บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดาปี A

พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องอุปมาว่า "อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับกษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งทรงจัดงานอภิเษกสมรสให้พระโอรส ทรงส่งผู้รับใช้ไปเรียกผู้รับเชิญให้มาในงานวิวาห์ แต่พวกเขาไม่ต้องการมา"

ชาวอิสราเอลมักจะจินตนาการ หรือใช้ภาพเปรียบเทียบอาณาจักรสวรรค์เหมือนกับการจัดงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าเองทรงเป็นผู้จัดงานเลี้ยงนั้น เหตุเพราะภาพของงานเลี้ยงเป็นภาพของความชื่นชมยินดีและความสุข เช่นในบทอ่านแรกจากหนังสือประกาศกอิสยาห์ เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนในเรื่องนี้ “องค์พระผู้เป็นเจ้าจอมจักรวาลทรงจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองสำหรับประชากรทุกชาติบนภูเขานี้ เป็นงานเลี้ยงที่มีเหล้าองุ่นชั้นดี……….องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาจากใบหน้าของทุกคน”

ย้อนกลับมาดูเรื่องคำอุปมาของพระเยซูเจ้า เราสามารถตีความได้ดังนี้ ผู้ที่จัดงานเลี้ยงก็คือองค์พระผู้เป็นเจ้านั่นเอง ทรงส่งผู้รับใช้พวกแรกซึ่งก็คือบรรดาประกาศกทั้งหลาย ส่วนผู้ถูกรับเชิญก็คือชาวอิสราเอลทั้งหลาย แต่พวกเขาไม่สนใจเข้าร่วมงานนั้น ทรงส่งผู้รับใช้อื่นไปอีก เพื่อบอกว่า “บัดนี้เราได้เตรียมการเลี้ยงไว้พร้อมแล้ว ได้ฆ่าวัวและสัตว์อ้วนพีแล้ว ทุกสิ่งพร้อมสรรพ เชิญมาในงานวิวาห์เถิด”

ผู้รับใช้อื่นๆ ซึ่งเป็นพวกที่สองนี้ ก็หมายถึงบรรดาอัครสาวกของพระเยซูเจ้ารุ่นแรกๆ ที่ทำการประกาศข่าวดีให้กับชาวอิสราเอลในสมัยพระศาสนจักรยุคแรกๆ นั่นเอง แต่ชาวอิสราเอลในสมัยอัครสาวกก็ไม่สนใจ เขาคิดว่าเขาไปทำงานในทุ่งนาจะดีกว่า ไปทำธุรกิจอื่นๆจะดีกว่า ฯลฯ

เมื่อไม่ตอบรับคำเชิญ กษัตริย์จึงทรงส่งกองทหารไปทำลายเขาเหล่านั้น และเผาเมืองของเขาด้วย นักบุญมัทธิวที่บันทึกพระวรสารตอนนี้ไว้คงจะมองเห็นภาพการทำลายนี้ด้วยตาของท่านเอง ว่านี่เป็นผลจากการตอบปฏิเสธคำเชื้อเชิญของชาวอิสราเอล นั่นคือ กองทัพของอาณาจักรโรมันได้เข้ามายึดกรุงเยรูซาเล็ม ในปี ค.ศ.70 และได้ทำลายพระวิหารและเผาเมืองเสียสิ้น

เมื่อผู้รับเชิญไม่ยอมมา จึงทรงส่งคนใช้ไปตามทางแยก พบผู้ใดก็เชิญมาในงานวิวาห์นั้น นี่ก็หมายความว่า มีการขยายขอบเขตออกไปในการประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ไปสู่ชนต่างชาติ เพราะผู้คนชาติอิสราเอลปฏิเสธข่าวดีนั้น

