รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 2020

รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ปี 2020

ความจำเป็นสำหรับความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน  และความร่วมมือกันหลายด้าน  เป็นความสำคัญเด่นชัดมากกว่าแต่ก่อน  คณะกรรมการรางวัลโนเบลของประเทศนอร์เวย์  ตัดสินมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ  ปี 2020 แก่โครงการอาหารโลก (World Food Programme)ของสหประชาชาติ  ที่พยายามต่อสู้ความหิว  ที่ช่วยเหลือให้มีสภาพดีขึ้น  สำหรับสันติภาพ  ในสถานที่ที่มีความขัดแย้ง  และพยายามออกแรง  ป้องกันความหิวโหย  เหมือนผู้ที่ใช้อาวุธ ทำสงครามและความขัดแย้ง

โครงการอาหารโลก  เป็นองค์การช่วยมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุด  ช่วยผู้หิวโหยให้มีอาหารรับประทาน  ใน ค.ศ. 2019  โครงการนี้ช่วยประมาณ  100 ล้านคน  ใน 88 ประเทศ  ผู้เป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย  ขาดอาหาร  ใน ค.ศ. 2015 เป้าหมายหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ  คือขจัดความหิว  ไม่กี่ปีมานี้  สถานการณ์แย่ลง  ในปี 2019  ประชาชน 135 ล้านคน  เผชิญความหิวโหย  จำนวนสูงหลายปี  สาเหตุเพราะสงคราม  และความขัดแย้งที่ใช้อาวุธต่อสู้กัน

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า  ทำให้มีคนหิวโหยยิ่งขึ้น  ในหลายประเทศ เช่น เยเมน  สาธารณรัฐคองโก  ไนจีเรีย  ซูดานใต้  และบูร์กีนาฟาโซ  ความขัดแย้งรุนแรงภายในประเทศ  และการแพร่ระบาดทำให้ประชาชนรับเคราะห์หิวโหยเพิ่มจำนวนขึ้น   การเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัส โครงการอาหารโลก  ได้พยายามช่วยเหลืออย่างน่าประทับใจ  “อาหารเป็นวัคซีนที่ดีที่สุด  ต่อสู้ความวุ่นวายนี้  จนกว่าเราจะมีวัคซีนเยียวยารักษา”

โลกกำลังประสบวิกฤติความหิว  ถ้าโครงการอาหารโลก  และองค์การอื่นๆที่ช่วยเหลือด้านอาหาร  ไม่รับช่วยเหลือด้านการเงินตามที่พวกเขาร้องขอมา

ความเชื่อมโยงระหว่างความหิว  และความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ  เป็นวงจรชั่วร้าย  สงครามและความขัดแย้ง  เป็นสาเหตุให้ขาดอาหาร  และความหิวโหย   เหมือนความหิวและการขาดอาหาร ก็เป็นสาเหตุความขัดแย้ง  ก่อให้เกิดความรุนแรงได้   เราจะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายขจัดความหิวได้ หากเราไม่ยุติสงคราม  และความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ

คณะกรรมการรางวัลโนเบิล แห่งประเทศนอร์เวย์  ปรารถนาเน้นว่าการจัดความช่วยเหลือเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร  มิใช่ป้องกันความหิวเท่านั้น  แต่ยังสามารถช่วยให้เกิดความมั่นคง  และสันติภาพด้วย  โครงการอาหารโลกเป็นผู้นำในการทำงานนี้  กับพยายามส่งเสริมสันติภาพ  โดยอาศัยโครงการริเริ่มต่างๆในทวีปอเมริกาใต้  อาฟริกา  และอาเซีย

            โครงการอาหารโลก  ได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกระบวนการทางทูต ในเดือนพฤษภาคม  2018  ในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ  ซึ่งเป็นครั้งแรก  ที่ประกาศเชื่อมโยงระหว่างความขัดแย้งและความหิว…  และเป็นเจตนาของอัลเฟรด  โนเบล  ที่ต้องการสร้างภราดรภาพในประเทศต่างๆ

งานของโครงการอาหารโลก  ควรได้รับการรับรู้  การรับรอง  และการสนับสนุนจากประเทศต่างๆในโลก

กรุงออสโล    9 ตุลาคม 2020
ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์  แปลสรุป (12 ตุลาคม 2020)
https://www.nobelprize.org/prizes/peace/2020/press-release

คำสอน 5 นาที : แผนกิจกรรม เลาดาโตซี 7 ปี

คำสอน 5 นาที : แผนกิจกรรม เลาดาโตซี 7 ปี

แผนกิจกรรมเลาดาโตซี (Laudato Si Action Platform) 7 ปี เริ่มต้น พฤษภาคม ค.ศ.2020 จุดประสงค์เพื่อทำให้ชุมชนทั่วโลกสนใจนิเวศแบบองค์รวม ดูแลรักษาโลก บ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

ระหว่าง ปีพิเศษเลาดาโตซี ( 24 พฤษภาคม 2020 – 24 พฤษภาคม 2021) โอกาสครบ 5 ปี ของสมณสาส์น Laudato Si (ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า)ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส แผนกสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติของวาติกัน ได้ประชาสัมพันธ์ แผน 7 ปี ขอความร่วมมือจากสถาบันต่างๆ

1.ครอบครัว
2.สังฆมณฑล
3.โรงเรียน
4.มหาวิทยาลัย
5.โรงพยาบาล ศูนย์ดูแลสุขภาพ
6.ธุรกิจ ฟาร์มเกษตรกรรม
7.คณะนักบวช ร่วมดำเนินการ 7 ปี มุ่งสู่นิเวศวิทยาแบบองค์รวม
(คนกับสิ่งแวดล้อม)

