
บทเทศน์ของพระคุณเจ้า เปโตร สุพจน์ ฤกษ์สุจริต
โอกาสฉลองวัดนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี
4 ตุลาคม 2026
พี่น้องพระสงฆ์ นักบวช และพี่น้องที่รักในพระคริสตเจ้า วันนี้เป็นวันแห่งความชื่นชมยินดีของพวกเราทุกคน ที่ได้มาร่วมฉลองนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี องค์อุปถัมภ์ของวัดแห่งนี้ เมื่อมองดูพี่น้องที่มารวมกันในวันนี้ ผมเห็นภาพที่งดงามมากของพระศาสนจักร มีทั้งพี่น้องชาวไทย พี่น้องจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ พี่น้องชาวเมียนมาร์ที่มาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย มีผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาว เด็ก ๆ และครอบครัว
เรามาจากหลายแห่ง พูดกันหลายภาษา มีเรื่องราวชีวิตแตกต่างกัน แต่วันนี้เราทุกคนมาอยู่ต่อหน้าพระเจ้าองค์เดียวกัน เรามาฟังพระวาจา มาร่วมโต๊ะศีลมหาสนิท มานมัสการและสรรเสริญพระองค์ และนำทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวัง และความกังวลของเรา มาฝากไว้กับพระเมตตาของพระเจ้า นี่คือความงดงามของวัด
วัดไม่ใช่เพียงอาคาร แต่เป็นบ้าน บ้านที่คนเหนื่อยเข้ามาพักใจ คนหนักใจเข้ามาวางสิ่งที่แบกอยู่ต่อหน้าพระเจ้า คนต่างถิ่นเข้ามาแล้วรู้ว่า “ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว” แต่พระวาจาวันนี้บอกเราว่า บ้านของพระเจ้านี้ยังเป็น สวนองุ่นของพระองค์ ด้วย ทั้งบทอ่านจากประกาศกอิสยาห์และพระวรสารพูดถึงเจ้าของสวนที่รักสวนของตนมาก เขาพรวนดิน เก็บก้อนหิน เลือกพันธุ์องุ่นอย่างดี สร้างหอเฝ้า และดูแลทุกอย่างอย่างดีที่สุด เพราะเขาหวังว่าสวนนี้จะออกผลดี พระเจ้าก็ทรงทำเช่นเดียวกันกับเรา
พระองค์ทรงปลูกความเชื่อไว้ในชีวิตของเรา ประทานพระวาจาและศีลศักดิ์สิทธิ์ ประทานครอบครัว ประทานพระศาสนจักร และทรงใช้คนมากมายช่วยกันดูแลสวนแห่งความเชื่อนี้ คนรุ่นก่อนปลูกไว้ พ่อแม่ส่งต่อให้เรา พระสงฆ์ นักบวช ครูคำสอน และสัตบุรุษช่วยกันรดน้ำ หลายคนจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ผลจากชีวิตของพวกเขายังคงอยู่ในความเชื่อของเรา
พระวาจาวันนี้จึงไม่ได้ถามเพียงว่า “สวนนี้ได้รับการดูแลดีหรือไม่?” แต่ถามว่า “สวนนี้ออกผลหรือไม่?” และนี่คือคำถามสำคัญของวันฉลองวัดวันนี้ เพราะพระเจ้าไม่ได้ต้องการเพียงวัดที่สวยงาม ไม่ได้ต้องการเพียงงานฉลองที่คึกคัก และไม่ได้ต้องการเพียงให้เรามาร่วมพิธีให้ครบถ้วน พระองค์ทรงต้องการ ผล
ประกาศกอิสยาห์บอกว่า พระองค์ทรงคาดหวังความยุติธรรมและความชอบธรรม ดังนั้น ผลของความเชื่อต้องมองเห็นได้ในชีวิตจริง เราได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าแล้ว เราก็ต้องมีเมตตาต่อกัน เราได้รับการอภัยแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัย เรามาขอสันติสุขจากพระเจ้าในวันอาทิตย์ แล้ววันจันทร์เราก็ต้องนำสันตินั้นกลับไปสู่บ้าน ที่ทำงาน และชุมชนของเรา
