ข้อคิดข้อรำพึง
พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต ปี B

ข้อคิดข้อรำพึง พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต ปี B

“จงทำลายพระวิหารนี้ แล้วเราจะสร้างขึ้นใหม่ภายในสามวัน”

กาลครั้งหนึ่ง ณ ศาลาธรรมแห่งหนึ่งของชาวยิว มีการขายบัตรที่นั่งในวันสมโภชศักดิ์สิทธิ์เพื่อหาเงินเข้าการกุศล เมื่อถึงวันสมโภช ก็เผอิญมีเด็กชายคนหนึ่งมาที่ศาลาธรรมเพื่อตามหาพ่อของเขา แต่ผู้ที่เฝ้าตรงทางเข้าไม่ยอมให้เขาเข้าไปข้างใน เพราะไม่มีบัตร

“คุณครับ นี่เป็นเรื่องสำคัญมากนะครับ” เด็กคนนั้นบอก “ใครๆ ก็พูดอย่างนี้ทั้งนั้น” ชายที่เฝ้าประตูตอบกลับมา และยังยืนขวางประตูอยู่ เด็กหนุ่มรู้สึกหมดหวัง แต่ก็ยังร้องขออีก “คุณครับ ให้ผมเข้าไปข้างในหน่อยเถิด นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายนะครับ ผมขอเข้าไป 2-3 นาที เท่านั้นแหละครับ”

เมื่อทนรบเร้าไม่ไหว คนเปิดประตูก็ยอม แต่พูดว่า “โอเค ถ้ามันจำเป็นเช่นนั้นจริง แต่อย่าให้ฉันจับได้นะว่าเจ้าแอบเข้าไปภาวนา”

ในพระวรสารของวันนี้ เล่าเรื่องที่พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ไปที่พระวิหาร ก็พบบริเวณพระวิหารกลายเป็นห้างสรรพสินค้า มีพ่อค้าขายวัว ขายแกะ ขายนกพิราบ จึงมีทั้งคนทั้งสัตว์มากมาย วุ่นวายไปหมด ยังพบคนแลกเงินนั่งอยู่ที่โต๊ะอีกเป็นจำนวนมาก คนเหล่านี้ก็กำลังค้าขาย ต่อรองราคา โก่งราคา กำลังทำมาหากินอย่างบ้าเลือดในพระวิหารของพระเจ้า บรรยากาศและความศรัทธา ความสงบเงียบที่เหมาะสำหรับภาวนาไม่มีเลย

พระเยซูเจ้าทรงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้แล้วมิสามารถอดกลั้นไว้ได้ ทรงขับไล่ทุกคนรวมทั้งสัตว์ออกไปจากพระวิหาร ทรงปัดเงินกระจายเกลื่อนกลาด และทรงคว่ำโต๊ะของผู้แลกเงิน ทรงประกาศก้องว่า “อย่าทำบ้านของพระบิดาของเราให้เป็นตลาด”

อันที่จริง เรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงขับไล่พ่อค้าออกจากบริเวณพระวิหารนั้น ผู้นิพนธ์พระวรสารทั้งสี่องค์ต่างก็เขียนถึง แต่ของสามท่านแรกที่เขียนในทำนองเดียวกัน คือ นักบุญมาระโก นักบุญมัทธิว และนักบุญลูกา บอกว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่พระเยซูเจ้าจะทรงถูกจับไปประหารชีวิต แต่พระวรสารของนักบุญยอห์นที่เรานำมาพูดในวันนี้ ลำดับเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่แรกๆ ที่เริ่มประกาศเทศนาข่าวดีเลยทีเดียว จะว่านักบุญยอห์น แปลกก็ไม่เชิง โดยเฉพาะพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นสี่บทแรกนั้น มีแก่นแท้ของเรื่องอยู่ที่ “การเข้ามาแทนที่ (ของเดิม)” แล้วเรื่องการชำระพระวิหารของยอห์นอยู่ในบทที่ 2 (ถ้าอยากรู้ว่าสี่บทแรกของยอห์นพูดเรื่องอะไรบ้าง อะไรเป็นเรื่องเก่าและจะมีการแทนที่ด้วยอะไร ขอให้ไปอ่านพระวรสารของยอห์นดู) และเรื่องนี้ยอห์นต้องการจะพูดถึงพระวิหารเก่าซึ่งจะถูกทำลายลง และจะถูกแทนที่ด้วยพระวิหารซึ่งพระองค์ตรัสหมายถึงพระวรกายของพระองค์ “จงทำลายพระวิหารนี้ แล้วเราจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน” คำตรัสนี้ชาวยิวในขณะนั้นไม่เข้าใจ พากันคิดตามตัวอักษร จึงไม่เข้าใจว่าพระวิหารของเขาที่สร้างมาตั้ง 46ปี และยังกำลังสร้างต่อ แต่พระเยซูเจ้าจะทรงใช้เวลาเพียงแค่ 3 วัน ได้อย่างไรกัน ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แต่เหตุการณ์จริงทั้งในประวัติศาสตร์และในประวัติศาสตร์แห่งความรอดก็เกิดขึ้นจริง คือชาวยิวได้ประหารพระเยซูเจ้า (ทำลายพระวิหาร) แต่พระองค์ทรงกลับฟื้นคืนพระชนมชีพในวันที่สาม (ทรงสร้างขึ้นมาแทนที่ใหม่) ตัวพระวิหารจริงๆ ก็ถูกทำลายลงโดยชาวโรมันต่อจากนั้นไม่นาน อย่างไรก็ดี นักบุญยอห์นยังรายงานต่อไปว่า ขณะที่พระองค์ประทับที่กรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปัสกา คนจำนวนมากเชื่อในพระนามของพระองค์ ขอให้เราเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์อย่างมั่นคง ความเชื่อที่เป็นของประทานที่ให้เราเปล่าๆ โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า ความเชื่อเช่นนี้ ชาวยิวรับไว้ไม่ได้ เพราะเขาขอเห็นอัศจรรย์ยืนยัน แต่กลับเห็นพระคริสต์ผู้ถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน ความเชื่อนี้ที่ชาวกรีกรับไว้ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องโง่เขลา ไม่สอดคล้องกับความปรีชาฉลาดตามประสาโลกที่เขาแสวงหา นักบุญเปาโลกลับบอกว่า แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น พระคริสตเจ้าทรงเป็นทั้งพระอานุภาพและพระปรีชาญาณของพระเจ้า จงมั่นใจในความเชื่อของเราเถิดครับ เพราะพื้นฐานของศาสนาคริสต์วางอยู่บนไม้กางเขน

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา อาทิตย์ที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2012
Based on : John’s Homilies, Cycle – B ; by John Rose)

ข้อคิดข้อรำพึง พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต ปี B

พระวรสารของนักบุญยอห์นประจำอาทิตย์ที่สามในเทศกาลมหาพรตนี้ พูดถึงเรื่อง ศูนย์การค้าในบริเวณพระวิหาร

พระวิหารที่เคยเป็นจุดศูนย์กลางของชีวิตของชาวยิว เป็นที่มานมัสการพระเจ้า โดยเฉพาะที่นั่นเป็นที่ถวายสัตวบูชา เครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้า เพื่อชดเชยบาปของมนุษย์ ดังนั้น นอกจากมีคนมากมายแล้ว ก็ยังมีสัตว์ต่างๆ อีกมากมาย ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และที่ตายแล้ว บัดนี้จึงกลายเป็นเหมือนตลาดสดที่บดบังความหมายที่แท้จริงจนหมดสิ้น

ในช่วงเทศกาลปัสกา พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม ทรงพบว่าในบริเวณพระวิหารเต็มไปด้วยพ่อค้าขายวัว พ่อค้าขายแกะ พ่อค้าขายนกพิราบ และคนแลกเงินนั่งอยู่ที่โต๊ะ และโดยไม่มีใครคาดคิด พระองค์ทรงใช้เชือกทำเป็นแส้ ทรงขับไล่ทั้งคนและสัตว์ที่ทำการซื้อขายกันออกจากพระวิหาร ทรงปัดเงินตกกระจายเกลื่อนกลาด ทรงกล่าวอย่างกล้าหาญว่า “จงนำของเหล่านี้ออกไป อย่าทำบ้านของพระบิดาของเราให้เป็นตลาด”

การชำระพระวิหารแสดงถึงความเป็นผู้มีอำนาจของพระองค์ เจ้าหน้าที่ทางศาสนายิวและเจ้าหน้าที่ชั้นสูงเข้าใจทันทีว่าพระองค์ทรงทำเช่นนี้แสดงว่าพระองค์ทรงอวดอ้างว่าเป็นพระเมสสิยาห์ เขาจึงตั้งคำถามกับพระองค์ทันทีว่า “ท่านมีเครื่องหมายอะไรแสดงให้เรารู้ว่าท่านมีอำนาจทำดังนี้”

ก่อนเริ่มพระภารกิจ ในถิ่นทุรกันดาร ปีศาจมาผจญพระเยซูเจ้า ขอให้พระองค์ทรงทำอัศจรรย์หรือแสดงเครื่องหมายที่มีอำนาจ บัดนี้ก็พวกชาวยิว นักบุญเปาโลบอกไว้ในบทอ่านที่สองของอาทิตย์นี้ว่า “ขณะที่ชาวยิวเรียกร้องขอดูอัศจรรย์ และชาวกรีกแสวงหาปรีชาญาณ เรากลับประกาศเรื่องพระคริสตเจ้าผู้ทรงถูกตรึงกางเขน” บางครั้งหรือบ่อย ๆ เราก็ถูกปีศาจผจญให้เราขอพระองค์ทรงสำแดงอัศจรรย์เพื่อเราเหมือนกัน แต่อัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์ได้ทรงแสดงให้เห็นแล้ว แต่พวกยิวไม่เชื่อและไม่คิดว่าเป็นอัศจรรย์และบางทีความคิดของเราก็ไม่ได้ก้าวข้ามความคิดแบบพวกยิวด้วยเช่นเดียวกัน

อัศจรรย์นั้นมีนัยว่าดังนี้ พระเยซูเจ้าตรัส “จงทำลายพระวิหารนี้ แล้วเราจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน” ชาวยิว ณ ที่นั้นกลับไปคิดถึงตัวพระวิหารที่ใช้เวลาสร้างนานถึง 46 ปี และก็ไม่เชื่อว่าจะทรงทำได้ภายในสามวัน หากแต่แท้จริงแล้วทรงหมายถึงพระองค์เอง ทรงทำนายล่วงหน้าถึงการกลับฟื้นคืนพระชนมชีพของพระองค์ ซึ่งเป็นเอกอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

และเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์แห่งความรอด พวกยิวนั่นแหละ ได้ร่วมกันทำลายพระวิหารนี้เสีย โดยจับพระเยซูเจ้าไปประหารชีวิต แต่แล้วพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สาม

สรุปว่า พระคัมภีร์ได้ทำนายล่วงหน้าว่าการชำระล้างพระวิหารจะนำความตายมาสู่พระองค์ จากหนังสือบทสดุดีเขียนไว้ดังนี้ “เพราะความกระตือรือร้นที่ข้าพเจ้ามีต่อบ้านของพระองค์ เป็นเสมือนไฟที่เผาผลาญข้าพเจ้า คำสบประมาทที่เขามุ่งร้ายพระองค์ตกอยู่เหนือข้าพเจ้า” (สดด.69:9) และ พระเยซูเจ้าทรงบอกล่วงหน้าว่าความตายของพระองค์จะนำไปสู่การกลับฟื้นคืนพระชนมชีพ เราทราบดีว่าถ้อยคำเหล่านี้สำเร็จเป็นจริงไปแล้ว เราจงเชื่อพระคัมภีร์และเชื่อทุกถ้อยคำขององค์พระเยซูเจ้า

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อปี ค.ศ. 2009 )

ข้อคิดข้อรำพึง
พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต ปี B

ข้อคิดข้อรำพึง พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต ปี B

“ศิษย์ทั้งสามเหลียวมองรอบๆ ไม่เห็นผู้ใดอยู่กับตนนอกจากพระเยซูเจ้าเท่านั้น”

นักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี เป็นนักปฏิรูปศาสนาในสมัยศตวรรษที่ 13 ท่านเป็นผู้ก่อตั้งคณะนักบวชฟรังซิสกัน ท่านมีความรักต่อพระเยซูเจ้าอย่างลึกซึ้ง และต้องการจะเลียนแบบพระองค์อย่างครบถ้วน ทั้งชีวิตของท่านมุ่งมั่นปรารถนาแต่เพียงสิ่งเดียว คือให้ตัวท่านเองเป็นเหมือนพระเยซูเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นมนุษย์มากเท่าที่จะเป็นได้ ท่านปรารถนาจะทำทุกอย่างที่พระองค์ตรัสด้วยความนอบน้อม และทำตามพระองค์ในทุกกิจการที่ทรงทำ และท่านก็ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ด้วย คือท่านละม้ายเหมือนพระคริสตเจ้ามาก จนกระทั่งสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ในปี ค.ศ. 1962 เรียกนักบุญฟรังซิส อัสซีซีว่าเป็น “พระคริสตเจ้าอีกองค์หนึ่ง”

วันหนึ่งขณะที่นักบุญฟรังซิสกำลังภาวนาอยู่ ท่านก็ได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ รอยแผลแบบของพระคริสต์ 5 แห่ง ประทับบนร่างกายของท่าน สิ่งเดียวเท่านั้นที่นักบุญฟรังซิสถือว่าสำคัญ คือ พระคริสต์และเพียงพระคริสต์เท่านั้น

ย้อนกลับไปในวัยหนุ่ม ท่านชอบการผจญภัย เพื่อเห็นแก่การผจญภัยและชื่อเสียง เคยร่วมกองทัพกับเมืองของท่านต่อสู้กับข้าศึก แต่เมื่อท่านได้พบกับพระเยซูเจ้าแล้ว ท่านละทุกสิ่ง และแสวงหาพระองค์แต่เพียงผู้เดียว

ท่านมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อของท่านเป็นพ่อค้าขายผ้าอาภรณ์ ท่านเคยเห็นเงินจำนวนมากในชีวิตของท่าน แต่เมื่อท่านพบพระคริสต์แล้ว ความร่ำรวยของพ่อท่านกลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ท่านจึงสละทรัพย์สมบัติต่อหน้าสาธารณชน แม้กระทั่งถอดเสื้อผ้าที่สวมคืนให้กับพ่อของท่าน และออกแสวงหาพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าผู้เดียวเท่านั้น

ในสมัยยังหนุ่ม ท่านชอบงานปาร์ตี้ ชอบความสนุกสนานรื่นรมย์กับบรรดาเพื่อนๆ แต่เมื่อพบพระเยซูเจ้าแล้วท่านยอมละทิ้งความสนุกสนานเหล่านั้น แล้วแสวงหาพระเยซูเจ้าแต่ผู้เดียวเท่านั้น นักบุญฟรังซิสเหมือนกับชายในนิทานเปรียบเทียบของพระเยซูเจ้าที่ยอมขายทุกสิ่งที่มี แล้วนำเงินไปซื้อที่ดินที่ขุมทรัพย์ซ่อนฝังอยู่ เมื่อฟรังซิสพบทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใหญ่ คือพระเยซูเจ้า ท่านยอมสละทุกสิ่งเพื่อจะเป็นเจ้าของพระเยซูเจ้า และพระเยซูเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น

นี่เป็นความเชื่อ และการกระทำที่ยิ่งใหญ่ของนักบุญฟรังซิส เหมือนความเชื่อของอับราฮัมที่ถูกทดสอบโดยพระเจ้าให้ฆ่าลูกของตนถวายเป็นบูชา แต่อับราฮัมไว้ใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น จึงตั้งใจทำตามพระบัญชา และสิ่งที่เกือบจะเลวร้ายก็กลับกลายเป็นดี จนถึงดีที่สุด เพราะพระเจ้าทรงอวยพรเชื้อสายของอับราฮัมให้ทบทวีมากมายยิ่งกว่าดวงดาราในท้องฟ้า

สานุศิษย์ 3 คนคือ เปโตร ยากอบ และยอห์นที่พระเยซูเจ้าพาขึ้นไปบนภูเขาสูง และได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ และเห็นประกาศกเอลียาห์กับโมเสสแสดงตนสนทนากับพระเยซูเจ้า ต่างรู้สึกปลื้มปิติเป็นที่ยิ่ง แต่หลังจากนั้นมีเมฆก้อนหนึ่งลอยมาปกคลุมเขาไว้ มีเสียงหนึ่งออกมาจากเมฆนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด” ทันใดนั้น เมื่อมองไปรอบๆ อีกทีหนึ่ง ก็เห็นแต่พระเยซูเจ้าเท่านั้น

ที่จริงก็ดีแล้วที่เห็นพระเยซูเพียงพระองค์เดียว ถ้าเกิดเขามองไปรอบๆ แล้วหายไปทั้งสามเลย ยิ่งยุ่งใหญ่ พวกเขาทั้งสามจะเป็นเช่นไร คงเป็นเหมือนแกะที่ปราศจากนายชุมพา พวกเขาไม่มีอำนาจพอที่จะทำอะไรได้ทั้งนั้น ถ้าลงภูเขาไปเจอคนที่รอคอยให้รักษาเยียวยาลูกของเขาที่ถูกปีศาจสิงตามเนื้อเรื่องที่นักบุญมาระโกเล่าไว้ต่อจากนี้ แต่พวกเขาทั้งสามไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่สามารถไล่ผีได้สำเร็จ เพราะพวกเขายังไม่มีอำนาจพอเหมือนที่พระเยซูเจ้าทรงมี

ถ้าสาวกทั้งสามมองไปพบโมเสสอยู่แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีพระเยซูเจ้า ไม่มีประกาศกเอลียาห์ คงจะเป็นประสบการณ์ที่น่าเศร้ามากๆ เพราะขณะนี้ เราไม่ต้องการโมเสสและกฎหมายของท่านอีกแล้ว เราไม่ต้องการโมเสสและภูเขาซีนาย (ที่ท่านขึ้นไปรับพระบัญญัติ 10 ประการ) แต่เราต้องการพระเยซูเจ้าและพระหรรษทานของพระองค์ เราต้องการพระเยซูเจ้าและภูเขากัลวาริโอ เราต้องการพระเยซูเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ไม่ใช่โมเสส

ถ้ามองไปแล้วเห็นแต่ประกาศกเอลียาห์แต่เพียงผู้เดียวล่ะ นี่จะเป็นสถานการณ์ที่ย่ำแย่มากทีเดียว ประกาศกเอลียาห์เป็นคนแข็งและไม่ยอมอภัยต่อคนบาป ท่านเคยฆ่าประกาศกของพระบาอัล 450 คนมาแล้ว (1 พกษ 18 : 22, 40) ถ้าสาวกทั้งสามลงภูเขาไปกับประกาศกเอลียาห์ กษัตริย์เฮโรด และภรรยาคือนางเฮโรเดียสจะถูกสาปแช่งให้ตาย ท่านเป็นตัวแทนการแก้แค้นให้พระเจ้า เราย่อมไม่ต้องการเอลียาห์ด้วยในขณะนี้ เราต้องการพระเยซูเจ้าเท่านั้น พระองค์ทรงเป็นเพื่อนกับบรรดาคนบาป เราไม่ต้องการประกาศกที่หลั่งเลือดพวกพระสงฆ์ของพระบาอัล แต่เราต้องการพระผู้ไถ่ซึ่งหลั่งพระโลหิตของพระองค์เองบนเขากัลวาริโอ เพื่อความรอดพ้นของบรรดาคนบาป

หวังว่า เมื่อเราเหลียวมองไปรอบๆ เหลียวมองเข้าไปในตัวของเราเองในเทศกาลมหาพรตนี้ เราจะพบแต่พระเยซูเจ้าเพียงผู้เดียว มีเพียงพระเยซูเจ้าเท่านั้นในชีวิตเรา

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา อาทิตย์ที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 2012 – เนื้อหาส่วนมากมาจาก John’s Sunday Homilies : Cycle – B)

ข้อคิดข้อรำพึง พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 2 เทศกาลมหาพรต ปี B

พระเยซูเจ้าทรงพาเปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูง แล้วพระวรกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา แสงสว่างเรืองรองอย่างรุ่งโรจน์น่าจะออกมาจากภายในพระองค์ ทำให้ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวเจิดจ้า

เดี๋ยวนี้เรามักได้ยินคำพูดที่ว่า ความงามต้องมาจากภายใน คล้ายๆ ไปจำคำของคนที่ประกวดนางงาม ที่คิดว่าตัวเองไม่ค่อยสวยพอ มักจะให้สัมภาษณ์ว่า ความสวยต้องอยู่ภายในใจ คือซ่อนอยู่ข้างในเป็นส่วนมาก แสดง(ความสวย)ออกมาภายนอกเป็นส่วนน้อย

