วันสากลเพื่อภราดรภาพของมนุษย์
4 กุมภาพันธ์ 2021

วันสากลเพื่อภราดรภาพของมนุษย์ 4 กุมภาพันธ์ 2021

สหประชาชาติได้ประกาศในการประชุมสามัญเดือนธันวาคม 2020 ว่า วันที่ 4 กุมภาพันธ์ เป็นวันสากลเพื่อภราดรภาพ

ท่านสามารถดูข้อมูลได้ที่เวบไซต์ www.humanfraternityday.org

พระคาร์ดินัล มีเกล อังเกล อายูโซ่ กวีโซ ประธานสมณสภาเพื่อการเสวนาระหว่างศาสนา ได้เขียนจดหมาย (1 กุมภาพันธ์ 2021) เสนอเราให้ศึกษาสมณสาส์น ทุกคนเป็นพี่น้องกัน เพื่อสร้างเอกภาพในพระศาสนจักร ใช้ภาวนา ไตร่ตรอง เทศน์สอน หรือให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้

ประวัติที่มา วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2019 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เสด็จประเทศสาธารณรัฐเอมิเรส ทรงพบปะอิหม่ามแห่งอัลอัซซาร์ ที่ไคโร และได้เซ็นเอกสารเพื่อภราดรภาพ สันติภาพ และการอยู่ร่วมกัน

3 ตุลาคม 2020 โป๊ปฟรังซิส ได้อนุมัติสมณสาส์นทุกคนเป็นพี่น้องกัน (Fratelli Tutti) เกี่ยวกับภราดรภาพและมิตรภาพในสังคม

21 ธันวาคม 2020 สหประชาชาติได้ประกาศให้มีวันสากลเพื่อภราดรภาพของมนุษย์

4 กุมภาพันธ์ 2021 ที่เมืองอาบู ดาบี จะมีการฉลองทางออนไลน์ โดยโป๊ปฟรังซิส และพระคาร์ดินัล อายูโซ่ กวีโซ่ จะร่วมงานด้วย เวลาที่กรุงโรม 14.30 น. เวลาที่ประเทศไทย 19.30 น.

ในระหว่างการพบปะฉันพี่น้องนี้ ซึ่งข้าพเจ้าเก็บความทรงจำที่สุขใจไว้ ท่านอิหม่าม อะห์เหม็ด อัล-ดาเยบ (Ahmad Al-Tayyeb) และข้าพเจ้าประกาศ “อย่างแน่วแน่ว่าศาสนาต่างๆ ไม่เคยยุยงให้เกิดสงคาม และมิได้เชิญชวนให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง ความเป็นศัตรู ความคิดหัวรุนแรง หรือเชิญชวนให้เกิดความรุนแรง หรือการนองเลือด ความชั่วร้ายเหล่านี้เป็นผลมาจากการเบี่ยงเบนคำสอนทางศาสนา การใช้ศาสนาในทางการเมือง และในบางช่วงของประวัติศาสตร์ กลุ่มคนในศาสนาได้ใช้อิทธิพลความรู้สึกทางศาสนาที่มีต่อจิตใจของมนุษย์ไปในทางที่เกินเลย […] อันที่จริง พระเจ้าผู้ทรงอำนาจไม่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากใคร และไม่ทรงต้องการให้พระนามของพระองค์ถูกใช้เพื่อทำให้ผู้คนหวาดกลัว” (284) ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงต้องการเรียกร้องให้เกิดสันติภาพ ความยุติธรรม และภราดรภาพ (Fratelli Tutti ข้อ 285)

(ฟ. วีระ อาภรณ์รัตน์)

สาส์นวันผู้ป่วยสากล โอกาสวันผู้ป่วยสากลครั้งที่ 29
( 11 กุมภาพันธ์ 2021 )
โดยพระสังฆราชยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม

สาส์นวันผู้ป่วยสากล โอกาสวันผู้ป่วยสากลครั้งที่ 29
( 11 กุมภาพันธ์ 2021 )
โดยพระสังฆราชยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม

พี่น้องที่รักในพระคริสตเจ้า

องค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงมอบสาส์นโอกาสวันผู้ป่วยสากลครั้งที่ 29 ให้แก่เราคริสตชนเพื่อให้เราตระหนักถึง ความสําคัญของวันผู้ป่วยสากล ในหัวข้อ

“อาจารย์ของท่านมีเพียงผู้เดียวและทุกคนเป็นพี่น้องกัน” (มธ. 23:8)

ความสัมพันธ์บนพื้นฐานความไว้วางใจเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย ในห้วงเวลาของการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ทําให้เราทุกคนต้องอยู่ห่างกัน เพื่อความปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสนี้ แต่ความห่างไกลกันทางกายภาพ มิได้ทําให้เราทุกคนอยู่ห่างไกลกันในชีวิตฝ่ายจิต
ในโอกาสนี้พ่อจึงขอเชิญชวนพี่น้องคริสตชนทุกคนได้ร่วมกันพิจารณาสาส์นของสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นพิเศษ เพื่อเราจะได้ร่วมฉลองวันผู้ป่วยสากลอย่างมีความหมาย โดยใช้แนวทางที่องค์สมเด็จพระสันตะปาปาได้ทรงมอบให้กับเรา ในเรื่องความสัมพันธ์บนพื้นฐานความไว้วางใจ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยมาใช้ในการปฏิบัติตนเองในห้วงเวลาของการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ด้วย

องค์สมเด็จพระสันตะปาปาทรงแนะนําเราให้หยุดรับฟัง สร้างความสัมพันธ์โดยตรงและเป็นส่วนตัวกับบุคคลผู้เจ็บป่วย ทนทุกข์ทรมานและเปราะบางที่สุดในสังคม ให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจและมีความรักเมตตา เพราะการที่เราอยู่ใกล้ชิดกันในความสัมพันธ์นี้ เป็นการแสดงออกถึงความรักของพระเยซูคริสตเจ้า ถึงแม้สภาพของการแพร่กระจายของไวรัสโควิด – 19 จะทําให้เรา ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม แต่เราก็สามารถอยู่ใกล้ชิดกันได้ทางคําภาวนาและการให้กําลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งแสดงออกว่า “ทุกคนเป็นพี่น้องกัน”

เพื่อให้การฉลองวันผู้ป่วยสากลในปีนี้ดําเนินไปอย่างมีความหมาย พ่อขอให้ทุกคนระลึกถึงในคําภาวนาเป็นพิเศษสําหรับ ผู้ป่วยด้วยไวรัสโควิด-19 ผู้ที่กําลังดูแลรักษาพวกเขา และผู้ที่กําลังทําหน้าที่เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสนี้ และหากที่ใดที่สามารถประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณโอกาสฉลองวันผู้ป่วยสากลได้ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 ตามที่ภาครัฐและแต่ละสังฆมณฑลได้กําหนดไว้ และในพิธีบูชาขอบพระคุณดังกล่าว หากเป็นไปได้ ควรมีการ โปรดศีลเจิมผู้ป่วยให้กับบรรดาผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ควรมีการเตรียมตัวเพื่อเข้าใจความหมายและประสิทธิผลของศีลเจิมผู้ป่วยอย่างดี และขอให้ทุกท่านได้ออกไปพบปะกับองค์พระคริสตเจ้าผู้ทรงประทับอยู่ในบรรดาพี่น้องผู้สูงอายุและเจ็บป่วย ซึ่งไม่สามารถที่จะมาที่วัดได้ ทั้งนี้เพื่อแสดงถึงการเป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนจักรที่มีพันธกิจการรับใช้ตามแบบอย่างขององค์พระคริสตเจ้า โดยรักษาระยะห่างทางสังคมตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย

พ่อขอมีส่วนร่วมเป็นกําลังใจให้กับทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติงานในการรับใช้ผู้ป่วยไม่ว่าจะอยู่ในสถานพยาบาลของภาครัฐ ภาคเอกชนหรือผู้ที่เป็นอาสาสมัครในการเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้าน ขอให้ท่านแต่ละคนได้รับพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้า มีแรงกาย และแรงใจในการรับใช้บรรดาเพื่อนพี่น้องผู้เจ็บป่วยต่อไป นอกนั้นพ่อขอส่งความปรารถนาดีให้กับพี่น้องที่เจ็บป่วยอยู่ในขณะนี้ ขอให้ทุกท่านทราบว่า พระศาสนจักรไม่เคยทอดทิ้งพวกท่านพร้อมเสมอที่จะอยู่เคียงข้างท่าน

ขอพระนางมารีย์องค์อุปถัมภ์ของผู้ป่วย ได้เสนอวิงวอนต่อพระเยซูคริสตเจ้าเพื่อทรงโปรดประทานพระพรอย่างอุดม มายังทุกท่านตลอดไป

(พระสังฆราชยอแซฟ วุฒิเลิศ แห่ล้อม)
ผู้รับผิดชอบ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม
แผนกสุขภาพอนามัย

ขอเชิญร่วมลงนามคัดค้านกฎหมายการทําแท้ง (มาตรา 301 และมาตรา 305)

เรื่อง ขอเชิญร่วมลงนามคัดค้านกฎหมายการทําแท้ง (มาตรา 301 และมาตรา 305)

ทางมิสซัง​ ขอรบกวนคุณพ่อ​ทุกท่านได้ปริ้นเอกสาร​ ที่เป็นรายชื่อ​ พร้อมกับให้พี่น้องสัตบุรุษทำการเซนต์​ เพื่อต่อต้านการทำแท้ง​ และส่งคืนให้มิสซังฯ ​(ชื่อคพ.ศราวุธ​ แฮทู)​ ภายในวันที่​ 21​ มกราคม​ 2021​ นี้​ และผมจะรวบรวมส่งต่อให้สภาพระสังฆราช

ขอบคุณ​ คุณพ่อทุกท่านครับ
(ฟ. วีระ อาภรณ์รัตน์)

ที่ สสท. 06/2021
วันที่ 14 มกราคม 2021

เรื่อง ขอเชิญร่วมลงนามคัดค้านกฎหมายการทําแท้ง (มาตรา 301 และมาตรา 305)
เรียน พระคุณเจ้าประมุขศาสนปกครองและประธานสหพันธ์อธิการเจ้าคณะนักบวชในประเทศไทย
เอกสารแนบ แบบฟอร์มลงนามคัดค้านกฎหมายการทําแท้ง

          ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีความเห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการทําแท้ง ในขั้นต้นสภาพระสังฆราชฯ ได้ยื่นจุดยืนและคําสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก เกี่ยวกับกฎหมายการทําแท้ง ถึงประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หลังจากนี้จะรวบรวมรายชื่อคริสตชนเพื่อคัดค้านกฎหมายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอความร่วมมือจากท่านได้เชิญชวนคริสตชนหรือสมาชิกใน สังกัดได้ร่วมลงนามตามแบบฟอร์มที่ส่งมา ณ ที่นี้

          และส่งกลับมายังสํานักเลขาธิการ สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยฯ เลขที่ 122/11 ซอยนนทรี 14 (ซอยนาคสุวรรณ) ถนนนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120 ในรูปแบบเอกสาร (Hard copy) ภายในวันที่ 25 มกราคม ศกนี้ เพื่อดําเนินการในขั้นตอนต่อไป

          จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอความร่วมมือ ขอพระเจ้าประทานพระพร ปรีชาญาณ และทรงนําในชีวิตและภารกิจของท่านเสมอ

          รักในพระคริสตเจ้า

(บิชอบฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์)
เลขาธิการสภาพระสังฆราชคาทอลิกฯ

จดหมายเปิดผนึก
9 ธันวาคม 2020

จดหมายเปิดผนึก

9 ธันวาคม 2020

พ่อได้รับเมลจดหมายของพระคาร์ดินัล อันโตนีโอ หลุยส์ ตากเล สมณมณตรีกระทรวงการประกาศข่าวดีสู่ปวงชน (ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2020) กล่าวว่า “ในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสนี้ วิกฤติยังคงต่อเนื่อง และมีผลกระทบต่อชีวิตของพระศาสนจักรทุกระดับ สมณองค์กรการสนับสนุนงานแพร่ธรรม (PMS) ได้พยายามช่วยเหลือสนับสนุนสังฆมณฑลที่ยากจน โดยผ่านกองทุนพิเศษ

            ในเวลาเดียวกัน การแพร่ระบาดนี้ก็ท้าทายพันธกิจของสมณองค์กรฯ PMS ด้วย ทำให้บรรดาผู้อำนวยการ PMS ของระดับชาติและผู้รับผิดชอบสังฆมณฑล ไม่สามารถทำหน้าที่เต็มที่ได้ มีผลต่อเงินบริจาควันอาทิตย์แพร่ธรรมสากล (18 ตุลาคม 2020) จำกัดลง เพราะเหตุเรื่องความเคร่งครัดในการมีส่วนร่วมพิธีกรรมวันอาทิตย์ และบางกรณีต้องปิดวัด

            พี่น้องทราบแล้วว่า สมณองค์กร PMS ขึ้นอยู่กับความใจกว้างของผู้บริจาค ไม่มีรายได้จากแหล่งอื่น และเงินบริจาคต้องรอปีหน้า จำนวนสำหรับช่วยเหลือได้ในปี 2021 ก็ยังไม่ทราบ เพราะเหตุการณ์แพร่ระบาด จำนวนเงินปี 2020 สำหรับช่วยในปี 2021 จึงลดลงกว่าจำนวนที่ได้รับในปี 2019 และช่วยในปี 2020 นี้

            สมณองค์กร PMS ปรารถนาสนับสนุนพันธกิจเขตต่างๆด้วย การอธิษฐานภาวนา และความร่วมมือด้านวัตถุ อย่างไรก็ดีในปี 2021 จึงขัดข้องมาก ขอท่านโปรดเข้าใจ

            ในที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ผมขอพระคุณเจ้า ลดจำนวน หรือ ยกเลิก การขอสนับสนุนปกติ ต่อหน่วยงานแต่ละสังฆมณฑล และโปรดแจ้งการตัดสินใจต่อเลขาธิการ PMS คือ คุณพ่อทัดเดอุส โนวัค ความต้องการของพระศาสนจักรท้องถิ่น ขึ้นอยู่กับการบริจาคที่ได้รับ ซึ่งมีพอสำหรับสังฆมณฑลที่จำเป็นต้องรับการสนับสนุนมากที่สุด เราจำเป็นต้องจำกัดโครงการในสังฆมณฑลของท่าน เพราะกองทุนลดลง

