อบรม “ทักษะการฟัง”

อบรม “ทักษะการฟัง”
วันพุธที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2017
เนื่องจากวันที่ 6 กรกฎาคม ระลึกถึงนักบุญมารีอา  กอแรตตี  เป็นวันภาวนาเพื่อผู้เยาว์  สังฆมณฑลเชียงใหม่ได้เชิญ ผศ. ดร. สมบัติ  สกุลพรรณ์  คณะแพทย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และประธานสะมาริตันส์เชียงใหม่  มาอบรมเรื่องการให้คำปรึกษา  โดยเน้นทักษะการฟัง  แก่บรรดานักบวช ครู  และผู้ร่วมงานอภิบาล  จำนวน 49 คน  ที่ศูนย์สังฆมณฑลเชียงใหม่  ตั้งแต่เวลา 10.30 – 16.30 น.
สะมาริตันส์ คือ สมาคมที่ให้บริการเป็นเพื่อนคุยทางโทรศัพท์  เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย  อาสาสมัครมาจากหลากหลายอาชีพ… โดยไม่ได้รับผลตอบแทน… ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา  ปรัชญา  หรือลัทธิการเมืองใดๆ
สนใจข้อมูลรายละเอียดดูที่ www.samaritansthai.com

 

วันภาวนาเพื่อผู้เยาว์
วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2017
เซอร์คณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร  ได้รับดีวีดี “ประวัตินักบุญมารีอา  กอแรตตี” ไปประชาสัมพันธ์กับนักเรียนและสมาชิกในโรงเรียนของคณะ  และที่สมาชิกไปทำงานในสังฆมณฑลต่างๆ    โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์  เซอร์อธิการได้นำไปเผยแพร่ต่อในเฟสบุ๊คของโรงเรียน
ส่วนที่ศูนย์มิสซังเชียงใหม่  เราถวายมิสซาเช้า 07.00 น.  ดูประวัติของนักบุญ  และได้เชิญ คุณณัฐวุฒิ  บัวประทุม  นักกฎหมายผู้พิทักษ์สิทธิเด็ก  มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก  มาแบ่งปันเรื่องกฎหมายที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำผิดต่อผู้เยาว์  ใช้เวลา 09.15 – 11.00 น.  เวลาผ่านไปเร็วมาก  มีกฎหมายที่เราน่ารู้อีกมากมาย  สำหรับการอภิบาลเด็กและผู้เยาว์ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี  เวลา 11.30 น. – 12.30 น.  อ.ศรีนวล  วิวัฒน์คุณูปการ  ได้พูดถึงแนวทางปฏิบัติในเรื่องนี้  โดยยกกรณีศึกษามาให้เราแสดงความคิดเห็น
คุณณัฐวุฒิ  ได้ชมประวัตินักบุญมารีอา  กอแรตตี  อยู่ร่วมฟัง  อ.ศรีนวล  บรรยาย  ร่วมรับประทานอาหารเที่ยวร่วมกัน  จึงแยกย้ายกลับบ้าน
จากการประเมินผล  รู้สึกดีใจที่มีการจัดสัมมนาในโอกาสฉลองนักบุญมารีอา  กอแรตตี  ในเรื่องกฎหมายของคุณณัฐวุฒิ  น่าจะมีเวลามากกว่านี้  และควรจัดอีกเพื่อครูจากโรงเรียนและผู้ดูแลเด็กและเยาวชนตามศูนย์คาทอลิกของเราจะได้ร่วมมือกันยิ่งขึ้น

บิชอป วีระ  อาภรณ์รัตน์

 

0

โรงเรียนเซนต์โยเซฟ แม่แจ่ม

ขอแสดงความยินดีกับมาเซอร์ คณะครูและนักเรียน โรงเรียนเซนต์โยเซฟแม่แจ่ม ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ และเยาวชนปกาเกอะญอ พัฒนาทักษะด้านดนตรีมาตลอด และครั้งนี้ได้ส่งทีม มูโค่พอ (สรวงสวรรค์) Children’s choir. ประกวดดนตรีนานาชาติ วันที่ 20 ตุลาคม 2016 ณ มหาวิทยาลัยพายัพ มีทั้งหมด 57 ทีม รวมจากประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับประเภทนี้ มี 5 ทีม

ร้องเพลง 4 เพลง คือ

  1. Angels Carol ของ  John Rutter
  2. The Seal Lullaby ของ Rudyard Kipling
  3. “Ave Maria” ของ Zoltan Kodaly
    4.Doo lei doo lei ของ ชิ  สุวิชาญ

ผลการแข่งขัน ได้รับรางวัลอันดับที่ 2 และรางวัลพิเศษ the most promising children’choir   (1 ใน 53 ทีม)
ดร.ชัยณรงค์ มณเทียรวิเชียรฉาย   เป็นประธานมอบรางวัล
ขอขอบคุณ คุณพ่อวินัย บุญลือ ที่คอยให้กำลังใจและพระพร ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาสและช่วยเด็กๆ และเยาวชนของเรา

 

โดย บิชอป วีระ อาภรณ์รัตน์
24 ตุลาคม ค.ศ. 2016

0

นักเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟ แม่แจ่ม ร่วมมิซซากับสัตบุรุษห้วยตอง

