะต้องปฏิบัติตนเช่นใด พระวรสารโดยนักบุญมัทธิวบอกเราในวันนี้อย่างชัดแจ้ง พระเยซูเจ้าทรงวางกฎเกณฑ์ไว้ว่า ในวันสุดท้ายนั้นผู้ที่จะได้รับเชิญให้เข้าในพระอาณาจักรของพระองค์ คือผู้ที่ในขณะยังอยู่ในโลกนี้ เคยจำพระองค์ได้หรือเปล่า เคยช่วยเหลือพระองค์บ้างไหม โดยเฉพาะเวลาที่ทรงต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เช่นเวลาที่ทรงหิว ทรงกระหาย ทรงเป็นแขกแปลกหน้า หรือเวลาที่ไม่ทรงมีเสื้อผ้านุ่งห่ม หรือทรงเจ็บไข้ได้ป่วย หรือทรงติดอยู่ในคุก

แม้แต่กิจการดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำต่อคนต่ำต้อยที่สุด (= พระเยซูเจ้า ผู้ทรงซ่อนพระองค์อยู่ในคนเหล่านั้น) ก็จะมีความหมายยิ่งนักสำหรับชีวิตนิรันดร

ความเมตตา ความมีน้ำใจ และความรักที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับการต้อนรับเข้าสู่ความสุขสมบูรณ์แห่งพระอาณาจักรของพระองค์

พี่น้องครับ จำได้ไหมครับว่าครั้งสุดท้ายที่เราได้ช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือได้ช่วยคนเล็กๆ น้อยๆ ในสังคม เมื่อไร

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 )

21 พฤศจิกายน
ระลึกถึงพระนางมารีย์พรหมจารีถวายองค์ในพระวิหาร

21 พฤศจิกายน ระลึกถึงพระนางมารีย์พรหมจารีถวายองค์ในพระวิหาร

(Presentation of the Blessed Virgin Mary, memorial)

– มีหนังสือ 3 เล่มบันทึกเรื่องนี้ไว้คือ

1) Protoevangelium of St. James

2) งานเขียนศตวรรษที่ 2 ชิ้นหนึ่ง

3) Pseudo-Matthew คือ งานที่อ้างว่าเป็นของมัทธิว (แต่ไม่ใช่ฉบับที่รับรองว่าเป็นพระคัมภีร์)

ทั้ง 3 ไม่นับว่าอยู่ในสารบบพระคัมภีร์ กล่าวว่า :

นักบุญโยอากิม และนักบุญอันนา เพื่อทำตามที่บนบานไว้ จึงได้นำลูกสาวอายุ 3 ขวบ คือ มารีย์ จากเมืองนาซาเร็ธไปที่พระวิหารกรุงเยรูซาเล็ม (ราว 80 ไมล์) ไปที่นั่นเพื่อได้รับการศึกษาโดยบรรดาสตรีผู้ศักดิ์สิทธิ์ และพร้อมกับพรหมจารีย์รุ่นเยาว์คนอื่นๆ ถวายตนรับใช้พระเจ้า

– เรื่องวันกำหนดที่เลือกวันที่ 21 พฤศจิกายน ก็คือ วันนี้เป็นวันเสกวัดแม่พระของเราที่กรุงเยรูซาเล็ม (Our Lady in Jerusalem) ในปี ค.ศ.543

– แม้เป็นเรื่องเพียงตำนาน แต่วันฉลองนี้ก็เสนอสนองความสำคัญที่เป็นจุดมุ่งหมายทางเทววิทยา ผนวกเข้ากับวันสมโภชพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล และวันฉลองแม่พระบังเกิด เป็นการเน้นความศักดิ์สิทธิ์ที่แม่พระทรงได้รับตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตของพระนางบนโลกนี้ ซึ่งสืบเนื่องมาตลอดตั้งแต่วัยเด็ก และวัยต่อๆไป ว่าเป็นผลของการอุทิศตนอย่างครบสมบูรณ์ของพระนางต่อพระเจ้า

แม่พระได้เผยให้กับนักบุญเอลีซาเบ็ธ แห่งฮังการีว่า พระนางได้ทรงตัดสินพระทัยที่จะ “มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นบิดาของพระนางแต่เพียงผู้เดียว และตั้งพระทัยตลอดว่าจะทำให้พระองค์พอพระทัยมากที่สุด” พระนางทรงปรารถนายิ่งนักที่จะได้รับพระหรรษทานและฤทธิ์กุศลเพิ่มพูนยิ่งขึ้น เพื่อสมจะได้เป็นข้ารับใช้ของพระองค์

การเป็น “ทาสีขององค์พระผู้เป็นเจ้า” หมายถึง การปฏิบัติฤทธิ์กุศลความสุภาพถ่อมตน ความรักและความนอบน้อมเชื่อฟัง จนกระทั่งพระนางจะทรงกลายเป็นพระวิหารที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะสร้างขึ้นโดยมือมนุษย์ใดๆ

พระเจ้าทรงพำนักอยู่ในพระนางในรูปแบบที่แสนมหัศจรรย์ และทรงบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระนาง สำหรับการปฏิบัติหน้าที่พิเศษแต่หนึ่งเดียวของพระนางในแผนการช่วยให้รอดของพระองค์

ในขณะเดียวกัน ความล้ำค่าของพระนางส่องสะท้อนมาถึงพวกเรา ซึ่งเป็นลูกๆของพระนาง พวกเราจะกลายเป็นพระวิหารของพระเจ้าด้วย ในรูปแบบการถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ไป เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในงานกอบกู้ของพระองค์

