
บทเทศน์ของพระสังฆราชสุพจน์ ฤกษ์สุจริต ฉลองอารามกลาริส สารภี
วันที่ 12 สิงหาคม 2026
วันที่ 12 สิงหาคม 2026 อารามคลาริส อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดให้พิธีบูชาขอบพระคุณฉลองอารามประจำปีขึ้น โดยได้รับเกียรติจากพระคุณเจ้า เปโตร สุพจน์ ฤกษ์สุจริต ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ เป็นประธาน โอกาสนี้มีบรรดานักบวชชาย หญิง และพี่น้องสัตบุรุษเข้าร่วมในพิธีกว่า 100 คน
วันที่ 12 สิงหาคม 2569 อารามคลาริส สารภี ได้จัดพิธีบูชาขอบพระคุณพระเจ้าโอกาสฉลองนักบุญคลารา พระสังฆราช เปโตร สุพจน์ ฤกษ์สุจริต มาเป็นประธานในพิธี โดยมีพระสงฆ์ นักบวช และคริสตชนมาร่วมพิธี กว่า 100 คน
โอกาสนี้ พระคุณเจ้า ได้ให้ข้อคิดในบทเทศน์ว่า “ในโอกาสฉลองอารามคลาริสแห่งนี้ พระวาจาของพระเยซูเจ้าประโยคหนึ่งเหมือนถูกมอบให้เราเป็นพิเศษในวันนี้ว่า “พระบิดาของเราทรงรักเราอย่างไร เราก็รักท่านทั้งหลายอย่างนั้น ท่านจงดำรงอยู่ในความรักของเราเถิด” (ยน 15:9) พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “จงทำสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อเรา” ไม่ได้ตรัสว่า “จงทำให้ทุกอย่างสำเร็จตามแผน” แต่พระองค์ตรัสว่า “จงดำรงอยู่ในความรักของเรา”
คำว่า “ดำรงอยู่” เป็นคำที่เหมาะอย่างยิ่งกับชีวิตนักพรต เพราะชีวิตของซิสเตอร์คลาริสไม่ใช่ชีวิตที่เน้นการออกไปทำกิจการมากมายภายนอก แต่เป็นชีวิตที่เลือกจะ อยู่กับพระเจ้า อยู่กับพระวาจา อยู่ต่อหน้าศีลมหาสนิท อยู่ในความเงียบ อยู่ในการภาวนา และอยู่ในความรักของพระคริสตเจ้า ดังที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงดำรงอยู่ในเรา และเราจะดำรงอยู่ในท่าน กิ่งองุ่นจะเกิดผลเองไม่ได้ถ้าไม่ติดอยู่กับเถาองุ่นฉันใด ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ดำรงอยู่ในเรา” (ยน 15:4) นี่คือพันธกิจสำคัญของอารามแห่งนี้
นักบุญคลารา ผู้เลือกพระคริสตเจ้าเป็นทุกสิ่ง เมื่อเรามองชีวิตของนักบุญคลาราแห่งอัสซีซี เราเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มีโอกาสเลือกชีวิตที่มั่นคง สะดวกสบาย และมีเกียรติในสายตาของโลก แต่เมื่อได้พบพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง เธอกลับค้นพบว่า ไม่มีสิ่งใดมีค่ามากกว่าความรักของพระองค์
นักบุญคลารา จึงเลือกชีวิตแห่งความยากจน การภาวนา และการถวายตนทั้งหมดแด่พระเจ้า ความยากจนของนักบุญคลาราไม่ได้เกิดจากการไม่มีอะไร แต่เกิดจากการค้นพบว่า เมื่อมีพระคริสตเจ้า ก็มีเพียงพอแล้ว เป็นความรู้สึกเดียวกับนักบุญเปาโลที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าถือว่าทุกสิ่งไร้ประโยชน์ เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ล้ำค่าคือการรู้จักพระคริสตเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (ฟป 3:8) และสิ่งที่งดงามมากในชีวิตของนักบุญคลาราคือ แม้ในช่วงปลายชีวิตที่ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วย เธอก็ยังคงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้า เธออาจทำสิ่งต่าง ๆ ได้น้อยลง แต่ความรักของเธอไม่ได้ลดลง นี่คือความหมายลึกซึ้งของคำว่า “จงดำรงอยู่ในความรักของเรา”