เรื่องการจัดงานเลี้ยงและการเชื้อเชิญแขกนั้น แสดงให้เห็นถึงความรักที่น่าเทิดทูน ที่พระเจ้าทรงมีต่อชาวเรา ทรงเชื้อเชิญเราด้วยความอดทน เพื่อให้เราได้พบกับความดีงามสูงสุด แต่เราปฏิเสธพระองค์บ่อยๆ เราเห็นเรื่องขี้ปะติ๋วของโลกนี้มีความสำคัญกว่าพระองค์ เราสนใจเรือกสวนไร่นา การทำธุรกิจ หรือแม้แต่งานอดิเรกว่าสำคัญกว่าเรื่องพระอาณาจักร เราเป็นผู้รับเชิญคนหนึ่งหรือเปล่า ที่ปฏิเสธไม่ขอเข้าร่วมงานเลี้ยงนั้น ขอให้เราตอบคำถามนี้อย่างจริงใจ และขอให้ย้อนดูกิจปฏิบัติหรือพฤติกรรมที่เรากระทำก่อนที่จะตอบด้วย

มีเรื่องห้อยท้ายในพระวรสารตอนนี้ที่ทำให้เข้าใจยากเล็กน้อย คือที่จริงแล้วพระวรสารตอนนี้น่าจะมีคำอุปมาสองเรื่องด้วยกัน คือ เรื่องอุปมาเกี่ยวกับงานเลี้ยงฉลอง และเรื่องอุปมาเกี่ยวกับชุดแต่งกายที่เหมาะสมกับงานเลี้ยง แต่ท่านมัทธิวนำมารวมไว้เรื่องเดียวกัน โดยบรรยายไว้ท้ายเรื่องว่า เมื่อมีคนเข้ามางานเลี้ยงเต็มไปหมด กษัตริย์เสด็จมาทอดพระเนตรแขกรับเชิญ ทรงเห็นคนหนึ่งไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ จึงทรงสั่งให้จับโยนออกไปข้างนอก เรื่องนี้คล้ายๆกับอุปมาเรื่องหนึ่งของรับบีชาวยิวคนหนึ่ง นามว่า Johanan ben Zakkai ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ในสมัยที่นักบุญมัทธิวเขียนพระวรสาร เนื้อเรื่องโดยสรุปคือ กษัตริย์ทรงเชิญบรรดาคนใช้ทั้งหลายให้ไปในงานเลี้ยง พวกที่ฉลาดก็ตระเตรียมเสื้อผ้าและคอยเฝ้าหน้าประตูวัง เพราะคิดว่าการจัดเตรียมงานคงจะไม่ช้า พวกที่ไม่ฉลาดก็คิดว่ากว่าจะเตรียมงานเสร็จคงอีกนาน จึงไม่ได้จัดเตรียมชุด เขาก็ไปทำงานของเขา แต่การเลี้ยงมาถึงเร็วกว่าที่คาดคิด เขาจึงไม่มีเวลาแล้ว จึงต้องสวมผ้าสกปรกเข้าไป แล้วก็ถูกไล่ออกมา ขอสรุปเรื่องนี้ว่า ต้องเตรียมตัวให้พร้อม และอาภรณ์ที่เหมาะสมที่สุด คือ ความรัก (เทียบ คส 3:12-15)

(คุณพ่อ วิชา หิรัญญการ เขียนลงสารวัดพระกุมารเยซู เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2008
Based on : Seasons of the Word ; by Denis McBride, C.SS.R.)

บทเทศน์บทรำพึง อาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดาปี A

ในสมัยโบราณ บรรดากษัตริย์ได้ทรงประกาศการจัดงานอภิเษกสมรสล่วงหน้าโดยกำหนดเวลาคร่าวๆเอาไว้ ส่วนวันที่ทรงจัดงานเลี้ยงจริงจะมีการประกาศในเวลาต่อมา การตอบรับคำเชิญล่วงหน้าไว้แล้ว แต่มาปฏิเสธในภายหลัง ถือเป็นการหมิ่นเกียรติ