เช้า นี้ที่วัดห้วยตอง กลุ่มมาเซอร์ภคินีเซนต์ปอล เดอ ชารต์ จำนวน 17 ท่านได้มาแสวงบุญ และได้นำเด็กนักเรียนจากโรงเรียน เซนต์โยเซฟ ดินขาว แม่แจ่ม จำนวน 33 คน มาขับร้องเพลงสรรเสริญโมทนาคุณ และเพื่อจะเตรียมความพร้อมก่อนจะแข่งขันร้องเพลงประสานเสียงนานาชาติ และได้ร่วมมิซซาพร้อมกับสัตบุรุษห้วยตอง ณ วัดนักบุญเปาโล ห้วยตอง โดยการนของ คุณพ่อวินัย บุญลือ(เยสุอิต) และ มาเซอร์มารีย อักเนส
โอกาศนี้ขอบคุณพระเจ้าที่ให้เราได้มาพบกันในนามของพระองค์

14440929_1092558500864826_1962321104270861921_n

ฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งการปฏิญาณตนและพิธีปฏิญาณตนตลอดชีพ คณะภคินีรักกางเขนแห่งท่าแร่

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2016 เวลา 10.00 น. อาร์ชบิชอปหลุยส์ จำเนียร สันติสุขนิรันดร์ เป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งการปฏิญาณตนและพิธีปฏิญาณตนตลอดชีพ ของซิสเตอร์คณะภคินีรักกางเขนแห่งท่าแร่ ร่วมกับ บิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ บิชอปแห่งสังฆมณฑลเชียงใหม่ คณะสงฆ์ นักบวชชาย/หญิง และสัตบุรุษร่วมชื่นชมยินดีจำนวนมาก ณ อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ภคินีที่ฉลอง 25 ปีแห่งการปฏิญาณตนได้แก่ ซิสเตอร์ เทเรซา ปราณี ว่องไว,ซิสเตอร์ เทเรซา อรอนงค์ ถินวัลย์, ซิสเตอร์ เทเรซา บังอร เฮืองฮุง, ซิสเตอร์โรซา พนมพร ปีพิมพ์, และซิสเตอร์เอลีซาเบ็ธ ศิริยาภรณ์ ผิวชัย ซิสเตอร์ที่ปฏิญาณตนตลอดชีพได้แก่ ซิสเตอร์ลูชีอา นาฏยา พันธิราช, ซิสเตอร์มารีอา เกสร ว่องไว และซิสเตอร์อันนา รุ่งนภา เตื่อยตา

 

ขอขอบคุณที่มา : อัครสังฆมณฑลท่าแร่- หนองแสง

1

เด็กๆ บ้านพรสวรรค์ร่วมแสดงในงานประชุมนานาชาติ World Without Orphans

งาน ประชุมนานาชาติ World Without Orphans จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติดิเอมเพรส หน้าสำนักมิสซังเชียงใหม่ เป็นการประชุมร่วมกันของเครือข่ายคริสเตียนทั่วโลก ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีตัวแทนมาจากทั่วโลกประมาณ 100 ประเทศ กว่า 1,700 คน ผู้ที่มาเข้าร่วมประชุมเป็นผู้ที่ทำงานและพันธกิจด้านเด็กกำพร้า เพื่อวางแผนว่าต่อไปในอนาคตเด็กทุกคนจะต้องมีบ้านอยู่
ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เด็กๆ บ้านพรสวรรค์ โดยการนำของซิสเตอร์พิรุณพร เดชาเลิศ และซิสเตอร์ศิริยาภรณ์ ผิวชัย คณะรักกางเขนท่าแร่ ได้รับเชิญจากกลุ่ม CBN Siam ประสานงานกับครูน้อยให้กลุ่มนักร้องประสานเสียงเด็กบ้านพรสวรรค์มาแสดงในงานประชุมนี้ เพลง Every Child Deserves a Home
ภายในงานซิสเตอร์พิรุณพรมีโอกาสได้พบกับบิชอป Niranjan Bardhan ประจำ IGOSA Evangelical Churches ที่มีเด็กกำพร้าในความดูแลกว่า 15,000 คน

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงมอบโอวาท ปราศรัยส่งความสุขและอวยพร…

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
ทรงมอบโอวาท ปราศรัยส่งความสุขและอวยพร
โอกาสฉลองคริสต์มาส ปี 2015 และปีใหม่ 2016
แก่บรรดาเจ้าหน้าที่แห่งสันตะสำนัก

 

        “เรื่องที่พ่อจะพูดในวันนี้คือเรื่องที่เราต้องหันกลับไปสู่ประเด็นที่มีความสำคัญที่สุด เพียงไม่กี่วันหลังการประกาศการเดินทางของพระศาสนจักรในปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมซึ่งเป็นปีสำคัญเร่งด่วนที่เรียกร้องให้พระศาสนจักรและพวกเราทุกคนมีความกตัญญู กลับใจ ฟื้นฟูชีวิตใหม่ ทำการใช้โทษบาปและคืนดีกับพระเจ้า”

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงปราศรัยกับเจ้าหน้าที่แห่งสันตะสำนักที่วาติกันเมื่อเช้านี้ว่าดังนี้

 

พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย

        เนื่องในโอกาสฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ พ่อรู้สึกยินดีที่จะมอบความสุขและความปรารถาดีมายังพวกท่าน ผู้ที่ทำงานอยู่ในสำนักงานกับท่าน ผู้ที่เป็นผู้แทนของพ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานจนครบเกษียณเมื่อปีที่แล้ว  และขอให้พวกเราระลึกถึงทุกคนที่ได้กลับบ้านไปหาพระผู้เป็นเจ้าแล้วพ่อรู้สึกกตัญญูต่อพวกท่านตลอดจนสมาชิกทุกคนในครอบครัวของท่านด้วย