การดำรงอยู่ในความรักของพระเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราทำได้มากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่า เรายังมอบหัวใจให้พระองค์หรือไม่ ชีวิตเช่นนี้อาจดูเงียบและซ่อนเร้นในสายตาของโลก แต่ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า “ชีวิตของท่านซ่อนอยู่กับพระคริสตเจ้าในพระเจ้า” (คส 3:3) ความเปราะบางไม่ใช่ความล้มเหลว
วันนี้อารามแห่งนี้เป็นชุมชนเล็ก สมาชิกมีไม่มาก และบางท่านมีอายุมาก ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดบางครั้ง เมื่อเรามองด้วยสายตาของโลก เราอาจอดถามไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีสมาชิกใหม่หรือไม่ ชุมชนจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร คำถามเหล่านี้เป็นคำถามจริง และไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะมองความจริงเหล่านี้ด้วยสายตาแบบไหน โลกมักวัดความสำเร็จด้วยตัวเลข มีคนกี่คน มีกิจการมากแค่ไหน มีทรัพย์สินเท่าไร เติบโตเร็วเพียงใด แต่พระเยซูเจ้าไม่เคยวัดคุณค่าของชีวิตด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว
พระองค์ตรัสถึงเมล็ดมัสตาร์ดที่เล็กมาก แต่เติบโตขึ้นจนเป็นต้นใหญ่ (มธ 13:31-32) ตรัสถึงเชื้อแป้งเพียงเล็กน้อยที่ทำให้แป้งทั้งก้อนฟูขึ้น (มธ 13:33) และทรงชื่นชมหญิงม่ายที่ถวายเหรียญเพียงสองเหรียญ เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงมองเพียงสิ่งที่เธอถวาย แต่ทรงมองหัวใจของเธอ (มก 12:41-44)
เพราะฉะนั้น การที่อารามแห่งนี้เป็นชุมชนเล็ก ไม่ได้หมายความว่าอารามแห่งนี้มีคุณค่าน้อยลง ตรงกันข้าม ทุกครั้งที่ซิสเตอร์คนหนึ่งสวดภาวนา ทุกครั้งที่พระนามของพระเจ้าถูกเอ่ยขึ้นในความเงียบ ทุกครั้งที่มีการถวายความทุกข์ ความอ่อนแอ และความเหน็ดเหนื่อยเพื่อพระศาสนจักร อารามแห่งนี้กำลังทำพันธกิจของตน เราอาจไม่เห็นผลของการภาวนา แต่พระเจ้าทรงเห็น
อารามคือหัวใจที่ภาวนาเพื่อพระศาสนจักร พระศาสนจักรไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ “ทำงานเพื่อพระเจ้า” แต่ต้องการคนที่ “อยู่กับพระเจ้า” ด้วย อารามนักพรตจึงเปรียบเหมือนหัวใจที่เต้นอยู่ภายในพระศาสนจักร เราอาจไม่เห็นหัวใจจากภายนอก แต่ถ้าหัวใจหยุดเต้น ร่างกายทั้งหมดก็ได้รับผลกระทบ นักบุญเปาโลสอนเราว่า พระศาสนจักรคือพระกายของพระคริสตเจ้า และสมาชิกแต่ละคนต่างมีหน้าที่ของตน
“ท่านทั้งหลายเป็นพระกายของพระคริสตเจ้า และแต่ละคนต่างก็เป็นอวัยวะของพระกายนั้น” (1 คร 12:27)