แต่สำหรับพระเยซูเจ้าในพระวรสารของอาทิตย์นี้ แสงสว่างรุ่งเรืองออกมาจากภายในพระองค์อย่างแท้จริง เป็นเหมือนแสงแห่งบุญญาบารมีของพระองค์นั่นเอง ณ ที่นั่นมีบุคคลสำคัญ 2 ท่านแสดงตนสนทนาอยู่กับพระองค์ คือโมเสส ซึ่งเป็นเอกในเรื่องของการตราบทบัญญัติต่างๆ และประกาศกเอลียาห์ ซึ่งถือกันว่าเป็นประกาศกชั้นหัวแถว ถ้าไปอ่านพระคัมภีร์ดูจะพบว่า ท่านทั้งสองมีประสบการณ์เรื่องภูเขามากทีเดียว คงจะต้องขึ้นๆ ลงๆ บริเวณภูเขาเป็นประจำ ขอยกให้เป็นนักปีนเขาตัวฉกาจ เมื่อมาพบกับพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นนักปีนเขาเหมือนกัน เพราะพระองค์มักไปที่ภูเขาเพื่อสวดภาวนา สำหรับพระองค์ภูเขาสูงเป็นสถานที่ที่พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา ภาพของทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่ในพันธสัญญาเดิมมาร่วมสนทนากับ พระเยซูเจ้า ดูเหมือนทำให้อัครสาวกทั้งสามได้แน่ใจว่า ธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมาของชาวยิวทั้งหมด ตั้งแต่โมเสสแห่งตัวบทกฎหมาย และเอลียาห์แห่งบรรดาประกาศก มีส่วนเกี่ยวข้องในพันธกิจของพระเยซูเจ้า

ซึ่งพันธกิจของพระเยซูเจ้า ณ ที่นี้ คือการเดินทางจากภูเขาที่ทรงแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์ ไปสู่เขากัลวาริโอที่จะเป็นการถวายบูชาของพระองค์เอง โดยยอมสละชีพเพื่อไถ่กู้เราให้พ้นจากบาป

สำหรับอัครสาวกทั้งสามที่ติดตามพระเยซูเจ้า และได้เห็นความรุ่งโรจน์แห่งพระวรกายที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ แต่แรกก็ดีใจ ตื่นตาตื่นใจ จนอยากจะอยู่ที่นั่นตลอดไป แต่แล้วก็ได้ยินเสียงหนึ่งมาจากเมฆว่า “ผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด” และภาพต่างๆ ก็อันตรธานไป เหลือแต่พระเยซูเจ้าเพียงผู้เดียว เหตุการณ์นี้มีเป้าประสงค์เพื่อให้เขาได้รื้อฟื้นความปรารถนาที่จะติดตามพระเยซูเจ้าขึ้นมาใหม่

พี่น้องครับ เราก็ต้องรื้อฟื้นความปรารถนาจะเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้าขึ้นมาใหม่ ให้ไฟในใจของเราลุกโชนขึ้นจนแผ่ซ่านออกมาข้างนอก อย่าเก็บไว้แต่ในใจเหมือนนางงามที่ไม่ค่อยสวย ทางเดินแห่งชีวิตเรายังมีอุปสรรคขวากหนามที่เราต้องฝ่าฟันไป เหมือนกับต้องปีนเขาสูงๆ อีกหลายลูก ตอนปีนขึ้นไปกว่าจะถึงยอด มันยากลำบากก็จริง แต่บนยอดนั้นวิวหรือทิวทัศน์ก็จะสวยกว่าข้างล่างมาก

เวลานี้เป็นเวลาแห่งพระพร เวลานี้เป็นเวลาแห่งความรอด

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อปี ค.ศ. 2009 )

วันที่ 23 กุมภาพันธ์
ระลึกถึง นักบุญ โปลีการ์ป พระสังฆราช มรณสักขี

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ระลึกถึง นักบุญ โปลีการ์ป พระสังฆราช มรณสักขี

(St. Polycarp, Bishop & Martyr, memorial)

นักบุญโปลีการ์ปได้เข้ามาเป็นคริสตชนและได้รับการสอนจากนักบุญยอห์น ผู้นิพนธ์พระวรสาร ประมาณว่าเมื่อท่านอายุ 37 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชของเมืองสเมอร์นา (Smyrna) ซึ่งอยู่ในตุรกีในปัจจุบันนี้ โดยนักบุญยอห์นซึ่งขณะนั้นชรามากแล้ว และไม่นานนักก่อนที่นักบุญยอห์นจะถูกเนรเทศไปอยู่เกาะปัทมอส(Patmos) เมื่อได้รับแต่งตั้งแล้วนักบุญโปลีการ์ปได้พิสูจน์ให้เห็นว่าท่านดำเนินชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์และสามารถบริหารงานได้อย่างดีในการเผชิญหน้ากับความยากจนและการเบียดเบียนตลอดเวลาจากพวกชาวยิวที่นั่น ในปี ค.ศ. 155 ซึ่งคาดว่าท่านคงจะมีอายุ 86 ปี ท่านได้เดินทางไปกรุงโรมเพื่อปรึกษาหารือกับพระสันตะปาปาอานิเซตุส (Pope St. Anicetus) เกี่ยวกับปัญหาขัดแย้งกันเรื่องกำหนดวันปัสกา การพบปะกันครั้งนี้แม้ไม่อาจแก้ปัญหาที่มีความเห็นแย้งกัน แต่พระสันตะปาปาก็ได้ทรงอนุมัติให้พระสังฆราชที่น่าเคารพนี้ยังคงถือตามธรรมประเพณีตะวันออกต่อไป คือถือเอาวันที่ 14 ของเดือนนิซาน (Nisan) เป็นวันที่พระคริสตเจ้าทรงกลับฟื้นคืนพระชนมชีพจากความตาย และจะเฉลิมฉลองตรงวันไม่ว่าจะตรงกับวันอาทิตย์หรือวันธรรมดาก็ตาม

นักบุญโปลีการ์ปแทบจะไม่ได้กลับไปยังสำนักของท่าน เพราะภายใต้การปกครองของจักรพรรดิมาร์คุส เอาเรลีอุส ในขณะนั้น มีการเบียดเบียนบรรดาคริสตชนอย่างโหดร้ายทีเดียว ด้วยการขอร้องของบรรดาคริสตชนท่านจึงยอมหลบซ่อนตัวแถบรอบนอกของเมือง แต่มีทาสคนหนึ่งถูกจับทรมานจึงยอมเผยที่ซ่อนของท่าน ท่านถูกนำไปอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ตัดสินของผู้ช่วยกงสุล ซึ่งสั่งให้ท่านสาบานจะยกย่องซีซาร์ว่าสูงส่ง และสาปแช่งพระคริสต์ แต่ท่านได้ให้คำตอบที่เลื่องลืออย่างสุขุมว่า “ฉันได้รับใช้พระคริสต์มา 86 ปีแล้ว และพระองค์ไม่ทรงทำให้ผิดหวังเลย แล้วจะให้ฉันกล่าวคำผรุสวาท ณ บัดนี้ต่อพระมหากษัตริย์และพระผู้ไถ่ของฉันได้อย่างไร ฉันเป็นคริสตชนคนหนึ่ง” ท่านจึงถูกตัดสินให้เผาทั้งเป็น ถูกผูกมือทั้งสองข้างไว้ข้างหลังในสนามกีฬาที่เมืองสเมอร์นา และในขณะที่ท่านภาวนาสรรเสริญพระตรีเอกภาพ และขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงยอมให้ท่านได้ดื่มถ้วยกาลิกษ์ของพระองค์ กองกิ่งไม้ก็สุมขึ้นรอบๆตัวท่าน ผู้สังหารท่านรอคอยด้วยความหวาดกลัวให้ท่านจบบทภาวนาก่อน เมื่อท่านกล่าวคำว่า “อาแมน” แล้วจึงจุดไฟขึ้นรอบตัวท่าน แต่ตามตำนานที่ลือกันทั่วพระศาสนจักรที่เมืองสเมอร์นาว่า ท่านไม่ได้รับอันตรายใดๆ จากไฟนั้น ดังนั้น เขาจึงฆ่าท่านด้วยหอกหรือแหลน

สิ่งที่ประจักษ์ในกิจการของท่านก็คือ ท่านเป็นพระสังฆราชผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเหมือนนายชุมพาผู้ใจดี ที่ยอมสละชีพของตนเพื่อฝูงแกะของท่านที่เมืองสเมอร์นา และในกรณีที่เกิดขึ้นกับท่านนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในการบันทึกอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเป็นมรณสักขีของคริสตชนที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆด้วย เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระศาสนจักรแต่โบราณรับรองและส่งเสริมการแสดงความเคารพต่อบรรดานักบุญและพระธาตุของพวกท่าน นักบุญโปลีการ์ปมักถูกวิงวอนขอให้ช่วยสำหรับคนที่เจ็บปวดในหู

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

วันที่ 22 กุมภาพันธ์
ฉลองธรรมาสน์นักบุญเปโตรอัครสาวก

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ฉลองธรรมาสน์นักบุญเปโตรอัครสาวก

(Chair of Saint Peter, the Apostle, feast)

“เราบอกท่านว่า ท่านคือศิลา และบนศิลานี้ เราจะตั้งพระศาสนจักรของเรา ประตูนรกจะไม่มีวันชนะพระศาสนจักรได้ เราจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้ ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกบนแผ่นดินนี้ จะผูกไว้ในสวรรค์ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในแผ่นดินนี้ ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย” (มธ 16:18-19) ด้วยคำประกาศของพระเยซูเจ้านี้ พระองค์ได้ทรงมอบสิทธิให้นักบุญเปโตรนั่งบนธรรมาสน์แทนที่พระองค์ในฐานะเป็นเจ้าชายของบรรดาอัครสาวก (The Prince of the Apostles) มอบหมายให้ท่านได้เป็นผู้รับใช้ที่มีอำนาจเหนือพระศาสนจักรทั้งมวล เป็นเพราะศักดิ์ศรีขั้นพระสังฆราช และความเป็นเอกในสากลจักรวาลของตำแหน่งที่สูงส่งนั้น ซึ่งองค์พระคริสตเจ้าเองได้ทรงแต่งตั้งขึ้น ที่ทำให้เราพากันมาฉลองในวันนี้ มากกว่าจะเน้นไปที่เก้าอี้ไม้โอคที่ปลวกกัดกินได้ที่เราคิดว่านักบุญเปโตรเคยนั่ง