การพบปะของพวกเราในปี 2013 พ่อเน้นสองสิ่งสำคัญที่แยกออกจากกันไม่ได้ในการปฎิบัติของหน่วยงานต่างๆแห่งสันตะสำนัก นั่นคือ ความเป็นมืออาชีพและการรับใช้  แล้วพ่อก็มอบนักบุญโยเซฟให้เป็นแบบฉบับที่พวกเราต้องเอาเยี่ยงอย่าง  ถัดมาเมื่อปีที่แล้ว ค.ศ. 2014 เพื่อเป็นการเตรียมตัวรับศีลอภัยบาป พ่อพูดถึงการล่อลวงหรือ “ความเลวร้าย” ซึ่งเป็น “สารพัดโรคร้ายแห่งหน่วยงานต่างๆของสันตะสำนัก” ซึ่งส่งผลร้ายโดยตรงให้กับบรรดาคริสตชน หน่วยงานสันตะสำนักเอง ชุมชน คณะนักบวช วัด และคณะกิจการคาทอลิกต่างๆ นี่เป็นเชื้อโรคที่เรียกร้องให้ต้องมีการป้องกัน เฝ้าระวัง และดูแลรักษา ซึ่งในบางกรณีเป็นเรื่องน่าเศร้า เจ็บปวด และต้องจัดการให้ยาขนานใหญ่กันเป็นเวลานาน

โรคร้ายบางชนิดปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในปีที่แล้ว ซึ่งสร้างความเจ็บปวดไม่น้อยเลยให้กับพระกายทั้งครบของพระเยซูคริสต์และทำร้ายดวงวิญญาณเป็นจำนวนมาก

ดูเหมือนว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและที่จะเกิดขึ้นอีก กล่าวคือสิ่งที่เราต้องทำการไตร่ตรองอย่างจริงใจและหาทางป้องกันอย่างเด็ดเดี่ยว  การปฎิรูปจะต้องดำเนินต่อไปด้วยแรงปวารณาอย่างจริงจัง มีความชัดเจน และมีความตั้งใจแน่วแน่ เนื่องจากพระศาสนจักรจำต้องมีการปฎิรูปกันอยู่เสมอ (Ecclesia semper reformanda)

อย่างไรก็ตามโรคร้ายและการเป็นที่สะดุดจะไม่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพแห่งการรับใข้ของหน่วยงานต่างๆแห่งสันตะสำนักต่อสมเด็จพระสันตะปาปาและต่อพระศาสนจักรสากลได้ ทุกคนต้องทำงานด้วยความพยายาม มีความรับผิดชอบ ปวารณาตนเองและเสียสละ นี่แหละคือความบรรเทาใจแท้จริง  นักบุญอิกญาซีโอสอนว่า “นี่เป็นคุณสมบัติจำเพาะของจิตชั่วที่จะก่อให้เกิดความขุ่นข้องใจ ความเสียใจ ความยากลำบาก แล้วก่อให้เกิดความกังวลไร้สาระเพื่อไม่ให้เราเดินหน้าต่อไปตรงกันข้ามมันเป็นคุณสมบัติจำเพาะของจิตดีที่จะสร้างความกล้าหาญ พลัง ความบรรเทาใจ แรงบันดาลใจ ความสงบ ตลอดจนการลดละและขจัดความยากลำบากทุกอย่างจนหมดสิ้นไป เพื่อเราจะได้ก้าวหน้าไปสู่หนทางแห่งคุณงามความดี”

นี่จะเป็นการผิดต่อความยุติธรรมมากทีเดียวหากพ่อไม่แสดงความกตัญญูและให้กำลังใจแก่พี่น้องชายหญิงในหน่วยงานของสันตะสำนักที่มีความซื่อสัตย์ เสียสละ อุทิศตน และมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งได้มอบความเอื้ออาทรและความนบนอบรวมถึงคำภาวนาของพวกท่านให้กับพระศาสนจักรและผู้แทนของเปโตร

นอกนั้นกรณีที่มีการต่อต้าน  การสร้างปัญหา และความล้มเหลวจากปัจเจกบุคคลและสมณสงฆ์ล้วนเป็นบทเรียนมากมายและเป็นโอกาสช่วยให้พวกเราเติบโตมากขึ้นและไม่ต้องเสียกำลังใจ  นี่เป็นโอกาสที่ต้องทำให้พวกเราหวนกลับไปหาสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นจริงๆ ซึ่งหมายความว่าเราต้องตั้งมโนจิตเกี่ยวกับตัวเราและตระหนักให้ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับตัวเราเอง เกี่ยวกับพระเจ้า เพื่อนมนุษย์ ทั้งในความหมายของพระศาสนจักรและความเชื่อ (Sensus Ecclesiae et sensusfidei)

สิ่งที่พ่ออยากจะพูดวันนี้ก็เรื่องการหันกลับเข้าสู่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญนี่แหละ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้พระศาสนจักรเริ่มเดินทางปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตา ซึ่งมีความหมายเร่งด่วนสำหรับพระศาสนจักรและพวกเราทุกคนให้ตระหนักรู้จักความกตัญญู การกลับใจ การฟื้นฟูชีวิต การใช้โทษบาป และการคืนดีกับพระเจ้า