อารามอาจไม่ได้ทำงานเหมือนวัด ไม่ได้ทำโรงเรียน ไม่ได้ทำโรงพยาบาล ไม่ได้ออกไปทำงานอภิบาลตามหมู่บ้าน แต่มีหน้าที่ของตนเองในพระกายของพระคริสตเจ้า คือ การเป็นหัวใจที่ภาวนา ในโลกทุกวันนี้ เรามีคนพูดมาก มีข้อมูลมาก มีเสียงมาก มีกิจกรรมมาก แต่บางที สิ่งที่โลกขาดมากที่สุดคือ คนที่สามารถหยุดนิ่งต่อหน้าพระเจ้า และภาวนาแทนผู้อื่น ภาวนาเพื่อครอบครัวที่กำลังแตกแยก เพื่อคนเจ็บป่วย เพื่อคนที่หมดหวัง เพื่อเยาวชนที่กำลังค้นหาความหมายของชีวิต เพื่อพระสงฆ์และนักบวช เพื่อสังฆมณฑล และเพื่อผู้ที่ไม่มีใครภาวนาให้
นี่คือเหตุผลที่อารามแห่งนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อพระศาสนจักรเชียงใหม่ “จงดำรงอยู่” แม้อนาคตยังไม่ชัดเจน การดำรงอยู่ในความรักของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะง่าย
บางครั้งเราต้องรอ รอคำตอบ รอการแยกแยะ รอการตัดสินใจ รอกระแสเรียกใหม่ รอว่าพระเจ้าจะเปิดทางอย่างไร การรอเป็นเรื่องยาก แต่ในพระคัมภีร์ คนของพระเจ้ามักได้รับการอบรมในช่วงเวลาแห่งการรอ อับราฮัมต้องรอ โมเสสต้องรอ ชนชาติอิสราเอลต้องรอ แม่พระเอง เมื่อยังไม่เข้าใจทุกสิ่ง ก็ทรง “เก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัย และยังทรงคำนึงถึงอยู่”
(ลก 2:19)
เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลาที่อนาคตของอารามยังไม่ชัดเจน สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบตอบทุกคำถาม แต่คือ การไม่ออกจากความรักของพระเจ้า
เมื่อร่างกายอ่อนแรง จงดำรงอยู่ในความรักของพระองค์ เมื่อยังไม่เห็นกระแสเรียกใหม่ จงดำรงอยู่ในความรักของพระองค์
เมื่ออนาคตยังไม่ชัดเจน จงดำรงอยู่ในความรักของพระองค์ พระเจ้าทรงทำงานได้แม้ในความเงียบ บางครั้งพระองค์ทรงเตรียมสิ่งใหม่ในเวลาที่เราคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ดังที่พระเยซูเจ้าทรงเปรียบพระอาณาจักรของพระเจ้ากับเมล็ดพืชที่ชายคนหนึ่งหว่านลงในดิน เขาหลับและตื่นขึ้นวันแล้ววันเล่า เมล็ดนั้นก็งอกและเติบโตขึ้นโดยที่เขาไม่รู้ว่าเป็นไปได้อย่างไร (มก 4:26-27)
บางทีพระเจ้าก็กำลังทรงทำเช่นนั้นกับอารามแห่งนี้ เรายังมองไม่เห็น แต่เมล็ดพันธุ์อาจกำลังงอกอยู่ในความเงียบ ความรักเรียกร้องให้เราอยู่เคียงข้างกัน
แต่พี่น้องที่รัก พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสเพียงว่า “จงดำรงอยู่ในความรักของเรา” พระองค์ยังตรัสต่อว่า “นี่คือบัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนที่เราได้รักท่าน” (ยน 15:12)
ดังนั้น พระวาจาวันนี้ไม่ได้พูดกับซิสเตอร์เท่านั้น แต่พูดกับพวกเราทุกคนด้วย ถ้าอารามแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนจักรเชียงใหม่ เราก็ไม่ควรปล่อยให้อารามต้องเดินไปตามลำพัง เพราะดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า “ถ้าอวัยวะหนึ่งเป็นทุกข์ อวัยวะทุกส่วนก็ร่วมทุกข์ด้วย ถ้าอวัยวะหนึ่งได้รับเกียรติ อวัยวะทุกส่วนก็ร่วมยินดีด้วย” (1 คร 12:26)