ความยุติธรรมก็เช่นกัน คือทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่โกงกัน ไม่เอาเปรียบลูกจ้าง ไม่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า และไม่มองคนจนหรือคนต่างถิ่นว่าเขามีคุณค่าน้อยกว่าเรา นี่คือผลที่พระเจ้าทรงรอคอยจากสวนองุ่นของพระองค์
พี่น้องหลายคน โดยเฉพาะพี่น้องชาวเมียนมาร์ อาจเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี บางคนทำงานในโรงงาน บางคนทำงานก่อสร้าง บางคนทำงานร้านอาหารหรือรับจ้างทั่วไป ทำงานหนักตลอดทั้งสัปดาห์ แต่เมื่อถึงวันอาทิตย์ ได้หยุดงาน ได้แต่งตัวมาวัด ได้คุกเข่าต่อพระแท่น ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ได้ฟังพระวาจา และร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ ปัญหาอาจยังไม่หมด งานอาจยังคงหนัก ความกังวลอาจยังอยู่ แต่หัวใจเบาลง เพราะรู้ว่า “พระเจ้ายังอยู่กับฉัน”
นี่คือสิ่งที่นักบุญเปาโลกล่าวในบทอ่านที่สองว่า “อย่ากระวนกระวายถึงสิ่งใดเลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบความปรารถนาทุกอย่างของท่าน โดยการอธิษฐาน วอนขอ และขอบพระคุณ” แล้วท่านกล่าวต่อว่า “สันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระคริสตเยซู” ความเชื่อไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีปัญหา แต่ความเชื่อทำให้เรารู้ว่า เราไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว และนักบุญเปาโลยังบอกให้เราคิดถึงสิ่งที่จริง สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก และสิ่งที่ควรสรรเสริญ นั่นหมายความว่า สันติของพระเจ้าไม่ได้จบเพียงทำให้ใจเราสงบ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีพูด และเปลี่ยนวิธีที่เราปฏิบัติต่อกันด้วย นี่คือผลของความเชื่อ
พี่น้องที่รัก ชีวิตของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีช่วยให้เราเห็นภาพนี้ชัดเจนมาก ฟรังซิสเคยเป็นชายหนุ่มที่ชอบชีวิตสะดวกสบาย แสวงหาความสำเร็จและเกียรติยศ แต่วันหนึ่ง พระคริสตเจ้าตรัสกับท่านว่า “ฟรังซิส จงไปซ่อมแซมพระศาสนจักรของเราเถิด” ตอนแรกท่านคิดว่า พระเจ้าหมายถึงให้ไปซ่อมอาคารวัด แต่ต่อมาท่านเข้าใจว่า สิ่งที่ต้องซ่อมมากกว่านั้น คือหัวใจของมนุษย์ มีเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของฟรังซิสที่สำคัญมาก ท่านเคยกลัวและรังเกียจคนโรคเรื้อน แต่วันหนึ่ง เมื่อพบคนโรคเรื้อนระหว่างทาง ท่านหยุด เดินเข้าไปหา และโอบกอดเขา คนที่ฟรังซิสเคยอยากหลีกหนี กลับกลายเป็นคนที่พาท่านเข้าใกล้พระเจ้ามากที่สุด เพราะฟรังซิสเริ่มเข้าใจว่า พระคริสตเจ้าทรงอยู่ในคนที่โลกมองข้าม นี่คือการกลับใจของฟรังซิส จากการมองคนอื่นด้วยความกลัว มาสู่การมองเขาเป็นพี่น้อง จากการถามว่า “ฉันจะได้อะไร?” มาสู่คำถามว่า “ฉันจะรักและรับใช้ใครได้บ้าง?” และนี่คือการ “ซ่อมแซมพระศาสนจักร” อย่างแท้จริง