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

การแปลสมณสาส์น “ทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (2)

การแปลสมณสาส์น “ทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (2)

มาเซอร์มารี หลุยส์ พรฤกษ์งาม (คณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร) ได้แปล สมณสาส์น”ทุกคนเป็นพี่น้องกัน” เสร็จแล้ว ต่อไปคุณวัชรี กิจสวัสดิ์กำลังจัดอาร์ตรูปเล่ม มีอีก 2-3 คนกำลังช่วยตรวจทานพิสูจน์อักษร และจึง เข้าโรงพิมพ์ หวังว่าเราจะได้หนังสือเล่มนี้โอกาสคริสต์มัสปีนี้ครับ
ขอเชิญอ่าน “บทนำ” ของผู้แปลนะครับ …มีประโยชน์

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์

19 พฤศจิกายน 2020

สมณสาส์น ทุกคนเป็นพี่น้องกัน ของสมเด็จพระ สันตะปาปาฟรังซิส เป็นสมณสาส์นฉบับที่ 3 ซึ่งออกมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2020 วันฉลองนักบุญฟรังซิสอัสซีซี เอกสารฉบับนี้สมเด็จพระสันตะปาปาทรงสะท้อนข้อท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาที่โลกต้องเผชิญกับโรคระบาดโควิด-19 และทรง เรียกร้องให้ทุกคนสร้างวัฒนธรรมใหม่ของภราดรภาพและ การเสวนา
เมื่อได้รับมอบหมายให้แปลสมณสาส์นทางสังคมฉบับนี้ โดยส่วนตัวรู้สึกยินดีมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบวิกฤตหลายด้าน ทั้งโรคระบาด น้ำท่วม สถานการณ์ทางการเมืองและที่สำคัญความเปลี่ยนแปลง ในทางความคิดของบรรดาเยาวชน ซึ่งทำให้ผู้ใหญ่ในสังคมเกิดความรู้สึกหวั่นวิตกว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ตัว ผู้แปลเองยอมรับว่าเมื่อเสพข่าวจากสื่อต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย ก็ยิ่งทำให้รู้สึกกังวลหรือที่เรียกว่าจิตตก จนตัดสินใจว่าจะต้องเลิกเสพสื่อสักพักและหันมาแปลสมณสาส์นฉบับนี้ ซึ่งเมื่อได้อ่านแล้วก็รู้สึกได้รับกำลังใจและรู้สึกเหมือนว่าพระสันตะปาปาทรงประทับอยู่ในประเทศไทย เพราะเนื้อหาหลายข้อตรงกับสถานการณ์ในบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เราได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และเริ่มต้นเสวนาได้โดยเริ่มต้นจากคนใกล้ตัวเราก่อน
สมณสาส์นฉบับนี้แปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นภาษาที่ถนัดมากกว่าและเชื่อว่าใกล้เคียงกับต้นฉบับภาษาสเปนของพระสันตะปาปา รูปประโยคหรือคำบางคำอาจจะไม่ตรงกับภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ได้ใส่คำภาษาอังกฤษกำกับไว้บางคำ และใส่บรรณานุกรมเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้เป็นที่เข้าใจได้ทั่วกัน กราบขออภัยไว้ล่วงหน้า หากการแปลมีข้อผิดพลาดใดๆ ขอเชิญชวนทุกท่านให้อ่านสมณสาส์นฉบับนี้ เพื่อเราจะได้รับคำตอบในการแก้ไขปัญหาที่เราประสบอยู่ด้วยสายตาแห่งความรักและความเป็นพี่น้องกัน

ด้วยรักในภราดรภาพ
เซอร์มารี หลุยส์ พรฤกษ์งาม

18 พฤศจิกายนวันครบรอบการถวายพระวิหารนักบุญเปโตร และนักบุญเปาโล อัครสาวก

18 พฤศจิกายน วันครบรอบการถวายพระวิหารนักบุญเปโตร และนักบุญเปาโล อัครสาวก

(Dedication of the Basilicas of St. Peter and St. Paul)

(1) พระวิหารนักบุญเปโตร

วัดหลังแรกที่สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึงได้ก่อสร้างบนหลุมฝังศพของนักบุญเปโตร ตั้งอยู่ปลายเนินวาติกันในกรุงโรมนั้น เป็นผลงานของนักบุญ อนาคลีตุส, พระสันตะปาปา (Pope St. Anacletus) ราวปี ค.ศ. 76-83 ณ ที่นี้พระธาตุของพระสันตะปาปาองค์แรกถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีนับตั้งแต่นั้นมา ยกเว้น ช่วงระยะเวลาสั้นๆในปี ค.ศ. 258 มีการนำไปหลบซ่อนไว้ในคาตาคอมป์นักบุญเซบาสเตียน เพื่อปกป้องให้รอดพ้นจากการดูหมิ่นศาสนาในช่วงการเบียดเบียนของจักรพรรดิวาเลเรียน (Valerian) มาในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินผู้ยิ่งใหญ่ ได้ทรงสร้างบาสิลิกาที่สง่างามขึ้นมาเหนือหลุมศพนักบุญเปโตร ในปี ค.ศ. 319 มีการปรับปรุงอีกหลายครั้งในกาลเวลาต่อมา และเมื่อเก่ามากจนใกล้จะพังทลายแล้ว พระสันตะปาปาจูลีอุส ที่ 2 (Pope Julius II) จึงทรงสั่งทุบทิ้งทั้งหมด และให้สร้างขึ้นใหม่ โดยทรงเสกศิลาฐานของพระวิหารเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1506 และนี่ก็คือพระวิหารที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้ ซึ่งถือว่ายิ่งใหญ่และล้ำค่ามากที่สุด โดยสร้างขึ้นมาจากการออกแบบของบรามันเต (Bramante) และมิเกลันเจโล (Michelangelo) ซึ่งสามารถจุคนได้ถึง 50,000 คน พระวิหารนี้ได้รับการเสกอย่างสง่าโดยพระสันตะปาปาอูรบัน ที่ 8 (Pope Urban VIII) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1626