เราจึงสามารถอยู่เคียงข้างอารามได้ด้วยหลายวิธี ด้วยการภาวนา ด้วยการมาเยี่ยมด้วยการร่วมมิสซา ด้วยการขอคำภาวนาจากซิสเตอร์ ด้วยการช่วยเหลือตามกำลังเมื่อมีความจำเป็น และเหนือสิ่งอื่นใด ขอให้เราภาวนาอย่างจริงจังเพื่อ กระแสเรียก
พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ข้าวที่จะเก็บเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย ดังนั้น จงวอนขอเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด” (มธ 9:37-38) บางทีพระเจ้าอาจกำลังกระซิบเรียกใครบางคนอยู่ในความเงียบของวันนี้
ขอพระเจ้าทรงสัมผัสหัวใจของหญิงสาวที่พร้อมจะถวายชีวิต ในโลกที่เต็มไปด้วยทางเลือกมากมาย ขอให้ยังมีคนที่กล้าตอบพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ลูกพร้อมจะอยู่กับพระองค์” และขอให้ครอบครัวคริสตชนของเรามีใจกว้างพอที่จะเปิดทางให้ลูกหลานถามพระเจ้าด้วยว่า “พระองค์ทรงต้องการอะไรจากชีวิตของลูก?” ถ้าพระเจ้าประทานกระแสเรียกใหม่แก่อารามแห่งนี้ นั่นจะเป็นพระพรไม่ใช่เพียงสำหรับซิสเตอร์ แต่สำหรับพระศาสนจักรทั้งหมด ขอให้บ้านหลังนี้ยังคงเป็นตะเกียงที่ส่องแสง
พี่น้องที่รัก วันนี้เราไม่ได้มาฉลองเพียงอดีตของอาราม แต่เรากำลังฝากอนาคตของอารามไว้กับพระเจ้า เราไม่รู้ว่าพระองค์จะทรงนำทางอย่างไร แต่เรารู้ว่า ตราบใดที่เรายังดำรงอยู่ในความรักของพระองค์ เรายังมีความหวัง
ขอพระเจ้าทรงอวยพรซิสเตอร์ทุกท่าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่กำลังแบกความเจ็บป่วย
ขอพระองค์ประทานสติปัญญาแก่ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและแยกแยะอนาคตของชุมชนขอพระองค์ทรงปลุกกระแสเรียกใหม่และขอพระองค์ส่งคนใจดีเข้ามาเป็นเพื่อน เป็นผู้เกื้อกูล และเป็นผู้ร่วมพันธกิจกับอารามแห่งนี้
เพื่อให้อารามคลาริสแห่งสารภีนี้ ยังคงเป็นบ้านแห่งความเงียบ บ้านแห่งการภาวนา บ้านแห่งความหวัง และบ้านแห่งความรัก เป็นเหมือน ตะเกียงเล็ก ๆ ที่ยังคงส่องแสงอยู่เงียบ ๆ ดังพระวาจาที่ว่า “ไม่มีผู้ใดจุดตะเกียงแล้วเอาภาชนะครอบไว้ แต่ตั้งไว้บนเชิงตะเกียง เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาเห็นแสงสว่าง” (ลก 8:16)
ขอให้อารามเล็ก ๆ แห่งนี้ยังเป็นแสงสว่างที่เตือนพวกเราว่า ยังมีคนที่เชื่อว่าพระเจ้าเพียงพอ ยังมีคนที่เชื่อในพลังของการภาวนา ยังมีคนที่ถวายชีวิตทั้งหมดเพื่อความรักของพระคริสตเจ้า และเตือนพวกเราทุกคนว่า สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคริสตชน ไม่ใช่การทำสิ่งยิ่งใหญ่ แต่คือการได้ยินพระสุรเสียงของพระเยซูเจ้า และตอบรับคำเชิญของพระองค์ว่า “พระบิดาของเราทรงรักเราอย่างไร เราก็รักท่านทั้งหลายอย่างนั้น ท่านจงดำรงอยู่ในความรักของเราเถิด” (ยน 15:9) อาแมน
สิริ เจริญธรรม ถ่ายภาพ