            วิกฤติระดับโลกครั้งนี้ ช่วยให้เรามีประสบการณ์ พิจารณามากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องรับความช่วยเหลือมากที่สุด ขอขอบคุณท่านที่เข้าใจ และเห็นใจ

            ขอให้ช่วงเวลาเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ให้ท่านได้รับพระพร

ด้วยความเคารพในพระคริสตเจ้า

            พ่อจึงรีบแปล และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องพระสงฆ์ นักบวช และทุกท่านทราบ จะได้เข้าใจและช่วยกัน ประหยัด พึ่งตนเอง และช่วยเหลือกันในสังฆมณฑลของเรา

ฟ.วีระ อาภรณ์รัตน์
สังฆมณฑลเชียงใหม่

บาทหลวงต้องลาออกจากวัด หลังจากประกอบพิธีแต่งงานให้เลสเบี้ยน

บาทหลวงต้องลาออกจากวัด
หลังจากประกอบพิธีแต่งงานให้เลสเบี้ยน

            บาทหลวงผู้ประกอบพิธีให้เลสเบี้ยน  ต้องใช้เวลาที่เหมาะสม  สำหรับไตร่ตรองเพื่อหาความชัดเจน  และความยินดี  ในการปฏิบัติศาสนบริการสงฆ์  ให้เป็นรูปธรรม  สำหรับสังคมโลกปัจจุบัน

            ที่ซานโอเรสเต  ประเทศอิตาลี  23 กรกฎาคม  2020  สำนักข่าว LifesiteNews  รายงานว่า บาทหลวง  เอมมานูแอล  มอสกาเตลลี่  เจ้าอาวาสได้ประกอบพิธีแต่งงานทางบ้านเมือง  ระหว่างผู้หญิง 2 คน(เลสเบี้ยน)  เมื่อวันที่  11 กรกฎาคม ที่หอประชุมเทศบาล

            พระสังฆราช  โรมาโน  รอสซี่  ของสังฆมณฑลชีวีตา  กัสเตลาน่า  ได้ตกลงกับคุณพ่อมอสกาเตลลีให้พ้นจากหน้าที่เจ้าอาวาส  ในวันที่ 14  กรกฎาคม

            “เราตกลงให้คุณพ่อพักระยะเวลาหนึ่ง  เพื่อไตร่ตรองค้นหาความชัดเจน  และความยินดีในการปฏิบัติของศาสนบริการสงฆ์ สำหรับการให้เป็นรูปธรรมในสังคมโลกปัจจุบัน

            วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม   เราถวายมิสซาด้วยกันที่วัด  และพ่อได้ประกาศเรื่องนี้ให้ชุมชนทราบ  มันเป็นเรื่องสำคัญ  เราต้องชัดเจนต่อข้อความเชื่อ  ความสัมพันธ์ในด้านอภิบาล   เราต้องใส่ใจในเรื่องละเอียดอ่อนนี้กับบรรดาพี่น้องที่อยู่ในความลำบาก” พระสังฆราชกล่าว

            บาทหลวง  มอสกาเตลลี่  จะไม่กลับมาเป็นพระสงฆ์เจ้าอาวาส ที่วัดนักบุญโอเรสเตสอีก  แต่อาจจะกลับมาทำหน้าที่สงฆ์ได้  เมื่อถึงเวลาเหมะสม

            ตามกฎหมายพระศาสนจักร (CIC)  มาตรา 1369  ของประมวลกฎหมาย  ปี ค.ศ.1983   กล่าวว่า “บุคคลซึ่งในสถานที่หรือการชุมนุม  ในการเขียน พิมพ์โฆษณา  หรือในการใช้สื่อสารมวลชนอื่น  กล่าวคำผรุสวาท  ทำร้ายศีลธรรมอันดีงามอย่างรุนแรง กล่าวร้าย  หรือยุยงให้มีความเกลียดชัง  หรือการสบประมาทต่อศาสนา  หรือต่อพระศาสนจักร  ต้องถูกทัณฑ์ด้วยโทษที่เหมาะสม”

เคยมีสังฆราชคาทอลิกบางองค์ได้สนับสนุนการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันทางบ้านเมือง  สมณกระทรวงข้อความเชื่อ (CDF) ได้สั่งสอนใน ค.ศ. 2003 ว่าเราคาทอลิกไม่ยอมรับพฤติกรรม”คู่ชีวิต”   แม้กฎหมายบ้านเมืองอาจยอมรับ  แต่เพราะมันขัดแย้งกับหน้าที่   เป็นกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง  ใครปฏิบัติเรื่องนี้ก็ขัดต่อคำสอนคาทอลิก… ทุกคนมีสิทธิคัดค้านแบบที่สมควร

            คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก ( CCC 2357 ) สอนว่า “พฤติกรรมความใคร่ต่อเพศเดียวกันเป็นพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติในตัวเอง เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับกฎธรรมชาติ พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ยอมให้กิจกรรมทางเพศเป็นการให้ชีวิต…พฤติกรรมนี้จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ว่าในกรณีใดๆ”

ฟ.วีระ  อาภรณ์รัตน์  แปล

คำวอนขอจากประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย FABC: พระคาร์ดินัลชาร์ลส โบ เตือนให้ระวังกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งประเทศจีนใช้บังคับกับฮ่องกง

คำวอนขอจากประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย FABC: พระคาร์ดินัลชาร์ลส โบ
เตือนให้ระวังกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งประเทศจีนใช้บังคับกับฮ่องกง

ประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชียกล่าวว่า กฎหมายใหม่อาจคุกคามเสรีภาพต่างๆรวมถึงการนับถือศาสนาและสิทธิมนุษยชนด้วย

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2020

พระคาร์ดินัลชาร์ล หม่อง โบ แห่งนครร่างกุ้งประเทศเมียนมาร์ ขอร้องให้บรรดาคริสตชนช่วยการสวดภาวนาโดยเตือนว่า ประเทศจีนอาจคุกคามเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

        ประธานสหพันธ์พระสังฆราชแห่งเอเชีย (FABC) มอบสาส์นเป็นภาษาอังกฤษให้กับสำนักข่าวเซนิท (zenith) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “กฎหมายแห่งสาธารณะประชาชนจีนเพื่อปกป้องความปลอดภัยแห่งชาติในเขตปกครองฮ่องกง ซึ่งเป็นพื้นที่ปกครองพิเศษ”

        เมื่อกล่าวถึงรัฐบาลจีน ที่กำลังออกกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศจีนสำหรับเขตปกครองฮ่องกง ท่านย้ำว่า “นี่เป็นการกระทำที่ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกันอย่างเป็นระบบกับสาธารณะชนทั่วไป”

        พระคาร์ดินัลโบกล่าว “กฎหมายนี้ลดเสรีภาพของประชาชนชาวฮ่องกงอย่างหนักหน่วงและทำลายการปกครองตนเองเป็นอย่างมากของนครฮ่องกง” ที่มีสัญญาของลักษณะการกครองแบบ “ประเทศเดียว แต่สองระบบ” การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายรัฐธรรมนูญของฮ่องกงอย่างสิ้นเชิง และขัดแย้งกับเจตนารมย์แห่งจดหมายของข้อตกลงในปี ค.ศ. 1997”

