แม่พระองค์อุปถัมภ์ผู้ป่วย

ชื่อแม่พระองค์อุปถัมภ์ผู้ป่วย  มาจากบทร่ำวิงวอนแห่งโลเรโต  พระนางมารีย์ได้ดูแลนักบุญโยเซฟเวลาป่วยและสิ้นใจ  ในพระวรสารมิได้กล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของพระนาง  นอกจากเรื่องที่พระนางร่วมมีส่วนในการรับสภาพมนุษย์ของพระเยซูเจ้า  อย่างไรก็ดี  เราทราบเกี่ยวกับบุคลิกของพระนาง  ที่อุทิศชีวิตปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกสาว  ฐานะภรรยา  และฐานะมารดา  พระนางมีความสัมพันธ์ดีจึงรับใช้ด้วยความรักเมตตา

นักบุญยออากิมและนักบุญอันนา  บิดามารดาของแม่พระ  ดูแลอบรมเธออย่างดี  แม่พระย่อมเอาใจใส่ดูแลเวลาทั้งสองป่วยและสิ้นใจ

นักบุญโยเซฟแต่งงานกับพระนางพรหมจารี  ทั้งสองเคารพรักกัน  แม่พระย่อมดูแลโยเซฟเวลาป่วย  สิ้นใจ  ปลงศพ  และคิดถึงหลังจากนั้นด้วย  จนเราเรียกแม่พระว่า “องค์อุปถัมภ์ผู้ป่วย

ในฐานะมารดาพระเจ้า  เวลาพระเยซูรับทุกข์  ทรมาน  สวมมงกุฎหนาม  แบกไม้กางเขน  และสิ้นพระชนม์  เราสวดขอให้เราสิ้นใจอย่างราบรื่นในศีลในพรของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์…  มิใช่ฝ่ายร่างกายเท่านั้น  แต่บรรลุความรอดพ้นในสวรรค์ด้วย

ฉะนั้นพระนางมารีย์มีความรักพิเศษต่อผู้ป่วย  พระนางเลียนแบบอย่างของพระเยซูเจ้า  พระองค์รักษาบรรดาผู้ป่วย  ดังที่มีบรรยายในพระวรสารและกิจการอัครสาวก  พระองค์ทรงทำลายบาป  ความป่วยไข้ซึ่งเป็นผลของบาปกำเนิด  พระองค์ทรงตั้งศีลเจิมผู้ป่วย  เพื่อสุขภาพทั้งฝ่ายกายและวิญญาณ

พระองค์ทรงสอนให้รักเพื่อนบ้าน  เราจึงรักผู้ป่วยเป็นพิเศษ  ไม่ว่าเป็นคริสตชนหรือคนต่างความเชื่อ

เราจึงมีโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ ค.ศ. 400  โดยฟาปิโอลา  ชาวโรม

มีโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วย  เด็กกำพร้า  คนชรา  คนจน  เรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย  ที่ลูร์ด (ฝรั่งเศส)  โลเรโต (อิตาลี)  ฟาติมา (โปรตุเกส)  และนักบุญคามิลโล เด แลลลิส  ได้อุทิศชีวิตเพื่อผู้ป่วย  จนได้รับขนานนามว่า “องค์อุปถัมภ์ผู้ป่วย”  เราจึงมีคณะคามิลเลียนทั้งชายและหญิง

เราจึงเรียนแบบอย่างความรักของพระเยซูเจ้าและแม่พระต่อบรรดาผู้ป่วย

“วันทามารีย์  พระมารดาพระเจ้า  โปรดภาวนาเพื่อเราคนบาป  บัดนี้  และเมื่อจะตาย”

บิชอป  วีระ  อาภรณ์รัตน์  แปลสรุป
จาก www.salvemariaregina.info

พิธีเสกบ้านพระหฤทัยฯล้านนา

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 เวลา 15.30 น. คณะพระหฤทัยฯได้จัดพิธีเสกบ้านพระหฤทัย ล้านนาอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งศตวรรษมรณกรรมคุณพ่ออาลอยส์ อัลฟองส์ ดอนต์ ผู้ก่อตั้งคณะฯ
โอกาสนี้ได้มีพิธีเสกพระรูปพระหฤทัยที่อนุสาวรีย์ และพิธีบูชาขอบพระคุณ โดยบิชอปฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี   พร้อมด้วยบรรดาบาดหลวง คุณแม่อรัญญา กิจบุญชู มหาธิการิณี คณะที่ปรึกษา บรรดาสมาชิก เพื่อนผู้ร่วมงานพระหฤทัยเขตภาคเหนือ สัตบุรุษและแขกผู้มีเกียรติมาร่วมในพิธีดังกล่าว
นอกจากนั้น ท่านรองนายกองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นและคณะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ได้ให้เกียรติมาร่วมยินดีและร่วมในพิธีเสกและพิธีบูชาขอบพระคุณด้วย  หลังพิธี รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน
ขอขอบพระคุณพระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์ ที่มอบเครื่องอีเล็กโทนสำหรับใช้ในวัดน้อยในพิธีบูชาขอบพระคุณ และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมในพิธีวันนี้ ขอพระหฤทัยโปรดอวยพรพระพรทุกท่านเสมอเทอญ
สมาชิกบ้านพระหฤทัย ล้านนา คือ ซิสเตอร์เชลียง เวชยันต์ อธิการิณีและซิสเตอร์อารียา รัตนเวียงผา สมาชิก

แหล่งข่าว
Sacredheart Jesus

14976706_993558884103783_3913441041423701242_o

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา 9 ตุลาคม 2016

52ordinarioC28

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา 9 ตุลาคม 2016

บทอ่าน 2 พกษ 5:14-17 ; 2 ทธ 2:8-13 ; ลก 17:11-19
พระวรสารสัมพันธ์กับ คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก (CCC) 586, 2463
จุดเน้น ไม่มีใครสามารถขัดขวางพระวาจาของพระเจ้าได้

          ไม่มีใครสามารถขัดขวางพระวาจาของพระเจ้าได้  นักบุญเปาโลได้เขียนจดหมายถึงทิโมธี  จากในห้องคุมขัง  เป็นคำสอนที่มีพลัง  ท่านได้เทศน์สอนพระวรสารของพระเยซูเจ้า  จนทำให้ท่านถูกจับต้องพันธนาการในที่คุมขัง

ตามที่เรารู้จักนักบุญเปาโล  หลังจากที่ท่านกลับใจ  ท่านกระตือรือร้นประกาศข่าวดีของเจ้าชายแห่งสันติ  ท่านเต็มใจประกาศสารแห่งความรอดพ้น  จนสุดปลายแผ่นดินโลก

ผู้นิพนธ์พันธสัญญาใหม่มากที่สุด (13 ฉบับใน 27 ฉบับ)  และเป็นอัครสาวกที่ได้เดินทาง (ไปแพร่ธรรม) มากที่สุด  นักบุญเปาโลได้เดินทางไป 4 มุมโลกที่รู้จักในสมัยนั้นเพื่อเทศน์ประกาศว่า  มีวิถีทางใหม่  และมีอานุภาพมากที่สุด  ซึ่งประชาชนทุกคนได้รับเรียกให้ดำเนินชีวิต