ปัจจุบัน ถ้าเราเข้าไปในมหาวิหารนักบุญเปโตร ที่กรุงวาติกัน จะมีเก้าอี้หรือธรรรมาสน์ตั้งไว้ให้สูงขึ้นด้านข้างกำแพง ประดับตกแต่งด้วยแผ่นงาช้าง และปิดล้อมไว้ด้วยโลหะบรอนซ์ ออกแบบโดย แบร์นีนี (Bernini) เก้าอี้นี้ได้นำออกมาต่อสาธารณะเพื่อการแสดงความเคารพครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1867 เพื่อเป็นที่ระลึกถึง 18 ศตวรรษของการเป็นมรณสักขีของอัครสาวกผู้ยิ่งใหญ่

คำว่า “เก้าอี้” (หรือ ธรรมาสน์) มาจากคำภาษาลาตินว่า “sedes” ยกตัวอย่างเราเรียกสันตะสำนักโดยใช้คำภาษาอังกฤษว่า “The Holy See” หรือสำนวนภาษากรีกมีความหมายทำนองว่า “ที่นั่งของนักบุญเปโตร” ( = ภาษาลาติน Cathedra Sancti Petri ) วันฉลองนี้ยังแฝงความหมายเป็นนัยเพื่อยืนยันอำนาจของพระสันตะปาปาในข้อคำสอนของคาทอลิก ในขณะที่อยู่ในสมณสมัยของพระสันตะปาปาองค์นั้นๆ พระศาสนจักรจะยอมรับและให้เกียรติแด่พระองค์ในฐานะผู้สืบตำแหน่งอย่างถูกต้องของนักบุญเปโตร ในการเป็นนายชุมพาบาลของพระศาสนจักรทั้งมวล นี่จึงเป็นต้นกำเนิดของสำนวนภาษาลาตินที่ว่า “ex cathedra” ( = “from the chair” ) เพื่ออ้างถึงการประกาศอย่างสง่าของพระสันตะปาปา (ซึ่งกระทำนานๆ ครั้ง) ถึงคำนิยามข้อคำสอนที่ไม่มีทางผิดพลาดของพระองค์ (The Papal Infallibility) ซึ่งเป็นข้อความเชื่อที่คริสตชนทุกคนต้องถือตาม

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

ข้อคิดข้อรำพึง
พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต ปี B

ข้อคิดข้อรำพึง พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต ปี B

“เวลาที่กำหนดไว้มาถึงแล้ว”

เราเริ่มเข้าสู่เทศกาลมหาพรต แล้วนะครับ ช่วงนี้เป็นช่วงต้นๆ ของเทศกาล

หลายคนไม่ชอบเทศกาลนี้เอาเสียเลย เพราะมักจะคิดว่ามหาพรตเป็นช่วงเวลาที่เราต้องสละ ลด เลิก ความต้องการและความปรารถนาของเรา ยอมละทิ้งสิ่งต่างๆ เพื่ออุทิศให้แด่พระเจ้า

แต่พระวาจาของพระเจ้าในทุกวันอาทิตย์ตลอดเทศกาลนี้ นำเสนอความจริงที่ตรงกันข้าม โดยชี้แสดงว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่เราปฏิเสธตัวเองเพื่อบางสิ่งบางอย่าง แต่เป็นเวลาที่เราจะได้รับ ไม่ใช่เวลาแห่งการขาดทุน (เข้าเนื้อตัวเอง) แต่เป็นเวลาที่เราได้กำไร (ล้นเหลือเลยเชียวแหละ) กล่าวคือ เราไม่ได้เป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำการใหญ่ให้พระเจ้าสำเร็จผล แต่เป็นพระเจ้าผู้ทรงกระทำการนี้เอง เป็นพระเจ้าที่ทรงถวายองค์เป็นบูชา เป็นพระเจ้าผู้ทรงทำให้สิ่งใหญ่โตสำหรับเราสำเร็จไป

มีเรื่องเล่าที่บ่งบอกว่า แผนการของพระเจ้าใหญ่โตกว่าของเรา ดังนี้ เด็กชายคนหนึ่งกับแม่ของเขากำลังอยู่ในร้านขายยา ตอนที่แม่ของเขากำลังจะจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ เด็กน้อยก็เหลือบไปมองเห็นว่ามีกระป๋องลูกอมตั้งอยู่ไม่ไกลนัก จึงจ้องดูด้วยความสนใจ เจ้าของร้านสังเกตเห็นเด็กเช่นนั้น จึงพูดกับเด็กน้อยว่า “อยากได้ลูกอมนี้บ้างไหม” เด็กน้อยพยักหน้า เจ้าของร้านจึงพูดว่า “ถ้าเช่นนั้น ไปหยิบเอาจากกระป๋องลูกอมได้เลย” แต่เด็กชายยืนนิ่งอยู่ เจ้าของจึงพูดอีกว่า “ไปเถอะ หยิบไปได้หนึ่งกำมือเลย ฉันให้” แต่เด็กชายก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ เจ้าของจึงเดินไปที่กระป๋องลูกอม แล้วก็เอาลูกอมกำมือหนึ่งมาให้เด็กชาย เขาก็เก็บมันไว้ในกระเป๋า เมื่อเขากับแม่เดินออกมานอกร้าน แม่ถามเขาว่า “ทำไมลูกไม่เดินไปเอาลูกอมเอง ทั้งๆที่เจ้าของเขาอนุญาตแล้ว” เด็กน้อยตอบว่า “เพราะว่ากำมือของเขาใหญ่กว่าของผมครับแม่” สรุปว่า ถ้าเราต้องเลือก สิ่งที่เราควรเลือกในชีวิตนี้คือ การทำตามแผนการของพระเจ้า มากกว่าทำตามแผนของเรา เหตุผลก็คือ พระหัตถ์ของพระองค์ใหญ่กว่าของเรา แผนการของพระองค์ก็ใหญ่กว่าของเรา (เรื่องเล่าจาก Ignite Your Spirit ; by Fr John Pichappilly)

เริ่มจากบทอ่านแรกเรื่องของโนอาห์ที่รอดชีวิตจากน้ำท่วมโลก พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับโนอาห์และบุตรหลาน โดยจะไม่ให้มีน้ำท่วมโลกอีก มีรุ้งกินน้ำเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญานี้ นี่เป็นความคิดริเริ่มและการกระทำที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนๆ ไม่ได้มาจากมนุษย์แต่อย่างใด

บทสดุดีสรุปได้ว่า หนทางของพระเจ้าคือความรักและความสัตย์จริง

บทอ่านที่สองเช่นกันมีความหมายว่า น้ำที่ท่วมโลก ในสมัยของโนอาห์นั้น เป็นรูปแบบของศีลล้างบาปที่ช่วยเราให้รอดพ้นในเวลานี้ โดยมีพระโลหิตของพระเยซูเจ้าเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาใหม่นี้

พระวรสารนั้นสั้นยิ่งนัก แต่เต็มไปด้วยภาษาที่สื่อความหมายและเรื่องราวมากมาย เริ่มต้นด้วย “พระจิตเจ้าทรงดลให้พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร” สำหรับชาวอิสราเอลนับแต่โบราณกาลมาแล้ว เชื่อว่าพระจิต คือ ปรากฏการณ์ของอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า คำว่า “ถิ่นทุรกันดาร” แน่นอนว่าไม่ใช่ดินแดนแห่งความรัก (Romantic place) แต่เป็นดินแดนที่มีอันตรายอยู่ทั่วไป เป็นที่สัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่ ยังมีขโมยและโจรผู้ร้ายอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นเป็นสถานที่ทดสอบความเชื่อของชาวอิสราเอลในสมัยที่เดินทางจากอียิปต์ไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา

“พระองค์ประทับอยู่ที่นั่นสี่สิบวัน ทรงถูกซาตานผจญ พระองค์ทรงอยู่กับสัตว์ป่า บรรดาทูตสวรรค์ปรนนิบัติรับใช้พระองค์” การที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 วัน เป็นตัวเลขที่มีความหมาย เหมือนที่ชาวอิสราเอลรอนแรมในถิ่นทุรกันดาร 40 ปี กว่าจะได้เข้าดินแดนแห่งพันธสัญญา เหมือนโมเสสใช้เวลา 40 วันและคืนบนภูเขาซีนายเพื่อรับพระบัญญัติ และเหมือนประกาศกเอลียาห์ที่ได้รับอาหารจากทูตสวรรค์แล้วใช้เวลาเดินทาง 40 วันถึงภูเขาโฮเรบ ภูเขาของพระเจ้า

คำที่ว่าพระองค์ทรงอยู่กับบรรดาสัตว์ป่าก็มีความหมายเหมือนกับห้วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่ทำบาป ยังอยู่ในสวนสวรรค์ อาดัมอยู่ท่ามกลางสรรพสัตว์ ตั้งชื่อให้สัตว์ต่างๆ จะเห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข นักบุญมาระโกอาจจะมีภาพนี้ในความคิดว่า พระเยซูเจ้าทรงชนะการผจญ ทรงขับไล่ปีศาจออกไป สภาพสวรรค์กลับมาอีกครั้งสำหรับมนุษย์ใหม่

บรรดาทูตสวรรค์ปรนนิบัติรับใช้พระองค์ทำให้เราเห็นภาพของพระเยซูเจ้า ที่มีชัยชนะเหนือซาตานแล้ว ได้สถาปนาโลกจักรวาลให้มีสันติภาพอย่างสมบูรณ์ เกิดบรรยากาศแห่งสรวงสวรรค์ที่บรรดาทูตสวรรค์ห้อมล้อมพระเจ้าเพื่อคอยรับใช้ตามพระบัญชา

ลงท้ายด้วยการประกาศเทศนาข่าวดีของพระเยซูเจ้า “เวลาที่กำหนดไว้มาถึงแล้ว พระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว จงกลับใจ และเชื่อข่าวดีเถิด” เวลาที่พระสงฆ์โปรยเถ้าลงบนศีรษะ หรือที่หน้าผากของสัตบุรุษ นอกจากบทสูตรที่พูดว่า “มนุษย์เอ๋ย จงระลึกว่าเจ้าเป็นเถ้าธุลี สักวันจะกลับเป็นเถ้าธุลีอีก” อันหมายความว่า มนุษย์เราตายได้ สักวันหนึ่งจะต้องตายแน่นอน พระสงฆ์อาจจะเลือกสวดอีกบทสูตรหนึ่งว่า “จงกลับใจ และเชื่อฟังข่าวดีแห่งพระวรสารเถิด” ซึ่งหมายความว่า ให้เราเสียใจในบาปที่ได้กระทำลงไป และให้เราพยายามทำกิจพลีกรรมใช้โทษบาป และเต็มอกเต็มใจรับฟังข่าวดีของพระองค์