ถ้ายกตัวอย่างนี้ให้เป็นปัจจุบัน สมมุติลูกชายคุณกำลังจะกลับมาบ้าน หลังจากที่ไปศึกษามาเป็นเวลาห้าปี กำหนดวันกลับของเขาจะเป็นวันใดวันหนึ่งในอาทิตย์หน้านี้ แต่เขายังไม่แน่ใจว่าจะเป็นวันศุกร์หรือวันเสาร์ คุณได้โทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิทของลูกชายสามสี่คน เพื่อเชิญให้พวกเขามางานเลี้ยงต้อนรับลูกชาย โดยที่คุณเล่าสถานการณ์ให้พวกเขาฟัง และขอให้ทำตัวให้ว่างในสองวันนี้ พวกเขาก็ตอบรับอย่างกระตือรือร้น เมื่อข่าวมาแน่ชัดแล้วว่าลูกของคุณจะมาถึงในวันเสาร์ คุณคงจะตกใจและแปลกใจถ้าพวกเขาพากันตอบว่า “เสียใจครับ เราวางแผนทำสิ่งอื่นแล้วในวันนั้น”

นี่เป็นสถานการณ์แบบเดียวกันกับอุปมาที่พระเยซูเจ้าทรงเล่าไว้ในพระวรสารวันนี้ พระองค์ทรงต้องการบอกผู้ที่มาฟัง ซึ่งเป็นชาวยิวในสมัยของพระองค์ว่า ในสมัยก่อนโน้น พวกเขา(ชาวยิว)ได้ตอบรับคำเชิญขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าจะเป็นประชากรเลือกสรรของพระองค์ จะเป็นแขกพิเศษในงานเลี้ยงของพระอาณาจักรของพระองค์ แต่เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาประกาศถึงงานเลี้ยงนั้น พวกเขาพากันปฏิเสธคำเชื้อเชิญของพระองค์

จะเห็นได้ชัดแจ้งว่าอุปมาของพระเยซูเจ้าหมายถึงชาวยิวในสมัยของพระองค์ แต่เราจะนำมาประยุกต์ใช้กับเราในทุกวันนี้ได้อย่างไร อะไรคือเนื้อหาที่สื่อมาถึงเราในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงสอนเราผ่านทางเรื่องนี้

ชาวยิวได้เคยยอมรับคำเชื้อเชิญของพระตั้งแต่แรก แต่ต่อมาบางคนได้เปลี่ยนใจ ในอุปมาเล่าว่าคนหนึ่งไปที่ทุ่งนา อีกคนหนึ่งไปทำธุรกิจ คนเหล่านี้ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น และกินดื่มเมามาย ไม่ได้ตัดสินใจประกอบอาชญากรรม พวกเขาเพียงตัดสินใจไปทำสิ่งอื่นแทนเท่านั้น ดังนั้น บทเรียนสำหรับชาวเราก็คือ พวกเราก็ได้ตอบรับคำเชื้อเชิญของพระ คือตอนที่เรารับศีลล้างบาป และศีลกำลัง เราตอบรับคำเชื้อเชิญของพระว่าจะไปเป็นแขกในงานเลี้ยงนิรันดร แต่การตอบรับต่อคำเชื้อเชิญของพระ ไม่ใช่การอุทิศตนเพียงครั้งเดียว แท้จริงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือเมื่อตอบรับคำเชิญแล้ว เรายังคงต้องอุทิศตนอย่างคงที่สม่ำเสมอ และทำให้เป็นปัจจุบันอยู่ตลอด เป็นสิ่งที่ง่ายมากที่เราหันเหความสนใจไปในเรื่องต่างๆของชีวิตประจำวัน จนลืมเรื่องของชีวิตนิรันดร เป็นการง่ายมากที่เราจะเผลอเติมอาหารขยะ(junk food)ลงไปจนเต็มกระเพราะ จนหลงลืมงานเลี้ยงนิรันดร

การอุทิศตนของเราต่อพระเจ้าจะต้องทำให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มิฉะนั้น จะฝ่อ และสูญหายไปในที่สุด เหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้นั่นเอง เช่นขณะที่เรามาร่วมในพิธีมิสซาขณะนี้ ลองพิจารณาว่ามีความหมายมากกว่าเมื่อปีที่แล้วหรือไม่ ถ้าไม่ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ หรือเปรียบกับการฟังพระวาจา เราได้พยายามฟังอย่างตั้งใจ และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราหรือไม่ หรือเราฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ปล่อยให้พระวาจาบินหายไปจากใจเรา และลืมหมดสิ้นเมื่อจบมิสซา