คริสต์มาสเป็นการเฉลิมฉลองพระเมตตาอันหาขอบเขตมิได้อย่างแท้จริงของพระเจ้า ดังที่นักบุญเอากุสีโนแห่งฮิปโปบอกพวกเราว่า “จะมีความเมตตาที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ไหมที่พระเจ้าทรงประทานให้เรามนุษย์ผู้ปราศจากความสุขจนทำให้พระผู้สร้างสวรรค์เสด็จมาประทับท่ามกลางเรา และพระผู้สร้างโลกทรงเสด็จมาประสูติ รับเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายที่รู้จักตายเหมือนพวกเรา?  ความเมตตาเดียวกันนี้นำให้เจ้านายแห่งโลกเสด็จมารับธรรมชาติของทาส ทรงยอมเป็นแผ่นปังเพื่อผู้ที่จะทนทุกข์กับความหิว  ทรงเป็นความอิ่มหนำบริบูรณ์เพื่อผู้ที่จะกระหาย  ทรงเป็นอำนาจเพื่อผู้ที่ลิ้มรสกับความอ่อนแอ  ทรงเป็นองค์แห่งความรอดเพื่อที่จะได้มีประสบการณ์กับความบาปของเรา  ทรงเป็นชีวิตเพื่อที่จะสิ้นพระชนม์  พระองค์ทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อที่จะดับความหิว ประทานสิ่งที่ดวงวิญญาณพวกเราทรงปรารถนา ประทานพละกำลังให้กับความอ่อนแอของเราชำระล้างมลทินของเรา และจุดประกายไฟแห่งความรักเมตตาในดวงใจของเรา”

ผลที่ตามมาก็คือ ในบริบทปีศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเมตตาและในโอกาสที่เรากำลังเตรียมตัวเฉลิมฉลองคริสต์มาสพ่อเองใคร่ที่จะเสนอการปฎิบัติบางประการเพื่อที่พวกเราทุกคนจะได้รับประสบการณ์ในเทศกาลแห่งพระหรรษทานนี้อย่างบริบูรณ์นี่มิได้หมายความถึงความครบครันบริบูรณ์สำหรับผู้ที่ทำงานในสมณกระทรวงต่างๆและสำหรับผู้ที่ใคร่ที่จะทำให้การถวายตนเองหรือการรับใช้พระศาสนจักรของตนให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

พ่อใคร่ขอร้องสมณมนตรีแห่งสมณกระทรวงต่างๆ (สำนักงานวาติกัน) รวมทั้งผู้ที่เป็นหัวหน้าในหน่วยงานของพระศาสนจักรได้ไตร่ตรองสิ่งนี้ ขอให้เพิ่มประเด็นนี้เข้าไป และจงทำให้สำเร็จ  พ่อขอเสนอเป็นรายการอันมีพื้นฐานจากการวิเคราะห์คำว่า “เมตตาธรรม” โดยตั้งเป้าที่จะทำให้พระเมตตาเป็นการรับใช้อย่างแท้จริงซึ่งจะต้องถือเป็นแนวปฎิบัติและกลยุทธิ์ของพวกเราดังต่อไปนี้:

  1. จิตตารมย์แห่งธรรมทูตและการอภิบาล:

จิตตารมณ์ธรรมทูตคือสิ่งที่ทำให้สำนักงานต่างๆแห่งสันตะสำนักอุดมสมบูรณ์และบังเกิดผลดีได้อย่างชัดเจนนี่คือการพิสูจน์ให้เห็นถึงความมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และความเที่ยงแท้แห่งกิจกรรมของพวกเรา ความเชื่อเป็นพระพร แต่ระดับความเชื่อของเราจะสามารถเป็นที่ประจักษ์ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราสื่อความเชื่อนั้นอย่างไร?  ทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาปล้วนเป็นธรรมทูตแห่งการประกาศข่าวดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยการดำเนินชีวิต การทำงาน และการเป็นประจักษ์พยานถึงความชื่นชมยินดีและความเชื่อมั่น  การมีจิตตารมณ์แห่งการอภิบาลที่แท้จริงเป็นคุณธรรมสูงส่งหรือฤทธิ์กุศลซึ่งจะขาดเสียมิได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบรรดาบาดหลวง ต้องแสดงออกให้เห็นในความพยายามประจำวันที่จะติดตามนายชุมภาบาลที่ดีผู้เอาใจใส่ดูแลฝูงแกะและยอมอุทิศชีวิตนเองเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น นี่เป็นตัวชี้วัดสำหรับพันธกิจต่างๆและงานสงฆ์ของพวกเรา หากปราศจากซึ่งสองสิ่งนี้เราไม่สามารถทำอะได้ ไม่สามารถแม้จะชื่นชมกับความสุขแห่ง “การเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์” (มธ. 25: 14-30)

  1. ชีวิตฝ่ายจิตและความฉับใวในการตัดสินใจ:

ชีวิตภายในหรือชีวิตฝ่ายจิตหมายถึงความพยายามส่วนตัวในความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาคุณสมบัติจำเป็นในการปฏิบัติภาระกิจหน้าที่ด้วยปัญญาและการมองการณ์ไกลให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้โดยไม่คำนึงว่าจะได้รับผลตอบแทนมากน้อยแค่ไหน  ส่วนการตัดสินใจอย่างฉับไวเป็นความพร้อมที่จะรับและเผชิญกับสถานการณ์ด้วยความเฉลียวฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์  ทั้งสองประเด็นนี้ยังหมายถึงการตอบสนองของพวกเราต่อพระหรรษทานของพระเจ้าด้วยเมื่อเรายินยอมปฎิบัติตามภาษิตสำคัญที่ว่า “จงทำทุกสิ่งเสมือนไม่มีพระเจ้า จากนั้นก็ให้มอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์เสมือนว่าพวกท่านไม่มีตัวตน”  นี่เป็นวิธีปฏิบัติของศิษย์ผู้ที่สวดภาวนาทุกวันต่อพระเจ้าด้วยบทภาวนาสากลของสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 11 “โปรดพิทักษ์ข้าพเจ้าให้เดินในหนทางแห่งปรีชาญาณ ยับยั้งข้าพเจ้าให้อยู่ในความยุติธรรมของพระองค์ บรรเทาข้าพเจ้าด้วยพระเมตตา และปกป้องข้าพเจ้าด้วยอำนาจของพระองค์  ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะมอบตนเองแก่พระองค์ซึ่งความคิด วาจา การกระทำทุกอย่างของข้าพเจ้า เพื่อที่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปข้าพเจ้าจะคิดถึงแต่พระองค์ พูดถึงแต่พระองค์ ทำทุกสิ่งและทนทุกข์ทรมานทุกอย่างเพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และข้าพเจ้ายอมทนทุกข์ทุกอย่างแล้วแต่พระองค์จะทรงพอพระทัยประทานให้”