ข่าวดีเป็นข่าวในแง่บวก บ่งบอกว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางเราแล้ว เป็นการเริ่มศักราชใหม่โดยองค์พระผู้เป็นเจ้า เช่นเดียวกับสิ่งดีๆ ทั้งหลายที่มีต้นกำเนิดโดยทางพระองค์ ช่วงเวลามหาพรตจึงเป็นช่วงเวลาที่เราระลึกถึงความดีของพระ และตัดสินใจที่จะตอบสนองด้วยความเหมาะสม

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา อาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012)

ข้อคิดข้อรำพึง พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต ปี B

“พระจิตเจ้าทรงดลให้พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร”

พระวรสารตอนนี้ เป็นตอนต่อจากเรื่องพระเยซูเจ้าทรงรับพิธีล้าง พระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพระองค์ดุจนกพิราบ และต่อจากนั้นพระจิตเจ้าทรงดลให้พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร

น่าสังเกตว่าทำไมพระจิตเจ้าไม่ทรงดลให้พระองค์เสด็จไปที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี และจัดงานเลี้ยงต้อนรับพระองค์ที่นั่น แต่กลับถูกส่งไปในถิ่นทุรกันดารนานถึง 40 วัน หมายความว่าอย่างไร น่าจะเป็นภาพสะท้อนถึงชาวอิสราเอลที่อพยพมาจากอียิปต์เพื่อมุ่งหาอิสรภาพ พวกเขาได้พยายามและก็ล้มเหลวในการแสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าเป็นเวลานาน 40 ปี พระเยซูเจ้าก็ทรงถูกทดลองและถูกประจญ เพื่อจะพิสูจน์ว่าพระองค์จะยังคงซื่อสัตย์ต่อพระประสงค์ของพระเจ้าหรือไม่

หน้าที่ประจญนี้เป็นของซาตาน ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม ซาตานมักถูกวาดภาพรวมไปกับพวกสัตว์ป่า เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการแก้แค้นชนิดรุนแรงที่สุด “พระองค์ทรงอยู่กับสัตว์ป่า บรรดาทูตสวรรค์ปรนนิบัติรับใช้พระองค์” แสดงให้เห็นอำนาจของสองขั้วที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น พระองค์มิได้ทรงถูกสัตว์ป่าโจมตี เพราะมีกองสนับสนุนจากบรรดาทูตสวรรค์ซึ่งเป็นคำพูดสัญลักษณ์ หมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวทางด้านจิตของพระเยซูเจ้ากับพระเจ้านั่นเอง

เทศกาลมหาพรตนั้นพระศาสนจักรก็ดลใจให้เราสำรวจหนทางเดินชีวิตทางด้านฝ่ายจิตของเรา จริงอยู่ไม่ได้นำพาเราไปทุ่งหญ้าแดนสงบ แต่พาเราเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร ในสนามประลองยุทธระหว่างความชั่วกับความดี เราจะเพียรพยายามต่อสู้และพบกับความล้มเหลวเหมือนชาวอิสราเอลที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระ หรือว่าเราจะต่อสู้กับซาตานและสัตว์ป่าดุร้ายด้วยพระจิตของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ยอมทำตามที่มันประจญ ไม่ยอมประนีประนอมกับมัน แต่ทรงพิสูจน์ว่าทรงซื่อสัตย์และนอบน้อมต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างเต็มที่

จึงทรงออกมาจากถิ่นทุรกันดาร เริ่มประกาศว่า “อาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว จงกลับใจ และเชื่อข่าวดีเถิด”

พระเยซูเจ้าเองทรงทราบดีว่า การกลับใจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะซาตานคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทุกวันนี้มันยังมาประจญในรูปแบบต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งโน้มน้าววิธีคิด วิธีปฏิบัติ ของคนเราให้หันเหออกไปจากหนทางของพระเจ้า ซาตานใช้วิธีคิดใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มนุษย์ติดกับดัก จนห่างเหินจากหนทางของพระเจ้า ยกตัวอย่างคนในสมัยนี้ยังคิดเช่นนี้

“สุขภาพและความงาม เงินทองและอำนาจ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสุข”

“นิยามตัวของฉันได้ด้วยร่างกาย บุคลิก และความมั่งมีของฉัน”

“ความสมบูรณ์พูนสุขของฉัน สำคัญกว่าของคุณ”

“ไม่มีใครเต็มใจจะละทิ้งความมีอำนาจไปหรอก”

“เขาทำร้ายฉัน ฉันต้องแก้แค้น”

“ฉันไม่รู้สึกดีเลย ถ้าฉันไม่ดีกว่าคนอื่น ๆ”

“ถ้าทุกคนเป็นคนดีหมด โลกก็น่าเบื่อมาก”

ครับ ลืมบอกไปว่าหลักๆ แล้ว ซาตานประจญเราให้หันเหเหินห่างจากพระเจ้า และให้เกิดความแตกแยกระหว่างมนุษย์ เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด และการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของพระวรสาร เราต้องอยู่กับข่าวดีในโลกที่ไม่ดี แบบที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินล่วงหน้าเราไป

มหาพรตเป็นเวลาที่เหมาะจริงๆ เป็นเวลาแห่งการกลับใจ เป็นเวลาแห่งพระพร

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อปี ค.ศ. 2009 )

ข้อคิดข้อรำพึง
พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา ปี B

ข้อคิดข้อรำพึง พระวาจาพระเจ้า ของอาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา ปี B

“เราพอใจ จงหายเถิด”

บทกวีของ John Shea ที่เขียนเป็นบทภาวนาถึงความเจ็บปวดของพระเยซูเจ้า ตอนหนึ่งมีใจความว่า

“เมื่อคนโรคเรื้อนได้รับการรักษาให้หาย
ร่องรอยของโรคกลับปรากฏบนพระหัตถ์ของพระองค์ใช่ไหม
…พระวรสารเล่าว่า… พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกว่ามีอำนาจออกไปจากตัวของพระองค์
…แต่ลืมที่จะพูดว่า… ในเวลานั้นเองความเจ็บปวดได้เข้ามาแทนที่ในตัวของพระองค์”

มีเรื่องเล่าว่า ในปี ค.ศ. 1981 Peter Cropper นักไวโอลินชาวบริติช ได้รับเชิญไปประเทศฟินแลนด์เพื่อแสดงคอนเสิร์ตรอบพิเศษ โดยความชอบพอเป็นการส่วนตัวที่มีต่อ Peter สถาบันดนตรีในพระราชอุปถัมภ์ (Royal Academy of Music) ได้ให้เขายืมไวโอลินยี่ห้อ Stradivarius ที่อายุเก่าแก่ถึง 285 ปี และมีราคาประเมินค่ามิได้ เพื่อไปใช้เล่นในคอนเสิร์ตครั้งนี้

เครื่องดนตรีที่หายากเช่นนี้ได้ชื่อมาจากนักทำไวโอลินชาวอิตาเลียนที่ชื่อว่า อันโตนิโอ สตราดิวารี (Antonio Stradivari) ประกอบขึ้นโดยใช้ไม้ชนิดพิเศษ 80 ชิ้น และเคลือบเงาเป็นพิเศษถึง 30 ชั้น เสียงที่ไพเราะของมันไม่มีใครลอกเลียนแบบได้

เมื่อ Peter Cropper ไปถึงประเทศฟินแลนด์แล้ว เหตุการณ์ประดุจฝันร้ายได้เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดินขึ้นไปบนเวที Peter สะดุดและล้มลง ไวโอลินแตกหักเป็นหลายชิ้น Peter บินกลับลอนดอนด้วยความรู้สึกที่ช็อก

ช่างฝีมือเอกที่ชื่อว่า Charles Beare ตกลงใจว่าจะพยายามซ่อมแซมไวโอลินนั้น เขาทำงานหนักชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า จนในที่สุดก็ประกอบมันเข้าด้วยกันจนสำเร็จ แล้วนั้นก็ถึงช่วงเวลาแห่งความจริงที่น่ากลัว ว่าเสียงของไวโอลินจะออกมาเป็นเช่นไร

เมื่อ Beare ช่างฝีมือเอกได้ยื่นไวโอลินให้กับ Peter Cropper จิตใจของเขาหวั่นไหวมากในขณะที่ยกไวโอลินขึ้นและเริ่มเล่นมัน ทุกคนที่อยู่ที่นั่นในเวลานั้นแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง เพราะไม่เพียงเสียงของไวโอลินจะดีมากแล้ว แต่มันดูเหมือนมีเสียงที่ไพเราะกว่าแต่ก่อนอีก

และต่อจากนั้นไปอีกหลายเดือนที่ Peter Cropper ได้นำไวโอลินไปแสดงรอบโลก ค่ำคืนแล้วค่ำคืนเล่า ไวโอลินที่ทุกคนเคยคิดว่าถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงแล้ว กลับได้รับเสียงปรบมืออย่างท่วมท้นจากผู้ที่เข้าชมคอนเสิร์ต

เรื่องราวของไวโอลินนี้ อาจนำมาเปรียบได้อย่างเหมาะเจาะกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนโรคเรื้อนในพระวรสารของวันนี้

ในสังคมสมัยโบราณ คนที่เป็นโรคเรื้อนเป็นคนที่น่าสงสารมากที่สุด คนอื่นๆพากันกลัวว่าจะติดโรคมาจากพวกเขา ชีวิตของพวกเขาเปรียบเหมือนตกนรกทั้งเป็น ผู้คนไม่อยากแม้แต่จะมองเห็นพวกเขา และพวกเขาก็ไม่อยากเห็นสายตาของผู้อื่นที่มองมา และพวกเขาก็ไม่อยากมองดูตัวเองด้วยซ้ำ บทสดุดีที่ 31 : 11-12 ได้อธิบายสถานการณ์ที่ประสบเคราะห์กรรมไว้ดีทีเดียว “ข้าพเจ้าเป็นที่เยาะเย้ยของบรรดาศัตรู เป็นที่รังเกียจของเพื่อนบ้าน…. ผู้ที่เห็นข้าพเจ้าตามถนนก็หลบหนีไป ข้าพเจ้าถูกลืมเหมือนคนตาย ถูกทอดทิ้งเหมือนภาชนะดินเผาที่แตกแล้ว” (เรื่องเล่านี้นำมาจากหนังสือ Illustrated Sunday Homilies, Year – B ของ Mark Link, SJ.)