ในโอกาสฉลองวัดวันนี้ ผมจึงอยากกล่าวด้วยความกตัญญูถึงบรรดาพระสงฆ์ Fidei Donum จากประเทศอิตาลี ที่ได้มาร่วมงานอภิบาลในสังฆมณฑลเชียงใหม่ของเรา พระสงฆ์หลายท่านไม่ได้มาอยู่กับเราเพียงชั่วคราว แต่ได้ฝากช่วงหนึ่งของชีวิตไว้กับพระศาสนจักรของเรา ออกจากบ้านเกิด จากภาษาและวัฒนธรรมที่คุ้นเคย มาเรียนภาษาของเรา เดินทางไปตามหมู่บ้านและขึ้นดอย อยู่กับครอบครัวและชุมชน ร่วมสุขและร่วมทุกข์กับประชาชน นักบุญฟรังซิสออกจากโลกที่คุ้นเคยของตน เพื่อไปพบพระคริสต์ในคนที่ต่างจากตน
บรรดาธรรมทูตเหล่านี้ก็เช่นเดียวกัน พวกท่านออกจากโลกที่คุ้นเคยของตน เพื่อมาพบและรับใช้พระคริสต์ท่ามกลางพวกเรา บางครั้ง งานธรรมทูตที่มีค่าที่สุดไม่ใช่การทำสิ่งใหญ่โต แต่คือการ อยู่กับประชาชน อยู่ในวันที่เขามีความสุข อยู่ในวันที่เขาเจ็บป่วย อยู่ในวันที่เขาสูญเสีย และอยู่ในวันที่เขาต้องการใครสักคน นี่คือผลของสวนองุ่นของพระเจ้า และทำให้เราเห็นว่า พระศาสนจักรไม่มีพรมแดน คนอิตาลีมารับใช้คนไทยได้ คนไทยต้อนรับพี่น้องเมียนมาร์ได้ พี่น้องชนเผ่านำความเชื่อ ความซื่อสัตย์ และความเรียบง่ายมาแบ่งปันกับเราได้ เพราะเมื่อเรามาอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เราทุกคนเรียกพระองค์ว่า “พระบิดา” และถ้าพระองค์เป็นพระบิดาของเรา เราก็เป็นพี่น้องกัน
พี่น้องที่รัก วันฉลองวัดจึงไม่ใช่เพียงวันที่เรามองกลับไปในอดีตด้วยความกตัญญู แต่เป็นวันที่พระเจ้าทรงมอบสวนองุ่นแห่งนี้ไว้ในมือของพวกเราอีกครั้ง คนรุ่นก่อนปลูกไว้ให้เราแล้ว วันนี้ถึงคราวของเรา และวันหนึ่ง คนรุ่นต่อไปจะมองดูสิ่งที่เราได้ทำไว้ ผมหวังว่า ลูกหลานของเราจะไม่ได้พูดเพียงว่า “พ่อแม่เคยพาเราไปวัด” แต่จะพูดว่า “ที่บ้านของฉัน ฉันเห็นคนภาวนา” “ฉันเห็นคนให้อภัยกัน” “ฉันเห็นคนทำงานด้วยความซื่อสัตย์” “ฉันเห็นคนที่มีมากแบ่งปันกับคนที่มีน้อย” “ฉันเห็นคนต่างภาษา ต่างชาติ ต่างชนเผ่า นั่งอยู่ข้างกันในวัดเดียวกัน” และเพราะสิ่งเหล่านี้
“ฉันจึงรู้ว่า พระเจ้ามีอยู่จริง” นี่คือผลที่พระเจ้าทรงรอคอยจากเรา และนี่คือสวนองุ่นที่พระองค์ทรงต้องการ สวนที่คนเข้ามาแล้วได้รับพระเมตตา และกลับออกไปเป็นคนที่มีเมตตา สวนที่คนเข้ามาแล้วได้รับสันติ และกลับออกไปเป็นผู้สร้างสันติ
สวนที่ทุกคน ไม่ว่าจะมาจากที่ใด สามารถพูดได้ว่า “ฉันมีที่อยู่ที่นี่ ฉันเป็นพี่น้องของพวกเขา และฉันเป็นที่รักของพระเจ้า” ขอให้นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีช่วยวิงวอนพระเจ้า เพื่อให้สวนองุ่นแห่งนี้เป็นบ้านเช่นนั้นเสมอไป
อาแมน