        “กฎหมายความปลอดภัยแห่งชาติคุกคามและขยายความตึงเครียด ไม่ใช่เป็นการแก้ไขสถานการณ์” พระคาร์ดินัลโบได้ปรารภ

        พระคาร์ดินัลประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชียยอมรับว่ากฎหมายความปลอดภัยแห่งชาติในตัวมันเองจะต้องไม่เป็นสิ่งเลวร้ายหรือสร้างปัญหา ทว่าด้วยเหตุผลต่างๆในกรณีนี้ ท่านคาร์ดินัลรู้สึกห่วงใยผลพวงที่จะตามมา

        “ข้าพเจ้าเป็นห่วงว่ากฎหมายจะเป็นการคุกคามเสรีภาพขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชนในฮ่องกง”  ท่านย้ำว่า “กฎหมายฉบับใหม่นี้อาจจะไปจำกัดเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการสื่อสาร และเสรีภาพในการศึกษา”

        “หากจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว” ท่านกล่าว “เสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อก็จะตกอยู่ในอันตรายด้วย”

        ตามรายงานจากหลายแห่งพระคาร์ดินัลโบกล่าวว่า “เสรีภาพในการนับถือศาสนาและความเชื่อในประเทศจีนผืนแผ่นดินใหญ่กำลังถูกจำกัดอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่มีการปฏิวัติด้านวัฒนธรรม”

        “แม้เสรีภาพในการนมัสการในเขตปกครองฮ่องกงยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือทันทีทันใด ทว่ากฎหมายความปลอดภัยฉบับใหม่และบทลงโทษกว้างๆของการสร้าง “ความไม่สงบ” “การแบ่งแยก” และ “การสมรู้ร่วมคิดกับพลังการเมืองต่างชาติ” อาจมีผลให้มีการควบคุมการเทศน์ การประกาศข่าวดี การสวดภาวนาที่มีการจุดเทียน และ การก่อกวนสถานที่นมัสการซึ่งเป็นสถานที่และพลังของพวกที่ต่อต้าน  ข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนาอย่าให้กฎหมายนี้ออกมา ซึ่งเป็นการแทรกแซงเรื่องราวภายในขององค์กรศาสนา และการรับใช้ที่ทางศาสนามอบให้กับสาธารณะชนทั่วไป”

        พระคาร์ดินัลยังขอร้องว่า ควรต้องมีความมั่นใจสำหรับบิชอป บาดหลวง รวมถึงศาสนบริกร ในการเตรียมบทเทศน์ และบรรดาศาสนาจารย์โปรเตสแตนต์ก็ต้องคิดให้ดีเกี่ยวกับการเทศนาของตน และสำหรับผู้นำศาสนาอื่นที่ต้องให้คำแนะนำแก่ชุมชนของตนก็เช่นเดียวกัน การมีส่วนร่วมขององค์กรศาสนาต่างๆไม่ควรที่จะได้รับการรบกวนจากกฎหมายดังกล่าว

        “ในข้อกำหนดกฎหมายของเขตปกครองฮ่องกงมีการรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา ผู้นำศาสนาบัดนี้จะมีการลงโทษหรือไม่ ที่มีการเทศนาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของมนุษย์ ความยุติธรรม เสรีภาพ ความจริง?   พวกเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ว่าไม่ว่าเมื่อใดที่เสรีภาพถูกคุกคามไม่เร็วก็ช้าเสรีภาพในการนับถือศาสนาก็จะได้รับผลกระทบด้วย”

        ด้วยเหตุผลดังกล่าวและ “ในเจตนารมย์แห่งประกาศก มรณะสักขีและนักบุญแห่งความเชื่อของพวกเรา” พระคาร์ดินัลกล่าว “ข้าพเจ้าวิงวอนให้ประชาสัตบุรุษอธิษฐานภาวนาให้กับเขตปกครองฮ่องกงด้วย”

        ขอให้สวดภาวนาสำหรับผู้นำประเทศจีนและฮ่องกง ให้พวกเขาเคารพต่อสัญญาที่ทำไว้ ณ ฮ่องกง อันเป็นข้อสัญญาที่ปกป้องเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐาน  ข้าพเจ้าขอร้องให้ทุกคนภาวนาเพื่อสันติภาพ” พระคาร์ดินัลโบกล่าว

        ต่อไปนี้เป็นสาส์นของพระคาร์ดินัลชาร์ลส หม่อง โบ

“การประกาศกฎหมายของสาธารณะรัฐประชาชนจีนเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศในเขตปกครองฮ่องกง ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษ”

การเรียกร้องให้มีการสวดภาวนาพิเศษ นำเสนอโดยพระคาร์ดินัลชาร์ลส โบ

ในนามของสมาชิกสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย  ข้าพเจ้าวิงวอนคริสตชนทุกคนทุกนิกาย และผู้ที่มีความเชื่อทั่วภาคพื้นเอเชียและโลกได้สวดภาวนาสำหรับเขตปกครองฮ่องกง และสำหรับประเทศจีนรวมถึงประชาชนทุกคนด้วบ

        เมื่อคืนนี้ (30 มิถุนายน 2020) รัฐบาลจีนได้ออกกฎหมายเรื่องความปลอดภัยแห่งชาติฉบับใหม่สำหรับเขตปกครองฮ่องกง นี่เป็นการกระทำที่ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับสาธารณะชน กฎหมายนี้ลดเสรีภาพของประชาชนฮ่องกงและทำลาย “การปกครองตนเอง” อย่างรุนแรง ซึ่งผิดต่อหลักการแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมโหราฬ ต่อรัฐธรรมนูญของฮ่องกงและขัดแย้งกับเจตนารมย์ของข้อตกลงในปี ค.ศ. 1997

        ฮ่องกงเป็นพลอยเม็ดงามเม็ดหนึ่งของเอเชีย เป็น “ไข่มุกแห่งเอเชีย” เป็นจุดเชื่อมระหว่างภาคตะวันตกกับภาคตะวันออก เป็นประตูสู่ประเทศจีน เป็นศูนย์กลางแห่งการค้า และจนถึงกระทั่งบัดนี้ยังคงชื่นชมอยู่กับเสรีภาพ และความคิดสร้างสรรค์

        กฎหมายความปลอดภัยแห่งขาติในตัวมันเองก็ไม่มีอะไรผิด  ทุกชาติมีสิทธิที่จะออกกฎหมายปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ ทว่ากฎหมายดังกล่าวต้องมีความสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีมนุษย์ และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน  การบังคับใช้กฎหมายของจีนทำให้สภากฎหมาย และการปกครองตนเองของฮ่องกงอ่อนแอลง ซึ่งเปลี่ยนอัตลักษณ์ของฮ่องกงอย่างสิ้นเชิง

        ข้าพเจ้าเป็นห่วงว่ากฎหมายนั้นจะคุกคามเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพของการชุมนุม เสรีภาพของสื่อสารสังคม และเสรีภาพของการศึกษา เชื่อได้เลยว่าจะคาบเกี่ยวไปถึงเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน

        จากรายงานหลายสำนักข่าว เสรีภาพในการนับถือศาสนาในประเทศจีนยังต้องเผชิญกับทุกข์ยากลำบากต่อข้อกำหนดที่พวกเราประสบมา ตั้งแต่ที่มีการปฏิรูปด้านวัฒนธรรม แม้ว่าเสรีภาพในการนมัสการในเขตปกครองฮ่องกงจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือทันทีทันใด ทว่ากฎหมายความมั่นคงปลอดภัยฉบับใหม่ และการลงโทษแบบกว้างๆต่อ “ความไม่สงบ” “การแตกแยก” และ “การสมรู้ร่วมคิดกับการเมืองต่างชาติ”  มีการควบคุมการเผยแพร่ศาสนา การลงโทษการสวดภาวนาที่มีการจุดเทียน และการรบกวนสถานที่นมัสการ ที่เป็นสถานที่ตั้งของผู้ประท้วง ข้าพเจ้าภาวนาขอให้กฎหมายนี้จะไม่อนุญาตให้ภาครัฐเข้าไปแทรกแซงกับเรื่องราวขององค์กรศาสนา และการรับใช้ที่องค์กรดังกล่าวมอบให้กับสาธารณะชน

        บรรดาพี่น้องบิชอป เพื่อนๆบาดหลวง ศาสนบริกร ในการเตรียมบทเทศน์  รวมถึงบรรดาศาสนาจารย์ควรคิดให้ดีถึงการอบรมสอน และ ผู้นำศาสนาแห่งความเชื่ออื่นๆ ก็เช่นเดียวกันควรมีความมั่นใจในการอบรมชุมชนของตน  การมีส่วนร่วมในงานสังคมไม่ควรที่จะถูกรบกวน เพราะว่ากฎหมายพื้นฐานของเขตปกครองฮ่องกงได้รับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา ผู้นำศาสนาจะถูกลงโทษไหม หากจะเทศนาเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของมนุษย์  สิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการนับถือศาสนา ความยุติธรรม เสรีภาพ ความจริง?  พวกเราเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าเมื่อใดที่มีการจำกัดเสรีภาพในการนับถือศาสนาจะเกิดผลกระทบในเชิงลบไม่เร็วก็ช้า

        ในช่วงปีที่แล้วมีการประท้วงกันหลายครั้งในเขตปกครองฮ่องกง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการประท้วงแบบสงบสันติ แต่เมื่อผู้ประท้วงราว 9,000 คนถูกจับซึ่งไม่มีตำรวจผู้ใดรับผิดชอบสำหรับการกระทำอย่างป่าเถื่อนของพวกเขา นี่เป็นความจำเป็นที่ต้นเหตุแห่งการชุมนุมนั้นควรที่จะต้องมีการจัดการ และการปฏิรูปที่มีความหมายรวมทั้งจะต้องมีการออมชอมกัน กฎหมายความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาตินี้ทำให้ความตึงเครียดดูเหมือนหนักยิ่งขึ้น และไม่ใช่เป็นการหาทางแก้ไขสถานการณ์

        ด้วยเหตุนี้และในเจตตารมย์แห่งประกาศก มรณะสักขี และนักบุญแห่งความเชื่อของพวกเรา  ข้าพเจ้าปรารถนาวิงวอนให้พวกเราช่วยกันภาวนาสำหรับเขตปกครองฮ่องกง ขอให้ภาวนาสำหรับผู้นำประเทศจีน และผู้นำเขตปกครองฮ่องกงให้รักษาข้อตกลงสัญญาซึ่งทำกัน ณ ฮ่องกง ในการรักษาเสรีภาพขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชน ขอให้ทุกคนอธิษฐานภาวนาเพื่อสันติภาพด้วย

พระคาร์ดินัลชาร์ลส หม่อง โบ
ประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย
วันที่ 1 กรกฎาคม 2020 

 (วิษณุ ธัญญอนันต์ – เก็บสาส์นของประธานสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชียมาแบ่งปันและภาวนา)

สภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย แถลงการณ์นโยบายมาตรฐานในการปกป้องคุ้มครองเด็ก/ผู้เยาว์

สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
แถลงการณ์นโยบายมาตรฐานในการปกป้องคุ้มครองเด็ก/ผู้เยาว์

1. สมาชิกทุกท่านของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยตระหนักและเคารพในศักดิ์ศรีและสิทธิของเด็ก/ผู้เยาว์ กล่าวคือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีและพร้อมที่จะสร้างหลักประกันให้พวกเขามีความปลอดภัยและชีวิตที่ดี สมาชิกทุกท่านของสภาพระสังฆราชฯ และผู้ร่วมงานในแต่ละสังฆมณฑลรวมทั้งคณะนักบวชชายหญิงแต่ละคณะในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องสร้าง หลักประกันว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก/ผู้เยาว์ และคนผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ (VULNERABLE PERSONS)*
เช่นคนพิการทุกประเภท จะต้องได้รับความเคารพ

2. ในหน่วยงานฝ่ายต่างๆ ที่สังกัดภายใต้สภาพระสังฆราชฯ และในองค์กรต่างๆของแต่ละสังฆมณฑลรวมถึงคณะนักบวชชายหญิงตระหนักและยืนยันว่าเด็กผู้เยาว์แต่ละคนควรได้รับ ความรักและเมตตาดุจของขวัญจากพระเจ้าซึ่งเด็ก/ผู้เยาว์เหล่านั้นมีสิทธิตามธรรมชาติในศักดิ์ศรีซึ่งจะต้องได้รับความเคารพ ได้รับการหล่อเลี้ยง และได้รับการปกป้องคุ้มครองจาก
ทุกคน

3. สภาพระสังฆราชคาทอลิกฯ และสังฆมณฑลทุกเขตปกครอง รวมทั้งคณะนักบวชชาย-หญิงทุกคณะพร้อมที่จะทําทุกอย่างเพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการทําพันธกิจของตนที่นํามาซึ่งสวัสดิภาพของเด็ก/ผู้เยาว์ ตลอดจนคนผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถฯ ซึ่งอยู่ในสภาวะล่อแหลมอันอาจจะได้รับอันตราย

4. สําหรับผู้ที่ดูแลเด็ก/ผู้เยาว์ขั้นประถมวัยในแต่ละสังฆมณทล สภาพระสังฆราชคาทอลิกฯ สนับสนุนและให้คุณค่าการมีส่วนร่วมของเด็ก/ผู้เยาว์ในการร่วมศาสนพิธีและกิจกรรมต่างๆ ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาชีวิตฝ่ายจิต สังคม อารมณ์ และสติปัญญาของพวกเขา

5. ณ ศาสนสถาน สถาบันการศึกษา อันได้แก่วัด โรงเรียน สถานสังคมสงเคราะห์ ศูนย์เด็กเยาวชนคาทอลิก และ สถานที่อํานวยความสะดวกฝ่ายสังคมต่างๆซึ่งเป็นพันธกิจในประเทศไทย สภาพระสังฆราชฯ ขอร้องให้ใส่ใจเป็นพิเศษต่องานอภิบาลและสวัสดิการของเด็กและผู้เยาว์ที่อยู่ภายใต้การแนะนําดูแลของพวกท่าน

