บทเทศน์บทรำพึง สมโภชพระเยซูเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล

หัวข้อ : The king and I

มีเรื่องเล่าว่า กษัตริย์ชราผู้ไม่มีรัชทายาทพระองค์หนึ่งทรงต้องการมอบบัลลังก์ของพระองค์ให้กับชายหนุ่มผู้คู่ควรกับอาณาจักรของพระองค์ ดังนั้น ทรงประกาศออกไปว่าจะทรงคัดเลือกผู้สืบตำแหน่งต่อ มีชายหนุ่มที่ร่ำรวย และแข็งแรงมากมายได้มาที่พระราชวังเพื่อรับการคัดเลือก แต่ก็ถูกส่งกลับไปจนหมดสิ้น มีคนเลี้ยงแกะยากจนคนหนึ่งอาศัยในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล เขาปรารถนาจะเป็นกษัตริย์ด้วยเหมือนกัน จึงได้รวบรวมเงินทั้งหมดที่มีไปซื้อเสื้อผ้าชุดที่เหมาะสม แล้วก็เดินทางไปที่พระราชวัง ใกล้จะถึงพระราชวังเขาพบขอทานคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าและขาดกะรุ่งกะริ่งเข้ามาขอทานจากเขา เขานึกสงสารมาก กล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย ฉันมาจากหมู่บ้านห่างไกลเพื่อมาสมัครเป็นกษัตริย์และฉันก็ไม่มีเงินเหลือจะให้ทานหรอก แต่ฉันมีเสื้อผ้าใหม่ชุดที่สวมอยู่นี่ ฉันจะให้ชุดใหม่นี้แก่ท่านแลกเปลี่ยนกับชุดของท่าน” ชายขอทานนั้นตกลง เมื่อแลกเปลี่ยนแล้วเขาขอบคุณชายคนนั้นแล้วจากไป ชายคนนั้นมองดูชุดที่ขาดกะรุ่งกะริ่งของตนแล้วรู้สึกเขินอาย จึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน แต่ทันใดนั้น มีข้าราชสำนักคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบอกกับเขาว่า “พระมหากษัตริย์ต้องการพบท่าน” เมื่อเขาเข้าไปในพระราชวัง เขาตกใจมากที่เห็นว่าพระมหากษัตริย์คือขอทานคนนั้นซึ่งกำลังสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขาอยู่ พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ลูกรัก ลูกเป็นผู้สมควรที่สุดที่จะปกครองอาณาจักรของเรา”

เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับกษัตริย์และอาณาจักรต่างๆ มีเสน่ห์ดึงดูดใจให้คิดถึงภาพของความโอ่อ่าหรูหราและอำนาจ แต่พระวาจาของวันนี้ เราจะเห็นภาพอำนาจของกษัตริย์ที่ดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง และการเลือกผู้ที่สมควรเป็นทายาทก็เป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจ เนื่องจากเป็นอาทิตย์สุดท้ายของปีพิธีกรรม และได้กล่าวถึง “ผู้ที่เล็กน้อยหรือต่ำต้อยที่สุด” แต่ก็เหมือนกับตอนจบอย่างสง่าของอุปรากรเรื่องหนึ่ง (like the grand finale of an opera) นักบุญมัทธิวได้เก็บรักษาข้อความนี้ไว้ในฐานะเป็นจุดสูงสุด (climax) ของคำเทศน์สอนสุดท้ายในเรื่องงานบริการของพระเยซูเจ้า จริงๆแล้ว นี่ก็คือ “คำสั่งสุดท้าย” ของพระเยซูเจ้าในเรื่องการบริการรับใช้เพื่อนพี่น้องนั่นเอง และสิ่งที่ตามมาก็คือ การนำไปสู่ความรอด (salvation)