(2) พระวิหารนักบุญเปาโล (นอกกำแพง)

ในปี ค.ศ. 103 พระสันตะปาปาอนาคลีตุสได้ทรงสร้างวัดหลังแรกบนตำแหน่งที่ฝังศพของนักบุญเปาโล ใกล้ๆกับอารามฤาษีแห่งน้ำพุ(เล็ก)ทั้งสาม (Tre Fontane) บนถนนออสเตียน (Ostian way) ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่านักบุญเปาโลได้ถูกตัดศีรษะและถูกฝังไว้ที่นี่ วัดนี้ได้รับความเคารพกันว่ากฎหมายโรมันมิสามารถทำอะไรได้ ในปี ค.ศ. 324 จักรพรรดิคอนสแตนตินผู้ยิ่งใหญ่ได้ทรงเปลี่ยนแปลงจากวัดให้เป็นบาสิลิกาที่งดงาม และในปี ค.ศ. 385 อาคารที่ใหญ่กว่าที่มีความยาวถึง 400 ฟุตก็สร้างสำเร็จ สถานที่ตั้ง “อยู่นอกกำแพง” ต่อมาบาสิลิกาหลังนี้ถูกปล้นในปี ค.ศ. 739 อย่างไรก็ตาม ได้มีการบูรณะและแต่งเสริมเติมต่อเป็นช่วงๆระหว่าง ค.ศ. 1500 ถึง ค.ศ. 1700 จากนั้นก็คงอยู่มาจนถึงปี ค.ศ. 1823 ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ทำลายไป พระวิหารของนักบุญเปาโลหลังใหม่ ซึ่งได้พยายามรักษาโฉมหน้าหรือลักษณะแบบโบราณไว้ก็ได้รับการเสกอย่างสง่าโดยพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 9 (Pope Pius IX) ในปี ค.ศ. 1854 สองวันหลังการประกาศข้อความเชื่อเรื่องการปฏิสนธินิรมลของพระนางมารีย์พรหมจารีนั่นเอง

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

การแปลสมณสาส์น “ทุกคนเป็นพี่น้องกัน”

การแปลสมณสาส์น “ทุกคนเป็นพี่น้องกัน”

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ประกาศพิมพ์พระสมณสาส์น ฉบับใหม่ ชื่อ ทุกคนเป็นพี่น้องกัน (Fratelli Tutti )  เกี่ยวกับภราดรภาพ  และมิตรภาพทางสังคม   เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม  ค.ศ. 2020    เนื้อหามี 8 บท  จำนวน 287 ย่อหน้า (198 หน้า)  เซอร์มารี หลุยส์ พรฤกษ์งาม (SPC) กำลังแปล ได้ 220 ย่อหน้าแล้ว  ขอบคุณเซอร์มากที่ช่วยเร่งแปล  ผมขอนำคิด 3 ย่อหน้าแรก มาเสนอในสถานการณ์ปัจจุบัน

สมณสาส์น ทุกคนเป็นพี่น้องกัน (FRATELLI TUTTI)

  1. ทุกคนเป็นพี่น้องกัน” เป็นข้อความของนักบุญฟรังซิสอัสซีซี [1] ที่เขียนถึงบรรดาพี่น้องชายหญิงของท่าน เพื่อเสนอวิถีการดำ เนิน ชีวิตที่สอดคล้องกับพระวรสาร ในบรรดาคำแนะนำของท่านนั้น ข้าพเจ้า ขอเน้นประการหนึ่งที่ท่านนักบุญได้เชื้อเชิญให้เข้าสู่ความรักที่ก้าวข้าม อุปสรรคด้านภูมิศาสตร์และพื้นที่ ท่านประกาศว่าเป็นบุญของผู้ที่รัก ผู้อื่น “ได้มากเท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันหรืออยู่ด้วยกัน” [2] กล่าว โดยสรุปคือ ท่านนักบุญได้แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของภราดรภาพที่ เปิดกว้าง ยอมรับ ให้คุณค่า และรักทุกผู้ทุกคน โดยเป็นอิสระจาก ความใกล้ชิดทางกายภาพ และไม่ว่าบุคคลนั้นจะเกิดที่ไหน หรืออาศัย อยู่ที่ใดก็ตาม
  2. ท่านนักบุญฟรังซิส ซึ่่งเป็นนักบุญแห่งความรักฉันพี่น้อง ความ เรียบง่ายและความชื่นชมยินดี ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าเขียน สมณสาส์น “ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” (Laudato si’) และ ในครั้งนี้ ท่านนักบุุญได้ผลักดันข้าพเจ้าให้อุทิศสมณสาส์นฉบับใหม่นี้ เพื่อภราดรภาพและมิตรภาพทางสังคม อันที่จริง ท่านนักบุุญฟรังซิส รู้สึกว่าตัวท่านเป็นพี่่น้องกับดวงอาทิตย์ ทะเล และสายลม และท่าน ยังเป็นหนึ่งเดียวกับบรรดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ท่านได้หว่านสันติภาพ ไปทั่ว และเดินเคียงข้างกับผู้ยากจน ผู้ถูก ทอดทิ้ง ผู้ป่วย ผู้อยู่ชายขอบ สังคม และพี่น้องผู้ต่ำต้อยทั้งหลาย