เราเหมือนผู้รับใช้หลายรุ่นที่ซื่อสัตย์ของพระเยซูเจ้า  ผู้มาก่อนหน้าเรา  เราต้องมั่นใจในวิถีทางนี้  เป็นอิสระจากโรคเรื้อนแห่งบาป  ต้องดำเนินชีวิตติดตามวิถีทางของพระเยซูคริสตเจ้า  พระผู้ไถ่ของเรา

นักบุญเปาโลบอกเราว่า  ถึงแม้เราไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเยซูเจ้า  พระองค์ก็ยังทรงซื่อสัตย์ต่อไป  เพราะการทำอย่างอื่นก็เป็นการปฏิเสธว่า  พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่กู้โลก

ดังนั้น  ให้เราตัดสินใจแน่วแน่  จะไม่เก็บพระวาจาของพระเจ้าไว้เฉยๆ  เพราะคิดว่าพระวาจาจะทำให้เราอึดอัดใจ หรือ หนักใจที่จะทำหน้าที่นี้    ให้เราเป็นอิสระจากบาปที่เหมือนโซ่ถ่วงใจให้สงสัย  แต่ให้อุทิศตนอีก  เป็นธรรมทูตแห่งเมตตาธรรมและความรักของพระเจ้า  แก่สังคมที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ

เมื่อใดที่พี่น้องกำลังรู้สึกอ่อนแรงเกี่ยวกับกระแสเรียก  ให้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์  ให้มองดูกางเขนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด  จะตระหนักถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเราแต่ละคน  จงเข้มแข็งมั่นใจในความรักนิรันดร์และการประทับอยู่ของพระเจ้า  ขอให้เราสนใจธุระของพระบิดาของเรา  นำผู้อื่น (สัก 1 คน) ให้มารู้จักพระเยซูคริสตเจ้า  พระบุตรของพระองค์  และเป็นพี่ชายของเรา

บิชอป  วีระ  อาภรณ์รัตน์  แปล
จาก  Homilies  โดย Catholic  Diocese  of  Lansing,
(ตุลาคม-ธันวาคม  2016), หน้า 454-455.

ครูคำสอนไทยร่วมฉลองยูบีลีสำหรับครูคำสอนโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรม

คณะ กรรมการคริสตศาสนธรรมแผนกคริสตศาสนธรรมนำโดยบิชอปฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ บิชอปซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี นำคุณครูคำสอนไทย บาดหลวงและนักบวช รวม 49 คน ร่วมฉลองยูบีลีสำหรับครูคำสอนโอกาสปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 22-30 กันยายน 2016
กำหนดการฉลองยูบีลีสำหรับครูคำสอนคือวันที่ 23-25 กันยายน 2016 ซึ่งจะปิดการฉลองด้วยมิสซา โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสที่จตุรัสนักบุญเปโตร ในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2016
จากนั้น ครูคำสอนจะไปแสวงบุญในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่น ที่ San Giovanni Rotondo (น.ปีโอ) ,เมืองปอมเปอี, บ้านเกิด น.มารีอากอเร็ตตี เป็นต้น
อนึ่ง มีครูคำสอนและตัวแทนนักบวชจากสังฆมณฑลเชียงใหม่ไปร่วมงานนี้จำนวน 10 คน ขอคำภาวนาและเชิญทุกท่านร่วมใจในโอกาสฉลองนี้ด้วย

ประชุมบาดหลวงประจำเดือนสิงหาคม 2559

เมื่อวัน พุธ ที่ 10 สิงหาคม 2559 บาดหลวงสังฆมณฑลเชียงใหม่ มีการจัดการประชุมประจำเดือน พิธีบูชาขอบพระคุณ โดยคุณพ่อ เรสเตลลี อันตน (บาดหลวงคณะซาเลเซียน)
– คุณพ่อศราวุธ แฮทู แบ่งปันเกี่ยวกับ ข้อบัญญัติกฏหมายพระศาสนจักร ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปคดีที่เกี่ยวกับการเป็นโมฆะของการแต่งงาน
– คุณพ่อธรรมนูญ จินดาดุจสายชล แบ่งปันเกี่ยวกับการสัมมนาที่พัทยา เรื่อง “สิทธิของผู้พิการ”
– ประชาสัมพันธ์ทั่วไป ตามด้วยวาระของพระคุณเจ้า

DSC02029

เยาวชนโลกที่ประเทศโปแลนด์

ประสบการณ์การเดินทางร่วมกับเยาวชนปกาเกอะญอกระชับความสัมพันธ์กับเยาวชนลักเซมเบิร์กและร่วมงานเยาวชนโลกที่โปแลนด์

การเดินทางตั้งแต่ วันที่ 9 ก.ค. 3 ส.ค. 59 สมาชิก 28 คน (บาดหลวง 3 ซิสเตอร์ 5 ที่เหลือเป็นสามเณรบ้าง เยาวชนบ้างและแม่เยาวชนบ้างคละกันไป)

เดินทางออกจากเชียงใหม่วันที่ 9  ก.ค. เวลา 16.00 น. เพื่อขึ้นเครื่องไปกรุงเทพ  จากนั้นรอขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิวันที่ 10 ก.ค. เวลา 02.05 น. เพื่อบินไปที่โดฮาประเทศกาตาร์  จากรุงเทพไปโดฮาประมาณ 7 ชั่วโมง ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่โอฮาอีกกว่า 5 ชั่วโมง(เนื่องจากเครื่องมีปัญหา) บินจากโดฮาไปที่บรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยมอีกประมาณ 6 ชั่วโมง  จากบรัสเซลล์นั่งรถทัวร์ไปลักเซมเบิร์กอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง  สรุปแล้วเดินทางขาไปใช้เวลากว่า 28 ชั่วโมง (เหนื่อย)

ไปถึงลักเซมเบิร์กทุกคนก็แยกย้ายกันไปอยู่ตามบ้านต่าง ๆ เกือบจะทั่วประเทศลักเซมเบิร์กเลยทีเดียว เพราะประเทศลักเซมเบิร์กเล็กกว่าจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ 2,587 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบกษัตริย์  ใช้ภาษา ลักเซมเบิร์ก เยอรมัน และฝรั่งเศส

สรุปสัปดาห์ที่อยู่ที่ลักเซมเบิร์กคือ

ทุกเช้าเราจะรวมกันที่สถานีรถไฟ อยู่กลางเมืองการเดินทางสะดวกไม่ว่าไปเหนือ ล่องใต้ ตะวันออก ตะวันตก และทุกวันจะมีตารางคร่าว ๆ ให้เราไปตามสถานที่ต่าง ๆ พร้อมกับเยาวชนลักเซมเบิร์กจำนวนหนึ่ง  เป็นการเรียนรู้ประเทศของเขาและได้ท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ  อาราม  วัด สถานที่สำคัญ (โรงงานถลุงเหล็ก  โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ  งานบวชสังฆานุกร)