พิธีกรรมของวันนี้ชี้ให้เห็นความเป็นกษัตริย์ของพระคริสต์ ตัดกับฉากของเหตุการณ์เรื่อง “ประวัติศาสตร์แห่งความรอด” ที่ท้ายสุดแล้วพระเยซูเจ้าจะทรงปราบศัตรูทั้งหมดของพระองค์ให้อยู่ใต้พระบาท แล้วนั้นจะทูนถวายอาณาจักรแด่พระบิดาเจ้า เพื่อว่า “พระเจ้าจะได้ทรงเป็นทุกสิ่งในทุกคน” (ในบทอ่านที่สอง) อำนาจและอานุภาพทั้งหลายจะถูกทำลายเมื่อพระเยซูเจ้าจะเสด็จมาครั้งที่สอง เมื่อนั้นพระองค์จะทรงตัดสินทุกคนตามมาตรวัดของพระบัญญัติสูงสุดของพระองค์ นั่นคือ “ความรัก”

ในบทอ่านแรกนำเสนอหัวข้อความเป็นกษัตริย์ด้วยภาพของนายชุมพาบาล โดยเปรียบเทียบพาดพิงไปถึงกษัตริย์ดาวิด บรรดากษัตริย์ของอาณาจักรยูดาห์ก่อนเนรเทศส่วนมากเป็นนายชุมพาบาลจอมปลอมที่นำบรรดาฝูงแกะให้หลงไป ดังนั้น พระเจ้าเองจะทรงเลี้ยงดูแกะของพระองค์ และจะตามหาแกะที่สูญหายไป นำแกะที่หลงทางกลับมา พันแผลแกะที่บาดเจ็บ และเสริมกำลังแกะที่อ่อนเพลีย ประโยคสุดท้ายให้ความหมายของการตัดสินคือ “เราจะพิพากษาระหว่างแกะกับแกะ ระหว่างแกะเพศผู้กับแพะเพศผู้”

ภาพเปรียบเทียบของการแยกผู้คนทั้งหลายโดยใช้ภาพของแกะและแพะที่กล่าวไว้ในบทอ่านแรก และในพระวรสารก็กล่าวอีกว่า “พระองค์จะทรงแยกเขาออกเป็นสองพวก ดังคนเลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ ให้แกะอยู่เบื้องขวา ส่วนแพะอยู่เบื้องซ้าย” นั้น จะใช้พื้นฐานของปฏิบัติการจริง ว่าได้ให้บริการด้วยความรักต่อผู้ที่ “ต่ำต้อยที่สุด” ในสังคมหรือไม่ อันได้แก่ ให้อาหารแก่ผู้หิว ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยเปล่า ไปเยี่ยมคนเจ็บไข้ได้ป่วย ฯลฯ พวกที่ได้รับการต้อนรับเข้าในพระอาณาจักรได้แสดงความแปลกใจออกมา เพราะพวกเขาได้ทำงานรับใช้โดยไม่ได้เห็นแก่รางวัล แต่มาจากความรักที่มีต่อเพื่อนพี่น้องอย่างบริสุทธิ์ใจ เราเห็นตัวอย่างจริงเช่นนี้มากมาย เช่น นักบุญเดเมียน พระสงฆ์ (St Damien of Molokai, 1840-1889) ที่ไปอยู่ที่เกาะของคนโรคเรื้อนเพื่อรับใช้พวกเขา จนตัวเองติดโรคไปด้วย และตายไปในที่สุด หรือ นักบุญเทเรซา แห่งกัลกัตตา ที่ไปอยู่ท่ามกลางพี่น้องที่ยากจนและน่าสงสารที่สุดเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ฯลฯ

ในปี ค.ศ. 1956 มีภาพยนต์ที่มีชื่อเสียงที่เคยเป็นละครเวทีที่โด่งดังมาก่อนเรื่อง The King and I (ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ฉายในเมืองไทย) มีหลายเพลงประกอบที่มีความไพเราะ ประพันธ์โดย ร็อดเจอร์ส และ แฮมเมอร์สไตน์ (Rodgers and Hammerstein) เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ของสยาม (= ในหลวงรัชกาลที่ 4) ได้ทรงมอบบรรดาพระโอรสและพระธิดาเล็กๆทั้งหลาย ให้อยู่ในการดูแลและสอนภาษากับแหม่มแอนนา เนื้อเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก (แต่งเสริมเติมแต่งขึ้นมาให้มีความน่าสนใจ จากบทบันทึกของแหม่มแอนนา) ณ ที่นี้ขอเปรียบเทียบว่า พระคริสต์ – องค์กษัตริย์ กับ เราแต่ละคน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันด้วยบทบัญญัติแห่งความรัก พระเยซูเจ้าทรงมอบเด็กเล็กๆ (ลูกของพระองค์ = บรรดาคนต่ำต้อยที่สุดทั้งหลาย) ให้อยู่ในความเอาใจใส่ดูแลของเรา เราแต่ละคนได้ตอบสนองต่อพระองค์และบรรดาคนเล็กน้อยที่สุดเหล่านั้นเช่นไร

(เขียนโดย คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2017
Based on : Sunday Seeds for Daily Deeds โดย Francis Gonsalves, S.J.)