    ปราศจากพรมแดน

 3. ช่วงหนึ่งในชีวิตของท่านนักบุญฟรังซิส ได้แสดงให้เราเห็นถึง หัวใจของท่านที่ไร้พรมแดน ท่านสามารถก้าวข้ามระยะห่างเรื่อง ต้นกำ เนิด เชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา เมื่อครั้งที่ท่านไปเยี่ยมสุลต่าน มาลิค เอล กามิล (Malik-el-Kamil) ในอียิปต์ ซึ่งเป็นการเดินทาง ที่ท่านต้องใช้ความพยายามมาก เพราะความยากจนของท่าน รวมทั้ง ระยะทางที่ห่างไกล แตกต่างทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และศาสนา การเดินทางเช่นนี้ในช่วงประวัติศาสตร์ที่มีสงครามครูเสด ยิ่งแสดง ให้เห็นมากยิ่งขึ้นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่ท่านปรารถนาจะเป็น ประจักษ์พยาน และต้องการโอบกอดมนุษย์ทุกคน ความซื่อสัตย์ของ ท่านต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนกับความรักที่ท่านมีต่อ พี่น้องชายหญิง แม้ว่าท่านนักบุญฟรังซิสทราบดีถึงความยากลำ บาก และภยันตราย แต่ท่านก็เดินทางไปพบสุลต่าน ด้วยท่าทีแบบเดียวกับ ที่ท่านได้ขอร้องบรรดาศิษย์ของท่าน คือไม่ปฏิเสธอัตลักษณ์ของพวกเขา เมื่อ “อยู่ท่ามกลางชาวมุสลิม (Saracens) และผู้ที่ไม่เชื่อ…ต้อง ไม่ทะเลาะวิวาท แต่ยอมอยู่ใต้มนุษย์ทุกคน เพราะเห็นแก่พระเจ้า” [3] ในบริบทเช่นนี้ จึงเป็นคำสั่งสอนที่พิเศษ หลังจากเวลาผ่านไป 800 ปีแล้ว เรารู้สึกประทับใจว่านักบุญฟรังซิสเชื้อเชิญให้หลีกเลี่ยงความ ก้าวร้าวหรือความขัดแย้งทุกรูปแบบ รวมทั้งให้ดำ เนินชีวิต “ยอมตน” อย่างสุภาพและเป็นพี่น้อง ทั้งต่อผู้ที่มิได้มีความเชื่อเดียวกัน

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์

บทเทศน์บทรำพึง
สัปดาห์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา ปี A

บทเทศน์บทรำพึง สัปดาห์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา ปี A

หัวข้อ : เวลา (Time) พรสวรรค์ (Talents) และทรัพย์สมบัติ (Treasures)

นักไวโอลินผู้เป็นตำนานชาวอเมริกันนามว่า เยฮูดี เมนูฮิน (Yehudi Menuhin) เมื่ออายุแค่ 7 ขวบได้แสดงไวโอลิน คอนแชร์โตของเมนเดลส์โซห์น (Mendelssohn’s Violin Concerto) ต่อหน้าสาธารณชนแล้ว และเมื่ออายุ 10 ขวบได้แสดงเดี่ยวไวโอลินที่ Royal Albert Hall ของกรุงลอนดอน ซึ่งปรากฎการณ์ครั้งนี้ทำให้อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein) ซึ่งมานั่งฟังอยู่ด้วยถึงกับกระซิบกับเด็กน้อยแสนมหัศจรรย์คนนี้ว่า “วันนี้ เธอได้พิสูจน์ให้ฉันเห็นว่ามีพระเป็นเจ้าสถิตในสวรรค์จริงๆ” เป็นความจริงที่ว่า เมื่อเราประสบเรื่องของพรสวรรค์ที่พัฒนาขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เรามักจะนึกไปถึงพระเป็นเจ้า เหมือนเป็นการชิมลางในสวรรค์ก่อนเวลา และพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ทำให้เราตระหนักว่าพระเป็นเจ้าทรงต้องการให้เราใช้พรสวรรค์หรือเงินตะลันต์ และทรัพย์สมบัติของเรา ให้เกิดผลก่อนที่เวลาจะจบสิ้นไป

นักบุญมัทธิวได้จัดวางอุปมาเรื่องเงินตะลันต์นี้ไว้ในบริบทของเวลาสุดท้าย ซึ่งจะเป็นบรรยากาศของความเร่งด่วนและมิได้คาดหวัง เงินตะลันต์หรือพรสวรรค์ไม่ได้เกิดจากความสามารถตามประสามนุษย์ แต่เป็นการมอบให้โดยผู้เป็นนาย ซึ่งวันหนึ่งจะกลับมาโดยไม่ต้องสงสัย แต่จะเป็นเมื่อไรนั้น ไม่มีใครรู้ สิ่งที่เป็นเนื้อหาก็คือผู้นั้นจะต้องนำไปใช้อย่างฉลาดหลักแหลมให้เกิดประโยชน์อย่างสมน้ำสมเนื้อ เพื่อจะรายงานสิ่งที่ไปทำให้เกิดผลขึ้นมาเมื่อนายนั้นกลับมา คำว่า “หลังจากนั้นอีกนาน นายจึงกลับมา” บ่งชี้ให้เห็นว่าเวลาสุดท้ายยังไม่มีการระบุอย่างแน่ชัด ไม่จำเป็นต้องหมายถึงว่าจิ่มจวนจะถึงเวลาแล้ว