วันที่ 11 ก.ค.59

ไปที่เมืองตรีเอร์ (Trier) อยู่ประเทศเยอรมัน มีวัดคาทอลิกเก่าแก่ที่สุดและมีอาสนวิหารหลังแรกใน โรมันคาทอลิก ในยุคของ คอนสแตนติน มีบิชอปมาตั้งแต่ ค.ศ. 250 แล้ว

วันที่ 12 ก.ค. 59

วันนี้ไปที่อารามซิสเตอร์คณะผู้รับใช้พระเยซูเจ้าและพระม่มารีย์แห่ง กาตารา คณะนี้มาจากอาร์เจนตินา มาอยู่ที่ลักเซมเบิร์กใช้อารามของคาร์แมล์ไลท์ และอยู่ด้วยกันสองกลุ่มคือ กลุ่มหนึ่งเป็นแบบชีลับ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นซิสเตอร์ทำงานข้างนอกทั่วไป (เป็นคณะเดียวกัน แต่งชุดเหมือนกัน) เราใช้เวลาที่นี่เกือบตลอดวัน ร่วมสวดภาวนา เฝ้าศีล มิสซา)

วันที่ 13 ก.ค. 59

วันนี้เป็นการเที่ยวชมเมืองและอาสนวิหารของลักเซมเบิร์ก แต่ผมแยกตัวไปพบกับอุปมุขนายกที่นั่น  ได้พูดคุยกันทั่วไป เกี่ยวกับสถานการณ์ทางศาสนาและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ท่านได้บอกว่าวันนี้ที่รัฐสภาจะมีการโหวตเรื่องกฎหมายที่จะไม่ช่วยเหลือพระศาสนจักรอีก ถ้าผ่านก็หมายความว่า จากนี้ไป บาดหลวงที่บวชใหม่จะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอีกต่อไป ส่วนที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วนั้นก็จะช่วยเหลือตลอดไปเช่นกัน (เงินใช้จ่ายของวัดและของบาดหลวง) ปีนี้ประเทศลักเซมเบิร์กครบรอบ 350 ปี จึงได้อันเชิญแม่พระองค์อุปถัมภ์ของประเทศมาตั้งที่อาสนวิหาร ให้ประชาชนมาจาริกแสวงบุญ

วันที่ 14 ก.ค. 59

วันนี้เป็นวันพิเศษที่ได้มีโอกาสไปที่เมืองโคโลญน์ พร้อมกับบิชอปของลักเซมเบิร์ก พ่อวินัย พ่อยอด  เนื่องจากพ่อวินัยต้องนำเสนอโครงการวิทยาลัยของคณะที่จะสร้างขึ้นที่เชียงแสน  ได้มีโอกาสเยี่ยมชมอาสนวิหารเมืองโคโลญน์ที่สร้างนานกว่า 200 ปี   ส่วนกลุ่มอื่นก็ไปที่ Clervaux เพื่อเยี่ยมชมอารามและพิพิธภันฑ์

วันที่ 15 ก.ค. 59

วันนี้ต้องไปที่เมือง Echternach เริ่มด้วยการนั่งรถไฟ จากนั้นก็นั่งรถบัส เสร็จแล้วให้เดินจาริกแสวงบุญไปยังวัดนักบุญวิลเลนบรอด นักบุญของประเทศลักเซมเบิร์ก  ที่นี่ทุกปีจะมีเทศกาลเต้นรำประจำปีพร้อมทั้งฉลองนักบุญวิลเลนบรอด และวันนี้มีการบววชสังฆานุกร 2 องค์จากคณะ Verbum Spei คณะนี้มาจากเม็กซิโก  ที่ลักเซมเลิร์กเองกระแสเรียกน้อย มีเณรทั้งประเทศ 5 คน ไป เรียนที่ฝรั่งเศส บราซิล และเยอรมัน

วันที่ 16 ก.ค. 59

วันนี้ไปที่ Vianden  ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ  ร่วมมือกับหลายประเทศในยุโรป เป็นเมืองบ้านเกิดของพระคุณเจ้าด้วย  จากนั้นก็ไปที่ปราสาทแห่งเมืองVianden ซึ่งกำลังบูรณะอยู่  แต่ก็เย่ยมชมได้

วันที่ 17 ก.ค. 59

เป็นวันอาทิตย์  สำหรับวันอาทิตย์นั้นเป็นวันครอบครัว  ฉะนั้นแต่ละครอบครัวที่เราไปอยู่ก็จัดกิจกรรมเอง) สำหรับบ้านผม เช้าก็ไปร่วมมิสซา จากนั้น เจ้าวัดก็พาไปเยี่ยมตามที่ต่าง ๆ ในเขตวัดของพ่อ ส่วนใหญ่เป็นวัด  เพราะวัดที่นี่น่าศรัทธามาก (ไม่ว่าสถาปัตยกรรม  การตกแต่ง  ไปป์ออร์แกน) ส่วนตอนเย็นก็มีปาร์ตี้โดยมีเพื่อนบ้านมาร่วมด้วย

วันที่ 18 ก.ค. 59

เป็นวันสุดท้ายที่เราจะไปท่องเมืองกัน วันนี้ไปที่เมือง ESCH โดยที่ภาคเช้าเดินทางเยี่ยมชมสวนสัตว์   ESCH เป็นเมืองใหม่ที่สร้างมหาวิทยาลัยลักเซมเบิร์ก มีแค่ 3 คณะ แต่มีนักศึกษา 7000 คนและนักวิจัย 3000 คน อยู่บริเวณเดียวกับโรงงานถลุงเหล็ก Beval อาคารที่นี่ออกแบบสร้างลักษณะเดียวกับสร้างสะพาน ไม่มีเสาค้ำยัน  และชั้นล่างของอาคารก็โล่ง  สำหรับประชาชนเข้าได้

วันที่ 19 ก.ค. 59

วันนี้เป็นวันเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปโปแลนด์ในตอนเย็น  รถจะออก ประมาณ 3 ทุ่ม  พ่อแม่ที่เราจะไปอยู่ด้วยมาส่งเราพร้อมกับลูกหลานที่จะไปที่ประเทศโปแลนด์ด้วย จำนวนมากกว่าเดิม

สัปดาห์ที่ 2  ย้ายจากลักเซิมเบิร์กมาที่โปแลนด์

วันที่ 19 ก.ค.59 เราออกเดินทางจากลักเซมเบิร์กเวลา 21.00 น. กะว่าจะถึงเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 20 ก.ค. 59

          ประเทศโปแลนด์ปีนี้ได้ฉลองครบ 1050 ปี และถือได้ว่าเป็นประเทศคาทอลิกที่เคร่งครัดที่สุดในยุโรป แม้จะมีการยึดครองจากประเทศต่าง ๆ นานหลายร้อยปี แต่เรื่องศาสนายังมั่งคง เห็นได้จาดวัดต่าง ๆ ที่ใหญ่โต  สิ่งที่พวกเขาถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศและอัศจรรย์คือ เวลาที่ประเทศถูกปกครองโดยคอมมิวนิสต์ (รัสเซีย) แต่พระสันตะปาปาที่ถูกเลือเป็นชาวโปแลนด์ (น.ยอห์น ปอล ที่ 2) ซึ่งเป็นความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเขิง  แต่เป็นพลังให้กับชาวโปแลนด์ลุกขึ้นต่อสู้จนคอมมิวนิสต์ล่มสลายไปในที่สุด โปแลนด์เป็น 1 ใน 4 ประเทศยุโรโซนที่ไม่ใช้เงินยูโร

 

วันที่ 20 ก.ค.

ใช้เวลาเดินทางกว่า 13 ชั่วโมง เนื่องจากที่ยุโรปนั้นเข้มงวดในระเบียบของขนส่งมวลชน  ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ต้องพัก 20 นาที และห้ามขับรถเกินวันละ 8 ชั่วโมง  เมื่อมาถึงที่เมือง Wroclaw จึงทานอาหารเที่ยงก่อน  จากนั้นลงทะเบียนไปอยู่กับครอบครัว  ผมได้ไปอยู่กับครอบครัว Grajkascy กับน้อง ๆ อีก 2 คน  ครอบครัวนี้อยู่ที่คอนโดน  มี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และห้องทีวี และทำอาหาร ปกติอยู่ด้วยกัน 3 คน แต่เมื่อเรามาเพิ่มอีก 3 คน เขาก็ย้ายที่ ไปอยู่ห้องเดียวกัน และให้เราอยู่กัน 2 ห้อง  ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมค้างคาใจอยู่แล้วตอนที่อยู่ลักเซมเบิร์ก  เพราะผมรู้สึกว่า เหมือนการไปแย่งห้องของเขา  แล้ววันหนึ่งผมอดไม่ได้ที่จะถามว่า ทำไมท่านต้อนรับเราที่บ้าน ทั้ง ๆ ที่มีที่ไม่พอ คำตอบที่ผมได้รับคือ เป็นเกียรติที่ท่านได้มาอยู่ที่บ้านของเรา บ้านของเราก็เหมือนบ้านของท่าน เป็นคำตอบที่ผมมองกลับไปที่บ้านผมเองหรือบ้านปกาเกอะญอ  ที่จริงแล้วเรายังมีที่มากมายกว่าพวกเขา แต่ใจเราแคบไปหน่อย (ผมคิดเอง) หลังจากที่เข้าพักที่บ้านแล้ว ที่จริงเจ้าของบ้านพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ลูกชาย-ลูกสาวพูดได้ ก็เลยมาที่บ้านเพื่อที่จะสื่อสารกับ  เรา  ตอนเย็นก็เป็นมิสซาต้อนรับพวกเรา  จากนั้นก็พากันเดินเล่น เพราะที่นี่สี่ทุ่มยังสว่างอยู่เลย  เมื่อกลับมาที่บ้านก็มีอาหารค่ำอีกมื้อหนึ่งปิดท้าย (ชาวโปแลนด์ทานข้าววันละ 4 มื้อ (Breakfast,  II, breakfast, Dinner และ Supper) อาหารเช้ามื้อที่ 2 ท่านก่อนเที่ยง  เพราะฉะนั้นที่นี่ จะไม่มีอาหารเที่ยง

วันที่ 21 ก.ค. 59

วันนี้หลังอาหารเช้า  เราก็ไปที่วัด ร่วมมิสซาและเรียนคำสอน  จากนั้นก็ทานอาหารเช้าก่อนเที่ยง  แล้วก็ออกเดินทาง ท่องเมือง  จนกระทั่งเวลา 15.30 น. ก็มารวมกันเพื่อนไปรับอาหารที่เรียกว่า Dinner ทานอาหารเสร็จ เราต่อไปยัง Mercy Fest  เพื่อร่วมกิจกรรม  มีดนตรี  กีฬา พักผ่อน พูดคุยกันตามสบาย  จนกระทั่งเวลา 19.00 น. เราก็เดินทางกลับเข้าที่พัก และก็ตามด้วย Supper  เป็นแบบนี้ทุกคืนเวลาที่อยู่โปแลนด์

วันที่ 22 ก.ค. 59  โดยทั่วไปก็เหมือนกับวันที่ 21  เพียงแต่ตอนเย็นมี เทเซ่

วันที่ 23  ก.ค. 59

วันนี้มีรายการพิเศษ  เพราะหลังอาหารเช้า  เราต้องเดินทางไปที่เมือง  Lubiaz เป็นเมืองที่บรรดาทหารลักเซทเบิร์กถูกส่งมาที่นี่ในสมัยสงครามโลกครั้งที่  วันนี้เราจึงไปร่วมมิสซาให้เกียรติแด่ทหารผู้ล่วงลับ และเป็นพิเศษ กษัตริย์แห่งลักเซมเบิร์กมาร่วมมิสซาและวางพวงหรีดด้วย  หลังมิสซาไปยังอาคารคณะซิสเตอร์เซียน  เป็นคณะที่ยิ่งใหญ่ในสมัยยุคกลาง  แต่เวลานี้อาคารนี้มีจำนวนห้องมากว่า 300 ห้อง โดยที่ไม่มีนักบวชอยู่อีกเลย  มีแต่คนดูแลไม่กี่คน  ยุคที่มีสงคราม ก็มีการใช้สถานที่นี้ เป็นทั้งโรงพยาบาลและสถานที่ทำงานของทหาร ที่น่าเสียดาย ภาพวาดต่าง ๆ ที่ประดับประดับก็ถูกขโมยไปหมด แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า ดีแล้วที่ถูกขโมยไป ไม่เช่นนั้นก็จะถูกเยอรมันเผาทิ้งไป  จากที่เราก็กลับไปที่สนามฟุตบอลของเมือง Wroclaw  เพื่อชอมคอนเสิร์ต ที่เรียนว่า “ Singing Europe” โดยมีวงออเคสตราที่บรรเลงเพลงจากชาติต่าง ๆ และนักร้องประสานเสียงกว่าพันคน ใช้เวลาประมา 3 ชั่วโมง จากนั้นก็กลับไปที่พักกว่าจะถึงที่ก็เกือบ  ทุ่มแล้ว แต่ไม่วายก็มี Supper อีก

วันที่ 24  เป็นวันอาทิตย์

โปแกรมคือร่วมมิสซากับสัตบุรุษ  จากนั้นก็แล้วแต่แต่ละบ้านจะจัดไป  ผมกับน้อง ๆ 2 คน กับลูกสาวเจ้าของบ้าน  ก็พากันเที่ยวสวนสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโปแลนด์  เมื่อมาถึงผมก็แปลกใจว่า ทำไมคนเยอะขนาดนี้  เพราะต้องต่อแถวกันยาวมาก และแทบไม่มีชาวต่างชาติเลย  ได้รับคำตอบว่า วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว  เพราะฉะนั้นแต่ละครอบครัวก็ออกท่องเที่ยวกันไม่ว่าลูกเล็กเด็กแดง  ก็พากันไป เป็นบรรยากาศครอบครัวอบอุ่นจริง ๆ จากครอบครัวก็มาที่พิพิธภัณฑ์ของเมือง และเที่ยวชมสวนและลานน้ำพุดนตรี  ปิดท้ายด้วยอาหารบ่ายแบบไทย ๆ คือ เราไปที่ร้านอาหารไทย ได้ทานก๋วยเตี๋ยวและกระเพราหมูในต่างประเทศก็ถือว่าสุดยอดแล้ว เฉลี่ยมื้อนี้หมดไปประมาณคนละ 500 บาท (เงินไทย) ถือว่ายังพอไหว  กลับคืนนี้ผมของดอาหารค่ำเลย แต่ก็มีโอกาสนั่งคุยกันกับเจ้าของบ้าน โดยมีลูกสาวเป็นล่าม  มีเรื่องราวดี ๆ มากมายที่ได้แบ่งปันกัน