นักบุญมาระโกเล่าในพระวรสารวันอาทิตย์นี้ ถึงเรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนโรคเรื้อนคนหนึ่งให้หาย คนโรคเรื้อนนี้ต้องเป็นคนใจเด็ด จึงกล้าเข้ามาจนใกล้พระองค์ ปกติคนโรคเรื้อนจะถูกกันออกไปจากสังคม ถูกตัดขาดจากคนปกติธรรมดาทั่วไป เพราะเป็นโรคที่ร้ายแรงและติดต่อ อีกทั้งในสมัยก่อนไม่สามารถรักษาให้หายได้ กฎของโมเสสบอกให้ขับออกไปจากหมู่คณะ เป็นที่รังเกียจของทุกคน ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย ไม่มีใครแม้แต่จะอยากเห็นคนที่เป็นโรคนี้ ดังนั้น การเข้ามาเฝ้าพระเยซูเจ้า จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะถ้าใครเห็นเขาก่อน ก็จะถูกขับไล่ออกไปทันที

แต่เขาก็สามารถเข้ามาเฝ้าจนได้ คุกเข่าอ้อนวอนว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย พระองค์ย่อมทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้” ความจริงเขาคงได้ยินเรื่องราวอัศจรรย์ต่างๆ ที่พระองค์ทรงกระทำ เขาคงไม่สงสัยในความสามารถในการรักษาของพระองค์ แต่สงสัยว่าจะเต็มพระทัยรักษาเขาหรือเปล่า ความที่ในชีวิตจริงเจอแต่คำปฏิเสธจากมนุษย์ทุกคนตลอดมา และหัวของเขาถูกครอบงำด้วยคำสั่งสอนที่สืบต่อกันมาว่า ที่เป็นโรคเช่นนี้ เพราะเขาเป็นคนบาป เป็นคนมีมลทิน ดังนั้น เขาเข้าใจว่า พระเจ้าก็ไม่ทรงต้อนรับเขาด้วย อีกทั้งถ้าพระเยซูเจ้าทรงแตะต้องเขาเพื่อทำการรักษา พระองค์ก็จะทรงมีมลทิน เพราะไปจับต้องคนที่มีมลทิน ดังนั้น ความสงสัยในใจของเขาก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน แต่แม้จะยากในทุกๆ ด้าน บวกกับความไม่แน่ใจต่างๆ นานา เขาก็ยังหวังพึ่งความช่วยเหลือจากพระองค์

และเขาก็ไม่ผิดหวัง พระเยซูเจ้าทรงสงสารตื้นตันพระทัย ทรงยื่นพระหัตถ์ด้วยความรักไปสัมผัสเขา ตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด”

ดูเอาเถิด สิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกทอดทิ้ง น่าซาบซึ้งใจมากแค่ไหน บ่งแสดงให้เห็นถึงพระเมตตารักของพระเจ้า ที่ทรงมีต่อผู้ที่ชอกช้ำระกำใจ ผู้ที่มีดวงจิตระทดท้อ

เราทุกคนเป็นคนบาป เป็นโรคร้ายฝ่ายวิญญาณ เราได้เพียรพยายามแสวงหาพระเยซูเจ้าเพื่อทูลขอให้ทรงรักษาเราให้หายหรือไม่ เป็นเรื่องน่าคิด และเมื่อเราเห็นความอ่อนโยนที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อคนที่ชอกช้ำระกำจิต เราจะทนเฉยอยู่ได้หรือไร อย่าลืมว่าความเจ็บปวดทั้งหลายของมวลมนุษย์นั้น เข้าไปข้างในพระองค์แทนที่อำนาจที่ออกจากพระองค์มารักษาชาวเราทั้งหลาย อย่าลืมว่าพระองค์ทรงรับแบกบาปของเรามนุษย์

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อปี ค.ศ. 2009 )

สมณกระทรวงเพื่อการนมัสการพระเจ้าและศีลศักดิ์สิทธิ์
วาติกันเปลี่ยนวิธีการเจิมเถ้าในวันพุธรับเถ้า 17 กุมภาพันธ์ 2021

สมณกระทรวงเพื่อการนมัสการพระเจ้าและศีลศักดิ์สิทธิ์
วาติกันเปลี่ยนวิธีการเจิมเถ้าในวันพุธรับเถ้า 17 กุมภาพันธ์ 2021

สมณกระทรงเพื่อการนมัสการพระเจ้าและศีลศักดิ์สิทธิ์ ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับพิธีเจิมเถ้าเริ่มต้นเทศกาลมหาพรตที่ศาสนบริกรทั่วโลกต้องปฏิบัติ 

โดย สำนักข่าววาติกัน 

สถานการณ์เรื่องสุขภาพจากโรคระบาด โควิด19 ยังคงบังคับให้ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ ซึ่งมีผลกระทบลต่อโลกของพระศาสนจักรด้วย 

ก่อนถึงเทศกาลมหาพรต ซึ่งในปี ค.ศ. 2021 เป็นวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ สมณกระทรวงเพื่อการนมัสการพระเจ้าและศีลศักดิ์สิทธิ์ ได้จัดพิมพ์คำชี้แจงรายละเอียดถึงวิธีที่พระสงฆ์จะต้องทำพิธีเจิมเถ้าอย่างไร

คำแนะนำ 

หลังจากเสกเถ้าและพรมน้ำเสกในความเงียบแล้ว ศาสนบริกร (พระสงฆ์จะกล่าวกับผู้ร่วมพิธีโดยพูดอีกครั้งหนึ่งถึงรูปแบบการกล่าวในหนังสือคู่มือมิสซาโรมัน “จงเป็นทุกข์ถึงบาปและมีความเชื่อในพระวรสาร” หรือ “จงระลึกว่าท่านเป็นฝุ่นดินและท่านจะกลับเป็นฝุ่นดิน” 

ณ จุดนี้ คู่มือบอกต่อไปว่าพระสงฆ์ “จะล้างมือ สวมหน้ากาก และเจิมเถ้าให้กับผู้ที่เข้ามารัเถ้า หรือหากเหมาะสมพระสงฆ์จะเดินไปหาสัตบุรุษที่ยืนอยู่ในที่ของตน” 

จากนั้นพระสงฆ์จะเจิมเถ้าบนศีรษะของแต่ละคน “โดยไม่ต้องกล่าวอะไร” 

(วิษณุ ธัญญอนันต์) 

11 กุมภาพันธ์
ระลึกถึงแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด

11 กุมภาพันธ์ ระลึกถึงแม่พระประจักษ์ที่เมืองลูร์ด

(The memorial of Our Lady of Lourdes)

ในปี ค.ศ. 1858 ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ – 16 กรกฎาคม มีรายงานว่าแม่พระได้ประจักษ์มา 18 ครั้ง ให้กับเด็กอายุ 14 ปี มีชื่อว่า มารี แบร์นาแด๊ต สุบีรูส์ ที่ถ้ำชื่อ มัสซาเบรียล ใกล้กับเมืองลูร์ด ในฝรั่งเศสตอนใต้ ซึ่งตั้งอยู่ตีนเขาแห่งเทือกเขาปีรานีส และตั้งแต่นั้นมา ที่นี่ก็กลายเป็นหนึ่งในที่แสวงบุญที่มีชื่อเสียงของโลกที่ผนวกเข้าด้วยกับเรื่องราวอัศจรรย์ที่นับไม่ถ้วนทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต

มีการสร้างบาสิลิกาขึ้นบนหินเหนือถ้ำที่ประจักษ์ตามคำขอของแม่พระที่บอกกับนักบุญแบร์นาแด๊ต และเมื่อเห็นว่าเล็กเกินไป วัดแห่งลูกประคำ (the “Rosary Church”) ถูกสร้างเพิ่มเติมขึ้นในปี ค.ศ. 1901

ในปี ค.ศ.1907 พระสันตะปาปาปีโอที่ 10 ได้ขยายวันฉลองนี้ให้ไปสู่พระศาสนจักรสากล โดยมีบททำวัตรและบทมิสซาเป็นพิเศษ และมีผลบังคับใช้ในสมัยพระสันตะปาปาเลโอที่ 13

นักแสวงบุญผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายได้หลั่งไหลมาสู่สักการสถานแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ที่จัดอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนักแสวงบุญชาวฝรั่งเศสที่มีจำนวนถึง 25,000 คน เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1872 ปัจจุบันนี้คาดการณ์ว่ามีนักแสวงบุญเดินทางมาที่นี่ปีละไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคน

การรักษาให้หายอย่างอัศจรรย์ได้เริ่มขึ้นภายในไม่กี่วันจากการประจักษ์ครั้งแรก และดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่บัดนั้น และนี่ไม่ใช่จำกัดวงอยู่เฉพาะผู้ที่เชื่อเท่านั้น มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญแบบที่ขาดไปไม่ได้ คือ “คำภาวนา” และบ่อยๆ เป็นคำภาวนาจากญาติๆของชาวคาทอลิกผู้มีความเชื่อ หรือโดยผู้อื่น

ในบรรดาการรักษาที่มากมาย มีเพียงประมาณ 50 กรณี ที่หลังจากการไต่สวนอย่างรอบคอบตามกระบวนการทางกฎหมายของพระศาสนจักรได้ประกาศอย่างเป็นทางการโดยบรรดาพระสังฆราชว่าเป็นอัศจรรย์ นอกเหนือจากนี้ มีมากกว่า 4,000 กรณีที่วิทยาการทางแพทย์ไม่สามารถอธิบายได้โดยทางธรรมชาติ กรณีหนักๆ เช่น วัณโรค เนื้องอก มะเร็ง ตาบอด และหูหนวก ที่มีเป็นจำนวนมาก รวมถึงการป่วยทางจิตที่ได้รับการยืนยันหนักแน่นว่าได้รับการเยียวยาจากที่นี่ แต่อย่างหลังนี้ คือเรื่องการป่วยทางจิต เรานับแค่ 7% จากจำนวนคนไข้ทางจิตทั้งหมดเท่านั้นเอง

มีอาสาสมัครทั้งชายและหญิง คอยช่วยบรรดาคนเจ็บไข้ได้ป่วยที่มาแสวงบุญที่นี่ ตลอดเวลาพวกเขาจะสวดลูกประคำเสียงดัง บางทีภาพที่น่าจับใจ คือขบวนแห่ศีลมหาสนิทประจำวันรอบสถานที่แสวงบุญ เมื่อจบรอบขบวนแห่แล้วทุกคนจะมารวมอยู่หน้าจัตุรัสแห่งลูกประคำที่อยู่ด้านหน้าบาสิลิกา ผู้เป็นประธานจะอวยพรทุกคนโดยเฉพาะบรรดาผู้ป่วยที่อยู่ด้านหน้าๆ ผู้นำขับร้องจะวิงวอนขอแทนคนเจ็บป่วยด้วยความศรัทธา และนักแสวงบุญนับพันนับหมื่นจะประสานเสียงขับร้องว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า โอรสกษัตริย์ดาวิด โปรดทรงเมตตาข้าพเจ้าด้วยเทอญ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้ามองเห็น ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าได้ยิน ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้าเดินได้” แล้วมีการอวยพรศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

อัศจรรย์ของแม่พระแห่งเมืองลูร์ด เป็นการปฏิเสธอย่างน่าพิศวงถึงความหลงผิดในยุควัตถุนิยมของเรา และในผู้ที่ไม่เชื่อถึงพระเจ้าในสมัยปัจจุบัน เป็นการนำให้พระศาสนจักรกล้าประกาศวันฉลองของตนเอง ว่าเป็นวันของ “การเยียวยา”

บทสำหรับรำพึง : “จงกลับใจใช้โทษบาป! จงกลับใจใช้โทษบาป! จงกลับใจใช้โทษบาป!” (Our Lady, to Bernadette)

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

10 กุมภาพันธ์
ระลึกถึงนักบุญสกอลัสติกา พรหมจารี (C. 480 – 547)

10 กุมภาพันธ์ ระลึกถึงนักบุญสกอลัสติกา พรหมจารี (C. 480 - 547)

(St Scholastica, Virgin, memorial)

นักบุญสกอลัสติกา เป็นแฝดหญิงของนักบุญเบเนดิกต์ แห่งนอร์เซีย (อิตาลี) อุทิศตนให้พระตั้งแต่ยังเล็ก เธอเลือกที่จะสละความร่ำรวยและสถานะทางครอบครัวเช่นเดียวกับพี่ชาย และติดตามเขาไปอยู่ที่เมืองซุบบีอาโน ต่อมาอารามของนักบุญเบเนดิกต์ย้ายไปอยู่ทางใต้ของอิตาลีที่ มอนเต คาสสิโน เธอตามไปตั้งคอนแวนต์ใกล้ๆ สำหรับบรรดาผู้หญิงที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามกฎของคณะเบเนดิกติน

ปีละครั้ง ก่อนช่วงมหาพรต พี่น้องแฝดชายหญิงจะนัดพบกันเพื่อสนทนาธรรม นักบุญเกรโกรี ผู้ยิ่งใหญ่ได้บันทึกเรื่องน่าประทับใจในปลายศตวรรษนั้นถึงเรื่องการพบกันครั้งสุดท้ายของสองพี่น้อง นักบุญสกอลัสติการู้ตัวว่าใกล้ตายแล้ว จึงขอพี่ชายให้สนทนากันต่อไปตลอดทั้งคืน แต่พี่ชายไม่เห็นด้วยที่จะยกเว้นกฎของท่านเองที่จะต้องกลับเข้าอารามก่อนมืด เธอจึงวอนขอพระเป็นเจ้าถึงความปรารถนาของเธอ และพระองค์ทรงรับฟังคำวอนขอนั้น ทันใดนั้น ก็เกิดฝนตกหนัก และมีพายุลมแรง นักบุญเบเนดิกต์รับรู้ว่าพระเป็นเจ้าทรงสดับฟังคำภาวนาของน้องสาว จึงอยู่ต่อตลอดคืนนั้นไปจนถึงเช้า นักบุญเกรโกรี บอกว่า นี่แหละ “กฎแห่งความรัก มีชัยชนะ เหนือกฎแห่งความยุติธรรมและระเบียบวินัย”

หลังจากนั้น 3 วัน นักบุญสกอลัสติกามอบดวงวิญญาณถวายแด่พระเป็นเจ้า ขณะที่เธอมีอายุได้ 67 ปี นักบุญเบเนดิกต์มองจากหน้าต่างอารามเห็นวิญญาณของเธอลอยสู่สวรรค์เป็นรูปนกพิราบ พี่ชายเธอฝังศพเธอไว้ในหลุมที่เตรียมสำหรับตนเองที่อารามแห่งมอนเต คาสสิโน อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา นักบุญเบเนดิกต์ก็ตายตามไป และฝังไว้ที่เดียวกัน

ดังนั้น พี่น้องผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง ผู้ได้ก่อตั้งคณะนักบวชที่ยิ่งใหญ่คณะหนึ่งที่มีสองสาขา ซึ่งเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนจักรต่อเนื่องเรื่อยมามากกว่า 14 – 15 ศตวรรษ มีนักบุญต่างๆ มากมายไม่ต่ำกว่า 5,000 คนจากคณะนี้ ก็ได้อยู่เคียงข้างกันอีกครั้งในความตาย

นักบุญสกอลัสติกา เป็นผู้ช่วยเหลือพิเศษในช่วงที่มีลมพายุ

(ถอดความโดย คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ จากหนังสือ Saint Companions For Each Day ; เขียนโดย A.J.M. Mausolfe และ J.K. Mausolfe)

คำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิส
ต่อผู้เข้าประชุมสมัยสามัญของคณะกิจการพระมารดา “โฟโคลาเร่”

คำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิส ต่อผู้เข้าประชุมสมัยสามัญของคณะกิจการพระมารดา “โฟโคลาเร่”

ณ ห้องประชุมใหญ่เปาโลที่ 6 วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2021

พระคุณเจ้า และ ลูก ๆ พีน้องชายหญิงที่รัก  

พ่อขอต้อนรับทุกคนด้วยความยินดีในการประชุมซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในขณะที่ท่านได้อภิปรายกันถึงหัวข้อที่มีความสำคัญและเลือกผู้นำคนใหม่ ขอขอบคุณมารีอา โวเช (Maria Voce) ประธานของคณะโฟโกลาเร ที่กำลังสิ้นสุดวาระ และมาร์กาเร็ต คาร์รัม (Margaret Karram) ประธานที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ และขอขอบคุณสำหรับมธุรสวาจาของท่าน สำหรับประธานคนเก่าเราต้องกล่าวว่า “ขอบคุณมาก” และสำหรับประธานคนใหม่ขอกล่าวว่าขอแสดงความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ซึ่งเราขอส่งความปรารถนาดีนี้ไปยังประธานร่วมและที่ปรึกษาทุกคนด้วย  เรารู้สึกกตัญญูต่อพระคาร์ดินัล เควิน ฟาร์เรล (Kevin Farrel) และต่อ ดร. ลินดา กีโซนี (Mrs. Linda Ghisoniที่มาร่วมประชุมกับพวกเรา ขอต้อนรับทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ และบุคคลที่ติดตามทางสื่อ ขอตอนรับสมาชิกทุกคนที่ทำงานของคณะกิจการของพระมารดาที่พวกท่านเป็นผู้แทน เพื่อเปนกำลังใจให้กัพวกท่านในการก้าวเดิน พ่อปรารถนาที่จะเสนอข้อคิดบางประการ ซึ่งพ่อขอแยกออกเป็นสามส่วนด้วยกัน กล่าวคือ ระยะหลังผู้ก่อตั้ง ความสำคัญแห่งวิกฤต และการดำเนินชีวิตฝ่ายจิตพร้อมกันในความจริง 

ระยะหลังผู้ก่อตั้ง สิบปีหลังจากที่เคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) จากโลกนี้ไปท่านถูกขอร้องให้เอาชนะกับความสับสนตามธรรมชาติ ที่จำนวนสมาชิกเริ่มลดน้อยลงเพื่อที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็ถึงพระพรพิเศษแห่งเจตนารมณ์ของการตั้คณะ ดังที่พวกเราทราบกัน ประเด็นนี้เรียกร้องให้ต้องมีความซื่อสัตย์อย่างมีพลวัต ที่สามารถตีความในเครื่องหมาย และความต้องการของกาเวลา และการตอบสนองต่อการเรียกร้องใหม่ของมนุษย์ พระพรพิเศษทุกอย่างเป็นสิ่งสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่อยู่นิ่งในพิพิธภัณฑ์ นี่เป็นเรื่องราวที่ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อต้นตอ ต้องพยายามคิดใหม่ที่จะแสดงออกด้วยการเสวนากับสถานการณ์ของสังคมและวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งต้องมีรากเหง้าที่มั่นคง ทว่าต้นไม้จะเติบโตด้วยการเสวนาในความจริง โฉมหน้าซึ่งต้องปรับให้เข้ากับเหตุการณ์นี้จะเกิดผลดีเพิ่มขึ้น หากว่าความคิดสร้างสรรค์ ปรีชาญาณ ความรู้สึกอย่างละเอียดอ่อน และความซื่อสัตย์ต่อพระศาสนจักรจะถูกนำมาสมานฉันกัน  ชีวิตฝ่ายจิตของพวกท่านที่มีคุณสมบัติในการเสวนาและเปิดใจกว้างต่อบริบทวัฒนธรรม สังคม และศาสนา แน่นอนว่าจะส่งเสริมเป้าหมายนี้ การเปิดใจกว้างสู่ผู้อื่นไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครจะต้องพยายามสร้างสรรขึ้นเสมอ พระวรสารนั้นมีไว้สำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่นำสิ่งนี้ไปบังคับผู้อื่นให้ต้องเชื่อตาม นี่เป็นเหมือนเชื้อสำหรับมนุษยชาติใหม่ในทุกเวลาและทุกสถานที่ 

ทัศนคติการเปิดใจกว้างและการเสวนาจะช่วยให้ท่านหลีกเลี่ยงการมุ่งอยู่กับตนเอง ซึ่งมักจะเป็นบาปเสมอ นี่เป็นการล่อลวงให้พวกเรามองไปเพียงที่กระจกเงา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ กระจกเงาใช้เพียงเพื่อหวีผมตอนเช้าเท่านั้นก็พอแล้ว การหลีกเลี่ยงการมองเพียงแต่ตนเองทุกประเภท ซึ่งไม่เคยเกิดจากเจตนารมณ์ที่ดีนั้นอันเป็นความหวังของพวกเราสำหรับพระศาสนจักรทั้งมวล นั่นคือการรับรู้ถึงการที่มักยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง อันจะนำไปสู่การปกป้องสถาบันที่จะก่อความเสียหายให้กับปัจเจกบุคคลเสมอ และยังสามารถที่จะนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้กับการปกปิดการล่วงละเมิดของตนเอง พวกเรามีประสบการณ์กับประเด็นนี้มาแล้วด้วยความเจ็บปวด พวกเราพบความเจ็บปวดในหลายปีที่ผ่านมานี้  การยึดเอาตัวตนเองเป็นศูนย์กลางจะกีดกั้นไม่ให้พวกเราเห็นความผิดบกพร่องของตน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเจริญก้าวหน้า และทำให้ไม่มีการเปิดใจกว้างสู่การทบทวนกระวนการกระทำของสถาบัน และวิธีการดำเนินการปกครอง 