บรรดาผู้รับใช้ที่สมควรได้รับความไว้วางใจและซื่อสัตย์ คือพวกที่ยอมเสี่ยงและลงทุนลงแรงไป ในขณะที่คนที่ควรได้รับคำตำหนิกลับไปขุดหลุมและฝังเงินไว้ เขาไม่ยอมถอดรหัส “เครื่องหมายของกาลเวลา” คิดแต่ให้ปลอดภัยเท่านั้น เขากลัวการเสี่ยงและการเผชิญหน้ากับความท้าทาย ในความเกียจคร้านของเขาที่คิดเพียงจะมอบสิ่งที่ได้รับมาให้กลับคืนไปโดยไม่บุบสลาย ก็เท่ากับหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเอง เพราะอะไรก็ตามที่ไม่นำไปใช้ก็จะเสื่อมและตายไปโดยมิต้องสงสัย

อาจตีความอย่างอื่นได้อีกว่า ผู้รับใช้ที่ฝังเงินตะลันต์ไว้ใต้ดินหมายถึงพวกซัดดูสีและฟาริสี ซึ่งเป็นพวกที่เคร่งทางธรรมประเพณี พวกนี้มีทัศนคติแบบคงอยู่กับที่ หยุดนิ่งไม่พัฒนา เหมือนน้ำนิ่งที่เน่าเสีย ซึ่งจะขัดกับอุปมาเรื่องนี้ที่นำเสนอในคำศัพท์เทคนิคที่กล่าวถึงเรื่อง “การมอบให้” เช่นนายเรียกผู้รับใช้มา “มอบทรัพย์สินให้” (มธ. 25:4) คนที่ได้รับห้าตะลันต์นำกลับมา “มอบคืนให้” รวมทั้งที่ทำกำไรด้วย (ข้อ 20) เช่นเดียวกับคนที่ได้รับสองตะลันต์ก็นำมา “มอบคืนให้” ทั้งต้นและกำไรเช่นกัน (ข้อ 22) สรุปคือต้องนำสิ่งที่ได้รับมอบมา นำไปต่อยอดให้บังเกิดผล และนำกลับมา “มอบคืน” ไม่ใช่ “แช่แข็ง” ไว้เช่นนั้น ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันนี้ อาจหมายถึง พวกสมณะที่แสวงหาความมั่นคงปลอดภัย หาทางหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมเดิมๆแค่ตัวอักษร โดยไม่ใส่ใจต่อจิตตารมณ์

ในบทอ่านที่สอง นักบุญเปาโลพูดถึง “วันเวลาที่กำหนด” ในบริบทถึงเรื่อง “วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ที่นี่ มีเนื้อหาหลักเรื่องของความไม่คาดคิดและความจำเป็นในการเตรียมพร้อมผุดขึ้นมา คำว่า “ขโมยที่มาตอนกลางคืน” และ “โดยฉับพลันเหมือนความเจ็บปวดของหญิงมีครรภ์” ให้ภาพพจน์เป็นรูปหมายที่เน้นถึงหัวข้อเวลาสุดท้ายของโลก

ในบทอ่านแรกและในบทสดุดีส่งเสริมเนื้อหาของกันและกัน โดยบทอ่านแรกอธิบายถึงคุณสมบัติของเหล่าภรรยาที่ต้องมี และบทสดุดีพูดถึงคุณธรรมของเหล่าสามี ทั้งสองฝ่ายต้องมีความยำเกรงในพระเจ้า และทั้งคู่ต้องทำงานหนัก โดยสิ่งนี้เองที่จะทำให้ครอบครัวมีความสุขและได้รับพระพร

ให้เราหันกลับมามองเรื่อง เวลา พรสวรรค์ และทรัพย์สมบัติจากมุมมองของพระเป็นเจ้า ในสามสิ่งนี้มีสิ่งไหนหรือไม่ที่พระองค์มิได้ประทานให้ พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างตลอดกาล และทรงเป็นเจ้าของพรสวรรค์และทรัพย์สมบัติทั้งมวล ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “อะไรที่เราเป็นคือของขวัญของพระเจ้าที่ทรงมอบให้แก่เรา ส่วนอะไรที่เราจะกลับกลายเป็นคือของขวัญของเราที่จะมอบถวายให้แด่พระเจ้า” จึงเป็นการบังควรมิใช่หรือที่เราจะพัฒนาให้พรสวรรค์ของเรา -ไม่ว่าเป็นส่วนบุคคลหรือเกี่ยวกับเงินทอง- นำไปใช้บริการสังคมมนุษย์อย่างไม่เห็นแก่ตัว และถือเป็นของขวัญมอบถวายคืนแด่พระเจ้า เพราะแท้จริงแล้ว เราเป็นแต่เพียงผู้ดูแลทรัพย์สิน และทุกๆสิ่งต้องส่ง “มอบคืนให้” เวลาที่นายกลับมา