  1. ชีวิตจิตและความเป็นมนุษย์:

ชีวิตฝ่ายจิตเป็นกระดูกสันหลังแห่งการรับใช้ทุกอย่างในพระศาสนจักรและในชีวิตคริสตชนนี่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงกิจกรรมทุกอย่าง ช่วยทำนุบำรุงและปกป้องพันธกิจให้พ้นจากความอ่อนแอตามประสามนุษย์และการล่อลวงประจำวัน ความเป็นมนุษย์ห่อหุ้มความจริงแห่งความเชื่อ  ผู้ที่ปฎิเสธความเป็นมนุษย์ของตนจะปฎิเสธทุกสิ่ง  ความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราแตกต่างจากเครื่องจักรกลและหุ่นยนต์ที่ไม่มีความรู้สึกและไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์  เมื่อใดที่พวกเรารู้สึกอยากที่จะร้องไห้จนสะใจหรือหัวเราะแทบขาดใจ เมื่อนั้นพวกเราจะรู้สึกด้อยถอยหลังและเริ่มกระบวนการเปลี่ยน “ความเป็นมนุษย์” ไปสู่อย่างอื่น มนุษย์รู้ว่าจะต้องแสดงความอ่อนโยน ความซื่อสัตย์ และมารยาทต่อทุกคน (เทียบ ฟป. 4: 5)  ชีวิตจิตและความเป็นมนุษย์ในขณะที่เป็นคุณลักษณะภายในแต่ก็มีศักยภาพที่จำเป็นจะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วจึงแสดงออกมาให้ปรากฎทุกวัน

  1. แบบฉบับและความซื่อสัตย์:

บุญราศีเปาโลที่ 6 เตือนสมณกระทรวงต่างๆที่ถูก “เรียกร้องให้เป็นแบบฉบับที่ดี” เป็นแบบฉบับในการหลีกเลี่ยงการเป็นที่สะดุดซึ่งทำร้ายวิญญาณและทำลายความน่าเชื่อถือแห่งการเป็นประจักษ์พยานของพวกเรา  ความซื่อสัตย์ต่อการถวายตนและต่อกระแสเรียก โดยรำลึกเสมอถึงพระวจนะของพระเยซูคริสต์ที่ว่า “ผู้ใดซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อยก็จะซื่อสัตย์ในสิ่งใหญ่ด้วย และผู้ใดที่ไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งเล็กน้อยก็จะไม่ซื่อสัตย์ในสิ่งใหญ่ด้วย” (ลก. 16: 10)  และ “ผู้ใดเป็นเหตุให้คนธรรมดาๆที่มีความเชื่อในเราทำบาป ถ้าเขาจะถูกแขวนคอด้วยหินโม่ถ่วงลงใต้ทะเลก็ยังดีกว่าสำหรับเขา น่าเสียดายที่โลกนี้ยังมีผู้ที่เป็นเหตุให้มนุษย์ทำบาปต้องมีอย่างแน่นอน แต่วิบัติจงเกิดแก่ผู้นั้นเถิด” (มธ. 18: 6-7)

  1. เหตุผลและความสุภาพอ่อนโยน:

เหตุผลที่ถูกต้องช่วยพวกเราไม่ให้ใช้อารมณ์มากจนเกินไป ในขณะที่ความสุภาพอ่อนโยนช่วยเราให้หลีกเลี่ยงความเป็นเจ้านายเจ้าระเบียบจนเกินไปทั้งในเรื่องการวางแผนงานและการทำโครงการต่างๆ คุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบุคลิกภาพที่สมดุล “ศัตรูจะใช้ความระมัดระวังมากกว่าดวงวิญญาณนั้นหยาบหรือละเอียดมันจะหาทางทำให้วิญญาณนั้นใช้ความละเอียดจนเกินไปเพื่อสร้างความสับสนสิ้นหวังให้กับดวงวิญญาณนั้น” ทุกๆการกระทำที่มากเกินไปคือสัญลักษณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลบางอย่างในชีวิต

  1. การไร้พิษภัยและการตัดสินใจ:

การตั้งใจไม่ทำอะไรให้เสียหายทำให้เราระวังตัวในการตัดสินใจและสามารถที่จะระงับการกระทำที่รีบร้อนจนเกินไปนี่เป็นความสามารถที่จะนำสิ่งที่ดีที่สุดในตัวออกมาใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นในทุกสถานการ์โดยการกระทำอย่างรอบคอบตั้งอกตั้งใจ  มันอยู่ที่ว่าเราเองปฎิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่เราต้องการให้เขาปฎิบัติต่อเรา (เทียบ มธ. 7: 12 และ ลก. 6: 31) การตั้งใจอย่างเด็ดขาดเป็นการกระทำด้วยอำเภอใจเด็ดเดี่ยวมีวิสัยทัศน์ชัดเจน มีความนบนอบต่อพระเจ้า และทำไปเพื่อกฎสูงสุดแต่ประการเดียว นั่นคือ เพื่อความรอดแห่งดวงวิญญาณ “Salusanimarum” (เทียบ CID can. 1725)