มาตรฐานวัด นิเวศวิทยาแบบองค์รวม ตามเจตนาของสมณสาส์นเลาดาโตซี
1. การตอบสนองต่อเสียงค่ำครวญของแผ่นดิน (การใช้พลังงานทดแทนที่สะอาด การลดเชื้อเพลิงถ่านหิน เพื่อพิทักษ์ และส่งเสริมความแตกต่างทางชีวภาพ การช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำสะอาดบริโภค ฯลฯ)
2. การตอบสนองต่อเสียงคร่ำครวญของคนจน (ปกป้องชีวิตมนุษย์ตั้งแต่การปฏิสนธิจนสิ้นชีวิต… สนใจช่วยเหลือชนพื้นเมือง ผู้อพยพ เด็กๆที่เสี่ยงต่อการค้าทาส ฯลฯ)
3. เศรษฐศาสตร์ระบบนิเวศ ผลิตผลที่ดี ยุติธรรม มีศีลธรรม ไม่ทำร้ายธรรมชาติ พลังงานทดแทน ฯลฯ
4. การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย การใช้ทรัพยากร และพลังงาน อย่างมีสติ หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกครั้งเดียว ลดการบริโภคเนื้อ การใช้ขนส่งสาธารณะ หลีกเลี่ยงการทำให้อากาศเป็นพิษ ดินเป็นพิษ ฯลฯ
5. สิ่งแวดล้อมศึกษา ช่วยปลูกจิตสำนึกด้านรักษาสิ่งแวดล้อม มีกิจกรรมส่งเสริมการรักษาธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แก่เยาวชน ครู และ ผู้นำการศึกษา ฯลฯ
6. จิตวิญญาณเชิงนิเวศ ค้นพบวิสัยทัศน์ด้านศาสนาของสิ่งที่พระเจ้าสร้างสรรค์ สนับสนุนประชาชนให้สัมผัสธรรมชาติ ชื่นชม สรรเสริญ กตัญญู จัดพิธีรักษ์สิ่งสร้าง พัฒนาคำสอนด้านนิเวศ การภาวนา การฟื้นฟูจิตใจ การอบรม ฯลฯ
7. ข้อตกลงในชุมชน และปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อดูแลธรรมชาติ ในระดับท้องถิ่น เขต ระดับชาติ และนานาชาติ (ส่งเสริมการณรรงค์ภาคประชาชน ดูแลรักษาระบบนิเวศในท้องถิ่น ฯลฯ)

การมอบรางวัลเลาดาโตซี เพื่อให้กำลังใจ รับรู้การอุทิศตนที่ดูแลบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน เริ่มในปี ค.ศ. 2021 เป็นต้นไป ในแต่ละปี
1. แก่ผู้นำระดับท้องถิ่น ระดับสากล
2. ครอบครัวที่เด่น
3. สถานบันการศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย
4. ชุมชนคริสตชน เขตวัด สังฆมณฑล นักบวช
5. ความคิดริเริ่มเด่นๆของกลุ่มชาวบ้าน และ เยาวชน
6. เศรษฐกิจ ธุรกิจ การดูแลสุขภาพ เกษตรกรรมเด่น
7. การสื่อสารเลาดาโตซี (ผลงานศิลปะ ผลงานวิชาการ ฯลฯ)

“เราทุกคนสามารถร่วมมือ ในฐานะเป็นเครื่องมือของพระเจ้า เพื่อดูแลรักษาธรรมชาติ ตามวัฒนธรรม ประสบการณ์ การมีส่วนร่วม และความสามารถของตน” (โป๊ปฟรังซิส)

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์
แปลจาก ข่าววาติกัน แผนกพัฒนามนุษย์ฯ 25/08/2020

การขัดขืนเป็นทางเลือกด้านศีลธรรมในฟิลิปปินส์

การขัดขืนเป็นทางเลือกด้านศีลธรรมในฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์ 5 มิถุนายน 2020

นักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งผู้ประสบความสำเร็จมากได้แบ่งปันความคิดในหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาได้ตัดสินใจในวิถีทางชีวิต

“การฆ่านกตัวหนึ่งที่ชอบเลียนเสียงของนกอื่น (Mockingbird) ได้สอนเขาว่า ชีวิตมิใช่เกี่ยวกับการเอาชนะทุกสิ่ง แต่อยู่ทีการทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อคนอื่น

บทเรียนนี้สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะเหตุว่าการหลั่งไหลสู่ “ชีวิตวิถีใหม่ (New normal ) อาจทำลายสิทธิ และสวัสดิการของประชาชน “
ในวันสมโภชพระจิต สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้ตรัสถึงความจำเป็นต้องสนใจประชาชนเป็นอันดับแรก ก่อนเรื่องเงิน และเศรษฐศาสตร์มหาภาค พระองค์ทรงเตือนเรื่องการมองโลกแง่ร้ายแบบปลอม โดยมุ่งการทำให้ประชาชนยอมรับความอยุติธรรม ในฐานะ “ชีวิตวิถีใหม่” ของการยับยั้งการแพร่ระบาดโรค โดยอ้างว่า “เราไม่สามารถกลับไปแบบเดิม” ทำลายความหวัง… ในชีวิตความเป็นอยู่และอิสรภาพ

สมเด็จพระสันตะปาปาได้บอกบรรดาพระสงฆ์ด้วย ในสมณลิขิตฉบับหนึ่งว่า “จงรักษาเปลวเพลิงแห่งความเชื่อ และ ความหวังที่ส่งต่อไปยังผู้อื่น” คำพูดของสมเด็จพระสันตะปาปาเข้ามาในใจ เมื่อผมเห็นประชาชนเป็นพันคนเดินขบวนไปยังมหาวิทยาลัยของรัฐ และชูป้ายประท้วงกฎหมายที่อาจปล้นประเทศฟิลิปปินส์ ที่แสร้งอ้างประชาธิปไตย

กฎหมาย ซึ่งได้ผ่านสภาสัปดาห์นี้ เป็นสิ่งสุดท้ายที่ประเทศต้องการ ความสำคัญอันดับแรกของรัฐบาล (ฟิลิปปินส์) ที่พยายามแจกความช่วยเหลือสำหรับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบโควิด 19 จากการปิดเมืองในสองเดือนที่ผ่านมา… คนตกงานหลายล้านคน หรือว่างงานระยะยาว หรือทำงานแต่ได้รับค่าจ้างต่ำ

ความอยุติธรรมมักเกิดขึ้นในประเทศจนๆ เป็นพิเศษสี่ปีที่ผ่านมาสำหรับชาวฟิลิปปินส์ สำนักงานสหประชาชาติ ด้านสิทธิมนุษยชนรับรู้ ตัวอย่าง เช่น อย่างน้อย ผู้ถูกสงสัยว่าพัวพันเรื่องยาเสพติด 8663 คนถูกฆ่า นักสิทธิมนุษย์ นักหนังสือพิมพ์ สหภาพแรงงาน อย่างน้อย 248 คน ถูกฆ่า… ใครร้องขอความยุติธรรม ก็ถูกขู่ และถูกจับ

ในช่วงปิดเมืองสองเดือน เพราะโควิด 19 ประธานาธิบดีมองกลุ่มเดิม รวมทั้ง นักกฎหมาย นักหนังสือพิมพ์ คนงานของพระศาสนจักร ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำชนเผ่าพื้นเมือง และนักศึกษาเด่นๆ เป็นผู้ขัดขวางการพัฒนาประเทศ… กฎหมายใหม่ให้อำนาจแก่สมาชิกรัฐบาลกลุ่มเล็กๆให้ ออกคำสั่งจับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย คุมขังได้24 วัน…

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ได้สัมผัสเรื่องจำเป็นเร่งด่วนนี้ และสอนบรรดาพระสงฆ์ ให้ “ระวัง กิจกรรมที่มาแทน หรือ ที่ผ่อนคลาย การรอคอยให้ทุกสิ่งกลับไปสู่ ภาวะปกติ (และ) เพิกเฉยบาดแผลลึก และประชาชน จำนวนมากที่ได้หกล้มแล้วในระหว่างนั้น”

“ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ามีใคร… ฟังสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสบ้าง แต่แน่ใจได้ว่าหลายคน (ในฟิลิปปินส์) กำลังทำตามคำสอนนี้”

(หมายเหตุ: Inday Espina- Varona เป็นนักข่าวในฟิลิปปินส์ ที่ได้รับรางวัล ใน ค.ศ. 2018 )

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปลสรุป
7 มิถุนายน 2020

https://www.licas.news/2020/06/05/resistance-is-a-moral-choice-in-the-philippines

วันแห่งการชำระให้บริสุทธิ์สำหรับพระสงฆ์

วันแห่งการชำระให้บริสุทธิ์สำหรับพระสงฆ์

วันสมโภชพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้าปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2020 ถือเป็นวันภาวนา และไตร่ตรองสำหรับสมณะ( Day of Sanctification for Clergy )เป็นโอกาสให้บรรดาบาทหลวงไตร่ตรองรำพึงถึงชีวิต และงานอภิบาลของพระสงฆ์ ที่พระเจ้าทรงเรียกให้มาทำพันธกิจในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

สมณกระทรวงเพื่อพระสงฆ์ จึงนำสมณลิขิตของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2019 ในโอกาสครบ 160 ปีมรณกรรมของ นักบุญ ยอห์น มารีย์ เวียนเนย์ เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์ แห่ง อาร์ส ฝรั่งเศส บางหัวข้อมาเสนอในโอกาสนี้

ความกตัญญู (gratitude) “ขอบใจสำหรับการที่ท่านถวายชีวิตด้วยความ ปิติยินดีด้วยการเผยแสดงหัวใจ …ให้เติบโตทุกวันในความรักพระเจ้า และประชากรของพระองค์… “เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิจ”

…ความกตัญญูเป็นคุณธรรมคริสตชน นักบุญเปาโลสอนเราว่า “จงร่าเริงยินดีเสมอ จงอธิษฐานภาวนาอย่างสม่ำเสมอ จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี “(1 ธส 5:16-18) พระสงฆ์ขอบคุณพระเจ้าในพิธีบูชาขอบพระคุณ… สัตบุรุษควรกตัญญูต่อพระสงฆ์ที่รับใช้ถวายชีวิตด้วยใจกว้าง

เมตตาธรรม (Mercy) “จงเป็นผู้เมตตากรุณาดังที่พระบิดาของท่านทรงพระเมตตากรุณาเถิด” (ลก 6:36) เราสามารถทำให้สัตบุรุษ “อุ่นใจ” ด้วยการเดินเคียงข้างในยามพวกเขาลำบาก พูดกับพวกเขาในยามมืด โดยมิให้หลงทาง

พระเยซูเจ้าเสด็จไปตามหมู่บ้าน และเมืองต่างๆ ทรงรักษาผู้ป่วยโดยมิได้กลัวความอ่อนแอภาษามนุษย์..พระสงฆ์เป็นรูปแบบของพระคริสตเจ้าด้วยศีลอภัยบาป… เป็นเครื่องหมายความรักของพระเจ้าต่อทุกคน พระสงฆ์ต้องมีใจเมตตา รู้จักต้อนรับ รู้จักฟัง ร่วมก้าวเดินกับพี่น้อง เป็นพิเศษในศีลแห่งการให้อภัย

ความสงสาร (Compassion) ในพระวรสาร “เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสาร เพราะเขาเหล่านั้นเหน็ดเหนื่อย และท้อแท้ประดุจฝูงแกะไม่มีคนเลี้ยง “(มธ 9:36)เมื่อพระองค์เห็นประชาชนเจ็บป่วย ถูกทอดทิ้ง ยากจนทั้งฝ่ายร่างกาย และจิตใจ เหมือนชาวสะมาเรียผู้ใจดี ช่วยรักษาบาดแผล และเอาใจใส่ดูแล

พระสงฆ์ต้องอยู่ใกล้ประชาชนที่มีความทุกข์ยากลำบาก ให้ความหวัง และเอาใจใส่โดยอาศัยศีลศักดิ์สิทธ์ต่างๆ

ความระมัดระวัง (Vigilance) เมื่อคนผิดหวังในชีวิต ในพระศาสนจักร เขาจะมีความทุกข์เศร้า แค้นใจ และเป็นศัตรู… เราต้องขอพระจิตเจ้า… เปิดหู เปิดตา เปิดใจของเรา…

พระสงฆ์ต้องมีใจคอยเฝ้าระมัดระวัง ไตร่ตรอง ฟังพระวาจาพระเจ้า กระตือรือร้น แม้บางครั้งอาจจะ “แห้งแล้ง” จนอยากละทิ้งหน้าที่… เราก็ต้องตื่นตัว อาศัยพระวาจาของพระเจ้า และฟังเสียงร้องคร่ำครวญของสัตบุรุษ

ความกล้าหาญ (Courage) ใจเราต้องกล้า เราไม่ควรละทิ้ง เอกลักษณ์ของเรา ประการแรก ความสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้า.. อย่าละเลยการมีผู้นำวิญญาณ คนที่คุณสามารถพูด ปรึกษา ไว้ใจได้ และความสัมพันธ์กับประชาชน กับพี่น้องพระสงฆ์ และชุมชน

เมื่อรำพึงถึงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า พระองค์ผูกพันกับพระบิดา และประชาชน ในพระวรสาร พระองค์อธิษฐานภาวนา และทำหน้าที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

5 คำ ในวันชำระตนให้บริสุทธิ์สำหรับพระสงฆ์ มีรากฐานในความสัมพันธ์กับพระองค์

ขอพี่น้องพระสงฆ์ จงเลียนแบบพระหฤทัยของพระคริสตเจ้า มีความสนิทสัมพันธ์กับพระองค์ ถือชีวิตโสด และดำเนินชีวิตให้บังเกิดผลยิ่งขึ้น

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ สรุป

การกักกัน

การกักกัน

QUARANTINE (กวารันติน) หมายถึงระบบการป้องการแพร่หลายของเชื้อโรค  ระยะเวลา  40  วัน เป็นคำมาจากภาษาละติน แปลว่า 40

ในพระคัมภีร์มีกล่าวถึง  40  อะไรบ้าง

  • น้ำท่วมโลก เป็นเวลา 40  วัน  (ปฐก 7:17)
  • โมเสส หนีไปอียีปต์ ตอนอายุ 40 ปี  (กจ 7:23)
  • โมเสสอยู่บนภูเขาซีนาย 40 วัน  เพื่อรับพระบัญญัติ 10 ประการ  (อพย 24:18)
  • การอพยพของชาวอิสราแอลออกจากอียิปต์ นาน  40 ปี (กดว 14:33; 32:13)
  • พระเยซูเจ้าทรงอดอาหาร 40  วัน  (มธ 4:2)
  • เทศกาลมหาพรต เป็นเวลา  40 วัน
  • สตรีหลังคลอดลูก ต้องพัก  40 วัน

นักเทววิทยากลุ่มหนึ่งคิดว่า  เลข 40  หมายถึง “การเปลี่ยนแปลง”  เป็นช่วงเวลาเตรียมคน  หรือประชาชน  ทำการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน  บางสิ่งจะเกิดขึ้นหลัง  40 วัน  เพียงขอให้เชื่อ  และภาวนา

โปรดจำไว้ว่า  เลข 40 ปรากฏในพระคัมภีร์  ก็มีการเปลี่ยนแปลง

  • ระหว่าง “กักกัน” นี้ แม่น้ำสายต่างๆสะอาดขึ้น
  • พืชผัก  เขียวขจี อากาศสะอาดขึ้น  เพราะมลภาวะ (การทำให้สกปรก) ลดลง
  • มีการปล้น  การขโมย  ลดจำนวนลง
  • มีการเยียวยารักษา  เกิดขึ้น
  • และที่สำคัญที่สุด  ประชาชน  กำลังหันมาหา  พระคริสตเจ้า
  • แผ่นดินโลกมีเวลาพักผ่อน  เป็นครั้งแรกในหลายปีที่ผ่านมา  และหัวใจของเรามนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงจริงๆ

            ดังนั้นในช่วงเวลานี้  ขอให้คุณพอใจกับคนที่คุณรัก กลับไปหาครอบครัว  การภาวนาพร้อมกันกับสมาชิกในครอบครัวเป็นพระพรยิ่งใหญ่  โดยอาศัยการภาวนา  คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่พระเจ้าสามารถช่วยคน  และในบ้าน  พระคริสตเจ้าทรงสัญญาเราว่า “ทุกสิ่งกลับเป็นประโยชน์แก่บรรดาผู้ที่รักพระเจ้า  “(เทียบ โรม 8:28)

            เราอยู่ในปี ค.ศ.2020  และ 20+20 = 40  ปี 2020  เป็นปีที่สหรัฐอเมริกาสำรวจสำมะโนประชากร  พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระผู้ไถ่โลก  ทรงบังเกิดในปีที่มีการสำรวจสำมะโนประชากรทั่วจักรวรรดิโรมัน (ลูก 2 : 1)

            สุดท้าย ค.ศ. 2020 เป็นวิสัยทัศน์ที่สมบูรณ์  ขอให้สายตาของเรามุ่งไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้า  และดำเนินชีวิตตามวิสัยทัศน์สมบูรณ์ของพระองค์เพื่อเรา  ตระหนักรู้ว่าพระองค์ทรงจับมือเรา (เราอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์)  ขอให้วันแห่งการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่านี้  ช่วยให้เรามีจิตวิญญาณ ประเทศของเรา  และโลกของเราเป็นอิสระ  สิ่งที่ดีที่สุดกำลังมาถึง  จงไว้วางใจในพระเจ้า  พระบิดา  พระบุตร  พระจิต

            อย่าลืมส่งบทความนี้แก่ครอบครัว  และเพื่อนๆของคุณ

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ แปล

การสอนคำสอนชุมชนในอินโดนีเชีย

การสอนคำสอนชุมชนในอินโดนีเชีย

            ช่วงการระบาดของไวรัสโคโรน่า  ทำให้ผมหยิบหนังสือรายงานการประชุม คำสอนของเอเชีย

 ( ตุลาคม  ค.ศ. 1995 )  ผู้ร่วมประชุม 49 คน จาก  11 ประเทศเมื่อ  25 ปีมาแล้ว  หน้า  142 -173

            อินโดนีเซีย  มีพลเมือง 251 เมื่อ  25  ล้านคน  มีคาทอลิกร้อยละ 2.9  คือประมาณ  6.9  ล้านคน  แบ่งเป็น 38   สังฆมณฑล  (ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศที่ไปร่วมงานชุมนุมเยาวชนเอเชีย  1- 6 สิงหาคม ค.ศ. 2017)  ที่  ยอร์คยาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย )

            ในรายงานกล่าวถึงการประชุมคำสอน

  1. ครั้งแรก วันที่ 10 -16 กรกฎาคม  ค.ศ. 1977
  2. ครั้งที่ 2  วันที่ 29 มิถุนายน  ถึง 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1980
  3. ครั้งที่ 3 (กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984)   กล่าวถึงการอบรมผู้นำคำสอนชุมชน  เริ่มกล่าวถึงการสอนคำ

สอนชุมชน  (Community  Catechesis)

  1. ครั้งที่ 4  การอบรมความเชื่อคริสตชนในด้านการมีส่วนด้านสังคม  (ตุลาคม ค.ศ. 1988)
  2. ครั้งที่ 5  เพื่อพัฒนาความเชื่อคริสตชนในการมีส่วนด้านสังคม (22-23  กันยายน  ค.ศ. 1992)

     ข้อไตร่ตรองของผู้รายงานเมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.  1995  เขียนว่า  แม้มีการประชุมต่อเนื่อง (ทุก 3-4 ปี ) แต่ก็ยังคงมีปัญหาให้แก้ไข  และพัฒนาสังคมต่อไป

–  คำสอนชุมชน  ต้องเป็นประสบการณ์ชีวิต  และพันธกิจของชุมชนคริสตชน  จึงต้องการผู้นำชุมชนที่เข้าใจชัดเจน
–  คำสอนชุมชน  มิใช่  การอบรมความเชื่อแบบเดียวเท่านั้น  ยังมีการแบ่งปันพระวรสาร  และการสอนนอกระบบ
–  การอบรมครูคำสอนสอน  และ หัวหน้าคริสตชน  ทั้งด้านข้อความเชื่อ  พระคัมภีร์  และการอภิบาล
–  การเสวนา กับผู้มีความเชื่อต่างกัน  เพราะเราเป็นคนกลุ่มน้อยในชุมชน

            คุณพ่อโรเบิร์ต  ฮาร์ดวิริยานะ  SJ  เห็นด้วยว่า  คำสอนชุมชนต้องสนใจวัฒธรรม  และเป็นวิธีที่เหมาะสมในการพัฒนา  ชุมชนคริสตชนกลุ่มย่อย  (SCC)  หล่อเลี้ยงด้วยพระวาจาพระเจ้า  ศีลศักดิ์สิทธิ์  ผู้นำต้องรับใช้ (บริการ) จึงเป็น  ศิษย์พระคริสต์  ที่สมบูรณ์ขึ้น  และสนใจคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรในชีวิตประจำ

            แม้เวลาจะผ่านไป  25 ปี แต่  “การสอนคำสอนเพื่อสร้างชุมชน” ยังเป็นหนึ่งในวิธีการสอนคำสอนสำหรับคนไทยในปัจจุบัน   ดังที่มีกล่าวถึงใน   “คู่มือแนะแนวการสอนคำสอนในประเทศไทย” (ค.ศ. 2014) ว่า”  ลักษณะเฉพาะของงานคำสอนก็คือ  ชุมชนแห่งความเชื่อ เราจะต้องก้าวให้ไกลไปกว่าการสอนคำสอนในระบบโรงเรียน  โดยพัฒนาไปสู่การสอนคำสอนแบบ “ชุมชนแห่งความเชื่อที่อยู่ในวิถีชีวิตแบบไทย”  (หน้า 81)

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์   15/4/2020

ประชุมบิชอปนานาชาติ ที่เตรนโต

เมื่อวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2020

คณะโฟโคลาเร ได้จัดประชุมบิชอปคาทอลิกจาก 51 ประเทศ ทั้งอาฟริกา 35 คน อเมริกา 29 คน อาเซีย 19 คน ยุโรป 56 คน ตะวันออกกลาง 4 คน และโอเชียเนีย 1 คน รวม 140 คน มาพบกันที่ศูนย์มารีอาโปลี เมืองเตรนโต โอกาส 100 ปีเกิดของเคียร่า ลูบิค ไปร่วมมิสซา (22 มกราคม ค.ศ. 1920 -2020) หัวข้อ “พระพรพิเศษ เพื่อการรับใช้พระศาสนจักร และมนุษยชาติ”

พระพรพิเศษ (Charism) ในชีวิตพระศาสนจักร เคียร่า ผู้ก่อตั้งคณะโฟโคลาเร ประทับใจในพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ว่า “เพื่อทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” (ยน 17.21)

พระศาสนจักรมีพันธกิจประกาศข่าวดี เราทุกคนทั้งพระสงฆ์ บิชอป นักบวชฆราวาส และเยาวชน มีหน้าที่ร่วมมือกันประกาศข่าวดีของพระเยซูเจ้า ที่เราศรัทธา

โป๊ปฟรังซิส เน้นว่าเราต้องก้าวเดินไปด้วยกัน (Synodal) และต้องกลับใจด้านการอภิบาล เพื่อพันธกิจนี้ (เทียบ EG 25-33)

เคียร่า เป็นเยาวชนผู้ใหญ่ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1940 -1945) เห็นความแตกแยก จึงเกิดแรงบันดาลใจ “ให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” ไม่ว่านับถือศาสนาใด ชาติใด เราทุกคนเป็นพี่น้องกัน

เมืองเตรนโต (Trento) มีความสำคัญในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิก มีประชุมสังคายนา ระหว่าง ค.ศ. 1545 -1563 พ่อมีโอกาสไปวัดที่ได้เป็นสถานที่ประชุม (475 ปีมาแล้ว) มีการแสดง 1 ชั่วโมง ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นว่าเป็นการฟื้นฟูพระศาสนจักรคาทอลิก หลังจากที่มีนิกายโปรแตสแตนท์… ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน

เคียร่า ลูบิค เป็นชาวเตรนโต หลังสงครามก็มีความอดอยาก มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก ต้องฟื้นฟูประเทศ เคียร่าได้แรงบันดาลใจตั้งคณะโฟโคลาเร เพื่อสร้างชุมชนโลก ด้วยความรักโดยพยายามดำเนินชีวิตตามพระวรสาร

***
กว่าจะได้รับการยอมรับ

เราไปดูพิพิธภัณฑ์ 100 ปีเกิดของเคียร่าไปร่วมมิสซาวันอาทิตย์ที่อาสนวิหาร และตอนบ่ายมีนักประวัติศาสตร์ 2 คน มาบรรยายให้ฟัง

มีบิชอปของเตรนโต มาแบ่งปันประวัติศาสตร์ พระพรพิเศษของเคียร่า และคณะโฟโคลาเร มีช่วงเวลาแบ่งปันความประทับใจของบิชอปหลายองค์ที่รู้จักแนวทางชีวิต สร้างชุมชนโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ด้วยความรัก

วันที่ 10-12 มกราคม เราจะเดินทาง 4 ชั่วโมง จากเตรนโตไปเมืองลอบเปียโน่ โรงเรียนชีวิตของคณะโฟโคลาเร

++++++++++
พ.วีระ อาภรณ์รัตน์ รายงาน

ประชุมบิชอปนานาชาติ ที่เตรนโต

บิชอปปาโปรค์สกีห้ามผู้ออกกฎหมายรัฐอิลลินอยส์สนับสนุนการทำแท้งรับศีลมหาสนิท

สปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ 6 มิถุนายน 2019 (CNA)

บิชอปปาโปรค์สกีแห่งสปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ (สหรัฐอเมริกา) ได้ประกาศห้ามผู้นำออกกฎหมายของรัฐ มิให้รับศีลมหาสนิทในสังฆมฑล เพราะได้ออกเสียงสนับสนุนกฎหมายการทำแท้ง…จนกว่าไปสารภาพบาปก่อน

ตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 915 “ต้องไม่แจกศีลมหาสนิทให้แก่… บุคคลที่ดื้อดึงอยู่ในบาปหนักอย่างเปิดเผย”

บิชอปกล่าวว่า” พวกเขาจะรับศีลมหาสนิทได้หลังจากเสียใจแท้จริงในบาปหนัก ไปสารภาพและต้องใช้โทษบาปอย่างเหมาะสม สำหรับความเสียหาย และการสะดุด”

ในรัฐอิลลินอยส์ไม่กี่วันมานี้ได้ผ่านกฎหมาย การทำแท้ง ให้คลินิก และบรรดานายแพทย์ทำแท้งได้โดยเสรี บิชอปปาโปรค์สกีได้ออกกฤษฎีกา แนะนำบรรดาบาดหลวง และสังฆานุกรในสังฆมณฑล สปริงฟิลด์ให้ระงับการส่งศีลมหาสนิทแก่นาย Cullerton และ Madigan ทั้งสองเป็นคาทอลิก

ตามประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ม.916 ว่า “บุคคลที่สำนึกว่าตนอยู่ในบาปหนัก ต้องไม่ถวายมิสซา หรือ รับพระวรกายของพระเยซูเจ้า โดยมิได้รับศีลอภัยบาปก่อน เว้นแต่มีเหตุผลหนัก และไม่มีโอกาสสารภาพบาป ในกรณีเช่นนี้บุคคลนั้นต้องไม่ลืมว่า ตนต้องเป็นทุกข์ถึงบาปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงความตั้งใจจะไปสารภาพบาปโดยเร็วที่สุด”

“ในกรณีละเมิดเด็กๆผู้บริสุทธิ์ เราจึงต่อต้านการฆาตกรรมเด็กผู้ไร้เดียงสาให้ถูกกฎหมาย.. การฆาตกรรมเด็กทารกผู้ไม่มีทางต่อสู้ป้องกัน ย่อมเป็นการกระทำที่เลวร้ายมาก”

“เราเข้าใจหลายคนตั้งครรภ์โดยมิได้วางแผนจึงรู้สึกกลัว และลำบากในสังคม เราต้องหาทางช่วยเหลือมารดาที่ตั้งครรภ์เหล่านี้ ด้วยวิธีที่เป็นไปได้… ต้องช่วยทั้งแม่และเด็กหลังจากคลอดแล้ว เด็กมิใช่ปัญหา เด็กเป็นของขวัญจากพระเจ้า”

กฤษฎีกาของบิชอปออกมา 5 เดือน หลังจากผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ค Andrew Cuomo คาทอลิก ในเดือน มกราคม 2019 ได้เซนต์อนุมัติ กฎหมาย การทำแท้ง

“ทารกในครรภ์ มิใช่ทรัพย์สมบัติ ใครจะทำลายด้วยเหตุผลใดๆได้ พ่อภาวนาให้ผู้ออกกฎหมายเหล่านี้ กลับใจ เพื่อรับศีลมหาสนิท

พ่อต้องการขอบใจบรรดาผู้ออกกฎหมายที่ไม่โหวตให้ ขอบใจในความกล้าพูดความจริงเรื่องนี้ ที่เป็นสิทธิ์พื้นฐานที่สุด สิทธิมีชีวิตที่เราภูมิใจ

++++++++++

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์ สรุป

ถึงเวลาต้องร่วมมือกันมากขึ้นต่อสู้การค้าทาสสมัยใหม่

UCANews  6 เมษายน 2018
Fr.Shay  Cullen มนิลา

สตรี และเด็กๆในชุมชนยากจน…  กลายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ (ใต้รูป)
การต่อสู้กับปัญหาการค้ามนุษย์กลายเป็นงานใหญ่เรื่องหนึ่งของพระศาสนจักรคาทอลิกในหลายปีที่ผ่านมา
กันยายน 2017  เจ้าหน้าที่วาติกันได้พบกับหลายกลุ่มจากประเทศต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์วิธีต่อสู้กับหายนะนี้
ความร่วมมือเช่นนี้จำเป็นมาก  เพื่อหาทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพระดับสากล และกิจการระดับท้องถิ่นช่วยเหยื่อ  และ ตอบอาชญากรรมนี้
การค้ามนุษย์มีอยู่ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว  และประเทศที่ยากจน  รวมทั้งยุโรปตะวันออก  ที่มีเหยื่อมากมายของการค้าทาสสมัยใหม่
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเรียกว่ามันเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ  และทรงมอบให้พระคาร์ดินัล Vincent  Nichols  ผู้รับผิดชอบ กลุ่มซางตามาร์ธา หาความร่วมมือแก้ไขเรื่องนี้
พระศาสนจักรถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดประการหนึ่ง  พร้อมกับปัญหาบรรดาผู้อพยพ และผู้ลี้ภัย หลายแสนคนที่ต้องการที่ลี้ภัย  จากความรุนแรง  การกดขี่ข่มเหง  และความหิว
เหยื่อของการค้าทาสสมัยใหม่ อาจเป็นคนบริการเครื่องดื่มในบาร์  พนักงานทำความสะอาดห้องในโรงแรม  ทำงานในทุ่งนา หรือ โรงงานบางแห่ง
ปัจจุบัน คาดว่ามีการค้ามนุษย์  ประมาณ 42 ล้านคนทั่วโลก  ทั้งชาย หญิง และเด็กที่ต้องทนในสภาพแย่ๆ  และไม่ได้รับค่าตอบแทนแรงงาน
พวกเขาถูกโกง  ถูกหลอก กลายเป็นลูกหนี้ ที่ไม่มีทางชำระได้  บางคนถูกหลอกใช้ยา  และก็ติดหนี้  ถูกขู่ให้เงียบ   และกลัว
มีเด็กๆมากกว่า  1 ล้านคนเป็นเหมือนทาส  หลายคนตกอยู่ในอุตสาหกรรมทางเพศ  แม้เราชาวคริสต์ก็ไม่สนใจ  ไม่เป็นห่วง และเย็นเฉย
เด็กๆ หลายคน(ร้อยละ 70)  ถูกคนในบ้านตนเองกระทำ  ทำให้ต้องหนีไปเป็นเด็กจรจัดข้างถนน  หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รัฐบาลอนุญาตให้เปิดบาร์ค้ากามได้  แม้การโสเภณีผิดกฎหมาย
สิ่งแรกเพื่อต่อสู้การค้ามนุษย์  คือ  ส่งเสริมการศึกษาแบบป้องกัน  ให้ประชาชนตระหนักถึงภัยอันตรายของการไว้ใจผู้ค้ามนุษย์  ผู้หาแรงงาน
การรณรงค์ให้การศึกษา  ปลุกมโนธรรม  และให้สาธารณชนว่องไวต่อเรื่องนี้
จำเป็นต้องมีศูนย์บำบัด  บ้านพัก  ที่ปลอดภัย  ให้กำลังใจ  และการช่วยเหลือด้าน กฎหมายต้องการตำรวจ  อัยการ  และศาลยุติธรรม ช่วยเหยื่อ
ถึงเวลาที่เราต้องร่วมมือกันยุติสิ่งเลวร้ายนี้
เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว  ทำให้พ่อคิดถึงคณะนักบวชหญิงในประเทศไทยที่พยายามทำงานเรื่องนี้ คือ ทาลิธาคุม (Talitha cumi arise – มก 5:41 พระเยซูเจ้าทรงปลุกบุตรหญิงของไยรัสให้คืนชีพ “ทรงจับมือเด็ก ตรัสว่า ‘ทาลิธาคุม’ แปลว่า ‘หนูเอ๋ย เราสั่งให้หนูลุกขึ้น’”)  พวกเราต้องสนใจร่วมมือกับนักบวชหญิงจริงจังมากกว่านี้

(ปล.คุณพ่อ Shay  Cullen, ssc.ชาวไอริช  ตั้ง Preda  Foundation ใน Olongapo City ฟิลิปปินส์  ค.ศ. 1974  ส่งเสริมสิทธิมนุษย์  สิทธิเด็ก  เป็นพิเศษเหยื่อจากการทำผิดทางเพศ)

บิชอป วีระ  อาภรณ์รัตน์  แปลสรุป
7 เมษายน ค.ศ. 2018
จาก https://www.ucanews.com/news/time-to-take-stronger-stand-against-modern-slavery/81996

เมื่อบางคนทำผิดต่อคุณ

เมื่อบางคนทำผิดต่อคุณ  พระเจ้าทรงต้องการให้คุณเริ่มก้าวแรกในการแสวงหาสันติ  แม้ถ้าคุณเชื่อว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิด  ถ้าคุณคิดว่าคำบ่นของคนอื่นเกี่ยวกับคุณจะไม่มีใครรู้  หรือเป็นการเข้าใจผิด  คุณอาจสรุปว่า  คุณไม่รับผิดชอบ  ไม่ต้องเริ่มฟื้นฟูให้เกิดสันติ  สรุปผิดแล้ว  ไม่ตรงกับการสอนของพระเยซูเจ้า

“ขณะที่ท่านนำเครื่องบูชาไปถวายยังพระแท่น  ถ้าระลึกได้ว่าพี่น้องของท่านมีข้อบาดหมางกับท่านแล้ว  จงวางเครื่องบูชาไว้หน้าพระแท่น  กลับไปคืนดีกับพี่น้องเสียก่อน  แล้วจึงค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชานั้น” (มธ 5:23-24)

มีเหตุผลบางประการสนับสนุนให้คุณเริ่มการคืนดี  แม้ถ้าคุณไม่คิดว่าตนทำผิด

ประการสำคัญที่สุด คือ พระเยซูเจ้าทรงสั่งคุณให้ไป  คุณจึงควรเริ่มก้าวแรกสู่สันติ  ด้วยความรักต่อผู้อื่น  ปรารถนาให้เขาได้ดี  คุณจะมีสันติในใจ  ไปหาคนที่บ่นว่าคุณ  ฟังเขาอย่างใส่ใจ  คุณอาจพบความผิดที่คุณมองไม่เห็น  หรือเป็นโอกาสแสดงให้คนอื่นให้พบว่ามันไม่จริง  ไม่ว่าอย่างไร  คุณจะมีมโนธรรมชัดแจ้ง  ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นของสันติแท้

เมื่อบางคนทำผิดต่อคุณ

พระเจ้าทรงต้องการให้คุณไปหาคนอื่น  เมื่อคุณเชื่อว่าเป็นความผิดร้ายแรงเกินกว่าจะมองข้ามไป  นี่คือเหตุผลที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด  จงตักเตือนเขา  ถ้าเขากลับใจ  จงให้อภัยแก่เขา” (ลก 17:3)  บางครั้งเราอาจตัดสินใจยากว่า  ความผิดของคนนั้นร้ายแรงหรือไม่  มีข้อพิจารณา คือ

ฉันต้องไป  หากข้อขัดแย้งนั้นทำลายความสัมพันธ์ของฉันกับบางคน

ถ้าความรู้สึก  ความคิด  คำพูด  หรือกิจการนั้นมารบกวนคุณบ่อยๆ  แม้คุณอาจให้อภัยแล้ว  แต่ยังเครียดและขุ่นเคืองอยู่อีก  จึงต้องแก้ไข

ฉันต้องไป  เมื่อข้อขัดแย้งกำลังทำร้ายคนอื่น

ข้อขัดแย้ง หรือ การทะเลาะกัน  มันแรงเกินกว่าจะทิ้งไว้  ผลของมันทำร้ายคุณหรือคนอื่น  นักบุญเปาโลจึงสอนเราให้ปกป้องผู้อื่นมิให้ถูกชักนำไปทำบาป (1 คร 5:1-13)

ฉันต้องไป  เมื่อข้อขัดแย้งทำร้ายผู้ทำให้ไม่พอใจ

คุณต้องชี้แจงความผิด  เมื่อทำร้ายผู้กระทำนั้น  ไม่ว่าทำร้ายตนเอง เช่น แอลกอฮอล์ หรือทำลายความสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือกับพระเจ้า    เพื่อความดีของคนอื่น  เป็นพิเศษครอบครัว  เพื่อนสนิท  เราต้องรับผิดชอบ  อย่าปล่อยให้คนที่เรารักติดกับในบาปหนัก

ฉันต้องไป  เมื่อข้อขัดแย้งไม่ให้เกียรติพระเจ้า

ถ้าใครประกาศว่าเป็นชาวคริสต์  แต่ประพฤติไม่เหมาะสม  อาจจำเป็นต้องบอกเขาให้ปรับปรุงความประพฤติ  แต่มิได้หมายความว่าทุกเรื่องเล็กๆ  เพราะพระเจ้าทรงอดทนกับสิ่งที่เราทำผิด  แต่เมื่อบาปของบางคนมีผลชัดเจนจนผู้อื่นมองชาวคริสต์ส่วนรวมไม่ดีไปด้วย  จึงจำเป็นต้องแก้ไข

            พระคัมภีร์สอนว่า “จงตักเตือนแก้ไขเขา  ด้วยความอ่อนโยน” (กท 6:1)
แปลสรุปจาก แปลจาก  Resolving  Everyday Conflict (ตอนที่ 18)
โดย  Ken  Sande  และ  Kevin  Johnson หน้า 90-94.