ตรงกันข้าม จะเป็นการดีกว่าที่พวกเราต้องกล้าหาญที่จะเผชิญอย่าตรงไปตรงมากับความจริง ทำตามคำแนะนำของพระศาสนจักรผู้เป็นมารดาที่แท้จริงเสมอ พร้อมกับตอบสนองต่อการเรียกร้องของความยุติธรรมและความรัก การชอบยกยอตนเองไม่ได้เป็นการรับใช้ต่อพระพรที่ดี ตรงกันข้ามต้องเป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องให้การตอนรับในแต่ละวันด้วยสิ่งใหม่ๆ – จงอย่าลืมว่าสิ่งประหลาดใหม่จะแสดงถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าเสมอ – นี่เป็นของขวัญที่ได้รับมาแบบเปล่า ๆ ซึ่งพวกท่านได้รับมาด้วยการปฏิบัติตามอุดมการณ์แห่งชีวิตของพวกท่าน และโดยอาศัยความช่วยเหลือของพระเจ้าพวกท่านพยายามที่จะตอบสนองด้วยความเชื่อ ความสุภาพ และความกล้าหาญเฉกเชนพระแม่มารีย์พรหมจารีหลังจากที่ได้รับการแจ้งข่าวจากทูตสวรรค์ 

หัวข้อที่สองที่พ่อปรารถนาที่จะนำมาเสนอให้กับพวกท่านคือความสำคัญแห่งวิกฤต ท่านไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากวิกฤต วิกฤตเป็นพระพรแม้จะในระดับธรรมชาติ – วิกฤตขอการที่ทารกเจริเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่นั้นมีความสำคัญ – แม้ในชีวิตของสถาบัน พ่อได้ปราศรัยเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างยืดยาวในคำปราศรัยต่อสมาชิกของโรมันคูเรีย ในชีวิตมักมีการล่อลวงเสมอที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นความขัดแย้ง ความขัดแย้งเป็นสิ่งน่ารังเกลียด สามารถเป็นสิ่งน่าชัง สามารถที่จะสร้างความแตกแยก  แต่วิกฤตก็สามารถเป็นโอกาสให้พวกเราเจริญก้าวหน้าเช่นเดียวกัน ทุกวิกฤตเรียกร้องให้พวกเรามีวุฒิภาวะใหม่ เป็นเวลาของพระจิตผู้ทรงกระตุ้นให้พวกเราเหนความจำเป็นที่ต้องมาทำการรื้อฟื้นกันใหม่โดยไม่ต้องเสียกำลังใจท่ามกลางความยุ่งยากซับซ้อนและความขัดแย้ง ทุกวันนี้มีการเน้นกันมากถึงความสำคัญของการยืดหยุ่นท่ามกลางความยากลำบาก กล่าวคือ ความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตและฉวยโอกาสจากความยุงยากซับซ้อน เพราะทุกวิกฤตเป็นโอกาสให้พวกเราเจริญก้าวหน้า ในอีกมุมมองหนึ่งวิกฤตฝ่ายจิตของปัจเจกบุคคล ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างบุคคลและในบริบทของมโนธรรมต้องได้รับการจัดการอย่างเฉลียวฉลาดจากผู้ที่ไม่มีตำแหน่งบริหารในทุกระดับภายใตกระวนการของคณะ นี่เป็นกฎเกณฑ์ที่ดีสำหรับพระศาสนจักรตั้งแต่เวลาที่จำความไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับบรรดานักพรต/ฤษี ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เวลาแห่งวิกฤตเท่านั้น แต่โดยทั่วไปในการติดตามการเดินทางฝ่ายจิตของพวกเขา อันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างเวทีภายนอกและภายในที่ประสบการณ์แห่งธรรมประเพณีของพระศาสนจักรที่สอนพวกเราว่านี่เป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้ ความจริงการนำทุกสิ่งมารวมกัน ซึ่งบริบทของการปกครองและบริบทของมโนธรรมจะก่อให้เกิดการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดต่างๆ นานาดังที่พวกเราเห็นกันมาเมื่อมีการพบว่าปัญหาที่รบกวนจิตใจเหล่านี้ถูกค้นพบ 

สุดท้าย ประการที่สาม การดำเนินชีวิตจิตอย่างสม่ำเสมอคงแบบคงเส้นคงวาในความเป็นจริง ความคงเส้นคงวาและความจริงทำให้ “บุคคลผู้นี้มีอำนาจ… เหตุใดเขาจึงมีอำนาจ? เพราะว่าเขาเป็นคนคเส้นคงวา” บ่อยครั้งพวกเราจะพูดกันเช่นนี้ เป้าหมายสุดท้ายแห่งพระพรพิเศษของพวกท่านจะต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่มอบให้กับพระบิดาในการอธิษฐานภาวนาอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ “เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน. 17: 21) พวกเราต้องรับรู้ว่าการเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเป็นการกระทำแห่งพระหรรษทานของพระตรีเอกภาพ “เฉกเช่นที่พระองคทรงประทับอยู่ในข้าพเจ้าและข้าพเจ้าดำรงอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาดำรงอยู่ในเราด้วย” (ibid) เป้าหมายนี้เรียกร้องหน้าที่ในสองมิติด้วยกัน กล่าวคือ ภายนอกคณะและภายในคณะ เกี่ยวกับพฤติกรรมนอกคณะฯ พ่อขอสนับสนุนให้พวกท่านต้องทำ และสำหรับประเด็นนี้เคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) ข้ารับใช้ของพระเจ้าได้มอบแบบฉบับไว้มากมาย – การเป็นประจักษ์พยานแห่งความใกล้ชิดด้วยความรักฉันพี่น้องที่จะเอาชนะต่ออุปสรรคทั้งสิ้น และการเข้าถึงทุกสภาพแห่งชีวิตมนุษย์ จงเอาชนะต่ออุปสรรค จงอย่าได้กลัวนี่เป็นหนทางแห่งความใกล้ชิดฉันพี่น้องที่ถ่ายทอดการประทับอยู่ของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพสู่มนุษย์ชายหญิงแห่งยุคสมัยของพวกเราโดยเริ่มต้นจากคนยากจน บุคคลที่เป็นคนสุดท้าย บุคคลที่ถูกทอดทิ้ง โดยทำงานร่วมกับผู้ที่มีน้ำใจดีเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมและสันติสุข  จงอย่าลืมว่าความใกล้ชิด การอยู่ใกล้ชิดกันเป็นภาษาที่ถ่องแท้ของพระเจ้า จงคิดถึงข้อความในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติเมื่อพระเจ้าตรัสว่า “มีชาติยิ่งใหญ่ใดบ้างที่พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ชิดดุจพระเจ้าของเราทุกครั้งที่เราเรียกหาพระองค์” วิธีการอยู่ใกล้ชิดของพระเจ้ายิ่งวันยิ่งจะไปไกลจนกระทั่งบรรลุถึงความใกล้ชิดอันยิ่งใหญ่นั้น พระวจนาตถ์ทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์ และทรงทำให้พระองค์เองเป็นหนึ่งท่ามกลางพวกเรา ขอจงอย่าได้ลืมว่า ความใกล้ชิดเป็นรูปแบบของพระเจ้า เสมือนเป็นภาษาที่ถ่องแท้ที่สุดในความคิดของพ่อ 

เกี่ยวกับความมานะพยายามของพวกท่านภายในคณะฯ พ่อขอสนับสนุนให้พวกท่านส่งเสริมการก้าวเดินไปด้วยกัน (Synodality) ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อว่าสมชิทุกคนซึ่งมีพระพรพิเศษด้วยกันจะได้มีความรับผิดชอบร่วมกันในการมีส่วนร่วมในชีวิต และกิจการของของพระแม่ และเป้าหมายพิเศษต่างๆ ผู้มีหน้าที่ในการปกครองบริหารถูกเรียกร้องให้ต้องส่งเสริมพร้อมกับให้คำแนะนำที่โปร่งใสไม่เพียงแค่ในกลุ่มบุคคลที่บริหารเท่านั้น แต่ในทุกระดับด้วยพลังในตรรกะแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งทุกคนสามารถใช้พระพรและความคิดของตนในการรับใช้ผู้อื่นในความจริงด้วยเสรีภาพ 

ลูก ๆ และ พี่น้องชายหญิงที่รัก ในการเลียนแบบฉบับของเคียร่า ลูบิค (Chiara Lubich) จงฟังเสียงร้องของพรเยซูคริสต์ในการที่พระองค์ทรงถกทอดทิ้งบนไม้กางเขนซึ่แสดงให้เห็นถึงมาตรการแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งหลั่งไหลออกมาจนสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเรา ผู้เป็นบุคคลอ่อนแอ เป็นคนบาปแถมยังสร้างโศกนาฏกรรมให้กับบ่อเกิดแห่งความสว่าง และความหวังสำหรับมนุษย์ การผ่านความตายสู่การมีชีวิตเป็นหัวใจแห่งคริสศาสนา และยังเป็นพระพรของพวกท่านด้วย ขอบคุณมากสำหรับการเป็นประจักษ์พยานด้วยใจเบิบานต่อพระวรสารที่พวกท่านยังคงมอบให้กับพระศาสนจักรและแก่ชาวโลก  ได้มีการกล่าวกันว่าชาวโฟโคลาเร่มักจะยิ้มอยู่เสมอ พวกเขามีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า พ่อจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อได้ยินมีคนพูดถึงการไม่รู้ของพระเจ้าพวกเขาบอกพ่อว่า “แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าพระเจ้านั้นช่างเขลา?”  เพราะว่ายังมีอยู่อีกสี่อย่างด้วยกันที่พระเจ้าไม่อาจรู้ได้ คือ พวกเยสุอิตคิดอะไรอยู่ ซาเลเซียนมีเงินมากน้อยแค่ไหน มีคณะซิสเตอร์กี่คณะ และโฟโคลาเร่เขายิ้มทำไม?”  พ่อขอมอบการมีเจตนารมณ์ที่ดีและโครงการต่าง ๆ ของพวกท่านไว้ในการวอนขอของพระแม่มารีย์มารดาของพระศาสนจักร และพ่อขออวยพรทุกคนจากใจ โปรดอย่าลืมภาวนาสำหรับพ่อด้วย พ่อเองต้องการคำภาวนา ขอขอบคุณทุกคน 

(วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บคำปราศรัยของพระสันตะปาปาฟรานซิสมาแบ่งปันและไตร่ตรอง)