6. นโยบายมาตรฐานฉบับนี้ยึดมั่นอยู่กับหลักการและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่างๆของพระศาสนจักร ทั้งจากสันตะสํานักและจากผู้รับผิดชอบและมีอํานาจการตัดสินใจในพระศาสนจักรท้องถิ่น รวมถึงข้อกฎหมายและข้อแนะนําแนวทางปฏิบัติต่างๆของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง และขณะเดียวกันก็ตื่นตัวอยู่เสมอกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านั้น

7. สภาพระสังฆราชคาทอลิกฯ และพระศาสนจักรท้องถิ่นในประเทศไทยตั้งใจที่จะปฏิบัติในเชิงรูปธรรม ดังนี้

7.1 ต้องพยายามอย่างที่สุดที่จะสร้างหลักประกันว่าเด็ก/ผู้เยาว์ และตลอดจน คนผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถฯ ซึ่งอยู่ในสภาวะเสี่ยงอันจะได้รับอันตรายต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นอันดับแรกและได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพโดยให้สิทธิของพวก เขาได้รับการปกป้องคุ้มครองและสวัสดิการของพวกเขาได้รับการส่งเสริม

7.2 ต้องลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของเด็ก/ผู้เยาว์และตลอดจนคนผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถฯ ซึ่งอยู่ในสภาวะล่อแหลมอันอาจจะได้รับอันตราย

7.3 ต้องสร้างหลักประกันว่าสมาชิกทุกคนของสภาพระสังฆราชคาทอลิกฯ และ ผู้ร่วมงานในสังฆมณฑลต่างๆ รวมทั้งนักบวชชาย-หญิงทุกคณะ จะได้รับการตรวจสอบ การรับสมัครเข้าทํางาน คัดเลือก อบรม สนับสนุน และมีการควบคุมดูแลด้วยความเอาใจใส่

7.4 ต้องให้การเอาใจใส่ดูแลอย่างเหมาะสมต่อเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเพศ ทางร่างกาย ทางอารมณ์ หรือจากการถูกปล่อยปละละเลย

7.5 ต้องให้การอบรมที่เหมาะสมสําหรับสมาชิกและเพื่อนร่วมงานทุกคนในองค์การ

7.6 ต้องทํางานแบบมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอํานาจเกี่ยวข้องเพื่อจัดการกับข้อกล่าวหาต่างๆอย่างรวดเร็ว ชอบธรรม และอย่างมีประสิทธิผล โดยเฉพาะปฏิบัติตามกระบวนการสอบสวนซึ่งสอดคล้องกับประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ในมาตรา 1717-1719 และ มาตรา 695 รวมทั้งข้อปฏิบัติที่ออกโดยสันตะสํานัก

7.7 ต้องทําให้นโยบายมาตรฐานนี้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง เข้าถึงภาคปฏิบัติได้ เข้าใจกันดีในสาระ และนําไปใช้ในกระบวนการและการดําเนินคดีซึ่งจะช่วยทําให้เด็ก/ผู้เยาว์ และตลอดจนคนผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในสภาวะเสี่ยงอัน อาจจะได้รับอันตราย มีความปลอดภัยซึ่งเรามีความเกี่ยวข้องในพันธกิจในพระศาสนจักรของพวกเรา

7.8 ต้องทํางานร่วมกันกับคณะกรรมาธิการการปกป้องคุ้มครองเด็ก/ผู้เยาว์ ระดับชาติที่ได้จัดตั้งขึ้น และปฏิบัติตามคู่มือหรือแนวทางที่สภาพระสังฆราชฯ ให้การรับรองตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2012 และประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016

7.9 ต้องจัดวันอธิษฐานภาวนาและจัดกิจกรรมอันเหมาะสมเพื่อการเยียวยารักษาผู้ที่เป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดประเภทต่างๆ ซึ่งสภาพระสังฆราชฯได้กําหนด ให้เป็นวันที่ 6 กรกฎาคม ของทุกปี โอกาสระลึกถึง นักบุญมารีอา กอเร็ตตี (Saint Maria Goreti)

ประกาศ วันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 2016


CONFERENTIA EPISCOPALIS THAILANDIAE
(พระคาร์ดินัล ฟรังซิส เซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช)
ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และประธานสภาพระสังฆราชฯ

(พระอัครสังฆราช หลุยส์ จําเนียร สันติสุขนิรันดร์)
ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง

(พระสังฆราชโยเซฟ ประธาน ศรีดารุณศีล)
ประมุขแห่งสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี และรองประธานสภาพระสังฆราชฯ

(พระสังฆราชยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์)
ประมุขแห่งสังฆมณฑลนครราชสีมา และเลขาธิการสภาพระสังฆราชฯ

(พระสังฆราช ยอห์น บอสโก ปัญญา กฤษเจริญ)
ประมุขแห่งสังฆมณฑลราชบุรี และเหรัญญิกสภาพระสังฆราชฯ

พระสัญญา 12 ข้อ ต่อผู้ถวายเกียรติแด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า

พระสัญญา 12 ข้อ
ต่อผู้ถวายเกียรติแด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า

  1. เราจะประทานพระคุณทุกๆ ประการที่จำเป็นตามสถานภาพแห่งชีวิตของเขา
  2. เราจะนำสันติสุขมาสู่ครอบครัวของเขา
  3. เราจะปลอบบรรเทาใจเขา ในความทุกข์ยากต่างๆ
  4. เราจะเป็นที่ลี้ภัยอันปลอดภัย ของผู้ที่อยู่ในภยันตรายของศัตรูแห่งชีวิต  และเป็นต้นเมื่อใกล้จะตาย
  5. เราจะประทานพระพรอย่างอุดมสมบูรณ์มายังกิจการงานทุกอย่างของเขา
  6. คนบาปจะพบท่อธารและมหาสมุทรแห่งความเมตตาที่ไม่มีขอบเขตในพระหฤทัยของเรา
  7. วิญญาณที่ศรัทธาร้อนรน จะก้าวไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ที่สูงขึ้น
  8. เราจะอวยพรทุกบ้านที่มีรูปพระหฤทัยของเราตั้งไว้เป็นที่เคารพบูชา
  9. วิญญาณที่เย็นเฉยจะกลับเป็นวิญญาณที่ร้อนรน
  10. เราจะประทานพระพรให้บาดหลวงสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้มีใจแข็งกระด้าง
  11. เราจะจารึกชื่อของผู้ที่เผยแผ่ความศรัทธานี้ไว้ในพระหฤทัยของเราตลอดไป
  12. ผู้ที่รับศีลมหาสนิทในวันศุกร์ต้นเดือน 9 ครั้ง ต่อเนื่องกัน จะได้รับพระหรรษทานความเป็นทุกข์ถึงบาปในวาระสุดท้าย

ประกาศสาส์นอภิบาลของสภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย ที่ สสท. 047/2020

ประกาศสาส์นอภิบาลของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
ที่ สสท. 047/2020
เรื่องปีที่ 351 มิสซังสยาม เสริมสร้างชุมชน ศิษย์ธรรมทูต

อวยพรมายังบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิง และคริสตชนฆราวาสทุกท่าน