บทเทศน์บทรำพึง สมโภชพระเยซูเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล

“พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่นั้นคือใครผู้ใด พระองค์คือพระเยซูเจ้าผู้เข้มแข็ง”

วันนี้ เป็นวันสมโภชพระเยซูเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล ข้อความข้างบนเป็นบทสร้อยที่เราร้องสลับกับบทสดุดีในพิธีมิสซาของวันนี้ โดยเติมชื่อพระเยซูเจ้า เข้าไปเพื่อให้เหมาะกับวันสมโภชนี้

หลายคนที่เป็นคนรุ่นเก่าหน่อย คงจะได้เคยชมภาพยนตร์ หรืออย่างน้อยก็คุ้นกับชื่อ “King of kings” ซึ่งแปลเป็นไทยได้งดงามทั้งภาษาและความหมายว่า “จอมราชัน” ซึ่งเป็นผู้อื่นใดไปมิได้ นอกจากหมายถึง พระเยซูเจ้า แต่เพียงพระองค์เดียว

แต่เมื่อชมเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของพระองค์ หรือศึกษาจากพระวรสารเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์แล้ว เราจะทราบว่า ความยิ่งใหญ่ของพระองค์มาจากความเรียบง่าย มาจากการทำตามพระประสงค์ของพระบิดา มาจากความสุภาพถ่อมองค์ลงจนถึงที่สุด และมาจากความรักและเมตตาอย่างล้นเหลือต่อมวลมนุษย์ชาติ จนยอมพลีพระชนม์เพื่อเขาเหล่านั้น

เมื่อทรงมีชัยชนะเหนือความตายแล้ว เมื่อแผนการไถ่กู้มนุษย์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระเจ้าทรงประทานบำเหน็จให้พระองค์อย่างยิ่งใหญ่ ทรงพระสิริโอ่อ่าตระการตา ทุกๆ สิ่งสร้างเมื่อได้ยินพระนาม “พระเยซู” จะคู้เข่าลงนมัสการพระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาลอย่างแท้จริง

ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะร่วมส่วนในความไพบูลย์ของพระองค์จะต้องปฏิบัติตนเช่นใด พระวรสารโดยนักบุญมัทธิวบอกเราในวันนี้อย่างชัดแจ้ง พระเยซูเจ้าทรงวางกฎเกณฑ์ไว้ว่า ในวันสุดท้ายนั้นผู้ที่จะได้รับเชิญให้เข้าในพระอาณาจักรของพระองค์ คือผู้ที่ในขณะยังอยู่ในโลกนี้ เคยจำพระองค์ได้หรือเปล่า เคยช่วยเหลือพระองค์บ้างไหม โดยเฉพาะเวลาที่ทรงต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด เช่นเวลาที่ทรงหิว ทรงกระหาย ทรงเป็นแขกแปลกหน้า หรือเวลาที่ไม่ทรงมีเสื้อผ้านุ่งห่ม หรือทรงเจ็บไข้ได้ป่วย หรือทรงติดอยู่ในคุก

แม้แต่กิจการดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำต่อคนต่ำต้อยที่สุด (= พระเยซูเจ้า ผู้ทรงซ่อนพระองค์อยู่ในคนเหล่านั้น) ก็จะมีความหมายยิ่งนักสำหรับชีวิตนิรันดร

ความเมตตา ความมีน้ำใจ และความรักที่พร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับการต้อนรับเข้าสู่ความสุขสมบูรณ์แห่งพระอาณาจักรของพระองค์

พี่น้องครับ จำได้ไหมครับว่าครั้งสุดท้ายที่เราได้ช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือได้ช่วยคนเล็กๆ น้อยๆ ในสังคม เมื่อไร

( คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 )

Recommended Posts