  1. ความรักเมตตาและความจริง:

นี่เป็นฤทธิ์กุศลสองประการที่จะแยกออกจากกันมิได้ “ต้องพูดความจริงในความรักและแสดงความรักเมตตาในความจริง” (เทียบ อฟ. 4: 15)  ความเมตตาที่ปราศจากความจริงจะกลายเป็นอุดมการณ์บ่อนทำลายแห่งความพึงพอใจส่วนตัว และความจริงที่ปราศจากความรักเมตตาจะกลายเป็นเพียงกฎหมายประเภทพวกที่มีสายตาสั้น

  1. ความซื่อสัตย์และความเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ:

ความซื่อสัตย์เป็นการทำอะไรที่ตรงไปตรงมาทำอย่างสม่ำเสมอและทำด้วยความจริงใจทั้งต่อตัวเราเองและต่อพระเจ้า  คนที่ซื่อสัตย์ไม่ประพฤติอย่างมีคุณธรรมเพียงแค่เมื่อมีคนเห็นเท่านั้นคนที่ซื่อสัตย์จะไม่กลัวที่จะถูกจับผิด เพราะเขาไม่เคยทรยศความไว้ใจของผู้อื่น คนซื่อสัตย์ย่อมไม่ทำตนเหนือผู้อื่นดุจ “คนรับใช้ใจชั่ว” (เทียบ มธ. 24: 48-51) ทั้งเกี่ยวกับบุคคลหรือเรื่องราวที่มอบให้ตนเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่  ความซื่อสัตย์เป็นรากฐานที่คุณสมบัติที่ดีอื่นๆตั้งอยู่   ส่วนวุฒิภาวะเป็นการแสวงหาที่จะได้มาซึ่งสมดุลและความกลมกลืนสมานฉันท์แห่งพระพรฝ่ายกาย ปัญญา และจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเป้าหมายและผลแห่งกระบวนการที่ไม่มีวันจบสิ้นแห่งการพัฒนาที่ไม่เกี่ยวกับอายุขัย

  1. การรู้จักให้ความเคารพและความสุภาพ:

การรู้จักให้ความเคารพเป็นพรของดวงวิญญาณที่ประเสริฐและมีทักษะซึ่งพยายามอยู่เสมอที่จะแสดงความเคารพอย่างจริงใจต่อผู้อื่น ต่องานของตน ต่อผู้ใหญ่และผู้น้อย ต่อเอกสารลับ รู้จักรักษาความลับ ต่อความไว้วางใจและความลับของผู้อื่น เขาสามารถฟังผู้อื่นได้อย่างตั้งอกตั้งใจและพูดจาด้วยความสุภาพ  ความสุภาพเป็นคุณธรรมของนักบุญและผู้ที่เป็นคนใกล้ชิดของพระเจ้า  ยิ่งวันพวกเขาจะยิ่งรู้สึกว่าตนไม่เป็นอะไรเลย ไม่สามารถทำอะไรได้เลยหากปราศจากซึ่งพระหรรษทานของพระเจ้า (เทียบ ยน. 15: 8)

  1. ความขยันและความตั้งอกตั้งใจ:

ยิ่งพวกเราจะวางใจในพระเจ้าและการจัดการของพระองค์เพียงใดเราก็ยิ่งจะเจริญเติบโตในความขยันและความพร้อมที่จะมอบตนเองแก่พระเจ้าและผู้อื่นด้วยทราบว่ายิ่งพวกเราจะให้เราก็ยิ่งจะได้รับ จะมีประโยชน์อันใดหากจะเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิหารทั่วโลก หากประตูแห่งดวงใจของเราถูกปิดตายให้กับความรัก หากมือของพวกเรามัวแต่หดเห็นแก่ตัวไม่ยอมยื่นให้ผู้อื่น หากบ้านของพวกเราปิดประตูไม่ให้การต้อนรับใครเลย หากวัดปิดไม่ให้การต้อนรับและไม่ยอมรับผู้ใด  ความตั้งอกตั้งใจเป็นความห่วงใยต่อสิ่งเล็กน้อยและทำดีที่สุดโดยไม่ยอมแพ้ต่อความชั่วและความอ่อนแอของเรา ดังที่นักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล ชอบภาวนาดังนี้ว่า “ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานให้ข้าพเจ้าตระหนักเสมอถึงบุคคลที่อยู่รอบตัวข้าพเจ้า ผู้ที่มีความกังวลใจและท้อแท้สิ้นหวัง ผู้ที่ทนทุกข์อยู่ในความเงียบ และผู้ที่รู้สึกถูกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้งด้วยเทอญ”

  1. ความกล้าที่ไม่ยอมย่อท้อและความตื่นตัว:

ความกล้าหาญชาญชัยหมายถึงการไม่รู้จักกลัวเมื่อต้องเผชิญกับปัญหายุ่งยากในชีวิต ดุจดาเนียลในถ้ำสิงโต หรือดาวิดต่อหน้าโกไลแอ็ทนี่หมายถึงการกระทำด้วยความกล้าหาญ ตั้งใจ และด้วยความเด็ดขาด “ดุจทหารที่ดี” (2 ทต. 2: 3-4)  อันหมายถึงความพร้อมโดยทันทีที่จะย่างเท้าก้าวแรกออกไปเฉกเช่นบิดาอับบราฮัม หรือพระนางมารีย์  ส่วนการตื่นตัวนั้นเป็นความสามารถที่จะกระทำการอย่างอิสระเสรีและอย่างง่ายดายโดยไม่ติดใจอยู่กับสิ่งที่เป็นวัตถุ บทเพลงสดุดีกล่าวว่า “หากทรัพย์สมบัติของท่านเพิ่มทวีขึ้น ก็จงอย่าได้ไปใส่ใจมัน” (สดด. 61: 10)  การตื่นตัวหมายถึงการก้าวไปข้างหน้าเสมอ ไม่ติดอยู่กับการสะสมสิ่งที่ไม่จำเป็น ติดกับอยู่ในความกังวลเรื่องของตนเองและถูกนำด้วยความทะเยอทะยาน

  1. การเป็นผู้ที่น่าไว้วางใจและรู้จักความพอดีของการดิ่มสิ่งมึนเมา:

บุคคลที่น่าไว้วางใจที่สุด คือผู้ที่รักษาเกียรติในการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังและมีความรับผิดชอบทั้งยามที่มีคนเห็นและไม่เห็น ที่สำคัญคือ เมื่อเขาอยู่ตามลำพัง  พวกเขาจะเด่นมากเรื่องความสงบ เพราะเขาไม่เคยทำให้คนที่ไว้ใจเขาให้ต้องผิดหวัง สำหรับการรู้จักความพอดีในการกินการดื่มซึ่งเป็นคุณธรรมที่พ่อพูดลำดับสุดท้าย ไม่ใข่เพราะว่ามันมีความสำคัญน้อยที่สุด เป็นความสามารถที่จะปฎิเสธเสธอะไรที่มันเกินไปและต่อต้านจิตตารมณ์แห่งบริโภคนิยม  การรู้จักความพอดีเป็นความเฉลียวฉลาด เป็นความเรียบง่าย เป็นการกระทำที่ตรงไปตรงมา รู้จักความสมดุลและรู้จักควบคุมตนเอง การรู้จักความพอดีเป็นการมองโลกโดยผ่านสายพระเนตรของพระเจ้าและจากมุมมองของคนยากจน  การรู้จักความพอดีเป็นวิถีการใช้ชีวิตที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นเลิศของผู้อื่นในฐานะที่เป็นหลักการของสมณะ บรรดผู้นำศาสนจักร และแสดงออกในชีวิตแห่งความห่วงใยและการรับใช้ผู้อื่น  ผู้ที่รู้จักความพอดีจะเป็นคนที่เสมอต้นเสมอปลายและเป็นผู้ที่ตรงไปตรงมาในทุกสิ่ง  เพราะว่าพวกเขาสามารถลดละค้นพบ  รีไซเกิ้ล(Recycle) ซ่อมบำรุง และดำเนินชีวิตแห่งการเจียมตน

(สันตะปาปาฟรังซิส ณ วังวาติกัน วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2015)
(นำเสนอ จาก สถานีวิทยุวาติกัน โดย มองซินญอร์ วิษณุ ธัญญอนันต์)

พิธีปลงศพ เปโตร สุชาติ ทัฬหะกุลธร (บิดาของคุณพ่อเอกสิทธิ์ ทัฬหะกุลธร)

เมื่อ วันที่ 19 ธันวาคม 2015 พระคุณเจ้าโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีล เป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณปลงศพ เปโตร สุชาติ ทัฬหะกุลธร (บิดาของคุณพ่อเอกสิทธิ์ ทัฬหะกุลธร) ร่วมกับพระคุณเจ้ายอห์นบอสโก ปัญญา กฤษเจริญ พระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ บรรดาบาดหลวง นักบวชและสัตบุรุษ ประมาณ 600 คน ที่วัดนักบุญยอแซฟ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี พระคุณเจ้าประธานได้ให้ข้อคิดในมิสซาว่า พระวรสารที่ใช้ในพิธีวันนี้ซึ่งพูดถึงคนใช้ที่ซื่อสัตย์และเตรียมพร้อมอยู่เสมอนี้ ตรงกับชีวิตของผู้ล่วงลับ ที่ได้เตรียมตัวใช้ชีวิตเพื่อกลับไปหาพระเจ้า พระคุณเจ้าประทับใจในตัวผู้ล่วงลับ 2 ประการ คือ 1. ท่านแบบอย่างในความศรัทธาต่อพระหฤทัย ท่านไม่เคยขาดที่จะไปร่วมมิสซาวันศุกร์ต้นเดือน 2. แบบอย่างในการรับใช้ ช่วยงานของวัด งานศพและงานอื่นๆ ที่ทำด้วยใจกว้างและเสียสละ พระคุณเจ้าสรุปบทเทศน์ของท่านด้วยข้อคิดว่า ให้เราแต่ละคนใช่้ชีวิตให้มีความสุขทุกขณะ อย่ามัวแต่แสวงหาความร่ำรวย หรือสิ่งอื่นซึ่งไม่ยั่งยืน….ขอคำภาวนาต่อไปเพื่อดวงวิญญาณของเปโตร สุชาติ ทัฬหะกุลธร จะได้พักผ่อนตลอดนิรันดรในอ้อมพระหัตถ์พระเจ้า

วันครูคำสอนไทยสังฆมณฑลเชียงใหม่

เมื่อ วันที่ 16 ธันวาคม 2015 แผนกคำสอนได้จัดงานวันครูคำสอนไทยที่ศูนย์สังฆมณฑลเชียงใหม่ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากครูโรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่ โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย (แผนกประถมและมัธยม) โรงเรียนสารสาสน์วิเทศเชียงใหม่ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศล้านนา เจ้าหน้าที่แพร่ธรรมและจากศูนย์คำสอนแม่ริมรวม 90 คน มีกิจกรรมต่างๆ เริ่มในช่วงบ่ายเวลา 16.00 น ด้วยวจนพิธีกรรมเปิดงานวันครูคำสอน จากนั้นคุณครูร่วมกิจกรรมแบ่งปันประสบการณ์ในหัวข้อ “ครูคำสอนกับความท้าทายในการเป็นเครื่องหมายแห่งความเมตตาของพระเจ้าในโลกปัจจุบัน” ต่อด้วยพิธีบูชาขอบพระคุณโดยบิชอปฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์เป็นประธานในพิธี จากนั้นทุกคนรับประทานอาหารเย็นด้วยกันในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมกับมีการจับฉลากแจกรางวัลในโอกาสพิเศษนี้. ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนทำให้งานในวันนี้ดำเนินไปด้วยดี

โอกาสฉลอง 50 ปี บ้านมารีนา และครบรอบ 50 ปี ปฎิญาณตนตลอดชีพ

เมื่อ วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2558 เวลา 10.00 น.โอกาสฉลอง 50 ปี บ้านมารีนา ในการอบรมสั่งสอนเยาวสตรีล้านนาไทย และฉลองครบรอบ 50 ปี ปฎิญาณตนตลอดชีพของซิสเตอร์มาเรีย ลูร์เดส อิริอาร์เต เซลาย,  ซิสเตอร์มาเรีย โรซาริโอ โซลาชี อาร์ซูอากา และซิสเตอร์มาเรีย อิเซารา เรอิจา  ได้มีบาดหลวง นักบวชคณะต่างๆ โดยเฉพาะศิษย์เก่าและครอบครัวได้มาร่วมฉลองแสดงความยินดีกับบ้านมารีนาเป็นจำนวนมาก โดยมีพระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์  วีระ อาภรณ์รัตน์ มาเป็นประธานในพิธี   ในหัวข้อ  “พระองค์ทรงรักผู้ที่เป็นของพระองค์ในโลก ทรงรักพวกเขาจนถึงที่สุด” (ยอห์น 13 : 1) และพันธกิจของคณะ “ข้าวที่จะเกี่ยวมีมาก แต่คนงานมีน้อย จงวอนขอเจ้าของนาให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวข้าวของพระองค์เถิด” (ลูกา 10:2)

กิจกรรมภาคบ่าย จนถึงภาคค่ำ เป็นกิจกรรมคืนสู่เหย้าศิษย์เก่า “ปี้ใหญ่ น้องหล้า ปะกั๋น” เริ่มด้วยขบวนแห่มาคำนับผู้หลักผู้ใหญ่ พร้อมรับชมการแสดงของบรรดาศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันและลูกๆหลานๆ ที่มาทั้งใกล้และไกล บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานและเป็นกันเองแบบพี่แบบน้องเต็มไปด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพที่ได้กลับมาพบเจอกันในโอกาสนี้

ประวัติของ…คณะบ้านมารีนา

คณะธรรมทูตแห่งพระหฤทัยพระเยซูเจ้าและพระนางมารีอา หรือคณะบ้านมารีนา    โดยมีคุณแม่    มาเรีย เทเรซา ดือปุย บอร์เดส เป็นผู้ก่อตั้งคณะ  คณะได้กำเนิดขึ้นในวันพฤหัสฯ ศักดิ์สิทธิ์ ที่ 1 เมษายน 2469    ที่เมืองซานเซบัสเตียน ประเทศสเปน

จิตตารมณ์ของคณะธรรมทูตแห่งพระหฤทัยฯ  ศีลมหาสนิท เป็น ความรัก, บาดหลวง เป็น การเสียสละ, ธรรมทูต เป็น ความร้อนรน, คือ สิ่งที่คณะฯ ขอจากเรา   เป็นจิตตารมณ์ของวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์  “รักจนถึงที่สุด” (ยน 13:1)

นับตั้งแต่ที่บิชอปลูเซียน ลากอตส์ คณะเบธาราม ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ ได้ติดต่อกับอธิการเจ้าคณะ ขอซิสเตอร์ บ้านมารีนามาทำงานในประเทศไทย 2 แห่งด้วยกัน คือ ที่บ้านมารีนาเชียงใหม่ และที่ศูนย์แม่ปอน ในช่วงแรกของการทำงานแพร่ธรรม  ท่านเห็นว่า “ถ้าผู้หญิงเสียศักดิ์ศรีแต่เยาว์วัย รากฐานของครอบครัวก็จะเสื่อมลง การแพร่ธรรม ก็จะไร้ประโยชน์ ท่านต้องการอบรมรมสตรีให้เป็นคนที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีของตนเอง สามารถช่วยตนเองได้ เป็นที่พึ่งของครอบครัวและผู้อื่น”

ปัจจุบันซิสเตอร์บ้านมารีนาได้ทำงาน 3 แห่งในสังฆมณฑลเชียงใหม่ คือ บ้านมารีนาเชียงใหม่ บ้าน มารีนาพะเยา และบ้านมารีนาลำพูน

เปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมและฉลองศาสนนามแด่พระคุณเจ้า……

สังฆมณฑลเชียงใหม่ ได้จัดฉลองศาสนนามแด่พระคุณเจ้าฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ในวันที่ 10 ธันวาคม 2015 ที่อาสนวิหารพระหฤทัย เชียงใหม่

เมื่อเวลา10.00น. ที่อาสนวิหารพระหฤทัยเชียงใหม่ มีพิธีเปิดปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมของสังฆมณทลเชียงใหม่ โดยพระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์ เป็นประธานในพิธี มีบรรดาบาดหลวง นักบวชและสัตบุรุษจากทุกวัดมาร่วมมากมาย หลังมิสซามีการมอบรูปบิดาผู้ใจดีสวมกอดลูกชายคนเล็ก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระบิดาผู้มีเมตตาต่อลูกที่กลับใจ