                        สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้ประกาศสาส์นอภิบาลหลายฉบับ โอกาสเฉลิมฉลองรำลึกถึง 350 ปีการสถาปนา “มิสซังสยาม” (วันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1669 ถึงวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2019) เพื่อขอบพระคุณพระเจ้า ที่พระองค์ท่านได้ทรงสถาปนาพระ
ศาสนจักรคาทอลิกบนผืนแผ่นดินไทย และด้วยสำนึกในความกตัญญูต่อบรรดาธรรมทูตในอดีต รื้อฟื้นความมีชีวิตชีวาแห่งชุมชนความเชื่อในปัจจุบัน พร้อมทั้งเสริมสร้างชีวิตศิษย์ธรรมทูตของพระเยซูคริสตเจ้าเพื่อก้าวสู่อนาคตและในปีที่ 350 แห่งมิสซังสยามนี้พระศาสนจักรคาทอลิกแห่งประเทศไทยก็ได้รับพระพรพิเศษด้วยการเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปา
ฟรานซิสระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 นำความยินดีมาสู่พวกเราทุกคน

                        ณ บัดนี้ การฟื้นฟูความเชื่อคริสตชน “ศิษย์พระคริสต์” และการเฉลิมฉลองดังกล่าวมาถึงปีที่ 351 มิสซังสยามแล้ว  สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยเห็นสมควร และขอเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะต้องมุ่งสู่การเสริมสร้างชุมชนศิษย์ธรรมทูตอย่างเข้มข้นและจริงจัง โดยอาศัยวิถีชุมชนคริสตชนย่อย (BEC) เพื่อทำให้ทุกมิติชีวิตการประกาศข่าวดีสู่ปวงชน (Ad Gentes) เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นำคริสตชนคาทอลิกทุกคนจากการเป็นศิษย์พระคริสต์ (Christ’s Disciples) สู่การเป็นศิษย์ธรรมทูตของพระเยซูคริสต์ (Missionary Disciples) มากขึ้น โดยก้าวออกสู่การประกาศข่าวดีด้วยประจักษ์พยานชีวิตและด้วยวาจา อาศัยการบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตอารยธรรมแห่งความรักแก่พี่น้องชาวไทยที่ยังไม่มีโอกาสได้รับฟังข่าวดีนี้ นี่คือแก่นแท้และหัวใจของพระศาสนจักรคาทอลิกไทย

                        ก่อนอื่นหมดทีเดียว พี่น้องพระสังฆราชทุกท่านเป็นหนึ่งเดียวกันทางความคิดและยึดมั่นในกฤษฎีกาสมัชชาใหญ่ ปี ค.ศ. 2015 ของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย
เป็นแนวทางหลักสำคัญ เพราะเอกสารฉบับนี้สอดคล้องรองรับสมณสาส์น “ความชื่นชมยินดีแห่งพระวรสาร” (Evangelii Gaudium) ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส และแนวทางต่าง ๆ ของพระศาสนจักรสากลในปัจจุบัน พวกเรามั่นใจว่า การเป็นประจักษ์พยานด้วยชีวิต
คริสตชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านทางวิถีชุมชนคริสตชนย่อยที่มีบรรยากาศอารยธรรมแห่งความรัก และการประกาศข่าวดีด้วยวาจา อาศัยการบอกเล่าแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตความเชื่อในชุมชนคริสตชนย่อยของเรา จะทำให้ข่าวดีที่เราประกาศออกไปน่าเชื่อถือ

                        สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคร้ายโควิด-19 มีอันตราย และส่งผลกระทบทำให้ผู้คนประสบปัญหามากมายในการดำเนินชีวิต และปัญหาหนักหน่วงด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งภัยแล้งที่ตามมา ทำให้พระศาสนจักรแทบจะไม่สามารถขับเคลื่อนพันธกิจต่าง ๆ ได้เลย แม้เพียงพันธกิจ การอภิบาลด้านศาสนกิจอย่างเดียว ก็เป็นไปได้ด้วยความยากลำบากและจำกัดอย่างมากอยู่แล้วในสถานการณ์จริงดังกล่าวนี้เราจะทำอย่างไร

                        สมาชิกพระศาสนจักรคาทอลิกทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อภิบาลและผู้ร่วมงานอภิบาล นักบวชชาย-หญิง ฆราวาสคาทอลิกทุกคน ก่อนอื่น พวกเราทุกคนคงจะต้องฝากสภาพ การณ์ทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระเมตตารักและพระญาณเอื้ออาทรขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผ่านทางศาสนกิจ ชีวิตภาวนา พระวาจา และศีลศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ให้ทุกคนสามารถมองเห็นและมั่นใจในอนาคต

                        จิตตารมณ์ความรักของพระสงฆ์ผู้อภิบาลแบบพระเยซูเจ้า “องค์พระผู้อภิบาลที่ดี” รวมทั้งพระพรพิเศษและพันธกิจของคณะนักบวชทุกคณะ และผู้ถวายตัวทุกกลุ่ม ทุกองค์กร
จะช่วยหนุนนำจิตใจของทุกคนให้ทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นไปได้ เท่าที่เป็นไปได้ และอย่างปลอดภัย เพื่อพี่น้องร่วมความเชื่อและพี่น้องชาวไทยคนอื่นๆ ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้ผ่านเข้ามาในเส้นทางชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลชายขอบสังคม ขออย่าให้มีใครสักคนพลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสพระเมตตาและความรักขององค์พระผู้เป็นเจ้า ผ่านทางชีวิตและการกระทำของเรา

                        ดังนั้น ความพยายาม การอุทิศตนทุกอย่างต่างๆ เหล่านี้ จะให้ความบรรเทาใจ เสริมสร้างสายใยความรักความเอื้ออาทรต่อกัน ต่อทุกคน จะก่อเกิดความหวังและเสริมสร้างให้เป็น มิใช่เพียง “ฐานวิถีชีวิตใหม่” (New normal) เท่านั้น แต่จะก่อเกิดเป็น “ประสบการณ์พิเศษสุดแห่งความรักของพระเจ้า” ที่ถูกถ่ายทอดออกมาสัมผัสชีวิตและจิตใจของผู้คนในสังคมไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่มีสันติสุขและภราดรภาพมากขึ้น

                        ในนามของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนพี่น้องพระสงฆ์ นักบวชชาย-หญิง และฆราวาสคาทอลิกทุกคน ร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เสริมสร้างชุมชนศิษย์ธรรมทูต ก้าวออกไปประกาศข่าวดีสู่ปวงชนชาวไทยที่กำลังรอรับฟังข่าวดีนี้อยู่

                        ขอพระนางมารีย์ พระมารดาแห่งพระศาสนจักร และดวงดาราแห่งการประกาศข่าวดี ได้เสนอวิงวอนพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ด้วยเทอญ

                        ประกาศ ณ วันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 2020 ปีที่ 351 มิสซังสยาม

 

( พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช )

พระอัครสังฆราชแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
ประธานสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย

( พระสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ )

พระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลเชียงใหม่
เลขาธิการสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย

ประกาศสภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย เรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสฯ

ประกาศสภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย

ด่วนที่สุด
สาสน์อภิบาล เลขที่ สสท. 032/2020

จากสภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย

เรื่อง การป้องก้นการแพร่ระบาดของโรคร้ายไวรสโคโรน่า (โควิด 19)