นักเขียนนวนิยายชื่อ ซินแคลร์ ลูอิส (Sinclair Lewis) ครั้งหนึ่งถูกเหล่านักเรียนห้อมล้อมในการให้คำบรรยายเรื่องศิลปะของการเขียน พวกเขาพากันมาบอกว่ามีความปรารถนาลึกๆจะเป็นนักเขียน ลูอิสจึงเริ่มอภิปรายว่า “มีจำนวนมากเท่าไรในพวกเธอที่อยากเป็นนักเขียนจริงๆ” ทุกคนยกมือขึ้น ลูอิสกล่าวต่อว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ฉันไม่มีอะไรจะสอนหรือบอกพวกเธอ ฉันมีแค่คำแนะนำว่าจงกลับไปบ้าน และเขียน เขียน เขียน” (write, write, write) เราอาจเพิ่มด้วยคำว่า “จงฝึกปฏิบัติ จงฝึกปฏิบัติ จงฝึกปฏิบัติ” (practise, practise, practise) เพื่อให้ขีดขั้นความสมบูรณ์เพิ่มพูนและแผ่ซ่านเข้าไปในทุกๆพรสวรรค์หรือเงินตะลันต์ที่เราลงทุนไป โดยที่เราต้องเป็นผู้ลงมือทำด้วยตัวเอง แล้วนั้น เราอาจะจะได้ยินถ้อยคำนี้ “จงมาร่วมยินดีกับนายของเจ้าเถิด”


(เขียนโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2017
Based on : Sunday Seeds for Daily Deeds โดย Francis Gonsalves, S.J.)

บทเทศน์บทรำพึง สัปดาห์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา ปี A

“ผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์ เจ้าซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย”

เรื่องอุปมาที่พระเยซูเจ้าทรงเล่าให้บรรดาศิษย์ฟังในพระวรสารอาทิตย์นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องใกล้ตัว

“อาณาจักรสวรรค์ยังจะเปรียบได้กับบุรุษผู้หนึ่งกำลังจะเดินทางไกล เรียกผู้รับใช้มามอบทรัพย์สินให้ ให้คนที่หนึ่งห้าตะลันต์ ให้คนที่สองสองตะลันต์ ให้คนที่สามหนึ่งตะลันต์ ตามความสามารถของแต่ละคน แล้วจึงออกเดินทางไป”

บุรุษผู้นั้นคือพระเยซูเจ้านั่นเอง พระองค์ทรงถูกพระบิดาส่งลงมาในโลกนี้ เพื่อเผยแสดงข่าวดีเกี่ยวกับพระเจ้าและพระอาณาจักรสวรรค์ ครั้นถึงกำหนดเวลาพระองค์ทรงออกเดินทางไกล เสด็จขึ้นสวรรค์ โดยทรงละเราทั้งหลายซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ไว้ในโลกนี้ แต่ไม่ได้ทรงละทิ้งไว้ด้วยมือที่ว่างเปล่า ทรงมอบให้ซึ่งความสามารถในการประกาศข่าวดีแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า โดยที่เราแต่ละคนอาจจะมีความสามารถแตกต่างกันไป หรือได้รับเงินตะลันต์มาในจำนวนที่ไม่เท่ากัน ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่ได้รับมา แต่อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไรเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่างหาก

พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาครั้งที่สอง จะทรงดูว่าเราแต่ละคนใช้พรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานให้ไว้อย่างไรบ้าง บรรดานักบุญทั้งหลายในสวรรค์ก็เหมือนกับคนรับใช้ที่หนึ่งและที่สอง พวกเขาได้ใช้พรสวรรค์อย่างเต็มที่ ทำให้มีกำไรกลับมาถวาย เราทุกคนและมนุษย์ทั้งหลายก็น่าจะเป็นอย่างนั้น และน่าจะทำตามอย่างนั้น
แต่พระวรสารตอนนี้ก็ยังเน้นถึงบทบาทหรือท่าทีที่ผิดของผู้รับใช้ที่สามอีกด้วย เขากลัวว่านายเป็นคนดุและเข้มงวด จึงนำเงินที่ได้รับมาไปฝังดินไว้ เพื่อจะได้มาใช้คืนตอนที่นายกลับมาโดยไม่มีอะไรเสียหาย หรือบุบสลายไปเลย ชายคนนี้อาจอ้างว่าตัวเองได้รับเงินตะลันต์มาน้อย มีแค่หนึ่งเหรียญ จะเอาไปทำกำไรอะไรได้ จึงใช้ข้อนี้เป็นเหตุผลเพื่อเขาจะได้ไม่ต้องทำอะไรเลย เพื่อเขาจะได้อยู่อย่างเกียจคร้าน

การได้รับเงินตะลันต์หรือพรสวรรค์จากพระเจ้าสำหรับคนแต่ละคน ซึ่งพระองค์ประทานให้ตามความสามารถ ควรจะนำมาซึ่งความชื่นชมยินดี การเฉลิมฉลอง และนำไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลอย่างครื้นเครงและร่าเริงบันเทิงใจ เหมือนที่ผู้รับใช้สองคนแรกได้ทำ จนได้รับคำชมเมื่อนายกลับมาว่าเป็น “ผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์ เจ้าซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อย เราจะให้เจ้าจัดการในเรื่องใหญ่ๆ” ไม่ใช่นำมาซึ่งความหวาดกลัวเหมือนกับผู้รับใช้คนที่สาม ดังนั้น เขาจึงสวมบทบาทของสัปเหร่อ เอาเงินตะลันต์หรือพรสวรรค์ที่พระประทานให้มานั้นไปฝังดินเสีย แทนที่จะจัดงานรื่นเริง คนคนนี้กลับจัดงานศพ

เราจะเห็นถึงท่าทีที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่างผู้รับใช้คนที่หนึ่ง คนที่สอง ซึ่งต่างกับคนที่สาม โดยพวกแรกที่มีถึงสองคน แม้มีความสามารถต่างกัน และมีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน แต่ต่างก็กระตือรือร้นจะมีส่วนร่วมในแผนการแห่งความรอดของพระ แต่พวกหลังเป็นพวกที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวใดๆ กับพระเลย

แล้วเราเป็นพวกไหนกันแน่ เราเป็นพวกชอบจัดงานรื่นเริงหรือว่างานศพ

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 )

วันที่ 11 พฤศจิกายน
ระลึกถึงนักบุญ มาร์ติน แห่งตูร์ พระสังฆราช

วันที่ 11 พฤศจิกายน ระลึกถึงนักบุญ มาร์ติน แห่งตูร์ พระสังฆราช

( St Martin of Tours, Bishop, memorial )

นักบุญมาร์ตินเกิดในราวปี ค.ศ. 316 คุณพ่อของท่านเป็นคนต่างศาสนา และเป็นทหารดูแลฝูงชน แต่ขณะนั้นประจำการอยู่ที่ Pannonia (คือประเทศฮังการีในปัจจุบัน) ท่านนักบุญจึงเกิดที่นั่น ต่อมาคุณพ่อของท่านถูกย้ายไปที่เมือง Pavia อยู่ในแคว้น Lombardy (ทางเหนือของประเทศอิตาลี) ที่นี่เองเมื่ออายุ 15 ปี ท่านนักบุญได้รับการคัดเลือกอยู่ในกองทหารม้าของจักรวรรดิประจำการที่ Amiens (Gaul, ฝรั่งเศส)

วันหนึ่งท่านขี่ม้าผ่านขอทานที่กำลังสั่นเพราะความหนาวเย็น เนื่องจากเขาเกือบจะไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ ด้วยความสงสาร ท่านได้ตัดเสื้อคลุมของท่านเป็นสองส่วน และยื่นให้ขอทานที่ยากจนคนนั้นหนึ่งส่วน ต่อมาในคืนวันนั้นเอง พระคริสต์ได้ทรงปรากฏองค์กับท่านโดยทรงสวมเสื้อคลุมนั้น [เสื้อคลุมครึ่งตัวที่เหลืออยู่นั้นถูกเก็บรักษาไว้เป็นเวลายาวนานในวัดน้อยของ Frankish Kings รู้จักกันในชื่อว่า “เสื้อคลุมของนักบุญมาร์ติน” (St Martin ‘s Cloak)] หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่นานนัก มาร์ตินก็ได้รับศีลล้างบาป และทันทีที่ไม่ต้องเป็นทหารม้ารับใช้แล้ว ท่านก็เข้าไปเป็นศิษย์ของนักบุญฮีลารี พระสังฆราช (St Hilary of Poitiers)

ในขณะที่ท่านกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เมือง Pavia ก็ได้ทำให้แม่กลับใจ แม้ว่าพ่อของท่านยังคงเป็นคนต่างศาสนาอยู่ ในช่วงเวลานั้น พวกถือนอกรีต Arians ประสบความสำเร็จในการขับไล่อาจารย์ของท่าน คือนักบุญฮีลารีให้ออกนอกแผ่นดินโกล (Gaul) ท่านจึงไปดำเนินชีวิตแบบฤาษีที่เกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ในปี ค.ศ. 361 ท่านพร้อมกับนักบุญฮีลารีได้ถูกเรียกโดยคำสั่งจากทางจักรวรรดิให้ได้กลับไปที่เมือง Poitiers อีกครั้งหนึ่ง ทีละเล็กทีละน้อยก็ค่อยๆ มีฤาษีจำนวนมากมาอยู่กับท่าน และต่อมาก็ได้สร้างเป็นอารามฤาษีเบเนดิกตินที่มีชื่อเสียงแห่งเมือง Ligugé ซึ่งถือเป็นอารามฤาษีแห่งแรกบนแผ่นดินโกล ที่นี่นักบุญมาร์ตินจะยอมออกจากห้องเล็กๆ ในอารามเป็นระยะๆ เพื่อเดินทางไปแพร่ธรรมทั่วภาคกลางและด้านตะวันตกของโกล ซึ่งชาวพื้นเมืองเหล่านั้นจำนวนมากยังคงนับถือพระเท็จเทียม วันหนึ่งในปี ค.ศ. 371 ได้ถูกเรียกให้เข้าไปในเมืองตูร์ (Tours) ในฝรั่งเศส และได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นบังคับให้ท่านต้องรับตำแหน่งเป็นบิชอปองค์ใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างเปล่าอยู่ โดยที่ท่านไม่ค่อยเต็มใจมากนัก

การบริหารสังฆมณฑลของนักบุญมาร์ตินกระทำด้วยความหนักแน่นและยุติธรรม และด้วยความร้อนรนใหญ่หลวงที่จะชำระความเชื่อให้ถ่องแท้เพื่อต่อสู้กับพวกนอกรีต 2 พวก คือ Priscillianist และ Arian ท่านดำรงชีวิตเรียบง่าย สุภาพถ่อมตน และทำพลีกรรม อย่างไรก็ดี เพื่อหลีกให้พ้นจากความหลงใหลของตัวเมือง ท่านได้สร้างห้องเล็กๆ อยู่ในชนบทใกล้ๆ ซึ่งต่อมาไม่นานมีฤาษีอื่นๆ ตามมาอยู่ด้วย ต่อมาที่แห่งนี้กลายเป็นอารามของ Marmoutier ที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

นักบุญมาร์ติน แห่งตูร์ สิ้นชีพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 397 ท่านได้เป็นนักบุญองค์แรกของพระศาสนจักรตะวันตกที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างกว้างขวางแม้ไม่ได้เป็นมรณสักขี โดยเฉพาะในยุคกลางท่านมีชื่อเสียงมาก จะเห็นได้จากการที่มีการสร้างวัดขึ้นมากมายโดยใช้ชื่อของท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ และชื่อเมืองก็นำมาจากชื่อของท่าน

(ถอดความโดย : คุณพ่อวิชา หิรัญญการ
Based on : Saint Companions For Each Day
By : A.J.M. Mausolfe
J.K. Mausolfe)

9 พฤศจิกายน
ฉลองวันครบรอบการถวายพระวิหารลาเตรัน

9 พฤศจิกายน ฉลองวันครบรอบการถวายพระวิหารลาเตรัน

(The Dedication of the Lateran Basilica, feast.)

วันนี้เป็นวันฉลองการถวายพระวิหารของนักบุญยอห์น แห่งลาเตรันในกรุงโรม ซึ่งเป็นประดุจ “มารดาและนายหญิงของวัดทั้งหลายในเมืองและในโลกนี้” เพราะว่าเป็นธรรมาสน์ขั้นสังฆราชาขององค์พระสันตะปาปา ในฐานะที่ทรงเป็นสังฆราชของกรุงโรม พระวิหารนี้จึงอยู่ในอันดับสูงกว่าพระวิหารนักบุญเปโตร (วาติกัน)

พระนาง Fausta ซึ่งเป็นพระคู่ครองของจักรพรรดิคอนสแตนตินผู้ยิ่งใหญ่ ได้ทรงมอบวังลาเตรันของพระนางถวายแด่นักบุญ Miltiades, พระสันตะปาปา ราวปี ค.ศ. 313 ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.324 นักบุญซิลเวสเตอร์ที่ 1 พระสันตะปาปา ได้ทำการเสกอย่างสง่าในภาคส่วนที่เป็นบาสิลิกาขององค์พระผู้ไถ่ผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด (ชื่อเดิม = the Basilica of the Most Holy Saviour) – เป็นการเสกวัดต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกของพระศาสนจักร พิธีทั้งหมดอาจจะเป็นแบบเรียบๆง่ายๆในเวลานั้น แต่ต่อมาที่มีการเสกวัดอย่างสง่าที่เต็มไปด้วยรายละเอียดทางพิธีกรรมจนถึงปัจจุบันนี้ มีหลักฐานเป็นที่รับรู้ว่าได้ใช้มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 9 ในส่วนของวังลาเตรันที่เหลือ(ที่ไม่ได้เป็นเขตพระวิหาร) ก็เป็นวังที่ประทับของบรรดาพระสันตะปาปามากกว่า 1,000 ปีนับแต่นั้นมา และปัจจุบันก็กลายเป็นพิพิธภัณฑ์

ในช่วงศตวรรษที่ 4-16 มีการประชุมสภาสังคายนา 5 ครั้ง ประชุมซีโน้ด 20 ครั้ง ที่จัดขึ้นในบาสิลิกาหลังนี้ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นพระวิหารนักบุญยอห์น แห่งลาเตรัน เพื่อเทิดเกียรติแด่นักบุญยอห์น บัปติสต์ และนักบุญยอห์น ผู้นิพนธ์พระวรสาร ที่จริงแล้ว ลาเตรันได้เป็นเหมือนโลกของคาทอลิกในอดีต ดุจดังที่วาติกันกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ คือเป็นที่ตั้งธรรมาสน์ของการตัดสิน และเป็นศูนย์กลางการปกครองของพระศาสนจักร

โครงสร้างของพระวิหารหลังเดิมและต่อๆมาเสียหายไปหมด เพราะสงคราม เพราะแผ่นดินไหว และเพราะเปลวไฟ หลังที่เป็นบาโรค(Baroque) ทั้งหมดที่ทำขึ้นมาใหม่รวมทั้งการตกแต่งดังที่เราเห็นในปัจจุบันนี้ดำเนินการโดย ฟรานเชสโก บาร์โรมินี (Francesco Barromini) ในสมณสมัยพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 10 (Pope Innocent X) ในปี ค.ศ. 1646 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพระวิหารที่สง่างามมากที่สุดของกรุงโรม โดยมีหอคอยด้านหน้าอาคารใหญ่ ที่สร้างโดย อเล็กซานเดอร์ กาลิเลอี (Alexander Galilei) ในปี ค.ศ. 1735 ประดับด้วยรูปปั้นใหญ่มหึมา 15 รูป ซึ่งมีพระรูปพระคริสต์อยู่ตรงกลาง ขนาบสองข้างด้วยรูปนักบุญยอห์น บัปติสต์ และนักบุญยอห์น ผู้นิพนธ์พระวรสาร และนักปราชญ์ของพระศาสนจักรอีก 12 องค์ ในบรรดาพระธาตุสำคัญๆ ที่เก็บรักษาไว้ในสักการสถานยิ่งใหญ่ของคริสตชนแห่งนี้ ได้รับการบอกกล่าวกันมาว่ามีส่วนศีรษะของนักบุญเปโตร และนักบุญเปาโล ซึ่งบรรจุไว้ภายในกล่องเงินแท้ อยู่ภายใต้พระแท่นถวายบูชาตรงกลาง ยังมีเศษของโต๊ะไม้เล็กๆ ที่นักบุญเปโตรได้เคยถวายบูชามิสซาในบ้านของ Pudens และพระธาตุไม้จากโต๊ะที่ใช้ในการเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ด้วย

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)