วันที่ 25 ก.ค. 59

วันนี้มีโปแกรมยาว  โดยที่ช่วงเช้าเราจะไปที่สักการะสถานอีเมืองหนึ่ง  ร่วมมิสซาเคารพพระธาตุนักบุญ Edith Stein จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังเมือง Krakow  เพื่อเข้าร่วมงานเยาวชนโลกอย่างแท้จริง  พวกเราที่มาด้วยกันกว่า 200 คน ไปพักที่เขตวัดหนึ่งในหมู่บ้าน  Trazbki   ห่างจากตัวเมืองประมาณ 20 กม. โดยที่บาดหลวง 3 องค์พักที่เดียวกัน ที่บ้านของครอบครัว Yanus และ  Patricia มีลูกชายคนหนึ่ง  ที่นี่ก็คล้ายกันคือ บ้านที่เราพักนั้นมี 1 ห้องทำงานและห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นห้องทานอาหารด้วย

สัปดาห์ที่ 3 ร่วมงานเยาวชนโลก  สัปดาห์นี้เป็นการร่วมงานเยาวชนโลกอย่างแท้จริง 

วันที่ 26  ก.ค. 59

เราทานอาหารเช้าที่บ้าน  ซึ่งเวลานี้เป็นช่วงที่เบรกยาว  ทั่วไปก็ตื่นสาย ๆ แต่เมื่อเรามานอนที่บ้าน  เจ้าบ้านก็ต้องตื่นเช้าเพื่อทำอาหารเช้าให้กับพวกเรา  อาหารเช้าเสร็จแล้วเราก็ไปที่วัด  เพื่อขึ้นรถไปที่ ค่ายลูกเสือ หรือที่เรียกว่า Mercy Valley  เพื่อร่วมมิสซากับลูกเสือ โดยมีบิชอปของลักเซมเบิร์กเป็นประธาน  แต่เนื่องจาก เราไม่รู้สถานที่จึงมาถึงสายตอนที่เทศน์แล้ว  หลังมิสซาก็มีการแจกคูปองอาหารแบ่งตามสีและตามวัน  ฉะนั้นหลังจากที่ได้รับคูปองแล้ว  งานต่อไปคือไปหาอาหารทานกัน  พวกเราก็เดินหาสถานที่จำหน่ายอาหาร  ถามใครก็ไม่มีใครรู้ แต่เดินไปเดินมาเจอร้านอาหารแห่งหนึ่งบอกว่าที่นี่รับคูปอง  เราก็เข้าไปต่อแถวทันที  เนื่องจากมีคนเยอะต้องใช้เวลานานกว่าจะได้กิน  เมื่อกินเสร็จแล้ว ก็ไปตามที่ต่าง ๆ เหมือนคนไม่รู้อะไร  เพราะไม่รู้จริง ๆ ไปเหนือหรือใต้ เส้นไหน  เพราะคนเยอะมาก และส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้  อาสาสมัครก็ไม่เห็น และวันนี้เป็นพิธีเปิดงานเยาวชนโลกอย่างเป็นทางการ  ซึ่งเราก็เข้าร่วมแต่ไม่จบมิสซา เพราะเราต้องกลับไปที่รถในเวลา 1 ทุ่ม จึงต้องรีบออกมาก่อน กว่าจะกลับมาได้ก็เกือบไม่ทันเวลา  วันนี้เราเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ หลงก็หลงด้วยกัน

วันที่ 27 ก.ค. 59

เช้าวันนี้เริ่มเวลา 09.00 น. ที่วัด เริ่มด้วยการเรียนคำสอนกับบิชอปของลักเซมเบิร์ก โดยภาษาฝรั่งเศส  ฟังได้ยินแต่ไม่เข้าใจ  ก็มีล่ามช่วยแปล แต่เนื่องจากอยู่ในวัดเดียวกันแปลหลายภาษาจึงไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่  ต่อเนื่องกันแบบนี้ 3 วันภาคเช้า  ภาคบ่ายวันนี้  เราก็เข้าเมืองปกติ เพราะเราต้องไปรับอาหารเที่ยงหรือบ่ายไม่ทราบ  เพราะทุกวันจะได้ทานอาหารก็ประมาณบ่าย 2-3 จากนั้นก็เดินเที่ยวชมวิหารต่าง ๆ ในเมืองซึ่งมีมากมายล้วนแต่อลังการทั้งนั้น  หรือสถานที่จัดงานต่าง ๆ ทั่วไป ทั่วเมืองKrakow เต็มไปด้วยเยาวชนจากทั่วโลกกว่า 180 ประเทศ กว่า 2 ล้านคน พร้อมด้วยสีสันของธงชาติ  การร้องเพลง การทักทายดังกระหึ่มตลอดเวลา  มีการแลกของที่ระลึก

วันที่ 28 ก.ค. 59

เช้าเรียนคำสอน ตามด้วยมิสซา และออกเดินทางไปที่เมือง  วันนี้มีพิเศษหน่อยที่ตอนเย็นจะมีพิธีต้อนรับพระสันตะปาปา  เพราะฉะนั้นตอนบ่ายเราก็เดินเที่ยวตามที่ต่าง ๆ ตามปกติ  เวลาประมาณ 16.00 น. เราก็รวมตัวกันไปที่สนามเพื่อร่วมงานต้อนรับพระสันตะปาปา  แต่เนื่องด้วยมีเวลาจำกัดในการเดินทาง  เราจึงร่วมงานไม่ได้  สังเกตว่าวันนี้กลุ่มจะเล็กลง  เพราะหลายคนก็เดินทางไปไหนเองได้ เพียงแต่ให้กลับมาที่รถในเวลาที่กำหนด  แปลกไหมครับ  เวลาที่ต่างคนต่างไป แต่กลับมาที่รถก่อนเวลากันทุกคนเลย

วันที่ 29 ก.ค. 59

วันนี้ตอนเช้าก็ยังมีมิสซาและเรียนคำสอนตามปกติ  แต่ตอนเย็นมีงานอีกงานหนึ่งที่สำคัญคือ การเดินรูป 14 ภาค โดยพระสันตะปาปา  ผมมักจะอ้างถึงเวลาที่เราต้องกลับมาเสมอเพราะ  ช่วงเวลาของ มิสซาเปิด  ต้อนรับพระสันตะปาปา และเดินรูป เริ่มเวลา 17.30 น. เลิกประมาณฯ 19.00 น. แต่รถของเราจะออกเวลา 19.00 น. ฉะนั้นพิธีต่าง ๆ เหล่านี้พวกเราแทบจะไม่มีโอกาสร่วมจนจบเลย หรือไม่มีโอกาสร่วมเลย  เพราะการเดินทางที่มีคนจำนวนมากนั้นลำบากจริง ๆ สำหรับผมวันนี้ตั้งใจที่จะไปปราสาทของเมือง เพื่อเยี่ยมชมอาสนวิหารที่พระสันตะปาปาพบกับบิชอปของประเทศโปแลนด์  ผมใช้เวลาต่อคิวรอกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง  ก็ได้เข้าไปในปราสาท  ไม่เสียดายเวลาที่รอคอยเลย  เพราะข้างในเป็นสิ่งน่าทึ่งมาก  ออกจากปราสาท ผมก็กลับไปที่วัดระหว่างทางเพื่อจะเดินรูปส่วนตัว  จากนั้นก็รีบกลับบ้าน แต่ไม่ได้ขึ้นรถ ใช้เวลาเดินเท้ากว่า 2 ชั่วโมงจึงถึงที่หมาย

วันที่ 30 ก.ค. 59

วันนี้เป็นที่เราต้องออกเดินทางจาริกแสวงบุญ ไปที่ที่จัดงานหรือ Campus  Misericordia ฉะนั้นตอนเช้าเราก็มารวมกันที่วัด ร่วมมิสซาแล้วก็ออกเดินทาง  ถ้าไปตรงก็ประมาณ 8 กม.  แต่เนื่องจากว่ามันใกล้เกินไป เราจึงใช้เส้นทางใหม่ยาวกว่าเดิมเกือบ 1 เท่า (15 กม.) การเดินทางด้วยคนจำนวนมากจึงต้องใช้เวลา  เราออกเดินทางประมาณ 11.00 น. ถึงที่หมาย 17.30 น. ที่จริงผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินทางแบบเดินเท้าบ่อย ๆ ไม่เคยมีแผลหรือลูกแก้วที่ฝ่าเท้าเลย  แต่งานนี้ไม่รอด  เจอมา 2 แผล แต่ก็ยังมีพี่น้องอีกหลายคนที่ลำบากกว่า  ถึงที่หมายแล้วก็ต้องหาที่พัก  ที่พักของเราก็อยู่ที่ F1 แต่พอไปถึงจริงที่ไม่พอ  จึงต้องเปลี่ยนที่กันส่วนใหญ่แต่ก็อยู่ใกล้ที่เดิม ซึ่งที่ที่เราอยู่อย่าว่าแต่เห็นพระสันตะปาปาเลย  แม้โปรเจ็คเตอร์ยังไม่เห็นด้วยซ้ำ ฉะนั้นทุกคืนที่ผ่านมาเราก็กลับไปดูทีวีกันว่าพระสันตะปาปา ทำอะไร พูดอะไร คืนนี้ที่จริงมีการอวยพรศีล และคอนเสริ์ต แต่เนื่องจากการเดินทางที่เหนื่อยล้า หลังอวยพรศีลก็หลับกันเลย ไม่ไดเยินแม้กระทั่งดนตรีที่ดังกระหึ่ม

วันที่ 31 ก.ค. 59

เช้านี้ ตื่นสายหน่อย  เพราะมิสซาจะเริ่ม 10.00 น. แต่ถึงยังไง ต้องตื่นเช้าอยู่ดี  เพราะตี 5 ก็สว่างโล่งแล้ว  จากที่กังวลเรื่องห้องน้ำ  ดูเหมือนไม่มีปัญหา  เพราะตู้ห้องน้ำก็มีมากมาย  และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคืออาหาร  เนื่องจากมีที่จ่ายอาหารน้อย และทำแบบทีละคน อย่างเช่นกาแฟ  ก็กดทีละแก้วตามความต้องการตามยี่ห้อจึงช้า  แค่ผมรอน้ำร้อนอย่างเดียวก็ปาเข้าไปชั่วโมงแล้ว  แต่ความอดทนชนะทุกอย่าง  รอดตัวมาได้ด้วยไส้กรอก 1 ชิ้น  จากนั้นก็รอร่วมมิสซา  แต่มิสซาเป็นภาษลาติน เทศน์เป็นภาอีตาเลียน ที่จริงมีแปลหลายภาษาผ่านทางคลื่นวิทยุ  ซึ่งก็ใช้มือถือได้ในการฟังวิทยุ แต่ปัญหาคือไม่มีหูฟัง และกว่าจะหาคลื่นได้ก็เทศน์จบพอดี  หลังมิสซาก็ต้องรีบออกมา เพราะคนเป็นล้านจะออกที่เดียวจะวุ่นวายขนาดไหน  กลุ่มของพวกเราถือว่าออกกันได้เร็ว แต่ผิดทางซะนี่ ก็ต้องย้อนกลับไปอีกเล็กน้อย  ที่นัดหมายเดินเกือบชั่วโมง แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าที่นัดหมายคือที่จอดรถนั้นอยู่ที่ไหน แม้แต่ตำรวจก็ไม่รู้ (เอาเข้าไป) สุดท้ายก็ต้องหาวิธีความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว คือนั่งพักแล้วค่อยว่ากัน  สุดท้ายก็สามารถติดต่อคนมารับได้ แต่กว่าจะมาต้องรอนานกว่า 3 ชั่วโมง ระยะทางแค่ 7 กม. มารู้ที่หลังว่า ได้รับการแจ้งให้ทราบ เมื่อ 15 นาทีที่แล้ว (ไม่ว่ากันประเทศเขาครับ) เมื่อกลับมาถึงวัด ก็ย้อนกลับไปที่บ้านพักอีกครั้ง  เจ้าบ้านเตรียมพร้อมซุปไก่ร้อน ๆ (เจ้าบ้านบอกว่าที่โปแลนด์เมนูอาหารคือตุ้มซุปไก่จะมีทุกอาทิตย์ทุกบ้านด้วย) ทานเสร็จแล้วก็ขอไปว่ายน้ำในสระกับพ่อยอด  เพราะไม่ได้อาบน้ำมา 2 วัน 1 คืนแล้ว  จากนั้นเก็บข้าวของ กลับไปที่วัดเพื่ออำลากลับไปลักเซมเบิร์ก  แต่กว่าจะออกไปได้ก็ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง เพราะมีรถยนต์ และ คนมายืนขวางหน้ารถ  เป็นเครื่องหมายว่าไม่อยากให้เรากลับ (เป็นวัฒนธรรมของเขา  ที่บ่งบอกถึงความมีมิตรภาพ เมื่อเราออกเดินทางพวกเขาก็ตามไปจนรถลับสายตา ช่วงนั้นเวลาประมาณ 21.30 น.)  เราจึงเดินทางกลับไปลักเซมเบิร์ก ผ่านประเทศเยอรมัน ใช้เวลาประมาณ 17 ชั่วโมง คือบ่าย 2 วันที่ 1 สิงหาคม 59  เราจึงค้างคืนที่ลักเซมเบริ์กอีก 1 คืน พร้อมกับขอบคุณผู้มีพระคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือเรา  พักผ่อนเพื่อที่จะตื่นพรุ่งนี้ตี 4 ของวันที่ 2 เพื่อจะเดินทางต่อไปที่กรุงบรัสเซล์ประเทศเบลเยี่ยม

วันที่ 2 ส.ค. 59

ออกเดินทางตี 5 ตรง มุ่งไปยังกรุงบรัสเซลล์ด้วยรถทัวร์ เช้านี้ก็มีฝนตก  เมือถึงสนามบินประกฎว่ามีคนจำนวนมาก  เข้าใจว่าเยาวชนที่มาร่วมงานคงจะกลับมาขึ้นเครื่องที่นี่จำนวนไม่น้อย  แต่เนื่องจากเราไปถึงเช้า  เรามีเวลาที่จะทำธุระต่าง ๆ ได้อย่างไม่กังวลมากนัก  ถึงเวลาขึ้นเครื่องแล้ว เดินทางขากลับทุกอย่างตรงเวลา มาถึงประเทศไทย เช้าวันที่ 3 เวลา 07.00 น. หลังจากนั้นรวมตัวกันก่อนนิดหน่อย กลุ่มหนึ่งก็กลับไปที่บ้านเซเวียร์ เพื่อแพ็คกระเป๋าใหม่ ส่วนหนึ่งส่งขึ้นรถทัวร์ เพราะถ้าขึ้นเครื่องน้ำหนักเกินกันทุกคน  ส่วนผมก็ขอตัวไปก่อน  ทิ้งตั๋วเดิมและซื้อตั๋วใหม่กลับเชียงใหม่ก่อนใคร  เมื่อถึงเชียงใหม่สิ่งเดียวที่ทำคือนอนรวดเดียว 12 ชั่วโมง ตื่นอีกที เช้าวันที่ 4 ส.ค. 59 ยังมึน ๆ อยู่

สุดท้าย

ถือโอกาสนี้ขอบ คุณพระคุณเจ้าวีระ  ที่ให้โอกาสผมทิ้งงานเกือบเดือน  ขอบคุณพ่อวินัย  พ่อยอด  มาเซอร์อักแนส และน้อง ๆ เยาวชนที่ร่วมเดินทางด้วยกันทุกท่านด้วยมิตรภาพอันดี  และที่ลืมไม่ได้เลยคือบรรดาผู้มีพระคุณไม่ว่า บิชอปแห่งลักเซมเบิร์ก  ผู้ประสานงาน เจ้าบ้านที่รับเราไปอยู่ด้วยไม่ว่าที่ลักเซมเบิร์กหรือโปแลนด์ และเยาวชนทุก ๆ ท่าน ที่ต้อนรับเราและเดินทางร่วมกับเรา  ขอพระอวยพรทุกท่านเทอญ

1

ฉลอง 83 ปี ชุมชนแห่งความเชื่อวัดนักบุญยอแซฟกรรมกร แม่ริม 2016

เมื่อเช้าวันที่ 9 กรกฎาคม 2016 บิชอปฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณโอกาสฉลองวัด น.ยอแซฟกรรมกร แม่ริม และโปรดศีลมหาสนิทครั้งแรกให้กับสัตบุรุษและเยาวชนจำนวน 10 คนและโปรดศีลกำลังจำนวน 6 คน โดยมีบาดหลวง นักบวช และสัตบุรุษมาร่วมงานประมาณ 400 คน

ก่อนพิธีมิสซาทางวัดได้ต้อนรับท่านพระครูปัญญาวิเชียร เจ้าคณะอำเภอแม่ริม พร้อมด้วยภิกษุ สามเณรจากวัดลัฎฐิวัน บ้านขอนตาล และพี่น้องพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมในพิธี นำโดยคุณมานพ แสงเขียว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ที่นำผ้าป่ามาร่วมทำบุญด้วย พระครูปัญญาวิเชียรเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนพระวิสุทธิวงศ์ ซึ่งแต่เดิมโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนของสังฆมณฑลแต่ได้ปิดกิจการ และเปลี่ยนเป็นศูนย์คำสอนแม่ริมในปัจจุบัน ท่านพระครูได้กล่าวปราศรัยความตอนหนึ่งว่า ท่านรู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้ แม้เราจะนับถือต่างศาสนากันแต่เราก็มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน ชาวบ้านพุทธคริสต์ไปมาหาสู่ร่วมกิจกรรมในชุมชน เพื่อความดีของส่วนรวมพระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์ได้เป็นผู้แทนฝ่ายคาทอลิก กล่าวต้อนรับพระภิกษุ สามเณร และพี่น้องทุกท่านที่มาร่วมงานและมอบกระเช้าที่ระลึกให้กับท่านเจ้าคณะอำเภอแม่ริมด้วย

ในระหว่างมิสซา พระคุณเจ้าวีระได้เทศน์เตือนใจว่า ให้เราขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้เรามาร่วมฉลอง การฉลองก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีหลายคนที่ปีที่แล้วมีโอกาสมาฉลองแต่ปีนี้อาจจะเจ็บป่วยหรือไม่ได้มาฉลอง ในพระคัมภีร์มีพูดถึงนักบุญยอแซฟไม่มากนัก เราทราบว่า ท่านเป็นผู้ชอบธรรม และเป็นช่างไม้ เป็นผู้ชอบธรรมเพราะความดีและความซื่อสัตย์ ท่านทำหน้าที่ดูแลครอบครัวอย่างดี เวลาเดียวกันท่านก็เป็นช่างไม้ที่ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ปัจจุบันมีหลายคนเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งเป็นผลมาจากการกิน ดังคำพูดที่ว่า You are what you eat หรือแปลเป็นไทย ว่า คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็เป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้มีสารเคมีเยอะในอาหาร เราควรกินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำว้าทุกวันและออกกำลังกาย แล้วชีวิตจะยืนยาว ขอให้ชีวิตของเราเป็นการปฎิบัติความรักตามพระวาจาพระเจ้า เหมือนบทเพลงที่เราร้องในวันนี้ว่า อย่าให้เราพูดเพียงเท่านั้นแต่ให้เราปฎิบัติในชีวิตจริงด้วย

หลังมิสซา ทุกคนรับประทานอาหารกันอย่างอิ่มหน่ำสำราญ ทั้งพี่น้องพุทธคริสต์ ได้นำอาหารมาเลี้ยงร่วมกันในบรรยากาศครอบครัว

อนึ่ง กลุ่มคริสตชนที่แม่ริม เริ่มต้นเมื่อ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1933 พร้อมกับคริสตชนกลุ่มแรกที่กลับใจรับศีลล้างบาปจำนวน 29 คน ปัจจุบันมีสัตบุรุษจำนวน 70 กว่าครอบครัว ประกอบไปด้วยกลุ่มคริสตชนล้านนา คริสตชนปกาเกอะญอ คริสตชนอาข่า คริสตชนโม้ง คริสตชนชาวต่างชาติ และคริสตชนคนไทยผู้รับการอภิบาลซึ่งย้ายถิ่นมาจากที่อื่น โดยมีบาดหลวงคณะซาเลเซียนดูแลในเขตวัดนี้ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน​​​​​​​​​​​​​​

มิสซาเปิดปีการศึกษา 2016 ของศูนย์แม่ริม

บิชอปฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ เป็นประธานในพิธีบูชาขอบพระคุณเปิดปีการศึกษาประจำปี 2016 ของศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2016 โดยมีบาดหลวง นักบวช อาจารย์ สัตบุรุษ และเยาวชน มาร่วมภาวนาและให้กำลังใจประมาณ 150 คน

พระคุณเจ้าได้ให้ข้อคิดในมิสซาว่า “เวลาที่พ่อเป็นบราเดอร์เรียนปรัชญาศาสตร์ชั้นปีที่ 1 พ่อเคยคิดว่าการรับแต่งตั้งเป็นผู้อ่านพระคัมภีร์นั้นไม่สำคัญมากนัก เพราะใครๆก็ไปอ่านพระคัมภีร์ในมิสซากันทั้งนั้น แต่พอถึงเวลาที่พ่อต้องรับการแต่งตั้งเป็นผู้อ่านพระคัมภีร์ พ่อจึงเข้าใจว่า มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเพราะ ผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อด้วย ไม่ได้เป็นแค่การไปยืนอ่านเท่านั้น ในพระวรสารวันนี้พูดถึงความเชื่อของนายร้อยซึ่งเป็นคนต่างศาสนนา เขาเป็นคนใจดี รักลูกน้อง เพราะความเชื่อของเขาทำให้นายทหารนั้นหายเจ็บป่วย พระเยซูเจ้าทรงประทับใจในตัวเขา
พ่อได้อ่านคอลัมภ์หนึ่งในอุดมศานต์รายเดือน มีอาจารย์ท่านหนึ่งได้เขียนบทความโดยเล่าเรื่อง เศรษฐีคนหนึ่งเปิดการประกวด “คนโกหกเก่ง” (ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดี) คนที่จะประกวดต้องเสียค่าสมัคร ยิ่งมีคนเห็นโครงการของเขาก็ยิ่งมีคนมาสมัครเยอะ เพราะอยากได้เงิน พ่อไม่อยากให้เราจำว่าเขาโกหกเรื่องอะไรบ้าง แต่คนหนึ่งที่มาสมัครนั้นได้บอกกับเศรษฐีคนนั้นว่า เศรษฐีติดเงินเขา 100,000 บาท ซึ่งเป็นการโกหกวิธีหนึ่ง ที่สุด เศรษฐีก็ยอมจำนนและต้องจ่ายเงินให้ชายนั้นไปเพราะเขาโกหกได้เก่งมาก
ที่พ่อเล่าเรื่องนี้ก็เพราะว่า การที่พวกเรามาเรียนที่นี่ ไม่ได้มาเรียนรู้การโกหกและคนที่มาสอนก็ไม่ได้สอนเรื่องไร้สาระ การเชื่อฟังเป็นสิ่งจำเป็น อย่างน้อยบาดหลวง นักบวช ครูบาอาจารย์ ก็อยากให้เราเชื่อฟัง
นักบุญเปาโลบอกเราว่าอย่าฟังเรื่องไร้สาระที่ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า แต่ในความจริงของชีวิต เราส่วนใหญ่ชอบฟังแต่เรื่องไร้สาระ ไร้สาระสำหรับเราคืออะไร? ถ้าเราเชื่อว่า คุณพ่อ ซิสเตอร์ ครูอาจารย์ สอนเราเรื่องของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ เราก็ควรจะเชื่อฟัง ตัวอย่างเรื่องที่ไม่ไร้สาระ เช่น พระเป็นเจ้าทรงรักเรา, ผู้ที่ฟังพระวาจาและปฏิบัติตามเป็นเหมือนผู้ที่มีปรีชาฉลาดสร้างบ้านไว้บนศิลา, การรับศีลมหาสนิทจะทำให้เรามีชีวิต , ที่ใดมี 2-3 คนภาวนา พระเจ้าจะประทานพระพรให้ เป็นต้น พ่อขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่มาฟังพระวาจาของพระเจ้าในวันนี้ อยากให้เราแข่งกัน แข่งกันในความเรียบง่าย ซึ่งเป็นพระพรที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ ความสุขในชีวิต และเมื่อเรามีความบกพร่อง ให้เราเริ่มต้นใหม่อย่างดี ให้เราเปิดใจ ยอมรับความเรียบง่ายในชีวิตของเรา”

หลังพิธี บรรดาครูอาจารย์ได้ผูกข้อมืออวยพรให้กับนักศึกษา จากนั้นมีการรับประทานอาหารและชมการแสดงต่างๆ ในบรรยากาศครอบครัว

0

อบรมเชิงปฏิบัติการอาสาสมัครดูแลสุขภาพชุมชน

เมื่อวันที่ 20-22 มิถุนายน 2016  เข้าร่วมกิจกรรม อบรมเชิงปฏิบัติการอาสาสมัครดูแลสุขภาพชุมชน ในพื้นที่งานอภิบาลเขต 4 สังฆมณฑลเชียงใหม่ ณ วัดนักบุญคามิลโล บ้านศรีวิเชียร ต.ท่าสุด อ.เมือง จ.เชียงราย สนับสนุนงบประมาณโดยคณะเซนต์ปอลเดอชาร์ตและคุณพ่อไพบูลย์ ประสานงานโดยคุณพ่อเอกชัย ผลวารินทร์จิตตาธิการแผนกสุขภาพอนามัยสังฆมณฑลเชียงใหม่ มาเซอร์โรสลีน พิมล เจริญฉันทวิทย์ ผู้ส่งเสริมฝ่ายสุขภาพ ผู้ให้การอบรมโดยอาจารย์ วราภา สิทธาภิรมย์ อาจารย์สุนีย์ อินทร์สิงห์ อาจารย์ วรินธร ดำรงรัตน์นุวงศ์ อาจารย์กาญจนา ปัญญาเพ็ชร และอาจารย์ กชกร ธรรมนำศีล อาจารย์ ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเซนต์หลุย์ ทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมมีความรู้ความเข้าใจ เรื่อง การดูแลสุขภาพชุมชน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาล
การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้สูงอายุหลายท่านมาเข้าร่วมและให้ความสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยตนเองเป็นอย่างดี

 

ประภา  วงศ์จอมพร
ผู้เขียนข่าว

1

ประชุมคณะกรรมการคำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่

ประชุมคณะกรรมการคำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่

บิชอปฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่ โดยมีคุณพ่อเอกสิทธิ์ ทัฬหะกุลธร เป็นผู้นำการประชุม ร่วมกับคณะกรรมการการของศูนย์ ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินผล และวางแผนงานร่วมกัน ที่ศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2016

12440754_1127134347344868_6917104431948653039_o (1)