ศาสนาจารย์คนหนึ่งเล่าเรื่องประสบการณ์ครั้งหนึ่งของตนเองดังนี้ คืนหนึ่งเขากำลังจะไปปิดประตูวัด ก็พบเด็กชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่ที่ม้านั่งแถวหลังสุด เขาปลุกเด็กชายอย่างเกรงใจ และบอกว่าวัดกำลังจะปิดแล้ว เด็กชายอธิบายว่าเขาไม่มีที่ไปในคืนนั้น และหวังจะพักพิงที่ในวัดหนึ่งคืน ศาสนาจารย์พูดว่าเขาหวังว่าเด็กนั้นจะเข้าใจ แต่เขาไม่คิดว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง จึงเชิญเด็กชายคนนั้นไปห้องทำงานของวัด และเขาก็โทรศัพท์ไปหาศูนย์พักพิงในเมืองนั้นเพื่อให้เด็กชายไปค้างคืนที่นั่น แต่โชคไม่ดีทั้งสองแห่งไม่มีที่ว่างเลยในคืนนั้น ศาสนาจารย์ขอโทษเด็กชายนั้น เด็กชายบอกว่าเขาเข้าใจ และจับมือบอกลาศาสนาจารย์ แล้วเขาก็จากไป เมื่อศาสนาจารย์กลับไปบ้าน ได้เล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาเขาฟัง เธอมองหน้าเขาและพูดว่า “ทำไมไม่นำเด็กชายคนนั้นมาที่บ้านของเรา เขาสามารถนอนในห้องรับแขกของบ้านเราได้” ศาสนาจารย์จึงคิดได้ และได้กล่าวอย่างเศร้าสร้อยว่า “ตอนนี้ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะเขาไปที่ไหนแล้วก็ไม่รู้” ต่อจากนั้น เขานั่งลง เปิดพระคัมภีร์ และเริ่มอ่านบทที่กำหนดว่าจะต้องอ่านในวันนั้น ก็พบว่า เป็นอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี ทันใดนั้น ศาสนาจารย์ตระหนักได้ว่า เด็กชายที่เขาปล่อยให้จากไปนั้น เป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บในเรื่องอุปมานั้น เขาคงต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างมากจากใครก็ได้ เขาเห็นว่าตนเองเป็นเหมือนพระสงฆ์ในเรื่องอุปมา คือเดินผ่านชายคนนั้นไปโดยไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ศาสนาจารย์ปิดพระคัมภีร์ลง เขาคิดถึงเรื่องหนึ่งที่เคยได้ยินมา ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นสามเณร เรื่องมีอยู่ว่า ชายชราชาวยิวคนหนึ่งไปหารับบี และพูดว่า “ท่านรับบี ฉันเพิ่งจะอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลครบทั้งหมดเป็นครั้งที่ห้าแล้วในชีวิตของฉัน” รับบีมองไปที่ชายชราชาวยิวนั้น และพูดว่า “สิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่อยู่ที่คุณอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่มครบมากเท่าไร แต่อยู่ที่คุณยอมให้พระคัมภีร์ทำงานผ่านทางตัวของคุณ มากเท่าไรต่างหาก”

บทอ่านพระวรสารของวันนี้เป็นการเชื้อเชิญให้เราพิจารณายาวๆและเอาจริงเอาจัง และให้เราถามตัวเองว่า เราอาจจะเป็นเหมือนศาสนาจารย์คนนั้นหรือเปล่า คือเราได้ฟังพระวาจาของพระในมิสซาอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ล้มเหลวที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือว่าเราเป็นเหมือนชายสองคนในเรื่องอุปมานี้ ที่สาละวนกับการกินเลี้ยงในโลกนี้ จนหลงลืมงานเลี้ยงนิรันดร

เป็นเราเท่านั้นที่สามารถให้คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ได้

(คุณพ่อวิชา หิรัญญการ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2020
Based on : Illustrated Sunday Homilies – Year A ;
by : Mark Link, SJ)

Recommended Posts