ถึง พระคุณเจ้า บาดหลวง นักบวชชายหญิง และประชาสัตบุรุษ

สืบเนื่องมาจากสาส์นอภิบาลเลขที่ สสท. 023/2020 วันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2020 เกี่ยวกับการเผชิญกับการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของโรคร้ายไวรัสโคโรน่า หรืออ โดวิด19 (Coronavirus or Covid 19) ผลจากการประชุมของสภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย สมัยสามัญครั้งที่ 1/2020 บรรดาสมาชิกของสภาบิชอปแห่งนี้มีมติ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 2020 ในการป้องกันการระบาดของโรคร้ายดังต่อไปนี้

เนื่องจากความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคร้ายนี้ในแต่ละภูมิภาค มีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทและสภาพแวดล้อม จงขอร้องให้ผู้นำพระศาสนจักร ในแต่ละท้องที่ ใช้วิจารณญาณและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่ และขอความ ร่วมมือจากทุกท่านเพื่อความดีของสังคมส่วนรวม

I. การเฝ้าระวังสถานการณ์และคำประกาศ โดยให้ทุกสังฆมณเทลและทุกวัดให้ความร่วมมือจริงจังตามคำแนะนำของรัฐบาลไทยทั้งจากส่วนกลาง และท้องถิ่น

ระดับอันตราย ขั้นที่ 2

ณ วันนี้รัฐบาลไทยประกาศการแพร่ระบาดการติดโรคร้ายโควิด19 อยู่ในระดับ อันตรายขั้นที่ 2 (เกือบถึงระดับอันตรายขั้นที่ 3) ดังนั้นแนวปฏิบัติคือ

1. การงดพิธีบูชาขอบพระคุณและพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา ขอให้ขึ้นอยู่กับ ดุลยพินิจของบิชอปในแต่ละสังฆมณฑล

2. สำหรับวัดที่ดำเนินศาสนพิธี และไม่มีรายงานเกี่ยวกับการติดโรคระบาดเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาสัตบุรุษและศาสนบริกร ทางชมรมเวชบุคคลและแผนกสุขภาพอนามัยภายใต้อาณัติของสภาบิชอปคาทอลิกแห่ง ประเทศไทย ได้เสนอมาตรการการร่วมพิธีกรรมโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลมหา พรต และสัปดาห์คักดิ์สิทธิ์ ดังนี้

2.1 กระจายการเข้าร่วมพิธีกรรมของประชาสัตบุรุษไปนอกบริเวณวัด

เพื่อทำให้ความแออัดลดน้อยลง มีที่ว่างระหว่างบุคคลมากขื้น ควรห่างกันอย่างน้อยเป็นระยะ 1 เมตร ถ้าเป็นไปได้ขอให้เพิ่มจำนวนรอบของพิธีบูชาขอบพระคุณ และขอให้สัตบุรุษกระจายกันมาในความสะดวก

2.2 ในกรณีไม่สามารถจัดได้ตามขอ 2.1 ขอให้มีการตรวจวัดไข้ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมทุกคน แนะนำผู้ที่มีอาการไข้ หรืออาการหวัด รวมถึงผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอ มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ ขอให้สวด ภาวนา อ่านพระคัมภีร์อยู่ที่บ้าน

2.3 ขอให้ศาสนบริกรช่วยลดระยะเวลาของพิธีกรรมลง หรือประกอบพิธี แบบสั้น เพื่อลดเวลาการอยู่ร่วมกันนาน ๆ โดยเฉพาะในสถานที่ปิด และ สถานที่ที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น

2.4 พิธีกรรมต่างๆ ในช่วงสัปดาห์คักดิ์สิทธิ์ เช่น ขอให้งดพิธีล้างเทา และ สำหรับการนมัสการไม้กางเขนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ศาสนบริกรอ่าน อย่างละเอียดตามเอกสารแนบจากฝ่ายพิธีกรรม (เอกสารแนบ 1)

2.5 การโปรดศีลอภัยบาป กรณีที่มีการสารภาพบาปแบบบุคคลทั้งศาสนบริกรและผู้สารภาพบาปต้องอยู่ในที่โล่งและทั้งสองบุคคลต้องใส่หน้ากากอนามัยและได้รับการป้องกันอย่างปลอดภัย

2.6 การประกอบพิธีสมรส และพิธีปลงศพ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของบิชอป ของแต่เขตศาสนปกครอง และสภาพแวดล้อมของวัดแต่ละวัด

2.7 การโปรดศีลเจิมผู้ป่วย โดยเฉพาะในวาระผู้ป่วยใกล้สิ้นชีวิต ขอให้ผู้ที่เป็นศาสนบริกรต้องใช้ดุลยพินิจและมีความรอบคอบสูงสุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับกรณี การใช้หน้ากากอนามัยและถุงมือ

II. การเฝ้าระวังสถานการณ์และคำประกาศ โดยให้ทุกสังฆมณฑลและทุกวัด ให้ความร่วมมือจริงจังตามคำแนะนำของรัฐบาลไทยทั้งจากส่วนกลาง และท้องถิ่น

ระดับอันตราย ชั้นที่ 3

ในกรณีที่รัฐบาลประกาศระดับอันตรายต่อการแพร่ระบาดการติดเชื้อโรคร้ายโควิด19 ระดับที่ 3 ขอให้ทุกเขตศาสนปกครองและทุกวัดติดตามการประกาศ

เพิ่มเติม หรือคำแนะนำ อื่นๆ รวมทั้ง ข้อมูลที่จำ เป็นในการปฏิบัติศาสนกิจ และการประชาสัมพันธ์ ผ่านทางช่องทางสื่อกลางของพระศาสนจักรโดยสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย (www.csct.or.th หรือ www.facebook.com/thaicatholicmedia) และขอให้ทุกเขตศาสนปกครองและทุกวัดโปรดปฏิบัติตามข้อแนะนำ ดังนี้
1. จัดการโปรดศีลอภัยบาป วจนพิธีกรรมการอภัยบาปแบบรวม ตามหนังสือพิธีกรรมศีลอภัยบาปแบบที่ 3 ขอให้ศาสนบริกรศึกษาอย่างละเอียดในขั้นตอนการปฏิบัติ (เอกสารแนบ 2)
2. จัดพิธีบูชาขอบพระคุณแบบออนไลน์ ซึ่งฝ่ายสื่อมวลชนคาทอลิกแห่งประเทศไทย จัดเตรียมความพร้อมและคำแนะนำการร่วมพิธีกรรมทางออนไลน์ และขอให้สัตบุรุษรับศีลมหาสนิทด้วยความปรารถนา (เอกสารแนบ 3)

ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการเสนอวิงวอนของพระแม่มารีย์ ได้โปรดเมตตาพิทักษ์

คุ้มครองพวกเราทุกคนให้มีสุขภาพที่ดี

ออกไว้ ณ วันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 2020

(พระคาร์ดินัล ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช)
อาร์ชบิชอปประมุขแห่งอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
และ ประธานสภาบิชอปคาทอลิกแห่งประเทศไทย

(บิชอปฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์)
ประมุขแห่งสังฆมณฑลเชียงใหม่
และ เลขาธิการสภาบิชอปคาทอลิกฯ

เอกสารแนบที่ 1

เอกสารแนบที่ 2

เอกสารแนบที่ 3 ประกาศสื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย